ยุทธการ (ยุทธศาสตร์ระยะสั้น) ในการยุติสถานการณ์รุนแรง
ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
Wichai Chucherd
การแก้ปัญหาการก่อความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
สถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ในห้วงต้นปี พ.ศ.
๒๕๔๗ นั้น
บ่งชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับกระบวนทัศน์ของฝ่ายรัฐบาล
และเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ในการแก้ไขปัญหา รัฐจะต้องมีการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ
โดยมีการกำหนดยุทธศาสตร์ที่มีพื้นฐานมาจากการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมในทุกด้านอย่างครบถ้วน มีการกำหนดสภาพและความสำคัญของปัญหาให้ได้อย่างเด่นชัด
และมีการกำหนดลำดับขั้นและความเร่งด่วนในการบูรณาการเครื่องมือ และทรัพยากรที่มีอยู่ของรัฐเพื่อนำมาใช้ในการแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
กระทรวงกลาโหมในฐานะหน่วยงานของรัฐด้านความมั่นคงหน่วยหนึ่ง ได้พยายามที่จะเข้ามาให้การช่วยเหลือต่อหน่วยงานอื่น
ๆ ในการแก้ปัญหาดังกล่าว หลังการประชุมของสภากลาโหมครั้งที่
๑ ประจำปี พ.ศ. ๒๕๔๗ กระทรวงกลาโหมได้ออกมาประกาศมาตรการและห้วงระยะเวลาในการแก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยแบ่งขั้นในการดำเนินงานออกเป็นสามห้วงระยะเวลา อันประกอบไปด้วยมาตรการระยะสั้นในห้วงตั้งแต่มกราคม จนถึง กันยายน ๒๕๔๗ เป็นการยุติสถานการณ์รุนแรง ตามด้วยมาตรการระยะปานกลาง ตั้งแต่ตุลาคม
๒๕๔๗ จนถึง กันยายน ๒๕๔๙ ในขั้นของการเสริมความมั่นคง และมาตรการระยะยาว ตั้งแต่ ตุลาคม ๒๕๔๙ จนถึง กันยายน ๒๕๕๒ ในขั้นของการพัฒนาเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการแก้ปัญหา ทั้งนี้ในการดำเนินการได้กำหนดกรอบให้มีความครอบคลุมในทุกมิติ
ทั้งในด้านสังคมจิตวิทยา เศรษฐกิจ
การเมืองการปกครอง และด้านปัญหาความมั่นคง
โดยกำหนดออกมาเป็นยุทธศาสตร์สี่ประการคือ ยุทธศาสตร์การพัฒนาและป้องกันภายใน,
ยุทธศาสตร์การให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางในการแก้ปัญหา,
ยุทธศาสตร์การสร้างความมั่นคงท่ามกลางความหลากหลายทางวัฒนธรรม
และยุทธศาสตร์ในการใช้ปัจจัยทางสังคมจิตวิทยา และเศรษฐกิจ นำการเมืองและการทหาร
ผู้เขียนมีความเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่กองทัพจะได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาการก่อความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งนี้ก็ด้วยการระดมความคิดในการกำหนดยุทธศาสตร์และนำเสนอรัฐบาลเพื่อพิจารณาใช้ต่อไป
และเมื่อยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหาในระดับรัฐบาลได้มีการกำหนดใช้แล้ว กองทัพก็จะเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหา
และกำหนดออกมาเป็นยุทธศาสตร์ของกองทัพต่อการแก้ปัญหาครั้งนี้
โดยทั้งนี้กองทัพจะต้องระลึกไว้เสมอว่า
หน่วยงานของตนนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เข้าไปร่วมกันในการแก้ปัญหา มีบางประเด็นที่กองทัพอาจต้องเป็นผู้นำในการปฏิบัติ และเช่นเดียวกันในหลายประเด็นของปัญหากองทัพเป็นเพียงผู้สนับสนุนต่อหน่วยงานอื่นเท่านั้น
ทั้งนี้ก็เพื่อให้งานในการแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีบูรณาการ
มีการประสานสอดคล้อง และประสานการปฏิบัติกันอย่างใกล้ชิด
ไม่มีการซ้ำซ้อนหรือขัดแย้งกันเองเกิดขึ้น และแน่นอนเมื่อปัญหายุติไปถึงระดับที่สมควรแล้ว
กองทัพก็จะต้องถอนตัวออกมาเพื่อให้หน่วยงานที่มีความรับผิดชอบในยามที่สถานการณ์อยู่ในภาวะปกติได้เข้ามาดำเนินการต่อไป
สำหรับยุทธศาสตร์สี่ประการและมาตรการสามห้วงระยะเวลาของกระทรวงกลาโหมนั้น ผู้เขียนเห็นว่ามีความสอดคล้อง
และเป็นไปในแนวทางเดียวกันกับยุทธศาสตร์ระยะยาวในการแก้ปัญหาการก่อความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ที่ผู้เขียนได้นำเสนอไปแล้วในบทความก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตามเพื่อให้เกิดความชัดเจนในการนำยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหาของผู้เขียนไปประยุกต์ใช้กับหน่วยงานของรัฐต่าง
ๆ โดยเฉพาะในส่วนของกองทัพไทย และเพื่อเป็นการสร้างกรอบในการปฏิบัติงานในระยะสั้นให้ชัดเจนขึ้น
ในบทความนี้จะได้มีการวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในห้วงปีนี้เพิ่มเติม เพื่อกำหนดปัญหาที่ต้องทำการแก้ไขอย่างเร่งด่วนออกมา
ซึ่งทั้งนี้ในการดำเนินการดังกล่าวจะอยู่ภายใต้กรอบของยุทธศาสตร์ระยะยาวที่ได้กำหนดไว้แล้ว
บทวิเคราะห์สถานการณ์การก่อความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
ปัญหาการก่อความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ได้วิเคราะห์ออกมาแล้วถึงความสำคัญ ความรุนแรงของปัญหา และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากปัญหาต่าง ๆ
นั้น สามารถที่จะเรียงลำดับออกมาได้คือ ปัญหาของความรู้สึก
และความสำนึกร่วมในการเป็นรัฐชาติและประชาชนคนไทยที่เท่าเทียมกันของประชาชนบางส่วนในพื้นที่,
ปัญหาของการดำเนินงานของกลุ่มคนที่คอยสร้างสภาพแวดล้อมที่จะนำไปสู่การยกระดับความรู้สึกของประชาชน ให้รุนแรงถึงขั้นการแบ่งแยกดินแดน,
ปัญหาของการดำเนินงานของภาครัฐ,
และปัญหาที่มาจากผลกระทบของสภาพแวดล้อมโดยทั่วไปของสังคมโลก[1] อย่างไรก็ตามประเด็นปัญหาเร่งด่วนที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบันที่ต้องได้รับการแก้ไขในระยะสั้นเป็นลำดับแรก คือปัญหาการดำเนินงานของกลุ่มคนที่คอยสร้างสภาพแวดล้อมที่จะนำไปสู่การยกระดับความรู้สึกของประชาชน ให้รุนแรงจนอาจถึงขั้นต้องการแบ่งแยกดินแดน
ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวนี้ก็เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ขาดความรู้สึกและสำนึกร่วมในการเป็นรัฐชาติไทย ด้วยการอาศัยเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์,
วัฒนธรรมประเพณี, ความไร้ประสิทธิภาพและความชอบธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผสมผสานกับการฉกฉวยประโยชน์จากกระแสโลกาภิวัตน์ในปัจจุบัน ด้วยการร่วมมือกับกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ
กลุ่มก่อการร้ายสากล รวมทั้งการขอความเห็นใจจากกลุ่มองค์กรเอกชนต่าง ๆ
เพื่อสร้างความชอบธรรมในการยกระดับอำนาจอธิปไตยในการปกครองตนเองในพื้นที่ไปจนอาจถึงขั้นการเป็นรัฐอิสระ
เหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ที่ได้ทวีความรุนแรงขึ้นมาตั้งแต่ห้วงต้นปี
พ.ศ. ๒๕๔๖ เป็นต้นมา และมีความถี่ของการปฏิบัติการเด่นชัดมากขึ้นในห้วงปลายปี
๔๖ ถึงต้นปี ๔๗ ได้มีเหตุการณ์ในการก่อการร้ายด้วยการเผาโรงเรียน การเรียกค่าคุ้มครอง การอุ้มไปฆ่า การลอบสังหารเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ในสายงานปกครอง เจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ทหาร รวมทั้งได้มีการปล้นอาวุธปืนไปจากหน่วยงานของทางราชการ
โดยเริ่มต้นจากหน่วยงานที่มีการฝึกและการระวังป้องกันที่ไม่เข้มแข็งมากนักไปจนถึงหน่วยทหารในระดับกองพัน[2]
เหตุการณ์เหล่านี้ถ้าพิจารณากันอย่างผิวเผินก็เหมือนกับเป็นยุทธวิธีที่ขบวนการแบ่งแยกดินแดน
หรือขบวนการโจรก่อการร้าย
หรือโจรก่อการร้าย เคยใช้กันอยู่ประจำ แต่อย่างไรก็ตามถ้าได้มีการศึกษาปัญหาอย่างแท้จริงจะพบนัยที่สำคัญ
กล่าวคือ
สถานการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นเกิดจากสาเหตุหลายประเด็นที่คละเคล้ากันไป,
โจรก่อการร้ายได้เปลี่ยนยุทธศาสตร์จากเดิมที่ออกมาสมอ้างว่าเป็นผู้ก่อการเป็นไม่รับว่าเป็นผู้ก่อการ
โดยจะอ้างก็ต่อเมื่อเหตุการณ์นั้น ๆ
ได้ผลทางมวลชน,
โจรก่อการร้ายพยายามรวมตัวกันเพื่อความเป็นเอกภาพและเน้นการดำเนินงานด้านการเมืองมากกว่าด้านการทหาร, ได้เกิดกลุ่มผู้มีความรู้ที่มีแนวทางในการดำเนินงานการเรียกร้องอำนาจอธิปไตยแตกต่างไปจากเดิม, ข้าราชการของรัฐบางส่วนเอง
หรือผู้ที่เคยเข้ามาเป็นข้าราชการด้วยความสมัครใจหรือด้วยการเกณฑ์เช่นการเกณฑ์ทหารได้เข้าไปร่วมกับกลุ่มโจรก่อการร้าย,
และมีกลุ่มองค์กรเอกชน
องค์กรอิสระทางด้านสิทธิมนุษยชน
และองค์กรที่ให้การสนับสนุนทางด้านศาสนาเข้ามาเกี่ยวพันกับเหตุการณ์มากขึ้น
ในขณะเดียวกันการดำเนินงานในการแก้ไขปัญหาของเจ้าหน้าที่ของรัฐในปัจจุบันก็เป็นไปในลักษณะของการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในเชิงยุทธวิธีที่ขาดกรอบทางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์เป็นไปตามที่กลุ่มที่ต้องการอำนาจอธิปไตยในพื้นที่ต้องการให้เกิดขึ้น
เหตุการณ์ไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีลักษณะที่ผสมปนเปกันไประหว่างการปฏิบัติการของขบวนการแบ่งแยกดินแดนต่าง
ๆ การปฏิบัติการของกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติที่ทำธุรกิจในด้านการค้ายาเสพติด การค้าอาวุธเถื่อน การค้าของเถื่อน รวมทั้งการปฏิบัติของผู้มีอิทธิพลทั้งที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเอง ประชาชนโดยทั่วไป ทั้งที่เป็นไทยพุทธและไทยอิสลาม หรือแม้กระทั่งเป็นการปฏิบัติที่เป็นอาชญากรรมธรรมดา การดำเนินเหล่านี้ส่วนมากจะมีการกล่าวอ้างหรือทำให้เข้าใจว่าเป็นการกระทำของขบวนการแบ่งแยกดินแดน
(โจรก่อการร้าย) ซึ่งในความเป็นจริงนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ้างก็เป็นการขออาศัยชื่อของขบวนการในการก่อการและจ่ายค่าใช้ชื่อในการก่อการให้กับขบวนการ[3]
ในขณะเดียวกันบางเหตุการณ์ที่ผู้มีอิทธิพลสูงหรือมีเครือข่ายที่ติดต่ออยู่กับเจ้าหน้าที่ของรัฐบางคน ก็ได้อาศัยชื่อของขบวนการเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นและปัดความรับผิดชอบจากฝ่ายตนไป นอกจากนี้บางเหตุการณ์เป็นเหตุร้ายที่เกิดจากการโกรธแค้นส่วนตัวของบางคน
ซึ่งเมื่อก่อการแล้วก็กลบเกลื่อนด้วยการทำให้เข้าใจว่าเป็นการปฏิบัติของขบวนการ หรือหนีกฎหมายเข้าไปอาศัยผู้มีอิทธิพลหรือขบวนการก่อการร้ายไปเลย สิ่งนี้ได้ส่งผลต่อความยุ่งยากของฝ่ายรัฐบาลในการเข้าไปแก้ปัญหาที่ปะปนกันจนแยกออกได้ยาก
อีกทั้งยังส่งผลต่อความเชื่อถือของประชาชนที่มีต่อฝ่ายรัฐบาลในด้านความจริงใจในการแก้ปัญหา
จากการที่ประชาชนเห็นว่าผู้มีอิทธิพลโดยเฉพาะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ชื่อขบวนการก่ออาชญากรรมแล้วรัฐบาลไม่สามารถจับตัวมาดำเนินคดีได้
สิ่งเหล่านี้สั่งสมจนกระทั่งประชาชนขาดความไว้ใจต่อเจ้าหน้าที่รัฐ และไม่เชื่อว่าโจรก่อการร้ายจะก่ออาชญากรรมแบบไร้อุดมการณ์ รวมทั้งมองว่าเหตุก่อการร้ายทั้งหลายเป็นฝีมือของผู้มิอิทธิพล และพวกกลุ่มอื่น
อีกทั้งยังมีความเชื่อว่าที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องมาจากพวกตนเป็นชนกลุ่มน้อย
จึงได้รับการดูแลที่ไม่ดีเท่าในพื้นที่อื่น ๆ
ในขณะเดียวกัน กลุ่มที่ต้องการแยกตัวออกไปในปัจจุบัน เช่น P.U.L.O., Bersatu ก็ได้มีการพัฒนายุทธศาสตร์ของตนเองให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยจะแสดงตนรับว่าเป็นผู้ก่อการในเฉพาะเหตุการณ์ที่มุ่งไปสู่การแบ่งแยกดินแดนและไม่เสียมวลชน หรือทำในนามของชาวไทยมุสลิมที่ต้องการสิทธิเสรีภาพ และอำนาจอธิปไตย ทั้งนี้ก็เพื่อหวังผลในการแย่งชิงประชาชน
อีกทั้งยังเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับกลุ่มของตนในการเรียกร้องเพื่อขอปกครองตนเอง โดยมีสังคมโลกที่มีองค์กรเอกชน
และองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนที่เข้ามาทำงานในพื้นที่เป็นผู้รับรองและรายงานไปที่องค์การสหประชาชาติ
นอกจากนี้แล้วขบวนการในการแบ่งแยกดินแดนนี้ยังได้พยายามสร้างสถานการณ์ให้ฝ่ายรัฐบาลต้องเป็นฝ่ายเข้ามาแก้ไขสถานการณ์โดยใช้กำลังเกินกว่าเหตุ
หรือมีการแก้ปัญหาที่สามารถส่งผลต่อความรุนแรงที่จะทวีขึ้น
และสร้างความขัดแย้งกับประชาชนในพื้นที่มากขึ้น เช่น
การหว่านแหจับและสอบสวนบุคคลที่ประชาชนให้ความนับถือไม่ว่าจะเป็นผู้นำทางศาสนา,
ครูสอนศาสนาในปอเนาะ และอื่น ๆ
ซึ่งผลที่ออกมากลุ่มที่ต้องการแบ่งแยกดินแดนหรืออำนาจอธิปไตยของตนเอง ก็จะสามารถออกมาชี้นำประชาชนให้เห็นถึงความไม่ถูกต้องชอบธรรมของรัฐบาล
และนำไปสู่การขยายความรู้สึกของประชาชนในพื้นที่ที่ต้องการปกครองตนเองมากขึ้น
โจรก่อการร้ายในพื้นที่ได้พยายามที่จะรวมตัวกันเพื่อความเป็นเอกภาพ และเน้นการดำเนินงานด้านการเมืองเป็นหลักเสริมด้วยการทหาร ดังสังเกตได้จากการใช้ชื่อของขบวนการไม่ว่าจะเป็น องค์กรแนวร่วมปลดปล่อยสหพันธ์ปัตตานี หรือ
P.U.L.O., ขบวนการมูจาฮีดีนปัตตานี (Barisan Bersatu Mujahidin Pattani :
B.B.M.P.), และขบวนการสหแนวร่วมกู้ชาติปัตตานี (Barisan
Bersatu Kemerdekaan Pattani : BBKP.)
ก็ล้วนแต่มีคำว่า
Bersatu
ที่เป็นภาษามาลายูที่มีความหมายว่าเพื่อความเป็นหนึ่งเดียว หรือเพื่อเอกภาพของขบวนการแบ่งแยกดินแดน นอกจากนี้ขบวนการต่าง ๆ ยังได้มีการเรียนรู้ซึ่งกันและกันและแทรกซึมเข้าไปเพื่อสร้างฐานทางการเมืองในพื้นที่เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ในการต่อสู้ต่อไป
โดยขอบข่ายงานของขบวนการมิได้อยู่แค่ในพื้นที่เท่านั้นแต่ได้มีการสร้างเครือข่ายในต่างประเทศไว้ด้วย[4] ผลจากการดำเนินงานได้สร้างเครือข่ายเพื่อขยายความสำนึกในการเป็นเมืองปัตตานีเก่าที่มีวัฒนธรรมประเพณีที่ยิ่งใหญ่ของตนเอง ที่ได้ถูกข่มเหงยึดเอาไปโดยคนไทย
และต้องถูกปกครองโดยไทยพุทธที่ไม่เข้าใจในความเป็นมุสิลมของคนในพื้นที่ นอกจากนี้ยังได้เกิดคนรุ่นใหม่ ๆ
ที่มีการศึกษาสูงขึ้นในกลุ่มที่ต้องการอำนาจอธิปไตยเป็นของตนเอง
กลุ่มคนในพื้นที่ที่ได้รับการศึกษาสูงกว่าแต่ก่อน
และได้มีโอกาสศึกษาความเป็นมาของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งได้เห็นสภาพปัญหาในพื้นที่
บางกลุ่มมีความคิดเห็นว่า
การดำเนินงานของรัฐบาลที่เป็นอยู่
และที่ผ่านมาไม่สามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้
และกลุ่มคนพวกนี้ต้องการที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของชาวไทยมุสลิมที่อยู่ในพื้นที่ ซึ่งบางคนมีความคิดเห็นไปในทิศทางที่ต้องการให้รัฐให้อำนาจในการปกครองตามวิถีทางที่สอดคล้องกับศาสนา และวัฒนธรรมของประชาชนในพื้นที่มากขึ้น ซึ่งบางคนอาจถึงขั้นต้องการอำนาจอธิปไตย
แต่อย่างไรก็ตามผู้ที่มีการศึกษาสูงนี้ก็ยังคงระมัดระวังตัวที่จะไม่กระทำสิ่งใดที่ขัดแย้งกับกฎหมายและรัฐธรรมนูญ
ดังนั้นการแสดงออกของกลุ่มคนเหล่านี้มักออกมาในรูปของการเผยแพร่แนวความคิดที่ชี้ให้เห็นถึงความเป็นเมืองปัตตานีเก่า ชี้ให้เห็นถึงความผิดพลาดของรัฐบาลและการกระทำในลักษณะที่ข่มเหงและถืออำนาจเหนือของเจ้าหน้าที่รัฐบางคนในพื้นที่
นอกจากนี้ในบางครั้งอาจออกมาตำหนิการก่อการร้ายในพื้นที่ภาคใต้
ซึ่งมักจะชี้สาเหตุไปที่ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ซึ่งส่วนมากก็คือเจ้าหน้าที่ของรัฐ
ชี้ให้เห็นถึงความด้อยประสิทธิภาพและไม่น่าเชื่อถือในการแก้ปัญหาของรัฐ
ความขัดแย้งทางด้านการเมืองในระบบการปกครองเช่น ความขัดแย้งระว่างฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลก็จะถูกนำมาใช้และขยายให้เกิดประโยชน์ต่อการดำเนินงานเพื่อสร้างความคิดในการแบ่งแยกดินแดน หรือเรียกต้องอำนาจอธิปไตยในพื้นที่มากขึ้น
ในสถานการณ์ปัจจุบันได้มีเหตุการณ์บ่งชี้ให้เห็นแล้วว่า ข้าราชการของรัฐบางส่วนเอง
หรือผู้ที่เคยเข้ามาเป็นข้าราชการด้วยความสมัครใจหรือด้วยการเกณฑ์ เช่น ทหารเกณฑ์ ได้เข้าไปร่วมกับกลุ่มโจรก่อการร้าย ทั้งนี้อาจจะด้วยมีการวางแผนไว้ก่อนล่วงหน้าหรือไม่ก็ดี
และอาจเข้าร่วมก็เพื่อต้องการสร้างอิทธิพลให้กับตนเอง หรือมีผลประโยชน์ร่วม
หรือมีแนวความคิดในทิศทางเดียวกับกลุ่มโจรก่อการร้ายที่ต้องการแบ่งแยกดินแดนก็ตาม แต่ผลที่เกิดขึ้นทำให้ปัญหาต่าง ๆ
มีความสับซ้อนมากขึ้น กลุ่มคนที่ว่านี้ได้มีโอกาสเข้ามาศึกษาข้อดี ข้อเสีย ในระบบทำงานของหน่วยงานราชการ และสามารถที่จะนำไปกำหนดใช้ให้เกิดประโยชน์กับกลุ่มโจรก่อการร้ายได้เป็นอย่างดี
การปฏิบัติการการปล้นอาวุธปืนและสังหารทหารเสียชีวิตไปสี่นาย
ในค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อ. เจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส
คงเป็นบทเรียนอันมีคุณค่าต่อการที่มีข้าราชการ หรืออดีตข้าราชการ หรืออดีตกำลังพลในหน่วย เป็นสมาชิกของกลุ่มโจรก่อการร้าย
หรือเป็นกลุ่มที่มีผลประโยชน์ร่วมกับกลุ่มโจรก่อการร้าย
กลุ่มองค์กรเอกชน และองค์กรอิสระทางด้านสิทธิมนุษยชน ได้เข้ามามีส่วนร่วมกับเหตุการณ์มากขึ้น องค์กรต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนมีความมุ่งหมายในการสร้างความเท่าเทียมกันของมนุษยชาติ โดยเน้นหนักการทำงานไปที่การสำรวจและค้นหาว่า
มีชนกลุ่มน้อยในสังคมของประเทศใดบ้างที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน และทำรายงานและประกาศให้สังคมโลกรับทราบ
ด้วยการดำเนินการดังกล่าวนี้สามารถส่งผลให้การแบ่งแยกดินแดน หรือการขออำนาจอธิปไตยจากประเทศแม่มีโอกาสเกิดขึ้นได้มาก ดังนั้นกลุ่มขบวนการที่ต้องการแบ่งแยกดินแดน หรือต้องการอำนาจอธิปไตย
หรือต้องการการปกครองในรูปแบบที่พวกตนพิจารณาว่าเหมาะสมกับสังคมในพื้นที่
ก็จะพยายามดึงองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนเข้ามา
และพยายามชี้ให้เห็นว่าปัญหาในพื้นที่เกิดจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน ชี้ว่าประชาชนในพื้นที่ควรจะได้มีสิทธิในการปกครองตนเอง
และชี้ให้เห็นว่าการดำเนินการของขบวนการแบ่งแยกดินแดนนั้นเป็นเรื่องของอุดมการณ์ทางการเมือง
ดังเห็นได้จากการปฏิบัติของโจรก่อการร้ายที่มุ่งไปที่การทำร้ายเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้น สิ่งนี้จะสร้างความชอบธรรมในการต่อสู้ในสายตาของสังคมโลก
และเป็นการสร้างเกาะคุ้มกันตนเองจากการถูกส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนจากประเทศหนึ่งสู่อีกประเทศหนึ่ง
นอกจากนี้แล้ว
องค์กรที่สนับสนุนด้านการศาสนาก็ได้เข้ามามีส่วนร่วมกับปัญหาการก่อความไม่สงบในพื้นที่ด้วย ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากการดำเนินการต่าง ๆ
นั้นต้องมีทุนในการดำเนินการ
และองค์กรด้านศาสนานี้ก็เป็นแหล่งทุนหนึ่ง นอกเหนือจากทุนในพื้นที่เอง
ลักษณะการแก้ปัญหาของเจ้าหน้าที่ของรัฐในปัจจุบัน
ยังคงขาดยุทธศาสต์ชาติที่จะนำมาใช้ในการแก้ปัญหาดังกล่าวนี้ ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากการขาดความต่อเนื่องในการแก้ปัญหา
ขาดการส่งมอบอำนาจและความรับผิดชอบในการแก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นตอน ดังเห็นได้ว่า หลังการยุบ ศอ.บต. และ พตท. ๔๓ และเจ้าหน้าที่ในสายงานปกครอง และเจ้าหน้าที่สายงานการรักษาความปลอดภัย
(ตำรวจ) ได้เข้ามารับมอบความรับผิดชอบตามปกติหน้าที่ของตนนั้น ระบบงานที่สำคัญ ๆ เช่น ระบบงานด้านการข่าวกรอง และการต่อต้านข่าวกรอง มิได้มีการสานต่อการดำเนินงาน ระบบข่าวกรองเดิมที่เคยมีเครือข่ายในพื้นที่ถูกถอนออกหมด หรือถูกปลดปล่อยออกไป
ในขณะที่หน่วยงานในสายงานการรักษาความปลอดภัยก็ต้องเข้ามาจัดตั้งระบบข่าวกรองของตนเองใหม่
หรือในบางกรณีไม่มีการจัดตั้งระบบข่าวกรองไว้เลย
ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากการประเมินสถานการณ์การก่อความไม่สงบว่าได้จบสิ้นลงไปแล้ว
ผลที่เกิดขึ้นก็คือ การขาดเครือข่ายด้านการข่าว
และระบบการรักษาความปลอดภัยเพียงพอที่จะป้องกันเจ้าหน้าที่ของรัฐเองจากการก่อการร้ายของฝ่ายก่อความไม่สงบ
นอกจากนี้เมื่อเหตุการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นตั้งแต่ในห้วงต้นปี
พ.ศ. ๒๕๔๖ หน่วยงานในสายงานการปกครองและสายงานการรักษาความสงบเรียบร้อย
ก็มิได้มีวิสัยทัศน์และความรอบคอบเพียงพอต่อการประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ได้แต่ยืนยันที่จะแก้ปัญหาตามวิถีทางที่ตนพิจารณาว่าถูกต้อง โดยไม่สนใจว่าอะไรคือปัญหาที่แท้จริง และแนวทางในการแก้ปัญหาเป็นเช่นไร อีกทั้งยังไม่พยายามที่จะให้หน่วยงานอื่นเข้ามาร่วมรับทราบปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อเตรียมการเข้าดำเนินการในกรณีที่จำเป็น และเมื่อเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น หน่วยงานของกองทัพก็ได้รับคำสั่งให้เข้ามาดำเนินงานโดยที่มีการเตรียมการในการแก้ปัญหาไม่มากนัก และเป็นการเข้ามาในลักษณะของการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการตามไล่ล่าโจรก่อการร้าย
ดำเนินงานในลักษณะยุทธวิธีตามแต่เหตุการณ์ร้ายจะเกิดขึ้น
ซึ่งถ้าได้มีการพิจารณากำลังที่ส่งเข้าพื้นที่ไปแล้วอาจกล่าวได้ว่า
ผู้ที่เข้าร่วมวางแผนได้ลืมหลักการข้อหนึ่งของการป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบไป นั่นคือ การลดความรุนแรงให้เหลือน้อยที่สุด และการใช้กำลังให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็นต่อสถานการณ์
และเช่นเดียวกันกับช่วงหลังการยุบ
ศอ.บต. และ พตท. ๔๓
ขั้นตอนในการเข้ามารับผิดชอบพื้นที่และอำนาจในการดำเนินงานก็มีได้มีการกำหนดให้ชัดเจนและมีการสอดรับหน้าที่และความรับผิดชอบกัน
ทำให้การทำงานนั้นเป็นไปในลักษณะของการแบ่งงานและแบ่งหน้าที่กันทำโดยมีการวางแผนร่วม
และการปฏิบัติร่วมในลักษณะของการเปิดยุทธการน้อยมาก
ปัญหาของความเป็นเอกภาพยังคงปรากฏให้เห็นอยู่เสมอ
แนวโน้มสถานการณ์ในพื้นที่ในห้วงปี
๒๕๔๗
จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่
จากการดำเนินการและการกำหนดสนามรบโดยฝ่ายก่อความไม่สงบ รวมทั้งลักษณะการดำเนินงานเพื่อการเข้าไปแก้ปัญหาของฝ่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐในปัจจุบัน
เราอาจพอที่จะวิเคราะห์กำหนดแนวโน้มของสถานการณ์ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในห้วงปี
พ.ศ. ๒๕๔๗ ได้ดังนี้
ประการแรก กลุ่มก่อความไม่สงบมีแนวโน้มที่จะขยายผลจากความสำเร็จในการปฏิบัติงานที่ผ่านมา
ที่ได้ยกระดับของความรุนแรงของปัญหาให้สูงขึ้นจากการที่รัฐบาลตอบโต้ด้วยการประกาศกฎอัยการศึก
และจัดกำลังทหารเข้าสู่พื้นที่เป็นจำนวนหลายพันนาย ทั้งนี้การดำเนินงานในห้วงต่อไปของกลุ่มที่พยายามจะแบ่งแยกดินแดน หรือต้องการอำนาจอธิปไตยในพื้นที่ น่าจะมีการยั่วยุให้กำลังทหารตำรวจ
และเจ้าหน้าที่ของรัฐตอบโต้ในลักษณะที่เกินกว่าเหตุ
มีลักษณะของการละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งทางร่างกาย วัตถุ จิตใจ และความเชื่อทางศาสนาวัฒนธรรมประเพณี
รวมทั้งจะมีการสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นระหว่างไทยพุทธและไทยมุสลิมในพื้นที่ เช่น มีการทำร้ายบุคคล
หรือทำลายสถานที่สำคัญทางศาสนาของแต่ละศาสนา[5] โดยทั้งนี้การปฏิบัติในลักษะของการโจมตีด้วยกองโจร หรือกำลังขนาดใหญ่ที่ต้องการการวางแผน
และขั้นตอนในการปฏิบัติที่ซับซ้อนจะยังไม่เกิดในห้วงเวลาอันสั้นนี้ แต่อย่างไรก็ตามกลุ่มก่อความไม่สงบมีแนวโน้มที่จะเข้ามาร่วมมือกันมากขึ้น
จนอาจถึงขั้นการรวมตัวเป็นขบวนการเดียวกันเพื่อการแยกดินแดน
ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากความสำเร็จในการดำเนินงานที่ผ่านมา และอาวุธที่ได้เก็บสะสมไว้และพร้อมที่จะเริมก่อตั้งกองกำลังเพื่อการแบ่งแยกดินแดนขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
ประการที่สอง กลุ่มนักวิชาการ นักการเมือง ผู้นำท้องถิ่น
และผู้นำทางศาสนาที่มีแนวความคิดต้องการอำนาจอธิปไตยในพื้นที่จะออกมาต่อต้าน ตำหนิรัฐบาล และเรียกร้องรัฐบาลในสิ่งที่เชื่อว่ารัฐบาลจะไม่ยินยอม
รวมทั้งจะได้ทำการชี้นำประชาชน
และสังคมไทย
รวมทั้งประชาคมโลก
ให้เห็นว่าไม่ได้มีขบวนการที่ต้องการแบ่งแยกดินแดน
การที่รัฐบาลได้สั่งการให้ทหารเข้ามาในพื้นที่นั้นก็เนื่องมากจากความระแวงของรัฐบาลเอง และเป็นการใช้กำลังทหารเข้ามาปราบปรามประชาชน
หรือเข้ามาข่มขู่ชาวไทยมุสลิมที่เป็นชนกลุ่มน้อย อีกทั้งกลุ่มดังกล่าวนี้จะได้ชี้ให้เห็นถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนของเจ้าหน้าที่ของรัฐในสถานการณ์ต่าง
ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต
อันเนื่องมาจากมีกำลังของเจ้าหน้าที่รัฐมากมาย และเจ้าหน้าที่เหล่านี้มีการควบคุมและประสานงานกันยังไม่เป็นเอกภาพ และไม่มีความเข้าใจในพื้นที่ ประชาชน และปัญหาต่าง ๆ ดีพอ
สำหรับกลุ่มที่มีแนวความคิดต้องการอำนาจอธิปไตยในพื้นที่นี้
จะได้อาศัยโอกาสในการแสดงความคิดเห็นและชี้นำสังคมโดยปะปนกันไปกับ กลุ่มนักวิชาการ นักการเมือง ผู้นำท้องถิ่น และผู้นำศาสนาที่มีความหวังดี และต้องการเสนอแนะแนวทางในการแก้ปัญหาในกับรัฐบาล และเจ้าหน้าที่ของรัฐ
ประการที่สาม ประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่
กำลังอยู่ในระหว่างการตัดสินใจที่จะเข้ากับฝ่ายใดดี หรือวางตัวเป็นกลางทั้งนี้ก็เพื่อรอการตัดสินใจ หรือเพื่อความปลอดภัยของตนเอง ฝ่ายใดที่สามารถเข้าใจและปรับหรือเรียกร้องและต่อสู้เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ มีความรู้สึกปลอดภัย
สามารถปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวันของตนซึ่งส่วนมากผูกพันอยู่กับศาสนา วัฒนธรรมประเพณี และการหาเลี้ยงชีพได้อย่างปรกติสุข ประชาชนก็จะไปเข้ากับฝ่ายนั้น
ในการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปควบคุมพื้นที่มากขึ้นโดยมิได้มีความเข้าใจในเป้าหมายในการดำเนินการที่ชัดเจนของหน่วยของตน และของรัฐบาล
รวมทั้งมิได้มีการเตรียมความพร้อมในการเผชิญปัญหาทางด้านอื่น ๆ เช่น การเมือง สังคมจิตวิทยา และด้านเศรษฐกิจ ก็จะส่งผลให้ประชาชนเกิดความคลางแคลงใจ
และมีแนวโน้มของความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่สูงขึ้น
ประการที่สี่ ในห้วงปี ๒๕๔๗ นี้ เจ้าหน้าที่ของรัฐในแต่ละด้าน โดยเฉพาะ กำลังทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ในสายงานการปกครอง รวมทั้งเจ้าหน้าที่ในส่วนอื่น ๆ
ของรัฐบาล
จะยังคงไม่สามารถประสานงานและร่วมงานกันได้อย่างมีประสิทธิผล ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากการขาดกำหนดยุทธศาสตร์ในระดับชาติที่ชัดเจนในการกำหนดหน้าที่ ความรับผิดชอบ และอำนาจในแต่ละด้าน
และแต่ละเรื่องที่จะให้แต่ละกรมกองจัดหน่วยของตนเข้าไปปฏิบัติ
นอกจากนี้แล้วความรู้สึกของการถูกลดทอนอำนาจ หน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็จะส่งผลให้ในช่วงต้น ตำรวจจะยังไม่ร่วมมืออย่างเต็มใจ
ในขณะเดียวกันผู้บังคับบัญชาของฝ่ายทหารก็จะพยายามรวบอำนาจให้เข้ามาอยู่ในฝ่ายทหาร
และใช้หลักการเอกภาพในการบังคับบัญชาเพื่อนำเข้ามาแก้ปัญหานี้ โดยอ้างนโยบายที่ต้องการให้มีความเป็นเอกภาพและบูรณาการของผู้นำรัฐบาลมาเป็นตัวบังคับหน่วยงานอื่น
ๆ สำหรับหน่วยงานด้านการปกครองหลังความล้มเหลวในการปกครองพื้นที่
เมื่อมีทหารและตำรวจมาเป็นผู้รับผิดชอบไป ก็จะพยายามปัดความรับผิดและชอบต่าง ๆ
เหล่านี้ไป
และจะช่วยเหลือทหารและตำรวจในการเข้าไปแก้ไขปัญหาเท่าที่จำเป็นหรือที่ได้ถูกสั่งหรือขอร้องมา โดยมิได้ทุ่มเททรัพยากร
และแนวความคิดในการแก้ไขปัญหาในด้านที่ตนมีความชำนาญออกมา นอกจากนี้แล้วความไม่ร่วมมือกันอย่างจริงจังของเจ้าหน้าที่รัฐในการแก้ปัญหาจะถูกเพิ่มพูนขึ้นไปจากการที่มีกลุ่มผู้มีอิทธิพลที่ใช้เครื่องแบบในการสร้างอิทธิพลให้กับตนเอง และกลุ่มที่แฝงตัวเข้ามาในระบบของรัฐเพื่อการก่อการร้าย
มาสร้างความแตกแยกให้มากขึ้นในกระบวนการในการแก้ปัญหาของรัฐเอง
ประการที่ห้า
เฉพาะกำลังทหารเองที่ได้รับคำสั่งให้เข้าไปประจำในพื้นที่เป็นจำนวนมาก
ก็จะเกิดปัญหาของการแย่งชิงทรัพยากรทั้งในเรื่องของงบประมาณ และความจำเป็นในการดำรงอยู่ในพื้นที่
อีกทั้งจะเกิดปัญหาในเรื่องของการประสานงานกันในการแก้ไขปัญหา
ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากความไม่ชัดเจนในการเปิดยุทธการของกองทัพ หน่วยต่าง ๆ
จะพยายามดำเนินการในการแก้ปัญหาตามแนวทางของตนที่ตนพิจารณาว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ และแน่นอนปัญหาในเรื่องของวินัยกำลังพล
และการควบคุมกำลังพลให้อยู่ในกรอบก็จะมีความยุ่งยากในห้วงเวลาอันใกล้นี้
ประการที่หก กลุ่มองค์กรเอกชน
และสิทธิมนุษยชนจะเริ่มเข้ามาให้ความสนใจปัญหาในพื้นที่นี้มากขึ้นกว่าเดิม สื่อมวลชนจากต่างประเทศที่ติดตามในเรื่องของปัญหาชนกลุ่มน้อย ปัญหาสิทธิมนุษยชน
จะเข้ามาในพื้นที่เพื่อตรวจสอบการดำเนินการของรัฐบาลไทย
โดยเฉพาะในส่วนที่ทหารและตำรวจเข้าไปดำเนินการ เพื่อรายงานปัญหาในเรื่องสิทธิมนุษยชนให้สังคมโลกรับทราบ
ซึ่งถ้าการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่รัฐเข้าข่ายการละเมิดสิทธิมนุษยชน องค์กรเหล่านี้ก็จะเข้ามาสนับสนุนกลุ่มในพื้นที่ที่ต้องการอำนาจอธิปไตยเป็นของตนเองมากขึ้น
กล่าวโดยรวมแล้ว
ปัญหาการก่อความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้
จะยังคงไม่สามารถยุติได้ในเวลาอันใกล้นี้ ในทางกลับกันจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี
พ.ศ. ๒๕๔๖ มาจนถึงเมื่อวันที่ ๒๙ ม.ค. ๔๗
เมื่อได้วิเคราะห์จากเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ เทคนิคของฝ่ายก่อความไม่สงบ และกระบวนการในการเข้าไปแก้ไขปัญหาของฝ่ายรัฐบาล
ที่ได้ให้ทหารเข้ามาประกาศกฎอัยการศึก และนำกำลังเข้าสู่พื้นที่จำนวนมาก
ซึ่งก็เป็นไปตามที่ฝ่ายก่อความไม่สงบต้องการ เราสามารถที่จะกล่าวได้ว่า
เหตุการณ์ร้ายในพื้นที่ภาคใต้ที่ปรากฎออกมาเพิ่งจะเริ่มต้นด้วยการก่อการเพื่อปลุกกระแสของกลุ่มคนที่ต้องการอำนาจอธิปไตยในพื้นที่เพิ่มขึ้น และสร้างความชอบธรรมในการที่จะขอแบ่งแยกดินแดน
หรือพื้นที่ที่มีแนวทางในการปกครองพิเศษไปจากพื้นที่อื่น ๆ ของไทย
ทั้งนี้ก็ด้วยการรอโอกาสจากความผิดพลาดของฝ่ายรัฐบาลในการเข้ามาแก้ไขปัญหาแล้วก่อให้เกิดความรุนแรงมากขึ้นในพื้นที่
ทั้งนี้ฝ่ายก่อความไม่สงบจะได้จ้องหาโอกาสพัดกระพือกระแสของความรุนแรงในทุกครั้งที่มีโอกาส เช่นยั่วยุให้คนไทยส่วนใหญ่ และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่กับชาวไทยมุสลิมผิดพ้องหมองใจกัน ไม่เข้าใจกัน และขัดแย้งกัน ด้วยเงื่อนไขทางด้านสังคมจิตวิทยา ความไม่ปลอดภัยของประชาชน และความไม่เข้าใจในการแก้ปัญหาของฝ่ายเจ้าหน้าของรัฐบาล
ยุทธศาสตร์ระยะสั้นในการยุติสถานการณ์รุนแรงในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
ยุทธศาสตร์ระยะสั้นหรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นงานในระดับยุทธการที่จะได้นำเสนอต่อไปนี้
เป็นการกำหนดยุทธศาสตร์ระยะสั้นที่มีพื้นฐานมาจากกรอบที่กระทรวงกลาโหมพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นในการปฏิบัติ นั้นก็คือ การพัฒนาและป้องกันภายใน[6]ซึ่งเป็นหลักการในการป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบ
ที่มีเป้าหมายในการดำเนินการไปที่การแก้ปัญหา ประชาชนที่มีแนวโน้มจะเข้าร่วมในการก่อความไม่สงบ การแก้ปัญหาการนำและชี้นำจากองค์กรต่าง ๆ ที่พยายามขยายความอ่อนแอของรัฐ
และทวีความรุนแรงของปัญหาให้ถึงระดับที่สามารถได้รับการยอมรับจากรัฐที่จะมอบอำนาจอธิปไตยให้
หรือจนกระทั่งสามารถก่อตั้งรัฐอิสระขึ้นมาได้ และเป็นการแก้ปัญหาความอ่อนแอในการบริหารของรัฐบาล ทั้งสามประการดังกล่าวนั้นในการดำเนินงานจะเน้นการแก้ปัญหาโดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลางในการแก้ปัญหา[7]อยู่แล้ว นอกจากนี้การพัฒนาและป้องกันภายในก็เป็นการผสมผสานพลังอำนาจหรือปัจจัยทางด้านสังคมจิตวิทยา เศรษฐกิจ การเมือง และการทหารในลักษณะที่สมดุลเข้าด้วยกัน[8]เพื่อการเข้าไปแก้ไขปัญหา
ในส่วนยุทธศาสตร์ในการสร้างความมั่นคงท่ามกลางความหลากหลายทางวัฒนธรรม[9] ถือได้ว่าเป็นกรอบแนวความคิดที่อยู่ในกระบวนการสร้างและดำรงไว้ซึ่งเอกภาพของรัฐชาติไทยอยู่แล้ว
จากยุทธศาสตร์ของกระทรวงกลาโหมผนวกเข้ากับยุทธศาสตร์ในการสร้างและดำรงไว้ซึ่งความเป็นเอกภาพของรัฐชาติไทย,
ยุทธศาสตร์ในการในการสร้าง
แลกเปลี่ยนความเข้าใจ
และโน้มน้าวให้ทุกฝ่ายมีความเป็นเอกภาพในความพยายามในการแก้ปัญหา,
ยุทธศาสตร์ในการปรับเปลี่ยนระบบบริหารในพื้นที่
และยุทธศาสตร์ในการส่งเสริมและสนับสนุนความร่วมมือกันใน ภูมิภาค[10] การดำเนินงานในระยะสั้นในห้วงตั้งแต่
มกราคม จนถึง กันยายน ๒๕๔๗ เพื่อเป็นการยุติสถานการณ์รุนแรงในพื้นที่ หน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐควรจะได้มีการดำเนินการดังนี้
รัฐบาลควรได้มีการกำหนดยุทธศาสตร์ระยะยาวเพื่อเป็นกรอบในการแก้ปัญหา
โดยทั้งนี้ยุทธศาสตร์ที่ได้มีการนำเสนอโดยกระทรวงกลาโหม
หรือยุทธศาสตร์ที่ผู้เขียนได้นำเสนอสามารถนำมาใช้เป็นต้นแบบและกำหนดนโยบายยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ออกมาให้ชัดเจน
และสั่งการให้กระทรวงทบวงกรมได้มีการจัดทำยุทธศาสตร์ของแต่ละกระทรวงทบวงกรมรองรับยุทธศาสตร์ดังกล่าวนี้ ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพในการดำเนินงาน และเพื่อความชัดเจนในการปฏิบัติ[11] กระทรวงทบวงกรม และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องควรได้นำยุทธศาสตร์ในระดับชาติ
ไปกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ของตนเพื่อดำเนินการต่อไป และเพื่อให้สัมฤทธิ์ผล แต่ละหน่วยงานควรได้มียุทธศาสตร์ในการดำเนินงานในลักษณะดังนี้
กระทรวงมหาดไทยที่ถือได้ว่าเป็นกระทรวงหลักที่รับผิดชอบในด้านการเมืองการปกครอง
มีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการแก้ปัญหาทั้งในระยะสั้น กลาง และยาว
โดยกระทรวงมหาดไทยควรที่จะได้มีกรอบในการดำเนินงานและเป็นหน่วยหลักรับผิดชอบในการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ โดยมีหน่วยงานอื่น ๆ
ของรัฐเข้ามาร่วมในการรับผิดชอบ
และให้การสนับสนุนภายใต้การวางแผน
อำนวยการ และสั่งการร่วมกัน ในทางปฏิบัติอาจได้มีการจัดตั้งศูนย์ประสานงานขึ้นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นการเฉพาะกิจ โดยกำหนดให้ศูนย์ดังกล่าวนี้ปฏิบัติงานในการแก้ปัญหาไปจนสิ้นการแก้ปัญหาในระยะยาวแล้วส่งมอบกระบวนการในการแก้ปัญหาให้กับการดำเนินงานในภาวะปกติ
ศูนย์ประสานงานควรเป็นหน่วยงานเพื่อการวางแผน ประสานงาน และอำนวยการที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก ไม่ควรมีการก่อสร้างเพิ่มเติม
อาจใช้อาคารของทางฝ่ายปกครองหรือทางฝ่ายทหารและตำรวจได้เพื่อความปลอดภัยที่สูงกว่า ผู้อำนวยการศูนย์ควรเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนที่ได้รับการยอมรับจากผู้ว่าซีอีโอของทั้งสามจังหวัด ได้รับการยอมรับจากแม่ทัพภาคที่สี่ ผู้บัญชาการตำรวจภาค ๙ ไม่มีปัญหาขัดแย้งกับ สมาชิกสภาจังหวัด สมาชิกวุฒิสภา ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำทางศาสนา ที่อยู่ในพื้นที่ รวมทั้งจะต้องมีความรู้ความสามารถ และความเข้าใจในปัญหาในพื้นที่ ผู้อำนวยการศูนย์ควรจะได้มีอำนาจตามกฎหมายที่เพียงพอต่อการอำนวยการต่อหน่วยงานต่าง
ๆ ในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่
โดยไม่ขัดต่อกฎหมายที่ใช้อยู่ปกติ
และไม่ควรกำหนดอำนาจเพิ่มขึ้นมาบังคับใช้ต่อประชาชนโดยไม่จำเป็น ฝ่ายอำนวยการของศูนย์จะต้องได้รับการคัดเลือกและส่งมาจากหน่วยงานทุกหน่วยงานที่จำเป็นต่อการแก้ปัญหาในครั้งนี้ ซึ่งหลัก ๆ ก็คือ จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงกลาโหม กระทรวงต่างประเทศ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเข้ามาร่วมกันวางแผน ตัวแทนจากหน่วยงานต่าง ๆ
เหล่านี้จะต้องได้รับความไว้วางใจในการเปิดเผยข้อมูลที่มี การนำเสนอแผนการปฏิบัติของหน่วยงานตนในขั้นต้นได้
และจะต้องเป็นผู้มีความรอบรู้ในงานที่ตนรับผิดชอบอยู่ และเข้าใจสภาพปัญหาในพื้นที่
ศูนย์ประสานงานเฉพาะพื้นที่นี้ควรเริ่มต้นการวางแผนด้วยการ
ประเมินผลพื้นที่ปฏิบัติการออกมาเสียก่อน เพื่อการวิเคราะห์ปัญหา และประเมินภัยคุกคามที่กำลังเกิดขึ้นในพื้นที่[12]
ทั้งนี้ข้อมูลหลักจะมาจากเจ้าหน้าที่สายงานปกครอง
และหน่วยด้านการข่าวกรองของทุกหน่วยงานเข้ามาดำเนินงานร่วมกันเพื่อกำหนดออกมาให้ได้ว่า อะไรคือปัญหาในระยะสั้น ยาว
และกลาง อะไรเป็นภัยคุกคามในแต่ละระยะ
และภัยคุกคามดังกล่าวมุ่งต่อเป้าหมายใด จากภัยคุกคามดังกล่าวนี้ ก็จะสามารถทำให้เจ้าหน้าที่กำหนดแผนในการป้องกันต่าง
ๆ ขึ้นมาได้
และสามารถที่จะปฏิบัติการเชิงรุกต่อผู้ก่อความไม่สงบได้ต่อไป
อย่างไรก็ตามประเด็นในเรื่องของอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบ
และกฎหมายที่จะนำมาใช้ในการดำเนินการจะต้องได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย
ซึ่งก็รวมทั้งความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ และประชาคมโลก
การควบคุม และอำนวยการของศูนย์ประสานงานเฉพาะพื้นที่จะดำเนินการผ่านการประชุมผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานต่าง
ๆ ในพื้นที่ เช่น ผู้บังคับบัญชาของหน่วยทหาร ตำรวจ และกระทรวงอื่น ๆ
ที่มีความรับผิดชอบในด้านต่าง ๆ ของตนในการแก้ปัญหาในพื้นที่
ทั้งนี้การประชุมประสานงานดังกล่าวได้ผ่านกระบวนการในการวางแผนร่วมกันของฝ่ายอำนวยการประจำศูนย์ประสานงาน ภายใต้การเห็นชอบของหน่วยงานต้นสังกัดผ่านฝ่ายอำนวยการเหล่านี้มาแล้ว
กระทรวงมหาดไทยจะต้องเริ่มดำเนินการไปเรื่อย
ๆ ในการปรับเปลี่ยนระบบการบริหารในพื้นที่ให้สอดคล้องกับสามจังหวัดนี้ โดยแสวงหาแนวทางร่วมกับกระทรวงอื่น ๆ เช่น
กระทรวงศึกษาธิการ
กระทรวงวัฒนธรรม
กระทรวงการพัฒนาสังคม
และความมั่นคงของมนุษย์
และที่สำคัญคือ
นักวิชาการ
นักการเมืองท้องถิ่น
ผู้นำท้องถิ่นและผู้นำศาสนาในพื้นที่
ทั้งนี้อาจผ่านกระบวนการในการสัมมนา
ก่อนที่เจ้าหน้าที่ของรัฐจะได้ออกเป็นคำสั่งและนโยบายต่อไป
ซึ่งจะได้รับความยอมรับมากกว่าที่เป็นอยู่ ในขณะเดียวกันในการแก้ปัญหาระยะสั้น
ผู้แทนกระทรวงมหาดไทยในพื้นที่ประจำศูนย์ประสานงานจะต้องช่วยเหลือหน่วยงานตำรวจ และทหารในการจัดเตรียมสนามรบด้านการข่าว
(เพื่อมิให้คำนี้ดูรุนแรงอาจให้คำว่า การจัดเตรียมการแก้ปัญหาในพื้นที่ด้านการข่าว ได้) และร่วมกันวิเคราะห์พื้นที่ และประเมินภัยคุกคามด้วย
การประเมินภัยคุกคาม หน่วยงานต่าง ๆ จะได้เป้าหมายที่ล่อแหลมตามหน้าที่ความรับผิดชอบของหน่วยงานตน เช่น
กระทรวงมหาดไทยจะพบข้อบกพร่องในระบบการบริหาร และเป้าหมายที่ฝ่ายก่อความไม่สงบจะนำข้อบกพร่องต่าง
ๆ เหล่านี้ไปขยายผล ในส่วนของตำรวจก็จะพบเป้าหมายที่อาจเป็นเป้าหมายที่
ฝ่ายก่อความไม่สงบจะโจมตีเพื่อให้เกิดความไม่สงบและเกิดความรุนแรงขึ้นในพื้นที่
ในส่วนของทหารก็อาจจะพบเป้าหมายที่เป็นกำลังกองโจรของฝ่ายก่อความไม่สงบที่เกินขีดความสามารถของตำรวจที่จะเข้าปฏิบัติการ
หน่วยงานด้านการศึกษาและวัฒนธรรมก็จะพบปัญหาของความขัดแย้งด้านวัฒนธรรมประเพณีและศาสนาที่จะต้องเข้าไปแก้ไขทั้งในระยะสั้น
กลาง ยาว
ผลจากการประเมินภัยคุกคามในแต่ละด้าน
แต่ละหน่วยงานก็จะนำมาใช้ในการกำหนดแนวทางในการแก้ไขในแต่ละส่วน
ซึ่งในขั้นตอนนี้ตัวแทนที่มาอยู่กับศูนย์ประสานงานเฉพาะพื้นที่จะต้องรายงานและติดต่อกับหน่วยงานต้นสังกัดของตนเพื่อร่วมในการพิจารณา และวางแผนคู่ขนานอย่างใกล้ชิด ผลที่ออกมาจะพบว่า ด้วยขีดความสามารถ ขีดจำกัดในด้านทรัพยากรและงบประมาณของแต่ละหน่วยงาน จะมีทั้งที่ขาดและเกินในแต่ละเรื่องอยู่ เช่น
ตำรวจอาจไม่มีกำลังเพียงพอต่อการรักษาความสงบเรียบร้อย
พิทักษ์รักษาความปลอดภัยให้กับประชาชน
ขัดขวางมิให้กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบเข้าถึงทรัพยากรต่าง ๆ ได้ สิ่งต่าง ๆ
เหล่านี้ศูนย์ประสานงานร่วมจะได้ร่วมกันในการวางแผนเพื่อการจัดสรรทรัพยากร ขีดความสามารถ
และขีดจำกัดของแต่ละหน่วยงานให้สอดคล้องกับการแก้ปัญหาและการปฏิบัติในพื้นที่
เมื่อแผนยุทธการในการแก้ปัญหาของศูนย์ประสานงานออกมาแล้ว
ผู้มีอำนาจเต็มของแต่ละกระทรวงทบวงกรมที่รับผิดชอบในพื้นที่สามจังหวัด ก็จะต้องมีการประชุมประสานงานกันและนำแผนดังกล่าวนั้นไปดำเนินการต่อไป
โดยมีศูนย์ประสานงานทำหน้าที่ติดตามอำนวยการ และประเมินผลเป็นระยะ
แผนที่ออกไปนั้นควรจะได้มีการกำหนดผู้รับผิดชอบในการดำเนินงาน อำนาจ หน้าที่ตามกฎหมาย และเป้าหมายในการดำเนินการดังนี้
กระทรวงมหาดไทย
มีอำนาจหน้าที่ด้านการปกครองตามกฎหมายอยู่แล้ว ควรกำหนดเป้าหมายในการดำเนินงาน เพื่อการปรับเปลี่ยนระบบการบริหารในพื้นที่ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในพื้นที่โดยเฉพาะในด้านสังคมจิตวิทยา และด้านเศรษฐกิจในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้[13]
สำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยผู้รับผิดชอบในการแก้ปัญหาในพื้นที่จะต้องรับผิดชอบในด้านความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่
ทั้งนี้อาจขอความร่วมมือมาทางฝ่ายทหารเพื่อจัดกำลังเข้าไปสนับสนุนในแผนงานรักษาความปลอดภัยนี้
พิจารณาแบ่งมอบพื้นที่ในการรักษาความปลอดภัยประชาชนกับให้กับฝ่ายทหาร
แต่ทั้งนี้ถ้าได้มีการแบ่งมอบพื้นที่ควรจะได้มีการฝึกเพิ่มเติมให้ฝ่ายทหาร และมีตำรวจเข้ามาร่วมดำเนินการด้วย
กำลังทหารควรจัดเข้าไปในพื้นที่แต่น้อยเพื่อสนับสนุนกำลังตำรวจเมื่อได้รับการร้องขอให้เข้าร่วมดำเนินการ ในลักษณะของการรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่
หรือให้กับข้าราชการที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เมื่อกำลังตำรวจไม่เพียงพอต่อการดำเนินงาน
นอกจากนี้กำลังทหารควรได้มีการเตรียมการเพื่อตอบโต้การปฏิบัติในลักษณะกองโจรในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นได้ไว้ด้วย
อย่างไรก็ตามกำลังทหารจะต้องระลึกไว้เสมอว่าการดำเนินการครั้งนี้มิใช่สงครามระหว่างประเทศ หรือสงครามระหว่างกลุ่ม
แต่เป็นการต่อสู้ทางด้านความคิดที่แตกต่างกันออกไปของคนในพื้นที่บางส่วนกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ
เจ้าหน้าที่ด้านการศึกษาและด้านวัฒนธรรม
จะต้องเร่งรีบในการศึกษาประเด็นปัญหาความขัดแย้งในด้านวัฒนธรรม ประเพณี และแสวงหาหนทางในการแก้ไข โดยทั้งนี้อาจร่วมกับนักวิชาการ นักการเมือง ผู้นำทางศาสนาในพื้นที่ สื่อมวลชนของไทย
ในการค้นหาแนวทางเพื่อที่จะสร้างความเป็นเอกภาพ มีบูรณาการ
มีความรู้สึกของความเป็นรัฐชาติเดียวกันของคนในพื้นที่กับคนส่วนใหญ่ของประเทศ
เจ้าหน้าที่ด้านการพัฒนาสังคม ความมั่นคงของมนุษย์ และสิทธิมนุษยชน กับเจ้าหน้าที่ของกระทรวงต่างประเทศ
จะต้องเข้ามาดูแลในเรื่องปัญหาสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ร่วมกับองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน และสื่อมวลชนทั้งหลาย ทั้งนี้ก็เพื่อการสร้างความเข้าใจที่ดีต่อกันระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐ ประชาชนในพื้นที่ และองค์กรทั้งหลายในพื้นที่
รวมทั้งจะต้องให้คำแนะนำและข้อเสนอแนะต่อผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ทั้งหลาย
ในเรื่องของการดำเนินงานเพื่อมิให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน
และสร้างความไม่เข้าใจและความขัดแย้งให้เกิดขึ้นในพื้นที่
กระทรวงต่างประเทศจะต้องเข้ามาร่วมวิเคราะห์และประเมินภัยคุกคาม ที่อาจมากจากสังคมโลกในด้านต่าง ๆ
ทั้งการให้ที่พักพิง การสนับสนุนด้านการเงิน
และทรัพยากรด้านอื่น
ซึ่งกระทรวงต่างประเทศจะต้องทำความเข้าใจกับประเทศ หรือสังคมต่าง ๆ
ที่เป็นแหล่งที่มาดังกล่าวนั้น
เพื่อให้มีความเข้าใจที่ดีต่อรัฐบาลไทย และการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาลไทย
และเพื่อให้ลดหรือระงับการสนับสนุนต่อกลุ่มที่พยายามก่อความไม่สงบในพื้นที่
ทั้งนี้การดำเนินงานของแต่ละหน่วยงานนั้น จะต้องมีการประสานสอดคล้องกันไป มีความร่วมมือของหน่วยงานต่าง ๆ อย่างเต็มที่
ผู้ปฏิบัติงานต้องเข้าใจวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานอย่างเด่นชัด
มีเอกภาพต่อการที่จะพยายามไปให้ถึงวัตถุประสงค์นี้ และจะต้องระลึกถึงความชอบธรรมในการเข้าไปดำเนินงานไว้เสมอ ทั้งความชอบธรรมตามกฎหมาย
และความชอบธรรมในสายตาของประชาชนในพื้นที่ ประชาชนทั้งประเทศ และประชาคมโลก
กองทัพต้องระลึกว่าการดำเนินงานครั้งนี้มิใช่การปฏิบัติการในลักษณะสงคราม แต่เป็นการปฏิบัติการทางทหารนอกเหนือการสงคราม[14] ที่มีหลักการสงครามแตกต่างออกไป เช่น
การใช้หลักการสงครามในเรื่องของเอกภาพในการบังคับบัญชาในลักษณะของการจัดตั้งเป็นกองบัญชาการร่วมและสั่งการหน่วยรองที่มีทั้งทหารและมิใช่ทหารลงไปนั้น จะสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นมากว่า
การใช้หลักการนอกเหนือการสงครามในเรื่องเอกภาพในความพยายามที่ศูนย์ประสานงานจะพยายามให้ทุกหน่วยงานของรัฐ เอกชน ประชาชน สื่อมวลชน องค์กรอิสระต่าง ๆ เข้ามาสร้างความร่วมมือที่จะไปสู่ทิศทางและเป้าหมายในการแก้ปัญหาด้วยกัน
บทสรุป
การแก้ปัญหาอย่างมีบูรณาการนั้นมิใช่การดำเนินงานในลักษณะที่ว่า
เมื่อเกิดปัญหารุนแรงเจ้าหน้าที่ในสายงานการปกครองไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ก็ให้ตำรวจเข้ามาดำเนินการแทน และเมื่อรุนแรงขึ้นมาก็ให้ทหารเข้ามาดำเนินการแทน
โดยที่แต่ละหน่วยงานมิได้มีการสอดรับการดำเนินการ มิได้มีการประสานการวางแผน และประสานการปฏิบัติอย่างแท้จริง
นอกจากนี้การลงพื้นที่เพื่อเข้าควบคุมสถานการณ์ของผู้นำในระดับประเทศ จะไม่สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากว่าประเทศไทยมิได้มีแค่สามจังหวัดภาคใต้เท่านั้น
และมิใช่มีปัญหาในเรื่องนี้เรื่องเดียวเท่านั้น
ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องจัดตั้งหน่วยงานในลักษณะศูนย์ประสานงานะเฉพาะพื้นที่คล้าย
ๆ กับ ศอ.บต. หรือ พตท. ๔๓
ที่สามารถเข้ามาดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องและมีระบบขึ้นเป็นการชั่วคราว
เพื่อการแก้ปัญหาให้ทุเลาลงไปจนถึงระดับที่หน่วยงานของรัฐในภาวะปกติสามารถดำเนินงานได้ต่อไป
ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะได้สั่งการให้กองทัพเข้ามาดำเนินการ
มีการจัดกำลังทหารเข้าไปในพื้นที่เป็นจำนวนมาก และมีการประกาศกฎอัยการศึกไปแล้ว
แต่ยุทธศาสตรในระยะสั้นที่ได้นำเสนอไปแล้วนี้ก็สามารถที่จะนำไปประยุกต์ใช้ได้เช่นกัน
โดยทั้งนี้กองทัพน่าจะได้เป็นผู้ผลักดันและนำเสนอรัฐบาลให้มีการแก้ปัญหาอย่างมีระบบมากขึ้น มิใช่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
และเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะทางยุทธวิธีเท่านั้น มิได้มีการแก้ปัญหาในระดับยุทธการและยุทธศาสตร์
ซึ่งจะส่งผลให้กองทัพต้องปฏิบัติการในสนามรบที่ได้ถูกจัดเตรียมไว้แล้วโดยกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ปัญหาภาคใต้จะยุติลงได้ก็ด้วยการชนะทางยุทธศาสตร์เท่านั้น
กองทัพไทย และสังคมไทยเคยลองผิดลองถูก เชื่อหลักการในการปราบกองโจรตั้งแต่ปี
พ.ศ. ๒๕๐๘ จนถึงประมาณ พ.ศ.
๒๕๒๓
จึงเกิดแนวทางการแก้ปัญหาคอมมิวนิสต์ที่เรารู้จักกันในนามของนโยบาย ๖๖/๒๓ นโยบายในการแก้ปัญหาโดยใช้การเมืองนำการทหาร
แต่อย่างไรก็ตามช่วงเวลาดังกล่าวเราต้องสูญเสียทรัพยากรทั้งบุคคล
และทรัพย์สิน ของทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยอย่างมหาศาล ซึ่งทั้งหมดก็คือคนไทยและของไทยทั้งสิ้น
และยังมีผลกระทบต่อเนื่องต่อสังคมไทยตามมาอีกมากมาย
บทเรียนดังกล่าวเราจะต้องนำมาคิดและรีบประยุกต์ใช้ตั้งแต่บัดนี้ในปัญหาภาคใต้
มิฉะนั้นแล้วความสูญเสียอาจตามมาอย่างที่เราคาดไม่ถึง การต่อสู้ทางความคิดความเชื่อ มิสามารถเอาชนะได้ด้วยอาวุธ
และคนที่มีความคิดเห็นต่างจากเรามิใช่ผู้ร้ายเสมอไป แนวความคิดดังกล่าวนี้ต้องการการนำมาขบคิดในเวลานี้
วิชัย ชูเชิด
๓๐๑๑๐๐ ม.ค. ๔๗
[1] วิชัย ชูเชิด, การกำหนดยุทธศาสตร์ระยะยาวในการแก้ปัญหาการก่อความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้,
มกราคม ๒๕๔๗, http://www. geocities.com/wichai_chucherd/souhtstrategy.
[2] รายละเอียดสามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากเวบไซต์ http://www.the-thainews.com/analized/domestic
/dsecurity.htm, ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ปัญหาความมั่นคงในพื้นที่ และจากเวบไซต์ http://www.geocities.
com/beritadaripatani/
ที่ได้รวบรวมข่าวที่เกี่ยวข้องกับปัญหาในสามจังหวัดภาคใต้ไว้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่กลางปี
๒๕๔๖
[3] เรืองยศ จันทรคีรี, สถานการณ์ไฟสุมขอนภาคใต้ตอนล่าง, กันยายน ๒๕๓๕, หน้า ๑๖
(ถึงแม้จะเป็นหนังสือที่เก่าไปนิด แต่ก็สะท้อนให้เห็นประเด็นปัญหานี้ได้อย่างชัดเจนด้วยการบรรยายว่าเป็น ธุรกิจสงคราม ในพื้นที่
ซึ่งก็มิได้แปลกอะไรในยุคโลกาภิวัฒน์
ที่กลุ่มอาชญากรรมได้ร่วมมือกันในการก่ออาชญากรรมข้ามชาติ และร่วมมือกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่มีอิทธิพลในบางพื้นที่ อันถือได้ว่ามีผลประโยชน์ร่วมกัน)
[4] เพิ่งอ้าง,
หน้า ๖ - ๙
[5] การดำเนินการในลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นที่อัมบลในประเทศอินโดนีเซียที่มีการจุดประกายของความรุนแรงด้วยการทำร้ายประชาชนที่นับถือศาสนาอิสลาม และคริสต์ รวมทั้งทำลายมิสยิด และโบสถ์คริสต์ ซึ่งส่งผลให้เกิดความรุนแรงขึ้นในพื้นที่จนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก
[6] ยุทธศาสตร์ที่กระทรวงกลาโหมเสนอแนะประการแรก
[7] ยุทธศาสตร์ที่กระทรวงกลาโหมเสนอแนะประการที่สอง
[8] ยุทธศาสตร์ที่กระทรวงกลาโหมเสนอแนะประการที่สี่
[9] ยุทธศาสตร์ที่กระทรวงกลาโหมเสนอแนะประการที่สาม
[10] อ้างแล้วใน 1
[11] รัฐบาลอาจใช้ประชุมเชิงสัมมนาโดยให้แต่ละกระทรวงทบวงกรมกำหนดยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหานำเสนอในการสัมมนา และมีสื่อมวลชน ผู้นำที่สำคัญในพื้นที่
องค์กรเอกชนในด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่เข้ามาร่วมในการสัมมนากำหนดทิศทาง
และผลักดันให้ผลการสัมมนาออกมาเป็นยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหาในพื้นที่ซึ่งได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย
(ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดเอกภาพในความพยายามในการแก้ปัญหาในระดับชาติจากทุกฝ่าย
ในการสัมมนา สมช.
เป็นหน่วยงานที่ควรจัดและดำเนินการสัมมนาครั้งนี้)
[12] สองขั้นตอนดังกล่าวนี้
เป็นสิ่งที่หน่วยในสายงานด้านการปกครอง สายงานด้านการข่าวกรองของทหารและตำรวจจะต้องให้ความสนใจและดำเนินการตั้งแต่ยังไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรงต่าง
ๆ ขึ้น
สำหรับรายละเอียดการดำเนินการ
เจ้าหน้าที่ฝ่ายการปกครองที่เคยศึกษาในหลักสูตรฝ่ายอำนวยการ อส.รด.
เจ้าหน้าที่ในสายงานตำรวจที่เคยศึกษาในหลักสูตรฝ่ายอำนวยการตำรวจตะเวณชายแดน
ในโรงเรียนเสนาธิการทหารบกจะได้รับการศึกษามาแล้วบ้าง
สำหรับผู้ผ่านการศึกษาในหลักสูตรเสนาธิการทหารบกในห้วงตั้งแต่ปี พ.ศ.
๒๕๔๔ จะได้รับการศึกษาในเรื่องดังกล่าวนี้ค่อนข้างละเอียด
โดยเฉพาะในเรื่องของการข่าวกรองในการป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบ
และการจัดเตรียมสนามรบด้านการข่าวในการป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบ
[13] รายละเอียดตามอ้างแล้วใน
1
[14] ส่วนสงครามพิเศษ โรงเรียนเสนาธิการทหารบก, แนวสอนการปฏิบัติการทางทหารนอกเหนือการสงคราม,
กุมาพันธ์ ๒๕๔๖