บทที่ 2

วิวัฒนาการแนวความคิด ระดับ และองค์ประกอบความมั่นคง

 

1.   กล่าวทั่วไป

สำหรับผู้ที่สนใจอยู่กับปัญหาด้านความมั่นคง  คงจะคุ้นหูกับคำหลายคำที่เป็นการสื่อถึงแนวความคิดด้านความมั่นคง   เช่น  ความมั่นคงแห่งชาติ (National Security), ความมั่นคงภายใน (Internal Security), Collective Security, Common Security, Comprehensive Security   และ Cooperative Security[39] นอกจากนี้บางท่านอาจจะเคยได้ยิน  คำหลายคำที่เกี่ยวข้องกับแนวความคิดด้านความมั่นคง เช่น  Environmental Security, Human Security, Human right, International Security   และ Regional Security  เราจะได้พยายามทำความเข้าใจกับแนวความคิดด้านความมั่นคงต่าง ๆ ที่กล่าวไป   โดยจะมุ่งไปที่การพยายามทำความเข้าใจถึงที่ไปที่มา   และเหตุแห่งการกำหนดแนวความคิดต่าง  ๆ ขึ้น

 

2.   วิวัฒนาการของแนวความคิดด้านความมั่นคง

2.1   แนวความคิดระบบความมั่นคงระหว่างประเทศ

แนวความคิดระบบความมั่นคงระหว่างประเทศ ที่จะพิจารณาคือ Collective Security, Common Security, Comprehensive  Security   และ Cooperative Security

2.1.1   ความมั่นคงร่วม (Collective Security)  หมายถึง  “แนวคิด  หรือนโยบาย  ซึ่งเป็นที่ยอมรับและปฏิบัติโดยประชาคมระหว่างประเทศ    โดยมีความมุ่งประสงค์ที่จะขจัดภัยคุกคาม  ที่มีต่อสันติภาพ และความมั่นคงระหว่างประเทศ”   แนวคิดนี้  เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 1   ด้วยความคิดที่จะพยายามทำให้สังคมโลกอยู่ในความสงบ  และมีความมั่นคง  โดยได้ผลักดันให้มีการตั้งกฎเกณฑ์  เพื่อป้องกันและลงโทษประเทศที่ก่อสงครามขึ้น   เราจะเห็นได้ว่าได้มีการจัดตั้งองค์กรขึ้นมาคือ  League of Nations  (สันนิบาติชาติ)  เพื่อเป็นตัวแทนในการจัดระเบียบดังกล่าว   แต่ก็ประสบกับความล้มเหลว

อย่างไรก็ตาม  ได้มีความพยายามในการปรับปรุงแก้ไขแนวความคิดนี้ต่อมา  เราสามารถที่จะพิจารณาได้ว่า    แนวความคิดนี้เป็นแนวความคิดด้านความมั่นคงในระดับโลก   ซึ่งถ้ามีการใช้แนวความคิดนี้ในระดับประเทศ จะเป็นการใช้แนวความคิดในฐานะเป็นส่วนหนึ่งในสังคมโลก  และอีกประเด็นที่ดูจะเด่นชัด      และดูแตกต่างกับแนวความคิดด้านความมั่นคงต่อ ๆ มาก็คือ Collective Security  มุ่งไปเฉพาะด้านการทหาร  และการสงครามเท่านั้น   โดยมิได้คำนึงถึงปัจจัยอื่น ๆ มากนัก  ดังเห็นได้ว่า หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งก็ได้มีการแบ่งกลุ่มประเทศในยุโรปในลักษณะของความร่วมมือกันทางทหาร  ออกเป็นฝ่ายอักษะ และฝ่ายพันธมิตร    เพื่อป้องกันการรุกรานจากอีกฝ่ายหนึ่ง  และในที่สุดก็ส่งผลต่อการเกิดสงครามโลกครั้งที่สองขึ้น

2.1.2 ความมั่นคงสมบูรณ์แบบ (Comprehensive  Security) หลังจากความล้มเหลวของ Collective Security  ได้มีความพยายามในการกำหนด  และเสนอแนวความคิดด้านความมั่นคงต่อ ๆ มา โดยในช่วงนี้ ได้เกิดแนวความคิดหลักมาสองแนวความคิดในเวลาที่ใกล้เคียงกัน แนวความคิดหนึ่งเกิดในประเทศตะวันตก  ในขณะที่อีกแนวความคิดเกิดขึ้นในเอเซีย  ความแตกต่างกันในสองแนวความคิดนี้  บ่งชี้ให้เห็นถึง  ความแตกต่างของวัฒนธรรม  ประวัติศาสตร์  และสังคม    ได้ส่งผลให้มีแนวความคิดด้านความมั่นคงที่แตกต่างกันไป แนวความคิดดังกล่าวที่จะกล่าวถึงก่อนก็คือ  Comprehensive  Security   เป็นแนวความคิดที่เกิดขึ้นในอาเซียน และในเอเซียนี้เอง  สำหรับคำว่า Comprehensive  Security   ได้มีผู้แปลเป็นภาษาไทยว่า “ความมั่นคงสมบูรณ์แบบ”   และให้นิยามว่าหมายถึง   “นโยบายที่คำนึงถึงพลังอำนาจของชาติที่ได้ดุล  ซึ่งรวมถึงปัจจัยด้านต่าง ๆ เช่น เศรษฐกิจ การทูต และการเมือง“  นอกจากนี้แล้ว Comprehensive  Security    ยังได้กล่าวถึงนโยบายความมั่นคงในระดับต่าง ๆ  เช่น ระดับภูมิภาค และระดับโลก[40] ไว้ในแนวความคิดนี้ด้วย  สำหรับประเทศแรกที่เสนอแนวความคิดนี้  คือ  ญี่ปุ่น และ อินโดนีเซีย 

หลังการพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2   ส่งผลให้นักคิดทางด้านความมั่นคงของญี่ปุ่นมีแนวความคิดว่า  เนื่องจากการใช้พลังอำนาจทางด้านการทหารด้านเดียว    เป็นการคำนึงเฉพาะความมั่นคงด้านการทหาร ส่งผลให้ประเทศต้องประสบกับความสูญเสียจากความพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สอง   ในขณะที่พลังอำนาจของชาตินั้น มิได้มีแต่เฉพาะด้านการทหารเท่านั้น   ดังนั้นการคำนึงถึงความมั่นคง   ควรที่จะนำพลังอำนาจแห่งชาติด้านอื่น ๆ เข้ามาร่วมด้วย      แนวความคิดนี้  ได้กระตุ้นให้มีการพัฒนาแนวความคิดด้านความมั่นคงตามลำดับ  จนเผยแพร่สู่สังคมโลก  ในการประกาศของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นในปี ค.. 1978 และต่อมาในปี ค.. 1980  ญี่ปุ่นก็ได้จัดตั้ง Comprehensive Security Council  (สภาความมั่นคงแห่งชาติสมบูรณ์แบบ) ขึ้น

ในช่วงเดียวกันนี้   อินโดนีเซียก็ได้มีการพัฒนาแนวความคิดด้านความมั่นคงที่มีลักษณะเดียวกันกับของญี่ปุ่นขึ้น  โดยใช้คำว่า  National Resilience[41] ( ความสามารถในการปรับตัวของชาติ ) แนวความคิดนี้เกิดมาจากสภาพการณ์ของอินโดนีเซีย ที่ได้รับเอกราชเมื่อปี ค.. 1945  ด้วยการต่อสู้แย่งชิงมาจากฮอลันดา  ส่งผลให้เกิดประเทศอินโดนีเซีย ที่มีพื้นที่ใกล้เคียงกับประเทศอเมริกา   ในขณะที่ประชาชนของประเทศประกอบด้วย  หลายเผ่าพันธ์  หลายเชื้อชาติ และหลายภาษา   ปัจจัยดังกล่าวนี้ มีผลให้ในช่วงต้นของการสร้างชาติ    ไม่มีความมั่นคงในระบบการเมือง  สังคมมีแต่ความวุ่นวายแตกแยก  นักคิดด้านความมั่นคง  จึงได้พยายามพัฒนาแนวคิดด้านความมั่นคงนี้ขึ้น    เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวซึ่งก็คือ National Resilience  ที่กล่าวไปนั้น  โดยมุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาความมั่นคงภายในของประเทศ  โดยใช้พลังอำนาจทั้งด้านการทหาร  และมิใช่การทหาร  สำหรับแนวความคิดนี้ปรากฏเป็นรูปร่าง และเริ่มใช้เมื่อปี ค.. 1966  หลังประธานาธิบดีซูฮาร์โตขึ้นครองอำนาจ    แต่มีการประกาศเป็นทางการให้สังคมโลกทราบก็เมื่อปี  .. 1973

นอกจากนี้แล้ว   ในปี ค.. 1984  นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย  มหาธีร์ โมหัมมัด ก็ได้ให้นิยามของความมั่นคงแห่งชาติ ที่มีลักษณะของ Comprehensive Security ไว้ว่า “ความมั่นคงแห่งชาติไม่สามารถที่จะแยกออกจาก    ความมั่นคงทางด้านการเมือง ความสำเร็จทางเศรษฐกิจ    และความเป็นเอกภาพของสังคมได้  ซึ่งถ้ามิได้เป็นไปตามนี้แล้ว   แม้จะนำอาวุธทั้งโลกนี้มาใช้ในการป้องกันประเทศจากข้าศึกที่ชาญฉลาด   ก็อาจไม่สามารถต่อสู้กับข้าศึกได้  แม้กระทั่งกระสุนนัดเดียวก็อาจมิได้มีโอกาสยิงออกไปเสียด้วยซ้ำ” สภาพของมาเลเซียที่เคยเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ     และประกอบไปด้วยประชาชนที่หลากหลาย   เช่นเดียวกับอินโดนีเซีย    ทำให้แนวความคิดด้านความมั่นคงเป็นไปในแนวทางที่ใกล้เคียงกับอินโดนีเซียเช่นกัน  

จะเห็นได้ว่าแนวความคิด  Comprehensive Security  ที่เกิดขึ้นในเอเซียนี้   เป็นแนวความคิดที่มุ่งเน้นไปที่ความมั่นคงแห่งชาติเป็นหลัก    และมีวิวัฒนาการมากจากสภาพแวดล้อมของประเทศในเอเชียด้วยกันเอง  อีกทั้งต่อมาเมื่อกลุ่มประเทศอาเซียนได้รวมตัวกัน  ส่งผลให้แนวความคิด Comprehensive Security  ในรูปของ  National Resilience ได้ถูกผลักดันให้พัฒนาไปสู่ระดับภูมิภาคอาเซียนในลักษณะของ Regional Resilience อย่างไรก็ตาม  ความคิดนี้ก็ยังไม่พัฒนาไปมากนัก เนื่องจากได้มีแนวความคิดด้านความมั่นคง Common Security ซึ่งมีวิวัฒนาการมาจากกลุ่มประเทศตะวันตกเข้ามาเผยแพร่

2.1.3 ความมั่นคงสามัญ (Common Security)  แนวความคิดด้านความมั่นคง ความมั่นคงสามัญ (Common Security)   มีกำเนิดในยุโรป    มีความมุ่งหมายที่จะป้องกันความขัดแย้งกันด้วยอาวุธนิวเคลียร์     โดยเมื่อปี ค.. 1982  จากรายงานการประชุมของอดีตนายกรัฐมนตรีสวีเดน  ในการประชุมเรื่อง  “การลดอาวุธและความมั่นคง   (Independent Commission on Disarmament and Security Issues)”    ในชื่อรายงานว่า  “Common Security : A Blueprint for Survival”     ได้กล่าวถึงหลักการ  6  ประการของ  Common Security  ประกอบไปด้วย  

“ประการแรก ทุกชาติมีสิทธิตามกฎหมายในเรื่องความมั่นคงแห่งชาติ, ประการที่สอง กำลังทางทหาร มิใช่เครื่องมือในการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาติที่ถูกต้องตามกฎหมาย,  ประการที่สาม   ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของนานาชาติ  จะต้องมีความยับยั้งชั่งใจต่อการกระทำที่อาจก่อให้เกิดความรุนแรงได้,  ประการที่สี่  ความมั่นคงมิได้เกิดขึ้นมาด้วยการใช้กำลังทางทหารที่เหนือกว่า,  ประการที่ห้า  การปรับลดกำลัง และจำกัดขีดความสามารถทางทหารมีความจำเป็นสำหรับ  Common Security   และประการสุดท้าย     ทุกชาติจะต้องหลีกเลี่ยงการนำเอาเหตุการณ์ทางการเมืองมาเชื่อมโยงกับการเจรจาลดอาวุธ”[42]

แนวความคิดดังกล่าวนี้  ต่อมาได้มีการนำมาปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม และได้รับความสำเร็จเป็นอย่างมากในภูมิภาคยุโรป  โดยในปี ค..1984 ผู้นำของโซเวียต นายมิคาเอล กาบาชอป  ได้กล่าวสุนทรพจน์ที่เกี่ยวเนื่องกับแนวความคิดทางการเมืองใหม่     โดยเรียกร้องให้มี  การสร้างความเชื่อมั่นต่อกันของสมาชิก (Confidence Building Measures, CBMs) ต่อที่ประชุมในการประชุมที่  Helsinki (Conference on Security Cooperation in Europe, CSCE) เนื้อหาของสุนทรพจน์นั้น  เป็นการชักชวนให้มีความร่วมมือทางเศรษฐกิจ  จัดให้มีการถกแถลงโดยมุ่งไปสู่ความมั่นคงในภูมิภาค   และมุ่งไปที่ ความพยายามในการแสวงหาหนทางในการลดอาวุธในกรณีที่ยังไม่สามารถกำจัดให้หมดไปได้,  มีความพยายามสร้างมาตราฐานกฎเกณฑ์ของการรู้จักยับยั้งชั่งใจ ในพฤติกรรมของสมาชิกภายในภูมิภาค  ต่อสมาชิกด้วยกันเองที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้นได้ 

ด้วยความสำเร็จของ CSCE  ที่ก่อให้เกิดสนธิสัญญาลดอาวุธขึ้นมา    และส่งผลต่อการยุติของสงครามเย็น  จึงทำให้นาย กาเรท อีวาน รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของออสเตรเลีย (เมื่อปี ค.. 1990) ได้พยายามผลักดันให้มีการประชุมในลักษณะเดียวกันขึ้นในเอเซีย  โดยใช้ชื่อว่า การประชุมเพื่อความร่วมมือด้านความมั่นคงในเอเซีย ( Conference on Security Cooperation in Asia, CSCA ) ขึ้นในปี ค..  1990    และนำแนวความคิดความมั่นคงสามัญนี้มาใช้   อย่างไรก็ตามแนวความคิดดังกล่าวนี้   ดูจะไม่ได้ผลนักต่อภูมิภาคเอเซีย  อันเนื่องมาจากความแตกต่าง ของพื้นฐานทางด้านประวัติศาสตร์    วัฒนธรรมประเพณี  และรากฐานที่มาของปัญหาอันส่งผลต่อความขัดแย้ง  และอีกประเด็นก็คือ ในภูมิภาคนี้มีฐานความคิดในการแก้ปัญหาความมั่นคง  ในรูปแบบ Comprehensive Security อยู่ก่อนแล้ว

แต่ความพยายามใช้แนวความคิดดังกล่าว ก็ไม่สูญเปล่า   เพราะ ได้มีความพยายามผสมผสานรูปแบบของความมั่นคงสามัญเข้ากับแนวทางในภูมิภาค   โดยได้จัดตั้งองค์กรขึ้นมา เพื่อประชุมด้านความมั่นคงภายในภูมิภาคขึ้น   ชื่อว่า  ASEAN Regional Forum (ARF)   โดยมีความมุ่งหมายในการแก้ปัญหาที่ครอบคลุมปัญหาความมั่นคง  ภายในภูมิภาคอาเซียน  และนอกภูมิภาคที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงในภูมิภาค  ซึ่งก็รวมทั้งภูมิภาคแปซิฟิก   อเมริกา  และเอเชียตะวันออก

สรุปแล้วจะเห็นได้ว่า แนวความคิดด้านความมั่นคงในแบบ Common Security[43] นั้น    มุ่งเน้นประเด็นไปที่การสร้างความมั่นคงในระดับภูมิภาค  ด้วยการพยายามไม่ใช้กำลังทางทหารมาเป็นตัวตัดสิน  พยายามสร้างเครื่องมืออื่น  เช่น องค์กร  หรือ  กฎเกณฑ์  และข้อตกลงร่วมกันในการลดอาวุธ  มาเป็นเครื่องมือทดแทนกำลังทหารขึ้น

2.1.4 ความมั่นคงร่วมมือ (Cooperative Security)   เมื่อไม่นานนี้   ได้เกิดแนวความคิดด้านความมั่นคงขึ้นมาใหม่  นั่นคือ  Cooperative Security  ดูแล้วจะเป็นการประสมประสาน แนวความคิดด้านความมั่นคงในแบบ Common Security   และในแบบ Comprehensive Security เข้าด้วยกัน  โดยเริ่มขึ้นเมื่อปี ค.. 1990  นาย โจ คลาก รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีของแคนนาดา  ได้กล่าวถึงความมั่นคงในแบบ Cooperative Security  ขึ้นมา  โดยเน้นไปที่ความมั่นคงในภูมิภาคแปซิฟิกเหนือเป็นหลัก   ต่อจากนั้นในช่วงปลายปีเดียวกันนี้  แนวความคิดดังกล่าวก็ได้รับความเชื่อถือ จนสามารถขยายแนวความคิด  และได้มีการประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ โดยเลขาธิการทั่วไปของสหประชาชาติในเวลาต่อมา  

ดูเผิน ๆ แล้ว Cooperative Security  มีความคล้ายคลึงกับ  Common Security อยู่มาก   เพราะทั้งสองแนวความคิด   เป็นการแสวงความร่วมมือกัน   มิใช่เฉพาะในกลุ่มที่มีความคิดตรงกัน  หรือเป็นพันธมิตรต่อกัน (Collective Security) เท่านั้น    แต่จะมุ่งแสวงความร่วมมือ  และตกลงร่วมกัน  กับกลุ่มที่มีความคิดเห็นต่างกันหรือเป็นคู่อริกันด้วย,  ทั้งสองแนวความคิดมุ่งเน้นความจำเป็นในการหลีกเลี่ยงการสร้างความมั่นคงให้กลุ่มตน ด้วยการป้องปราม  หรือการขัดขวาง   และกระตุ้นทำให้เกิดการสะสม และแข่งขันกันทางด้านอาวุธ   นอกจากนี้  ทั้งสองแนวความคิดยังมีแนวทางเน้นไปที่  ความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ที่มิใช่ทางการทหารเท่านั้น 

อย่างไรก็ตาม Cooperative Security ก็แตกต่างไปจาก  Common Security  ตรงที่มีแนวทางค่อยเป็นค่อยไป   เพื่อที่จะได้มีการพัฒนาสถาบันต่าง ๆ ที่เป็นระบบพหุภาคีขึ้น  มีความอ่อนตัวมากกว่า เพราะได้พยายามรวมข้อดี และขจัดข้อเสียของ  Common Security  ออกไป    เป็นการประนีประนอมในแนวทางระบบดุลอำนาจของโลกกับการประชุมในแบบทวิภาคี  โดยการจัดการประชุมทั้งในแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการขึ้น   ในส่วนผู้ที่ร่วมในการถกแถลง  เพื่อการแก้ปัญหาด้านความมั่นคงก็ขยายวงกว้างมากขึ้น     มิใช่เฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้น    แต่ได้เปิดทางให้นักวิชาการ   องค์กรเอกชนต่าง ๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วมด้วย     ดังนั้น  มุมมองด้านความมั่นคง   จะไม่จำกัดเฉพาะด้านการทหารเท่านั้น  แต่จะรวมในส่วนที่มิใช่การทหารด้วย 

การนำแนวความคิด Cooperative Security มาปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมนั้น  ได้มีการผลักดันโดยประเทศในกลุ่มตะวันตกเป็นส่วนใหญ่  โดยมีสหประชาชาติคอยให้การสนับสนุนแนวทาง  เช่น  การจัดการประชุม  North Pacific Cooperative Security  Dialogue ขึ้น    โดยมีประเทศที่ร่วมคือ  แคนนาดา  เกาหลีเหนือ  เกาหลีใต้  จีน  ญี่ปุ่น สหภาพโซเวียต  อเมริกา  และมองโกเลีย  และหลังปี ค.. 1990 เป็นต้นมา  แนวความคิด  Cooperative Security[44] ก็ได้แพร่ออกไปในการประชุมด้านความมั่นคงต่าง ๆ ที่จัดขึ้น   โดยทั้งนี้มุ่งไปที่ความมั่นคงในระดับภูมิภาค  ซึ่งจะส่งผลต่อความมั่นคงในระดับโลกต่อไป 

 

2.1.5   ระดับ  และองค์ประกอบของระบบความมั่นคงระหว่างประเทศ

จะเห็นได้ว่า     แนวความคิดระบบความมั่นคงระหว่างประเทศที่ได้นำเสนอไปแล้วนั้น มีความแตกต่างกันไปตามวิวัฒนาการของประเทศ  หรือสังคมของประเทศที่เป็นต้นคิด และความมุ่งหมายในการเสนอแนวความคิดด้านความมั่นคงนั้นออกมา   โดยทั้งนี้สำหรับสิ่งที่แตกต่างกันออกไปนั้น เราอาจจะกำหนดออกมาเป็นกรอบ  เพื่อแยกความแตกต่างออกมาแล้วจัดกลุ่มในลักษณะของระดับของความมั่นคง  ที่เป็นตัวบ่งว่าเป็นความมั่นคงของใคร  กับ  องค์ประกอบของความมั่นคงที่บ่งว่ามีความมั่นคงด้านใดบ้าง    ได้ดังนี้

-       ระดับของความมั่นคงของแต่ละแนวความคิดที่กล่าวมาแล้ว    มิได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า   เป็นความมั่นคงในระดับใด    แต่เราก็พอที่จะแยกแยะได้โดยจะเห็นได้ว่า  สำหรับ Collective Security  นั้นเป็นการพัฒนาแนวความคิดขึ้นมา  เพื่อแก้ปัญหาในระดับโลก  โดยมุ่งไปที่ความพยายามป้องกันการเกิดสงครามโลก  แต่ก็มีลักษณะของการรวมกันเป็นกลุ่ม  ซึ่งส่งผลในการเกิดปัญหาต่อมา  ดังนั้นแนวความคิดนี้  ควรเป็นความมั่นคงในระดับภูมิภาค และระดับโลก (Regional security and  International Security)  ในขณะที่  Comprehensive Security   จะเห็นได้ว่าเป็นแนวความคิดที่มุ่งผลประโยชน์ชาติตน  และพิจารณาสภาพแวดล้อมที่มีผลต่อประเทศชาติเป็นหลัก  เราจึงสามารถจัดได้ว่า  เป็นความมั่นคงในระดับประเทศ (National Security) อย่างไรก็ตามได้มีการผลักดัน   ให้แนวความคิดนี้มาใช้ในระดับภูมิภาคด้วย    ซึ่งจะกลายเป็นความมั่นคงของภูมิภาค   (Regional Security)   สำหรับ Common Security  มีรูปร่างที่ค่อนข้างจะแน่ชัด  โดยเน้นไปที่ความมั่นคงในภูมิภาคเป็นหลัก  ในขณะที่ Cooperative Security  ซึ่งมีวิวัฒนาการต่อจาก Common Security   และ Comprehensive Security ก็มีลักษณะเป็นความมั่นคงในระดับภูมิภาค  และพยายามที่จะทำให้เกิดความมั่นคงในระดับโลก

-       องค์ประกอบของความมั่นคงของแนวความคิดที่นำเสนอไป  มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด โดยแนวความคิด Collective Security   จะเน้นไปที่การให้ความสำคัญกับองค์ประกอบทางด้านการทหารเป็นหลัก    จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นความมั่นคงด้านการทหารเท่านั้น    อย่างไรก็ตามแนวความคิดนี้   ก็ได้ปรับปรุงขึ้นมาตามลำดับ จนมีองค์ประกอบด้านอื่นเพิ่มขึ้นมา     แต่ก็ไม่ชัดเจน  ในขณะที่  Common Security  ก็มิได้มีความแตกต่างไปมากนัก   ในเรื่ององค์ประกอบของความมั่นคง  แต่ก็ได้มีการใช้พลังอำนาจทางด้านการเมืองเข้ามาผสมผสานไว้ด้วย   

กล่าวกันไปแล้ว แนวความคิดด้านความมั่นคงที่พัฒนาขึ้นในเอเซีย  Comprehensive  Security  ได้มีการนำเอาพลังอำนาจ  และองค์ประกอบที่หลากหลายเข้ามาพิจารณาใช้   จะเห็นได้ว่าแนวความคิดนี้มิได้มอง   หรือกล่าวถึงเฉพาะด้านการทหาร  หรือด้านการเมืองแต่เพียงอย่างเดียว แต่ได้มีการกล่าวถึงความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคมจิตวิทยาเข้ามาร่วมด้วย   ในขณะที่แนวความคิด  Cooperative Security  ที่พัฒนามาจากแนวความคิด  Common Security และ Cooperative Security   ดังนั้นจึงได้มีการกล่าวถึงองค์ประกอบด้านความมั่นคงในทุกด้าน  นอกจากนี้แนวความคิดหลังสุดนี้   มีแนวโน้มไปในลักษณะของการพัฒนาไปใช้งานกว้างขวาง  มากกว่า  Comprehensive Security  ที่อยู่ในวงแคบ     โดยได้มีการก่อตั้งองค์กรขึ้นมา   เพื่อผลักดัน  และขยายแนวความคิด  ให้มีการดำเนินงานต่าง ๆ ในรูปแบบของ Comprehensive Security  เพื่อให้สังคมโลกมีความมั่นคง  สร้างความร่วมมือในทุกด้านให้เกิดขึ้น  ในทุกระดับ  ทั้งระดับภูมิภาค  และระดับโลก[45]

2.2   แนวความคิดด้านความมั่นคงทั่วไป

แนวความคิดด้านความมั่นคงทั่วไป   เป็นแนวความคิดที่เราพอจะได้ยินกันอยู่บ้าง  หรือบางท่านอาจจะคุ้นเคยอยู่แล้ว  แต่ในการที่จะแสวงหาความแน่ชัดที่ตรงกันของความหมายนั้น  ค่อนข้างลำบาก    เพราะต่างก็ให้ความหมายไปตามแนวทางและความถนัดของตน   สำหรับแนวความคิดทั่วไปนี้จะได้กล่าวถึง  ความมั่นคงแห่งชาติ (National Security), ความมั่นคงภายใน (Internal Security),  ความมั่นคงในภูมิภาค (Regional Security), ความมั่นคงของโลก (International Security), ความมั่นคงของสภาวะแวดล้อม (Environmental Security), และความมั่นคงของบุคคล (Human Security)  หรือ สิทธิมนุษยชน (Human right)

2.2.1   ความมั่นคงแห่งชาติ (National Security) เป็นแนวความคิดที่เราได้ยินกันอยู่เสมอ   จนบางครั้งเราก็อาจละเลยต่อการทำความเข้าใจต่อแนวความคิดนี้อย่างถ่องแท้    นอกจากนี้แล้ว   ยังอาจมีสิ่งที่ทำให้เราไขว้เขวต่อความเข้าใจในเรื่องนี้  ในเบื้องต้นจะขอทบทวน การให้คำนิยามของแนวความคิดนี้เล็กน้อย 

ถ้าเราพิจารณาตามหลักอักษรศาสตร์   เราสามารถแบ่งคำออกได้เป็น  ความมั่นคง  กับชาติ    ซึ่งมีความหมายที่มุ่งต่อการกระทำการ ใด ๆ เพื่อให้ชาติมั่นคง  คือ ดำรงอยู่ได้ต่อ ๆ ไป  ไม่มีความเสี่ยงต่ออันตราย  หรือมีอันตรายใด ๆ   ทุกส่วนที่เป็นองค์ประกอบของชาติมีความเป็นปึกแผ่นมั่นคง   และกระทำหน้าที่ตนอย่างไม่บกพร่อง  จนทำให้มีความอดทนต่อแรงกดดันต่าง ๆ  ที่เข้ามากระทำต่อชาติ   ไม่ว่าจะมาในรูปแบบใด  หรือต้องเผชิญกับสถานการณ์ใด ๆ

เพื่อให้ชาติเกิดความมั่นคงตามแนวความคิดนี้    จะต้องมีการดำเนินการเพื่อให้เกิดความมั่นคง การดำเนินการดังกล่าวก็ย่อมต้องพึ่งพาพละกำลัง   ซึ่งพละกำลังในระดับชาติที่เราเรียกกัน ก็คือ  พลังอำนาจแห่งชาติ (National Power) ที่จะเป็นเครื่องมือในการพิทักษ์รักษาสิ่งสำคัญที่เป็นหัวใจของชาติ เพื่อให้เกิดความมั่นคง และสิ่งสำคัญดังกล่าวนี้ก็คือ ความมุ่งประสงค์ของชาติ (National  Purpose)   และ  ผลประโยชน์ชาติ (National Interests)  นั่นเอง

และเพราะการดำเนินการเพื่อให้เกิดความมั่นคงแห่งชาติขึ้นตามที่กล่าวไป   จึงทำให้ความหมายของความมั่นคงแห่งชาติในระดับปฏิบัติการของแต่ละชาติต่างกันไป     เพราะแต่ละชาติมีพลังอำนาจแห่งชาติที่แตกต่างกัน มีหัวใจของชาติ หรือความมุ่งประสงค์ของชาติ  หรือผลประโยชน์ของชาติ  ที่แตกต่างกันไป    แน่นอน   การดำเนินการเพื่อให้เกิดความมั่นคงก็ต้องแตกต่างกัน  นอกจากนี้แล้ว   ในชาติเดียวกันเอง  เมื่อเวลาเปลี่ยนแปลงไป  พลังอำนาจแห่งชาติก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงไปด้วย  เช่น  เดิมเคยมีเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง  สามารถใช้เป็นพลังอำนาจในการรักษาผล ประโยชน์ชาติไว้ได้    ต่อมาเมื่อเศรษฐกิจถดถอยลงก็อาจส่งผลในทางตรงข้ามก็ได้   กล่าวโดยสรุปแล้ว  เราจะเห็นได้ว่า  ถ้าเราจะให้ความหมายของความมั่นคงแห่งชาติในระดับปฏิบัติการแล้ว  จะต้องขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อมของชาติดังที่กล่าวไป

อีกสิ่งหนึ่งในเรื่องความมั่นคงแห่งชาติ  ที่เราต้องคำนึงถึง  และมีการถกแถลงกันอย่างสม่ำเสมอ  นั่นก็คือ  ชาติที่ว่านี้คืออะไร?  คือรัฐบาลใช่หรือไม่  หรือคือประชาชน ในประเด็นนี้นักรัฐศาสตร์ทั้งหลายคงจะนึกไปถึงคำนิยามของคำว่า “ชาติ” หรือ “รัฐชาติ” ขึ้นมา  ซึ่งก็จะพบว่า  องค์ประกอบของชาติ  หรือรัฐชาติที่ต้องนำมาคำนึงถึงในการให้ความหมายของแนวความคิดนี้ด้วยก็คือ  ชาติจะมั่นคงได้ก็ต่อเมื่อประชาชนภายในรัฐชาติมั่นคง, ดินแดนที่ตั้งของรัฐชาติมั่นคง,  รัฐบาลที่บริหารประเทศมั่นคง, มีความมั่นคงในอำนาจอธิปไตยที่ใช้บริหารรัฐชาติ    ดังนั้นเมื่อกล่าวถึงความมั่นคงแห่งชาติ ก็คือการกล่าวถึงทั้งหมด  มิได้มีความหมายแต่เฉพาะความมั่นคงของรัฐบาลเท่านั้น  จะเห็นได้ว่าตามที่มีนักความมั่นคงบางท่านโต้แย้งว่า ความมั่นคงแห่งชาติ  คือ  รัฐบาลมั่นคง  แล้วประชาชนละ ?  ดูจะเป็นความเข้าใจที่ไขว้เขว !  เพราะเป็นการแยกประเด็นออกไป   โดยมองว่าชาติมีแค่รัฐบาลเท่านั้น ทั้งนี้ชาติจะมั่นคงได้ก็ต่อเมื่อ ทุกระดับและทุกองค์ประกอบมั่นคง  และแต่ละระดับ  แต่ละองค์ประกอบนั้นก็มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันอยู่   เมื่อระดับและองค์ประกอบใดไม่มั่นคง    ก็จะส่งผลให้ระดับและองค์ประกอบอื่น   อาจไม่มั่นคงไปด้วย     และชาติก็จะไม่มั่นคง 

มาถึงตรงนี้  เราคงจะพอสรุปได้ว่า  ชาติจะมั่นคงได้ก็ต่อเมื่อ  ประชาชนในชาติ   ซึ่งก็หมายถึง    ตัวบุคคล,  กลุ่ม,  ประชาชาติ  มีความมั่นคง,  รัฐบาล  ดินแดน  และ อำนาจอธิปไตยมั่นคง[46] และเพื่อให้เป็นไปตามนี้   ชาติก็ต้องใช้พลังอำนาจในแต่ละด้านในการดำเนินการ    ซึ่งอาจประกอบไปด้วย  พลังอำนาจด้านการเมือง, เศรษฐกิจ, สังคมจิตวิทยา, การทหาร, วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี  หรืออื่น ๆ[47] ซึ่งนั่นก็เปรียบเสมือนการสร้างความมั่นคงทางด้าน  การเมือง, เศรษฐกิจ, สังคมจิตวิทยา, การทหาร, วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี  หรืออื่น ๆ  นั่นเอง

2.2.2  ความมั่นคงภายใน (Internal Security) สำหรับแนวความคิดในเรื่อง  ความมั่นคงภายใน (Internal Security)[48] เป็นแนวความคิดที่เกี่ยวพันโดยตรงกับแนวความคิดในเรื่องความมั่นคงแห่งชาติอย่างใกล้ชิด     ทั้งนี้เนื่องจากว่า  ความมั่นคงภายในในความหมายที่ใช้กันอยู่นั้น    เป็นการให้ความหมายไปที่ความมั่นคงแห่งชาติ  ที่มองไปที่ปัญหาซึ่งเกิดมาจากปัญหาภายในประเทศ    เป็นปัญหาความขัดแย้งภายในสังคมของประเทศเอง  ดังนั้นเราพอที่จะกล่าวได้ว่า  ความมั่นคงภายใน   ก็เป็นความมั่นคงในระดับประเทศ   ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงแห่งชาติ

2.2.3 ความมั่นคงของภูมิภาค (Regional Security)   สำหรับคำว่าภูมิภาค (Regional)  ได้มีการจัดแบ่งไว้ในสังคมโลก   แต่ก็ลำบาก พอสมควรที่จะชี้ชัดว่า ประเทศนี้ต้องเป็นภูมิภาคนี้และเมื่อเดินก้าวข้ามไปแค่ก้าวเดียวก็กลายเป็นคนละภูมิภาค  เพราะมีอาณาเขตประเทศติดกัน      ดังนั้นการแบ่งจึงต้องใช้ปัจจัยหลายอย่างเข้ามาประกอบกัน   และด้วยความยินยอมของประเทศต่าง ๆ ด้วย  นอกจากนี้ในภูมิภาค  ก็อาจถูกจัดแบ่งเป็น ภูมิภาคย่อย (Sub-Regional)   เช่น  อาเซียนอาจถูกจัดเป็นภูมิภาคย่อยของ   ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เป็นต้น ดังนั้นคำว่าภูมิภาคจึงมีระดับของความใหญ่โตที่แตกต่างกันไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าการแบ่งเป็นอย่างไร   และความสัมพันธ์ภายในภูมิภาคนั้นเป็นเช่นไร  อย่างไรก็ตาม   เราก็สามารถกล่าวได้อย่างแน่นอนว่า  ภูมิภาคนี้เป็นที่รวมของหลายประเทศ    แต่เล็กกว่าระดับโลก

จากปัญหาของคำว่าภูมิภาคดังกล่าว จึงทำให้ยากที่จะกำหนดไปว่าความมั่นคงในภูมิภาคเป็นอย่างไร  แต่เราก็สามารถบอกได้ว่า  ความมั่นคงในภูมิภาคก็คือ   การที่ภูมิภาคนั้น ๆ มีความมั่นคงในทุกด้านตามองค์ประกอบที่ประกอบกันขึ้นเป็นภูมิภาค   ซึ่งก็คือ  ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคนั้น ๆ  และในภูมิภาคนั้น ๆ ก็จะต้องมีพลังอำนาจภายในภูมิภาค  ที่จะใช้ในการดำเนินการเพื่อให้เกิดความมั่นคงจากภยันตรายที่อาจเกิดขึ้นต่อภูมิภาค ทั้งภยันตรายที่เกิดขึ้นภายในภูมิภาคเอง  หรือที่มาจากภายนอกภูมิภาคก็ตาม  ซึ่งพลังอำนาจนี้  เราอาจอนุมานโดยใช้องค์ประกอบของ  พลังอำนาจในระดับชาติมาใช้ก็อาจจะสมเหตุผล เพราะภูมิภาคประกอบด้วยชาติต่าง ๆ นั่นเอง

2.2.4   ความมั่นคงของโลก (International Security)  แนวทางในการถกแถลงเรื่องความมั่นคงของโลก   ก็คงไม่แตกต่างจากระดับภูมิภาคมากนัก         โลกของเรานี้ประกอบไปด้วยรัฐชาติ  และภูมิภาคต่าง ๆ ดังนั้นโลกจะมั่นคงได้    ก็ต่อเมื่อรัฐชาติต่าง ๆ  และภูมิภาคต่าง ๆ นั้นมีความมั่นคง  ทั้งที่เป็นความมั่นคงภายในรัฐชาติ    ภูมิภาคเอง   หรือ ระหว่างรัฐชาติ  และระหว่างภูมิภาค  และการดำเนินการนั้นก็คงด้วยการอาศัยพลังอำนาจต่าง ๆ ในการรักษารัฐชาติ ภูมิภาค และโลกให้มั่นคง    นอกจากนี้แล้วโลกจะมั่นคงก็ต่อเมื่อโลกสามารถเผชิญกับภัยที่เกิดขึ้นกับโลกด้วย  ซึ่งในบางครั้งภัยนั้นก็เกิดมาจากสังคมโลกเอง  เช่นที่เรากล่าวกันในเรื่องภาวะการณ์เรือนกระจก หรือการเพิ่มขึ้นของความร้อนภายในโลกอย่างผิดปกติ  ที่จะส่งผลให้น้ำแข็งขั้วโลกละลาย  ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น  ส่งผลต่อน้ำท่วมในหลายเมืองในโลก  และส่งผลให้เกิดภัยธรรมชาติต่าง ๆ นานา   หรือสงครามโลกครั้งต่อไป (ถ้ามี) ก็จะเป็นสงครามที่ก่อความเสียหายให้กับทั้งโลกได้   ด้วยการใช้อาวุธทำลายล้างที่ร้ายแรงที่มีในปัจจุบัน  หรือเป็นไปได้ที่ภยันตรายต่อความมั่นคงของโลก  อาจเป็นภยันตรายที่มาจากนอกโลกของเราเช่น  อุกกาบาต  เป็นต้น

2.2.5  ความมั่นคงของสภาวะแวดล้อม ( Environmental Security)   แนวความคิด  ความมั่นคงของสภาวะแวดล้อม ( Environmental Security)  เป็นแนวความคิดที่พยายามจะรักษาภาวะเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมภายในโลก      เพื่อให้สังคมมนุษย์ยังคงอยู่ต่อไปภายในโลกนี้ร่วมกับธรรมชาติได้    เพราะมนุษย์ไม่สามารถอยู่ได้ถ้าไม่มีสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นองค์ประกอบของโลก  เช่น  ถ้าโลกนี้ไม่มีพืชเลยก็จะทำให้ไม่มีระบบผลิตออกซิเจนที่ใช้ในการหายใจของมนุษย์  มนุษย์ก็จะอยู่ไม่ได้      ถ้าธรรมชาติถูกทำลายมาก ๆ  สัตว์ต่าง ๆ ก็อาจจะสูญพันธ์   และอาจทำให้มนุษย์ขาดอาหารที่มาจากเนื้อสัตว์ต่อไปในอนาคต   

การมองถึงความมั่นคงในรูปแบบนี้เป็นการมองไปในอนาคต  ด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ ที่ช่วยให้เรา  คาดคะเนสิ่งที่อาจเกิดขึ้นต่อไปได้   และบางประเด็นก็เริ่มส่งผลให้เห็นแล้ว  เช่น  การเกิดภัยธรรมชาติที่เพิ่มมากขึ้น  เป็นต้น  ทั้งนี้ก็เพื่อสังคมโลก  สังคมมนุษย์ในรุ่นต่อ ๆ ไป     และเช่นเดียวกัน  ในการที่จะทำให้เกิดความมั่นคงในสภาวะแวดล้อม  เราก็ต้องใช้พลังอำนาจ  หรือต้องมีการจ่ายเพื่อให้เกิดความมั่นคงขึ้น   และในประเด็นนี้เป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในปัจจุบัน   ระหว่างประเทศที่เจริญแล้วกับประเทศที่กำลังพัฒนา  ว่าใครเป็นผู้จ่ายมากจ่ายน้อยเพียงใด  เพราะปัญหานี้เป็นปัญหาของคนทั้งโลก  และอนาคตของมนุษย์ชาติ  ที่ดูจะเห็นผลไม่ชัดเจนนักในปัจจุบัน  และยังมีความขัดแย้งกันเองระหว่างความมั่นคงในสภาพสิ่งแวดล้อม   กับความมั่นคงในด้านอื่น  เช่น ในการสร้างเขื่อนจะส่งผลต่อสภาพแวดล้อม   ในขณะที่ถ้าไม่สร้างก็อาจส่งผลต่อการขาดพลังงาน  ส่งผลต่อปัญหาเศรษฐกิจ  และความมั่นคงของชาติ รวมทั้งประชาชนก็อาจไม่มีพลังงานใช้   หรือมีผลกระทบต่อความอยู่รอดของบุคคลได้

2.2.6  ความมั่นคงของบุคคล (Human Security)[49] และ สิทธิมนุษยชน (Human right)      เป็นประเด็นที่มีการถกแถลงกันมากในปัจจุบัน  โดยเฉพาะคำว่าสิทธิมนุษยชน ถ้ามีการกล่าวถึงคำนี้เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน  โดยเฉพาะในยุคล่าอาณานิคมของกลุ่มประเทศตะวันตก คำคำนี้ก็คงจะเป็นเรื่องแปลก   และไม่มีใครให้ความสำคัญมากนัก   แต่ผลจากการทำลายล้างกันเองของมนุษยชาติในสงครามที่ผ่านมา  ไม่ว่าจะเป็นสงครามกู้เอกราช  หรือสงครามโลก  ล้วนแล้วแต่ส่งผลให้เกิดแนวความคิดในเรื่องสิทธิของมนุษย์ที่อาศัยอยู่ในโลกใบนี้ขึ้นมา  ประกอบกับแนวความคิดประชาธิปไตยที่แผ่ขยายไปทั่วโลก  ก็ยิ่งทำให้สิทธิมนุษยชน   เป็นที่กล่าวขานกันเป็นอย่างมาก นอกจากนี้หลายประเทศที่เคยถูกปกครองด้วยเจ้าอาณานิคม     และเพิ่งได้รับเอกราชเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้  มักเกิดความวุ่นวาย   และเกิดปัญหาขึ้นภายในประเทศตน  ในบางที่รุนแรงถึงขั้นทำลายล้างเผ่าพันธุ์กันเองภายในชาติ  ซึ่งอาจมีรัฐบาลรู้เห็นเป็นใจด้วย   บางประเทศ ด้วยความไม่มั่นคงของระบบการปกครอง  ไม่มีความเป็นปึกแผ่นของชาติ    ก็ทำให้รัฐบาลต้องปกครองด้วยระบอบ  หรือวิธีที่กดขี่ประชาชนบางกลุ่ม  สิ่งที่กล่าวไปนี้  ส่งผลต่อความรู้สึกของการเป็นมนุษย์   สิทธิของความเป็นคน   และการอยู่อาศัยในโลกนี้ของคนส่วนรวมในโลก   ซึ่งเราอาจกล่าวได้ว่า  ก็คือ  ความมั่นคงของบุคคลนั้นเอง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน  รวันดา[50] ติมอร์ตะวันออก  และอีกหลายประเทศ  ทำให้สังคมโลกให้ความสนใจในความมั่นคงของตัวบุคคลภายในชาติต่าง ๆ มากขึ้น   แต่ขัดที่สังคมโลกปัจจุบันให้ความเคารพต่อรัฐบาลที่เป็นตัวแสดงหลักของ รัฐชาติ จึงทำให้ปัญหานี้ยังคั่งค้างกันอยู่    ระหว่างแนวความคิดของความมั่นคงรัฐบาล   กับความมั่นคงส่วนบุคคล  ที่พัวพันอยู่ในแนวความคิดความมั่นคงแห่งชาติตามที่ได้กล่าวไปแล้ว 

การดำเนินการเพื่อให้เกิดความมั่นคงของบุคคล   ก็เช่นเดียวกัน   จะต้องมีการใช้พลังอำนาจต่าง ๆ มากระทำ   และจะต้องมีการจ่ายเพื่อให้เกิดความมั่นคงขึ้น        และบุคคลจะมั่นคงได้ก็จะมิใช่ปัญหาเฉพาะในเรื่อง การเมือง  การปกครองเท่านั้น  คงจะต้องเกี่ยวข้องกับการกินอยู่  หรือเศรษฐกิจส่วนบุคคล  ความรู้สึกทางสังคม  หรือปัจจัยทางสังคมจิตวิทยาด้วย  ในสิ่งนี้ส่งผลให้เกิดแนวความคิดที่แตกต่างกันออกไปในความหมายของความมั่นคงของบุคคล หรือสิทธิมนุษยชน   เพราะแต่ละประเทศอาจมี  วัฒนธรรม  ประเพณี  สภาพทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันไป  ทำให้ประเทศจีน, ประเทศอินโดนีเซีย, ประเทศพม่า  หรือบางประเทศอาจกล่าวถึงเรื่องนี้   ต่างไปจากประเทศอื่น ๆ  ก็ได้

2.2.7  ระดับ  และองค์ประกอบของแนวความคิดความมั่นคงทั่วไป ถ้าย้อนกลับไปเปรียบเทียบแนวความคิดความมั่นคงในระบบระหว่างประเทศ  กับแนวความคิดความมั่นคงทั่วไปนี้   ก็คงจะเห็นถึงความแตกต่างกันพอสมควร  เช่นเดียวกัน  ก็มีความเชื่อมโยงกันที่น่าสนใจ  เช่น  Collective Security  และ Common Security  ก็คือ รูปแบบหนึ่งของความมั่นคงในภูมิภาคและระดับโลกนั่นเอง  ในขณะที่ Comprehensive  Security  นั้น เป็นรูปแบบของความมั่นคงแห่งชาติ   ที่พยายามพัฒนาเป็นความมั่นคงในภูมิภาค   ในส่วน  Cooperative Security  นั้นเป็นรูปแบบหนึ่งของความมั่นคงในภูมิภาคที่พยายามพัฒนาให้เป็นความมั่นคงของโลก ส่วนความมั่นคงของสภาวะแวดล้อม (Environmental Security)  ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของความมั่นคงของโลก  ในขณะที่ความมั่นคงของบุคคล (Human Security) หรือสิทธิมนุษยชน (Human right)  เป็นความมั่นคงในระดับบุคคลเป็นหลัก

 

3.   ระดับ  และองค์ประกอบของความมั่นคง

เราคงจะได้เห็นถึงความแตกต่างของแนวความคิดด้านความมั่นคง     ทั้งรูปแบบ  ระดับ  และองค์ประกอบ   รวมทั้งปัจจัยบางประการที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงแล้ว  แต่สิ่งที่สำคัญนั้น  เราจะต้องพยายามทำความเข้าใจว่า    เมื่อเรากล่าวถึง  “ความมั่นคง”    เราต้องทราบว่า  เรากำลังเอ่ยถึง  ความมั่นคงของใครหรือระดับใด?, เฉพาะองค์ประกอบใดของความมั่นคงหรือทุกองค์ประกอบ?, และห้วงเวลาใดของความมั่นคง?

ต่อจากนี้จะได้นำเสนอแนวความคิดด้านความมั่นคง  ที่เป็นไปในลักษณะของกรอบแนวความคิด  ที่ต้องการให้มีลักษณะที่เป็นสากล     สามารถใช้อธิบายความมั่นคงในรูปแบบต่าง ๆ ของแต่ละพื้นที่  แต่ละห้วงเวลาได้  แนวความคิดนี้เป็นผลจากการวิเคราะห์และสังเคราะห์      ตามแนวทางที่ได้ถกแถลงกันมาแล้ว  รวมทั้งได้ผ่านการถกแถลงกับผู้รู้  ผู้ที่ทำงานด้านความมั่นคง  ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ  และนักวิชาการด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ  ไม่ว่าจะเป็นในระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เช่น  ที่สถาบัน Asia  Pacific   Center   for   Security   Studies   มลรัฐฮาวาย  ประเทศสหรัฐอเมริกา หรือสถาบันการศึกษาด้านความมั่นคงของไทย  เช่น ในวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรมาแล้ว จนทำให้สามารถกำหนดตัวแบบของความมั่นคงออกมาได้ดังนี้

 

 

 

 


Economy

 

Politic

 

Future

 
               

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


เนื่องจากความมั่นคงเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันธ์กับตัวแสดงหลัก   ก็คือมนุษย์   และเมื่อกล่าวถึงมนุษย์แล้ว  ระดับที่เล็กที่สุดก็คือ  ตัวบุคคล  ใหญ่ขึ้นมาอีกก็คือ ครอบครัว กลุ่มหรือพวก เชื้อชาติ  ประเทศหรือรัฐชาติ, กลุ่มประเทศหรือภูมิภาค และโลก  ดังนั้น  ถ้าเรากล่าวถึงระดับความมั่นคง  หรือตอบคำถามว่าความมั่นคงของใครแล้ว  เราอาจแบ่งได้หยาบ ๆ เป็น  ความมั่นคงในระดับบุคคล (Human Security),  ความมั่นคงในระดับกลุ่ม (Group Security),  ความมั่นคงแห่งชาติ (National Security),  ความมั่นคงในภูมิภาค (Regional Security)  และความมั่นคงในระดับโลก (International Security)   โดยในแต่ละระดับนั้นมีความเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก  และมีผลต่อกันในทุกระดับ (แกน Y รูป 1)

และถ้าจะให้เกิดความมั่นคงขึ้นมาได้  เราจะต้องดำเนินการเพื่อมุ่งไปที่การทำให้ บุคคล, กลุ่ม และโลกมั่นคง   ปัญหาอยู่ที่ว่าการดำเนินการดังกล่าวนั้นจะต้องใช้ทรัพยากร  หรือขีดความสามารถ  ซึ่งอาจเป็นการใช้พละกำลังของตนเองเพื่อมิให้ถูกผู้อื่นข่มเหง   ใช้ความร่ำรวยของตนหรือความมั่งมีของตน  เพื่อป้องกันตนจากปัญหาต่าง ๆ  ใช้ความสัมพันธ์ของตนกับสังคม  หรือการใช้การพูดจาเกลี้ยกล่อม เพื่อให้ตนมั่นคงจากการกระทำของคนรอบข้าง, การใช้พลังอำนาจของชาติในด้านการเมือง   เศรษฐกิจ   สังคมจิตวิทยา   การทหาร   หรือด้านอื่น ๆ เพื่อให้ชาติมั่นคงปลอดภัย, การใช้กำลังทหารบังคับให้สงครามโลกยุติ   หรือป้องกันมิให้เกิดขึ้น  การใช้ระบบเศรษฐกิจเชื่อมโยงกันไว้ในรูปแบบของการต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน   เพื่อป้องกันมิให้ประเทศต่าง ๆ ในโลกเกิดความขัดแย้งกัน  การส่งเสริมความรู้  สร้างวัฒนธรรม  หรือการรักษาสภาพแวดล้อมของโลก  เพื่อความอยู่รอดของโลกต่อไปในอนาคต    ทรัพยากรหรือขีดความสามารถที่กล่าวไป   ถึงแม้จะมีมากมายหลายประการ  มีการเรียกขานที่แตกต่างกันไปตามรูปแบบ ระดับ ความมากน้อย  แต่เราอาจจัดแบ่งกลุ่มของขีดความสามารถ     หรือทรัพยากรดังกล่าวได้เป็นองค์ประกอบ ด้านการเมือง  เศรษฐกิจ  สังคมจิตวิทยา  การทหาร  และด้านอื่น ๆ ที่เด่นขึ้นมาในห้วงนั้น ๆ  (แกน X รูป 1, แกนตั้งรูป 2)  ทั้งนี้ก็ด้วยการยึดถือขีดความสามารถของชาติ  ที่เราเรียกว่าพลังอำนาจแห่งชาติ รวมทั้งใช้หลักการแบ่งในการจัดแบ่งกลุ่มกิจกรรมต่าง ๆ ที่มนุษย์กระทำในสังคมเป็นหลัก

อย่างไรก็ตามทรัพยากร  หรือขีดความสามารถ  หรือพลังอำนาจแห่งชาติที่กล่าวไปนั้น  มิได้ดำรงอยู่โดยไม่เปลี่ยนแปลง  นอกจากนี้ยังแปรผันไปตามสภาพแวดล้อมของความมั่นคง ณ เวลาและสถานที่หนึ่ง ๆ   อีกทั้งความมั่นคงของระดับหนึ่งจะมีความสัมพันธ์ หรือแปรผันกับองค์ประกอบด้านใดด้านหนึ่งเป็นหลัก    ในขณะที่ด้านอื่น ๆ นั้นรองลงไป  เมื่อเวลาเปลี่ยนไป   การแปรผันกับองค์ประกอบนี้อาจเปลี่ยนไปด้วยตามห้วงเวลา (แกน Z รูป 1 และ แกนนอนของรูป 2)

 

รูปที่  2  กราฟแสดงปัญหาความมั่นคงของไทยที่แปรผันตามองค์ประกอบและห้วงเวลา

 

 
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


รูปที่สอง  เป็นกราฟแสดงประเด็นปัญหาความมั่นคงของไทย  ที่มีความแปรผันไปตามองค์ประกอบ  และห้วงเวลาที่เปลี่ยนไป  โดยย้อนกล่าวไปถึงเหตุการณ์ตั้งแต่ปี พ.. 2475 จนถึงปัจจุบัน    และคาดคะเนไปในอนาคต  โดยใช้ทฤษฎีของ Hantington ที่เขียนไว้ในหนังสือ  Clash of Civilization เข้ามาเป็นแนวทาง

กราฟอธิบายถึง การเปลี่ยนแปลงของความมั่นคงตามห้วงเวลาและสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป  ส่งผลให้ความสำคัญขององค์ประกอบด้านความมั่นคงที่เป็นตัวแปรหลักเปลี่ยนแปลงไปด้วย    ทั้งนี้เมื่อก่อนปี พ.. 2508 นั้น  ประเทศไทยประสบกับปัญหาความมั่นคงทางด้านการเมือง  จากการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมืองภายในประเทศ  และการแพร่ขยายของอุดมการณ์ทางการเมืองทั้งในรูปแบบของประชาธิปไตย  และคอมมิวนิสต์   ดังนั้นปัญหาความมั่นคงที่เป็นหลัก   และต้องนำมาพิจารณาเป็นลำดับแรกก็คือ  ความมั่นคงทางด้านการเมือง (จุด 1)  

ในขณะที่ต่อมา มีการต่อสู้ด้วยอาวุธระหว่างทหารของรัฐบาล  กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ขึ้น  ก็ได้ส่งผลให้เกิดปัญหาความมั่นคงด้านการทหารขึ้นมา  ดังเห็นได้จากเส้นกราฟของปี ..  2508 ความมั่นคงด้านการทหารขึ้นมาเป็นองค์ประกอบหลักทดแทน ความมั่นคงด้านการเมือง (จุด 2) 

ต่อมาการแก้ปัญหาด้านการทหารได้ประสบความสำเร็จ  จนความมั่นคงด้านการทหารได้ลดความสำคัญลงไปตั้งแต่ประมาณปี .. 2523  (จุด 3)   ในขณะที่ปัญหาความมั่นคงทางด้านการเมือง ได้กลับมามีความสำคัญเพิ่มขึ้น    พร้อม ๆ กับปัญหาความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาประเทศ  และสภาพสังคมโลกที่เปลี่ยนไป  

จนในที่สุดด้วยความประมาทและขาดการป้องกัน ก็ได้ส่งผลให้ประเทศเกิดปัญหาด้านเศรษฐกิจตกต่ำในปี .. 2540  ทำให้ความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ กลับกลายมาเป็นองค์ประกอบสำคัญหลักขึ้นมาจนถึงปัจจุบัน  (จุด 4)

ในส่วนของความมั่นคงทางด้านสังคมจิตวิทยานั้น   ค่อนข้างจะเข้าใจได้ยากจึงทำให้เป็นปัญหาที่ซ่อนเร้น   แต่ก็ดำรงอยู่ตลอดเวลา   และปัญหาทางด้านสังคมจิตวิทยานี้ได้รับผลต่อเนื่องมาจากปัญหาความมั่นคงด้านอื่นอยู่เสมอ เช่น ปัญหาความแตกแยกของสังคมที่เป็นผลมาจากปัญหาความมั่นคงด้านการเมือง  จากการที่คนในชาติมีความแตกต่างกันทางแนวความคิด     และปัญหาการสู้รบของทหารกับพรรคคอมมิวนิสต์    ที่ยังคงมีความรู้สึกฝังแน่นอยู่ในใจสำหรับผู้ที่เคยเกี่ยวข้อง   และเมื่อมีปัญหาเศรษฐกิจก็ได้ตอกย้ำปัญหาสังคมในหลายด้าน  ไม่ว่าจะเป็นปัญหายาเสพติด ปัญหาคอรัปชั่นต่าง ๆ  ที่เกิดขึ้นในสังคมของประเทศในปัจจุบัน สำหรับองค์ประกอบอื่น ๆ นอกเหนือจากที่ได้กล่าวไปแล้วนั้น ปัจจุบันดูแล้ว ปัญหาความมั่นคงทางด้านสิ่งแวดล้อม  จะทวีความสำคัญขึ้นตามลำดับ  

จะเห็นได้ว่า  ในปัญหาความมั่นคงในแต่ละด้านมิใช่ว่าเป็นปัญหาที่จะเกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด  แต่เป็นการเกิดแบบค่อยเป็น ค่อยไป  และมีสิ่งบอกเหตุหรืออย่างน้อยที่สุด  อาจทำนายหรือคาดเดาได้  โดยใช้การศึกษาปัญหาความมั่นคงในอดีตที่ผ่านมา,  สภาพแวดล้อมต่าง ๆ ทั้งภายใน และภายนอก ในทุกองค์ประกอบ  และทุกระดับของความมั่นคง  จากนั้นก็ทำการวิเคราะห์วิจัยเพื่อประมาณการหรือคาดคะเนต่อไปในอนาคต  ซึ่งก็จะทำให้เราได้มีการเตรียมการแก้ปัญหาด้านความมั่นคงที่อาจเกิดในอนาคตได้     อย่างไรก็ตาม  ข้อมูลข่าวสาร,  ความชำนาญในแต่ละด้าน ของแต่ละองค์ประกอบด้านความมั่นคง  และการทำงานเป็นทีม ที่มีการประสานกันเป็นอย่างดีของผู้เชี่ยวชาญ  จึงจะทำให้การศึกษา  วิเคราะห์  วางแผน  และจัดทำยุทธศาสตร์  หรือแผนงานด้านความมั่นคงประสบกับความสำเร็จได้

จากกราฟในรูปที่สอง  จะเห็นได้ว่าปัญหาความมั่นคงในอนาคต  ที่ใช้การประมาณการไปตามหลักการ  การวิเคราะห์  และสังเคราะห์  จากบทความต่าง ๆ ของผู้รู้  ผนวกเข้ากับเหตุการณ์สำคัญ ๆ ที่เกิดขึ้น      สามารถที่จะคาดคะเนกำหนดทิศทางของความมั่นคงไทยในห้วง 10 ปีข้างหน้าได้คือ 

ปัญหาความมั่นคงด้านเศรษฐกิจน่าที่จะยังคงเป็นปัญหาหลัก  ที่นักเศรษฐศาสตร์จะต้องหาทางขบคิดแก้ปัญหากันต่อไป    ในขณะที่ปัญหาด้านการเมืองจะค่อย ๆ  เป็นปัญหาสำคัญขึ้นมาอีกครั้ง   และปัญหาความมั่นคงด้านสังคมจิตวิทยาจะขึ้นมามีบทบาทสูงขึ้นจนเป็นปัญหาหลัก   ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากว่า  ปัญหาสังคมเป็นปัญหาที่สะสมมาในสังคมไทยมาเป็นเวลานาน  และเป็นปัญหาตกทอดมาจากปัญหาความมั่นคงในทุก ๆ ด้าน   อีกทั้งในยุคโลกาภิวัฒน์   ที่โลกเชื่อมต่อถึงกันหมดจะส่งผลให้สังคมไทยเกิดความขัดแย้งขึ้นในสังคม   อันเนื่องมาจากวัฒนธรรมใหม่ที่เข้ามาโดยมิได้มีการกลั่นกรอง  ปะทะหรือขัดแย้งกันกับวัฒนธรรมเก่า   นอกจากนี้  สภาพความฝืดเคืองทางเศรษฐกิจ จะยิ่งทำให้ประชาชนต้องดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอดในทุกวิถีทาง  ยิ่งมีปัญหาจากภายนอกที่เอ่อล้น (Spill Over) เข้ามา  เช่น ปัญหาจากประเทศเพื่อนบ้าน  ปัญหาสังคมโลก  ก็จะส่งผลให้เกิดปัญหาความมั่นคงทางสังคมจิตวิทยาเป็นปัญหาหลักได้  

ปัญหาความมั่นคงด้านสังคมจิตวิทยาที่จะขึ้นมาเป็นปัญหาหลักของสังคมไทย   จะส่งผลให้ประเทศเกิดความขัดแย้งและแตกแยกกันขึ้น   จนในที่สุดของความขัดแย้งอาจนำมาซึ่งการต่อสู้กันด้วยอาวุธของคนในชาติ  หรืออาจมีการพยายามแบ่งแยกกันออกไป  แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับสถานการณ์ของโลก   และความพยายามแก้ปัญหาของรัฐบาล   ถ้าได้มีการเตรียมการแก้ไขก็อาจจะทำให้ปัญหาเบาบางลงได้    ถ้ามิฉะนั้นแล้วสังคมไทยก็คงจะพ่ายแพ้ภัย  และเกิดวิกฤติ  เช่น วิกฤติทางด้านการเมือง,การทหาร, และวิกฤติทางด้านเศรษฐกิจ  เหมือนที่ผ่านมา

 

4.   บทสรุป

กล่าวโดยสรุปแล้ว   ปัญหาความมั่นคงนั้น  เป็นปัญหาที่คู่กับสังคมไทยมาโดยตลอด   แต่มักไม่รับความสนใจเท่าที่ควร  อีกทั้งความพยายามที่จะเตรียมการหาทางแก้ไขอาจมีไม่มากนัก     ด้วยคิดว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นหรือเป็นไปไม่ได้    จึงทำให้เหตุการณ์ที่ป้องกันได้  ผ่อนหนักเป็นเบาได้ไม่ได้รับการสนใจ   นอกจากนี้แล้ว   ความสับสนของแนวความคิดด้านความมั่นคง    ก็อาจเป็นสิ่งที่ทำให้การวางแผนเตรียมการต่าง ๆ ไม่มีหรือไม่ดีเท่าที่ควร  เช่น ในขณะที่ต้องทำหน้าที่ในการวิเคราะห์  และเตรียมยุทธศาสตร์ชาติ  หรือยุทธศาสตร์เพื่อความมั่นคงในระดับชาติ  แต่ถ้าไปให้ความสำคัญกับความมั่นคงในระดับโลกหรือภูมิภาคเป็นหลักมากเกินไป  ก็อาจทำให้การกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ  มิได้รับการตอบสนองอย่างเต็มที่ 

อย่างไรก็ตาม  มิใช่การไม่คำนึงถึงความมั่นคงในระดับอื่นเลย  ทั้งนี้ก็เพราะว่า ทุกระดับของความมั่นคง   และทุกองค์ประกอบของความมั่นคงนั้นมีความเกี่ยวพันธ์กันทั้งสิ้น   มากน้อยขึ้นกับสถานการณ์  และสิ่งแวดล้อมที่เป็นตัวกำหนด  

ถ้าประชาชนในชาติสามารถเข้าใจปัญหาความมั่นคง  และคำนึงถึงความมั่นคงร่วมกัน ในทุกระดับ   ในทุกองค์ประกอบ    และในทุกส่วนของชาติแล้ว  ประเทศชาติก็จะมั่นคง  ถ้าทุกชาติมั่นคง  และแต่ละชาติมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันแล้ว  ในภูมิภาคก็คงจะมั่นคงไปด้วย  และก็จะส่งผลให้โลกมั่นคงไปเอง

 

………………………………..

 



[39] ได้มีผู้แปลให้ชื่อภาษาไทยของความมั่นคง ในสี่แนวความคิดท้ายไว้ว่า  Collective Security (ความมั่นคงร่วม) , Common Security, (ความมั่นคงสามัญ), Comprehensive  Security   (ความมั่นคงสมบูรณ์แบบ), และ Cooperative Security (ความมั่นคงร่วมมือ)   แต่ผู้เขียนเห็นว่าอาจทำให้เข้าใจความหมายของคำไขว้เขวไปจากเดิมได้ด้วยการสื่อผ่านความหมายภาษาไทย   จึงจงใจใช้ทับศัพท์ไปก่อน และให้ผู้อ่านเข้าใจแนวความคิดก่อนที่จะเรียกเป็นคำในภาษาไทย

[40] ความหมายดังกล่าวเป็นความหมายที่ให้โดย  นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นเมื่อปี  .. 1978    อย่างไรก็ตามหลักกว้าง ๆ ที่พอจะสรุปได้ของแนวความคิดนี้ก็คือ  เน้นไปที่แนวทางการแก้ปัญหา  และการพยายามรักษาสภาพของความมั่นคง  โดยการใช้พลังอำนาจด้านอื่นที่มิใช่พลังอำนาจทางการทหารเท่านั้น  เช่น  การใช้การเจรจาทางด้านการเมือง, การแสวงหาความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ, การเชื่อมโยงความพึ่งพาซึ่งกันและกันในทุกด้าน, การมีรัฐบาลบริหารประเทศที่ดีของแต่ละประเทศ      ซึ่งแนวความคิดนี้มีลักษณะเป็นแนวทางปฏิบัติของประเทศ   เป็นความมั่นคงแห่งชาติ     จากนั้นก็ขยายออกเป็นความมั่นคงในภูมิภาค   เมื่อแต่ละชาติมีความมั่นคงแล้ว

[41] National Resilience   เป็นแนวความคิดเพื่อความอยู่รอดของชาติโดยมีฐานความคิดว่า ความมั่นคงแห่งชาติมิได้ขึ้นกับความมั่นคงด้านการทหาร  หรืออยู่ภายใต้การปกครองของทหาร  แต่ขึ้นอยู่กับการรักษาสมดุล  หรือการปรับตัวของปัจจัยต่าง ๆ ของชาติ  เช่น ปัจจัยด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคม  ความมั่นคงด้านการเมือง  และความรู้สึกชาตินิยม

[42] Olaf in Palme, Common Security: A Blueprint for Survival ( New York: Simon and Sehuster, 1982 ) , pp. 7-11

[43] แนวความคิด  Common Security   สามารถที่จะสรุปได้ว่าเป็นแนวทางที่มุ่งจะให้รัฐแต่ละรัฐประนีประนอมผลประโยชน์ชาติกัน  เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดสงคราม,  แนวความคิดนี้มุ่งชี้ว่าสถานการณ์ที่บีบบังคับจะส่งผลให้เกิดสงคราม   เช่น  ความพยายามสร้างความมั่นคงของรัฐหนึ่ง  อาจส่งผลให้รัฐคู่อริรู้สึกไม่มั่นคง และจะพยายามเสริมศักยภาพเพื่อความมั่นคงของตนขึ้นและในที่สุดก็จะเกิดสงครามได้, แนวความคิดนี้เน้นความร่วมมือต่อกัน   การประกันต่อกัน  การลดการเผชิญหน้า  และการป้องปรามที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้น, สำหรับกำลังทหารมีไว้เพื่อการป้องกันเท่านั้น    อย่างไรก็ตามแนวความคิดนี้ก็ยังคงความสำคัญของทหารไว้อย่างมาก

[44] กล่าวโดยสรุปแนวความคิด  Cooperative Security  เป็นแนวทางการแก้ปัญหาความมั่นคงในแบบพหุภาคี  โดยสร้างองค์กรดำเนินงานขึ้นมา  และทำการประชุมในรูปแบบที่เป็นทางการ   และไม่เป็นทางการ  ( รู้จักกันในการดำเนินงานด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศว่า  Track 1 and Track 2 )  เป็นการรวมผู้เกี่ยวข้องกับปัญหาความมั่นคงนั้น ๆ ไว้ด้วยกัน  และสร้างความเชื่อที่ว่าการแก้ปัญหาต่าง ๆ นั้น   มิใช่    Zero Sum Games   แต่เป็น  Win Win Game  กล่าวคือ  ไม่มีผู้ได้ผู้เสียแต่ได้ทั้งคู่

[45] จะเห็นได้ว่ามีการแสวงหาความร่วมมือของประเทศในสังคมโลก  โดยจัดตั้งองค์กรระดับภูมิภาค  ด้วยความมุ่งหมายทางการทหาร, ทางด้านเศรษฐกิจ, ด้านการเมือง นอกจากนี้ยังได้มีการจัดการประชุม เพื่อแสวงหาความร่วมมือต่อกันของแต่ละภูมิภาคในสังคมโลก

 

[46] สำหรับ  รัฐบาล  ดินแดน และอำนาจอธิปไตยนั้น  มีความคิดเห็นของนักความมั่นคงในปัจจุบันที่แตกต่างกันออกไป  เพราะประเทศในโลกปัจจุบัน  เช่น  ประเทศรวันดา  รัฐบาลอาจส่งเสริมให้มีการเข่นฆ่าประชาชนของตนที่มีเชื้อชาติต่างออกไป  จึงทำให้เกิดคำถามในเรื่องอำนาจอธิปไตยของรัฐบาลในการปกครองประเทศขึ้น  อย่างไรก็ตามในบทความนี้  จะได้เน้นไปที่องค์ประกอบประชาชนเป็นหลัก   เพราะเป็นเนื้อแท้ของคำว่าชาติ

[47] การแบ่งองค์ประกอบของพลังอำนาจแห่งชาตินี้ก็เช่นเดียวกัน   แตกต่างกันออกไป แต่เราอาจแยกหลัก ๆ ได้เป็น  ด้านการเมือง, เศรษฐกิจ, สังคมจิตวิทยา  และการทหาร ซึ่งก็ค่อนข้างครอบคลุม  แต่เมื่อมีองค์ประกอบย่อยใด ๆ ในองค์ประกอบดังกล่าวนี้ มีความสำคัญที่เด่นขึ้นมาก็อาจแยกออกมาเป็น องค์ประกอบหลักได้เช่นกัน

[48] ในเอกสาร รส. 100-20 ของกองทัพบกไทย  ได้ให้ความหมายของ (Internal Security) ไว้ว่า    คือ  การดำรงไว้ซึ่งสถานะทางกฎหมาย  และความสงบเรียบร้อยภายในประเทศที่จำเป็น   ด้วยการขจัดความรุนแรง  การบ่อนทำลาย  และการละเมิดต่อกฎหมาย   เพื่อให้ประชาชนมีความศรัทธาเชื่อมั่นต่อรัฐบาล  ทั้งนี้ด้วยการพัฒนาและป้องกันภายใน  

[49] Human Security  เป็นการกล่าวถึงความมั่นคงของบุคคล  ด้วยความเชื่อในเรื่องสิทธิความเท่าเทียมกัน   แนวความคิดนี้   เช่น Human Right, Food Security, Water Security, Job/Income Security และ Health Security   ซึ่งล้วนแล้วแต่มุ่งเน้นไปที่   ความมั่นคงของบุคคลทั้งสิ้น

[50] ประเทศรวันดาอยู่ในทวีปอาฟริกา  เคยอยู่ภายใต้อาณานิคมของประเทศในทวีปยุโรป   ซึ่งใช้การปกครองที่ให้สิทธิกับชนเผ่าตุ๊ดซี่ (Tutsi)  เหนือกว่าอีกเผ่าฮูตู (Hutu) ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ   เมื่อมีการกู้เอกราช  เผ่าฮูตูที่เคยอยู่ใต้การกดขี่ได้ขึ้นมาเป็นผู้นำของประเทศ  ผลคือรัฐบาลปล่อยให้มีการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ขึ้น  ยูเอ็นได้พยายามแก้ปัญหานี้  แต่ยังไม่ได้ผลดีนัก

Hosted by www.Geocities.ws

1