บทที่
5
กองทัพไทยกับความมั่นคงเดิม
1.1 สถานการณ์ทั่วไป
ก่อนที่ชุมชนชาวตะวันออกของเรา
จะได้เปลี่ยนคำเรียกชื่ออาณาเขต มาเป็นประเทศอย่างเช่นทุกวันนี้
ดินแดนที่มีประชากรมาอยู่ร่วมกัน
อาศัยอยู่ใต้การปกครองจากระบบ
หรือผู้ปกครองเดียวกัน
มีอำนาจอธิปไตยของตนเอง มิได้ตกเป็นเมืองขึ้น หรืออาณานิคมของใคร เราเรียกว่า อาณาจักร
ประเทศไทย
และประเทศในภูมิภาคแห่งนี้
เคยมีอาณาจักรของตนเองอยู่ทั้งสิ้น
แตกต่างกันแต่เพียงว่า
อาณาจักรใดแข้มแข็งกว่ากัน
ยิ่งใหญ่กว่ากัน
มีอาณาเขตกว้างขวางกว่ากันเท่านั้นเอง อีกทั้งเส้นแบ่งเขตของอาณาจักร จำนวนประชากร อำนาจในการปกครอง
ก็มิได้มีความชัดเจนแน่นอนเช่นในปัจจุบัน
อาณาจักรใดที่เข้มแข็งกว่า
มีความเจริญรุ่งเรืองกว่า
และผู้นำมีความต้องการที่จะขยายอำนาจหรือขอบเขตอาณาจักรของตน
ก็จะนำกำลังทหารไปรุกรานอาณาจักรที่อ่อนแอกว่าที่อยู่ใกล้เคียง
ในทางกลับกันอาณาจักรที่อ่อนแอกว่าก็จะต้องรู้จักที่จะถนอมตัว
ถ้าไม่ต้องการให้เกิดศึกสงครามสู้รบกัน ก็จะต้องแสดงความจงรักภักดี
หรือเข้าไปสวามิภักดิ์ต่ออาณาจักรอื่นที่เข็มแข็งกว่า
ทั้งนี้ก็เพื่อความอยู่รอดของตน
และหวังว่าเมื่อตนมีศึกสงครามหรือความเดือดร้อน ก็จะมีอาณาจักรที่ตนไปสวามิภักดิ์ ให้ความคุ้มครองช่วยเหลือ
สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นมานานนับพันปี
ดังเห็นได้จากประวัติศาสตร์ของประเทศในภูมิภาคนี้ที่มี อาณาจักรสุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์ของไทย อาณาจักรพุกาม จนถึงโค บองของพม่า (หรือเมียนม่าร์)
อาณาจักรขอมของกัมพูชา
อาณาจักรศรีวิจายา (หรือศรีวิชัย) และอาณาจักรมาจาปาฮิต ของอินโดนีเซีย อีกทั้งยังมีอาณาจักรเล็ก ๆ น้อย ๆ
อยู่อีกอย่างมากมาย
ความสัมพันธ์ของอาณาจักรต่าง ๆ
ตามที่ได้กล่าวไปแล้วนั้น
เป็นความสัมพันธ์ที่ดำรงต่อกันด้วยการใช้ความเข็มแข็ง
และอำนาจทางทหารที่เหนือกว่าเป็นเครื่องมือ
ดังนั้นแต่ละอาณาจักรจึงได้มีการสร้างสมกำลัง
และพลังอำนาจทางทหารของตนเอง
ไม่ว่าจะเป็นกำลังพล
ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี หรือแม้แต่นโยบาย หรือกโลบายต่าง ๆ เพื่อให้อาณาจักรตนมีความมั่นคง
และอยู่รอดปลอดภัยจากสังคมในยุคนั้น
ความสำคัญด้านการทหารดังกล่าวนี้สำคัญมากจนถึงระดับที่ว่า ผู้ปกครองอาณาจักรซึ่งก็คือกษัตริย์ จะต้องเป็นจอมทัพด้วย
1.2 บทบาทของกองทัพไทย
บทบาทของกองทัพในยุคดังกล่าวนี้
จึงมีความชัดเจนเป็นสถาบันหลักของความมั่นคงทั้งปวง
หรือมีผู้กล่าวว่าเป็นบทบาทที่เป็นหัวใจในการปกครองอาณาจักรเลยทีเดียว[57]
ในยุคสุโขทัยระบบทหารเป็นไปในแบบ ทำเนียบกองทัพ กล่าวคือ มีการจัดแบ่งประชาชนออกเป็นหมู่เป็นกอง
มีเจ้าหมู่มูลนายที่เป็นนายทหาร ควบคุมดูแลหน่วยดังกล่าว
โดยเจ้าหมู่มูลนายนี้ทำหน้าที่ปกครองดูแลทุกข์สุขของประชาชน หรือทหารที่อยู่ในหมู่ในกองของตน เมื่อมีศึกสงคราม
เจ้าหมู่มูลนายดังกล่าวจะต้องรวบรวมผู้ที่อยู่ใต้การปกครองไปทำสงครามให้ได้
สำหรับในระดับที่สูงขึ้นไปก็มีการจัดการควบคุมไปตามลำดับชั้นจนถึงผู้ปกครองอาณาจักร[58]
ในสมัยอาณาจักรอยุธยา
ด้วยประชากรที่มีจำนวนมากขึ้น และอาณาเขตที่กว้างมากขึ้น
ก็ได้มีการปฏิรูปการทหารและการปกครองขึ้น
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โดยแบ่งหน้าที่ออกเป็นสองฝ่าย
คือ ฝ่ายทหาร
และฝ่ายพลเรือน
ฝ่ายทหารมีสมุกลาโหมเป็นผู้รับผิดชอบ
ในการจัดเตรียมกองทัพไว้ในยามศึกสงคราม
มีอำนาจในการปกครองเจ้าเมืองตามหัวเมือง
และตามภูมิภาคด้วย
ในขณะที่ฝ่ายพลเรือน
ทำหน้าที่สะสมเสบียง
อาวุธยุทโธปกรณ์
และรักษาความสงบภายใน
มีสมุหนายกเป็นผู้รับผิดชอบ
โดยจัดเป็น เวียง วัง คลัง นา
ในสมัยอาณาจักรกรุงรัตนโกสินทร์ สังคมของประเทศในภูมิภาคนี้ ได้เปลี่ยนไปอย่างมาก
ชาวตะวันตกที่เข้ามาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา
ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทต่อความสัมพันธ์ของอาณาจักรต่าง ๆ
จนถึงขั้นที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริว่า ศัตรูของไทยในอนาคตไม่ใช่พม่า
ซึ่งระบบทหารคล้ายไทย
แต่ศัตรูจะเป็นชาติตะวันตกที่ระบบการทหารมีประสิทธิภาพสูงกว่าชาติตะวันออก[59]
และก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ
ดังจะเห็นได้ว่าหลายอาณาจักรในภูมิภาคนี้
ได้ตกเป็นเมืองขึ้นของตะวันตกในเวลาต่อมา
ในขณะที่อีกหลายอาณาจักรซึ่งรวมทั้งอาณาจักรรัตนโกสินทร์ของไทย ก็ถูกรุกราน และถูกคุกคามอย่างรุนแรง
สถานการณ์ดังกล่าว
ได้ส่งผลให้ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และในสมัยรัชกาลต่อมา
ได้มีการพัฒนาระบบการทหารให้มีประสิทธิภาพพอที่ตามแบบตะวันตก เช่น มีการสะสมยุทธโธปกรณ์ การสร้างป้อมปราการ การสร้างเรือรบ การจัดหมู่เหล่าของทหาร การจัดหมู่ หมวด กองร้อย การเกณฑ์ทหาร และการฝึกทหารในแบบยุโรป
จนกระทั่งได้มีการจัดกองทัพครบทั้งสามเหล่าทัพ เป็นกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศในปี
พ.ศ. 2480[60] นอกจากนี้แล้ว
จากผลของกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในปี พ.ศ.
2483 และสงครามโลกทั้งสองครั้ง ที่ไทยได้มีส่วนร่วมในการสู้รบ
ได้ส่งผลให้กองทัพไทยได้เร่งพัฒนากองทัพเพื่อให้ทันสมัย พร้อมที่จะป้องกันประเทศจากภัยคุกคาม ทั้งที่มาจากในภูมิภาคเดียวกัน
และจากนอกภูมิภาคได้
อาณาจักร
หรือประเทศชาติในยุคที่กล่าวไปแล้วนั้นจะมั่นคงได้ก็ต่อเมื่อ
ประเทศมีความเข็มแข็งพอที่จะต่อสู้กับภัยคุกคามที่มีมาจากภายนอกเป็นหลัก
โดยแยกออกได้เป็นภัยที่เกิดขึ้นจากประเทศในภูมิภาคเอง
กับภัยที่มาจากประเทศตะวันตก ภัยคุกคามทั้งสองแบบดังกล่าวมีรูปแบบที่ไม่แตกต่างกันมากนัก นั่นก็คือ
การคุกคามด้วยกำลังทางทหาร ไม่ว่าจะเป็นการคุกคามทางทหารด้วยการใช้กองทัพที่มีช้าง ดาบ มีด เป็นอาวุธ หรือ ปืนคาบศิลา ปืนเล็กยาว ปืนใหญ่ เรือปืน เครื่องบินรบ เป็นอาวุธ ก็คือ
ภัยที่ต้องใช้พลังอำนาจด้านการทหารในการป้องกันประเทศเพื่อรักษาความมั่นคง
และความปลอดภัยของประเทศชาติ ประชาชน อธิปไตย
และดินแดนของตนไว้นั่นเอง สิ่งดังกล่าวส่งผลให้กองทัพ เป็นตัวแสดงหลัก และมีบทบาทหลักในสังคมมาโดยตลอด ในขณะที่ฝ่ายพลเรือนนั้น ในช่วงแรก ๆ
สมัยอาณาจักรสุโขทัยอาจถือได้ว่า
รวมเป็นหนึ่งกับฝ่ายทหารมาตลอด
ต่อมาเมื่อมีประชากรมากขึ้น
ก็ทำให้ได้มีการแบ่งหน้าที่กันไป
ส่งผลให้ประชากรส่วนหนึ่งเข้ามาทำหน้าที่ฝ่ายทหาร
ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งทำหน้าที่ฝ่ายพลเรือน
มีหน้าที่คอยสนับสนุนฝ่ายทหารในการป้องกันประเทศอีกต่อหนึ่ง
ดังนั้นเราอาจสรุปได้ว่า บทบาทของทหาร
หรือกองทัพไทยในอดีตก่อนยุคสงครามเย็นบทบาทในการใช้พลังอำนาจทางการทหารเป็นบทบาทหลัก และเป็นบทบาทนำ
เป็นเครื่องชี้ถึงความอยู่รอดของประเทศ โดยทหารมีหน้าที่ในการที่จะป้องกันประเทศ
จากภัยคุกคามด้วยการใช้กำลังเข้ามารุกราน และในยามปกติที่ไม่มีศึกสงคราม ก็จะทำนุบำรุงบ้านเมืองให้เข้มแข็ง
พร้อมที่จะเข้าสู่สงครามซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
2.1 สถานการณ์ทั่วไป
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง บรรยากาศของสถานการณ์ในภูมิภาค และสังคมโลกได้เปลี่ยนไปเป็นอย่างมาก
โลกตะวันออก และโลกตะวันตกเริ่มเชื่อมต่อกันอย่างเห็นได้ชัดเจนขึ้น วัฒนธรรม
และแนวความคิดของโลกตะวันตกได้แผ่อิทธิพลเข้ามามากขึ้น แนวความคิดในเรื่อง รัฐชาติ ความรู้สึกชาตินิยมแบบตะวันตก
ได้แพร่ขยายเข้ามาอย่างมากในภูมิภาคของเรา ในขณะเดียวกัน
แนวความคิดในการปกครองด้วยรูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตย
ที่มีประชาชนเป็นผู้มีสิทธิ์มีเสียงในการปกครองตนเอง
แทนการปกครองที่มีกษัตริย์เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดแต่เพียงผู้เดียว
ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในหลายประเทศ เช่น เกิดการปฏิวัติในฝรั่งเศส เป็นต้น
อีกทั้งแนวความคิดมาร์กซิสต์ก็ได้เกิดการแพร่ขยาย
และมีการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมด้วยการปฏิวัติในรัสเซีย
ความแตกต่างของแนวความคิดในระบอบการปกครองประเทศแบบประชาธิปไตย
และแบบคอมมิวนิสต์ของมาร์กซิสต์ดังกล่าวได้ส่งผลให้
สังคมโลกเกิดขั้วอำนาจสองขั้วจากสองประเทศอภิมหาอำนาจ
ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลกซึ่งรวมทั้งภูมิภาคที่เราอยู่นี้ด้วย อภิมหาอำนาจฝ่ายคอมมิวนิสต์ ก็คือ รัสเซีย ประเทศที่เป็นต้นแบบ
ในการนำแนวความคิดมาร์กซิสต์มาประยุกต์ใช้ในการปกครองประเทศ อภิมหาอำนาจฝ่ายโลกเสรีประชาธิปไตย
ได้แก่สหรัฐอเมริกา
ประเทศซึ่งก่อกำเนิดมาจากความต้องการเสรีภาพของชาวตะวันตก
ที่ได้อพยพไปสู่ทวีปอเมริกาครอบครองดินแดน และเป็นเจ้าของประเทศในเวลาต่อมา
ในขณะเดียวกันในภูมิภาคของเรานี้ หลายประเทศที่ตกเป็นเมืองขึ้น
หรืออาณานิคมของประเทศตะวันตกกันมาเป็นเวลาหลายสิบปี หรือหลายร้อยปี
ได้เกิดชนชั้นนำของประเทศที่ได้รับแนวความคิดชาตินิยม รัฐชาติ เสรีประชาธิปไตย หรือมาร์กซิสต์จากตะวันตกขึ้น บุคคลสำคัญต่าง ๆ ดังกล่าวเหล่านี้
ได้รับการกระตุ้นจากแรงผลักดันในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
และอาศัยสถานการณ์ในห้วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองใหม่ ๆ
ที่หลายฝ่ายยังคงสับสนวุ่นวายกับการจัดระเบียบโลกอยู่
ได้ทำการจุดประกายสังคมภายในประเทศที่เป็นอาณานิคม ให้มีการกู้ชาติ กู้เอกราชขึ้น
ดังเราเห็นได้จากการกู้ชาติโดย
อู อ่อง ซาน ของพม่า ซูการ์โนของอินโดนีเซีย และโฮจิมินท์ของเวียดนามเป็นต้น ส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ
ในภูมิภาคได้รับเอกราชในเวลาต่อมา
2.2 ผลกระทบของสถานการณ์ยุคสงครามเย็นต่อความมั่นคง
ด้วยสถานการณ์ในระดับโลกที่มีสองขั้วอภิมหาอำนาจ และสถานการณ์ของการต่อสู้เพื่อเอกราชในระดับภูมิภาคในห้วงดังกล่าวนี้
ประกอบกับความเชื่อของประเทศอภิมหาอำนาจทั้งสอง ที่ต้องการจะนำพาประเทศในโลกนี้ ให้เป็นประชาธิปไตย
หรือคอมมิวนิสต์ตามที่ตนเองเชื่อ
ได้ส่งผลให้เกิดแนวความคิดในการสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศ และกลุ่มประเทศ
ที่เราเรียกกันในปัจจุบันนี้ว่า
ความมั่นคงร่วม (Collective Security)[61] ก่อให้เกิดยุทธศาสตร์ในการป้องกันร่วม การรวมกลุ่มกันทางทหาร
สนธิสัญญาความร่วมมือด้านการทหารตามมามากมาย และได้เกิดความพยายามขยายอำนาจ
ขยายแนวความคิดของตนเองครอบงำประเทศต่าง ๆ
ที่ยังมิได้ตัดสินใจว่าจะเป็นพวกใด
หรือแม้แต่เป็นพวกหนึ่งไปแล้ว
แต่ก็พยายามเข้าไปแทรกแซง
เพื่อให้เปลี่ยนเป็นพวกตนให้ได้ในที่สุด อย่างไรก็ตาม
ด้วยการที่ประเทศอภิมหาอำนาจทั้งสองต่างก็มีความก้าวหน้าทางวิทยาการการทหาร
และมีอาวุธทำลายล้างรุนแรงอยู่เป็นจำนวนมากใกล้เคียงกัน
ส่งผลให้ประเทศทั้งสองไม่กล้าที่จะเผชิญหน้า และทำสงครามโดยตรงต่อกัน
ทั้งนี้ก็เนื่องจากทั้งคู่ต่างตระหนักดีว่า
ความสูญเสียจะเกิดขึ้นอย่างมหาศาลเพียงใด
ในการทำสงครามต่อกันโดยตรง
ประเทศทั้งสองจึงต่อสู้กันในรูปแบบของการขยายพันธมิตร ขยายอิทธิพล
และขยายแนวความคิดของตนออกไป[62] สภาพการณ์ต่าง ๆ
ดังกล่าวเหล่านี้เรารวมเรียกกันว่า
สงครามเย็น ประเทศที่มีการสู้รบกันจริง ๆ นั้น
ก็คือบรรดามิตรประเทศ
หรือประเทศที่เป็นเป้าหมายในการแย่งชิงของมหาอำนาจทั้งสอง
ซึ่งอาจเป็นการต่อสู้ระหว่างประเทศต่อประเทศ หรือต่อสู้กันภายในประเทศของตนเอง
โดยมีมหาอำนาจดังกล่าวคอยหนุนหลังในด้านต่าง ๆ อยู่ เป็นสภาพที่เราเรียกกันว่า สงครามตัวแทน [63]
ในภูมิภาคของเรามีสภาพของสงครามตัวแทนดังกล่าวค่อนข้างจะชัดเจน อีกทั้งยังมีสงครามการกู้ชาติ กู้เอกราชเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย
การกู้ชาติของบางชาติได้พึ่งพาศักยภาพด้านการทหารจากประเทศอภิมหาอำนาจค่ายคอมมิวนิสต์ ในขณะที่บางชาติได้รับความเห็นใจจากชาติตะวันตกที่อยู่ฝ่ายประชาธิปไตยปลดปล่อยให้เป็นเอกราช
แต่ทั้งนี้ก็ต้องแลกด้วยเลือดเนื้อของคนในชาติเช่นเดียวกัน
หลังการกู้ชาติดังกล่าวสงครามตัวแทนเต็มรูปแบบก็ได้เกิดขึ้น
การสู้รบของเวียดนามเหนือกับเวียดนามใต้ การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองในลาว และกัมพูชา ความเชื่อในทฤษฎีโดมิโน
ที่ทำนายว่าประเทศไทยจะต้องเป็นคอมมิวนิสต์ต่อไป
เป็นตัวอย่างที่ดีของการสู้รบกันของประชาชนประเทศเดียวกันเอง
หรือแม้แต่ในภูมิภาคเดียวกันเพื่อตอบสนองต่อยุคสงครามเย็น
และสภาพสงครามตัวแทน
อย่างไรก็ตามด้วยสภาพที่พิเศษออกไปในภูมิภาคนี้
ประเทศส่วนมากเพิ่งได้รับเอกราชขึ้นมาใหม่หลังจากที่ต้องตกเป็นเมืองขึ้นอยู่เป็นเวลานาน
ทำให้ยังคงมีโครงสร้างพื้นฐานของรัฐชาติ
หรือประเทศอยู่ในสภาพที่อ่อนแอ
ทั้งนี้ขึ้นกับประเทศเจ้าอาณานิคมที่เข้ามาครอบครองว่า ได้จัดระเบียบโครงสร้างพื้นฐาน
หรือทำลายโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ไว้มากน้อยเพียงใด
ผลดังกล่าวได้ทำให้แต่ละประเทศที่ได้รับเอกราช
พยายามที่จะสถาปนาความมั่นคงของรัฐชาติตนด้วยการวางระเบียบโครงสร้างพื้นฐานในทุกเรื่องที่เป็นพื้นฐานของสังคม ซึ่งสามารถแยกออกในประเด็นหลัก ๆ ได้คือ
ด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคมจิตวิทยา และด้านการทหาร ประเด็นดังกล่าวนี้
ทำให้เกิดแนวความคิดด้านความมั่นคง
ความมั่นคงสมบูรณ์แบบ(Comprehensive Security) ขึ้นในอินโดนีเซียเมื่อปี พ.ศ.2516 ในรูปของ ความยืดหยุ่นแห่งชาติ(National Resilience)[64]
ที่พิจารณา
องค์ประกอบของความมั่นคงในทุกประเด็นดังที่ได้กล่าวไปแล้ว นอกจากนี้แล้วในเวลาใกล้เคียงกัน ประเทศญี่ปุ่น
ในฐานะผู้พ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สอง
ก็ได้พัฒนาแนวความคิดที่ได้นำเอาองค์ประกอบอื่น
นอกเหนือองค์ประกอบของความมั่นคงด้านการทหาร เข้ามากำหนดนโยบายด้านความมั่นคงขึ้น
ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากการถูกกดดันจากฝ่ายสัมพันธมิตร
ที่ได้กำหนดให้ผู้แพ้สงครามเช่นญี่ปุ่นจะต้องไม่มีกองทัพเพื่อไปรุนรานผู้อื่นอีก
อีกทั้งผลจากการแพ้สงครามทำให้นักการทหาร
และนักวิชาการด้านความมั่นคงของญี่ปุ่น ก็ได้กำหนดแนวความคิด ความมั่นคงแห่งชาติสมบูรณ์แบบ
(Comprehensive Overall National Security) ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2521 รวมทั้งได้มีการจัดตั้ง สภาความมั่นคงแห่งชาติ (National Security
Council
ในอีกสองปีต่อมา[65]
หลังจากที่ในยุโรปได้ใช้แนวความคิด ความมั่นคงร่วม
(Collective Security)
ที่มีมุมด้านความมั่นคงเฉพาะด้านการทหารเป็นหลักมาเป็นห้วงระยะเวลานาน
ได้เกิดปัญหาการกระทบกระทั่งกันเองขึ้นอยู่เสมอ
ถึงแม้ว่าจะเป็นกลุ่มหรือพวกเดียวกันเอง ส่งผลให้นักการทหาร และนักวิชาการด้านความมั่นคงในยุโรป
ได้พยายามพัฒนาแนวความด้านความมั่นคงของตนภายในกลุ่มขึ้น
เพื่อสร้างความปรองดองที่ดีต่อกัน ซึ่งในปี
พ.ศ. 2525
ก็ได้เกิดแนวความคิด ความมั่นคงสามัญ (Common
Security) ขึ้นในยุโรป
ในรายงานการประชุมว่าด้วยการลดอาวุธและความมั่นคง
โดยมีการพิจารณาองค์ประกอบของความมั่นคงครอบคลุมขึ้นกว่าเดิม
และพยายามไม่ยึดติดความมั่นคงไว้กับการทหารเท่านั้น[66]
2.3 บทบาทของกองทัพโดยทั่วไปในยุคสงครามเย็น
จากการผนึกกำลังภายในกลุ่มด้วยสนธิสัญญา หรือองค์การความร่วมมือต่าง ๆ
เช่นแผนการมาร์แชล
องค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจของยุโรป
จนถึงองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติคเหนือหรือนาโต้ ของค่ายเสรีประชาธิปไตย
และแผนการโมโลตอฟ
หรือสภาความช่วยเหลือเศรษฐกิจซึ่งกันและกัน
จนถึงองค์การสนธิสัญญาวอซอร์
ของค่ายคอมมิวนิสต์
ได้ส่งผลเกิดเป็นสงครามเย็นโดยทั่วไป และสงครามตัวแทนในบางภูมิภาค เช่น สงครามประชาชนในประเทศจีน
ที่มีสหรัฐหนุนหลังเจียงไคเช็คอยู่ฝ่ายหนึ่ง
กับเหมาเจ๋อตุงที่มีรัสเซียหนุนหลังอยู่อีกฝ่ายหนึ่ง สงครามเกาหลี สงครามเวียตนาม
ก็มีสภาพไม่ได้แตกต่างไปจากสงครามในประเทศจีนมากนัก
ในขณะที่มีการต่อสู้กันทางด้านการเมือง และอุดมการณ์ในการปกครองประเทศใน
อินโดนีเซีย คิวบา ลาว กัมพูชา และไทย
ก็มีประเทศอภิมหาอำนาจของทั้งสองค่ายอยู่เบื้องหลังเช่นกัน
การสู้รบการของอิสราเอลที่มีสหรัฐหนุนหลัง กับอิยิปต์ อิรัก จอร์แดน เลบานอน และซีเรีย
ในตะวันออกกลาง[67] ได้ทำให้กองทัพโดยทั่วไปได้มีโครงสร้างการจัด
ที่มุ่งไปสู่การเตรียมการเข้าสู่สงครามเป็นหลัก
ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนากองทัพของแต่ละประเทศ
หรือแม้แต่การพัฒนาการปฏิบัติการร่วมกันของกองกำลังทหารในนามของนาโต้ ของประเทศในยุโรป
โดยมุ่งที่จะสร้างสรรค์กองทัพให้มีความพร้อมที่จะเข้าสู่สนามรบกับรัสเซีย
และประเทศในค่ายคอมมิวนิสต์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต
ในขณะเดียวกัน ประเทศบริวาร
หรือประเทศที่เกิดขึ้นมาใหม่ก็ได้พยายามที่จะเอาตัวรอด
ด้วยการเข้าเป็นสมาชิกของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
หรือประกาศตัวไม่เข้าข้างฝ่ายใด ซึ่งผลที่เกิดขึ้น ก็คือ ความแตกแยก
และความขัดแย้งของประชากรภายในชาติ
และผลจากความพยายามเข้ามาแทรกแซงของประเทศอภิมหาอำนาจ ทำให้กองทัพของประเทศต่าง ๆ
เหล่านี้ต้องถูกพัฒนาในทิศทาง
สำหรับเตรียมความพร้อมที่จะเข้าไปสู่สถานการณ์สงครามตามแบบ เมื่อประเทศกลุ่มลัทธิความเชื่อของตนต้องการความช่วยเหลือ หรือได้รับสัญญานจากประเทศอภิมหาอำนาจที่ตนสังกัดให้เข้าสู่สงคราม เช่น ที่หลายประเทศ ต้องเข้าไปสู้รบกันในสงครามเวียดนาม และสงครามเกาหลีเป็นต้น
ในขณะเดียวกัน
กองทัพของประเทศเหล่านี้ก็ต้องพร้อมที่จะเข้าไปแก้ปัญหาภายในประเทศ
ที่เกิดขึ้นมาจากความขัดแย้งกันเองของชนภายในชาติ
ซึ่งก็คือการแก้ปัญหาความมั่นคงภายใน ในรูปแบบของ การป้องกัน
และปราบปรามการก่อความไม่สงบนั่นเอง
นอกจากนี้แล้ว
ประเทศที่เพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่
กองทัพของประเทศเหล่านี้ส่วนมากแล้วมาจากประชาชน
เกิดจากการรวมตัวกันขึ้นมาต่อสู้เพื่อเอกราช ทำให้กองทัพยังคงมีบทบาท และมีความสำคัญกับระบบการเมือง และการสร้างชาติเป็นอย่างมาก
ดังเห็นได้จากบทบาทของทหารในอินโดนีเซียและพม่า เป็นต้น
กล่าวโดยสรุป
บทบาทของกองทัพโดยทั่วไปในยุคนี้ได้แก่
- การป้องกันประเทศจากภัยคุกคามภายนอก และ
- การรักษาความมั่นคงภายในจากปัญหาลัทธิอุดมการณ์
2.4 บทบาทของกองทัพไทยในยุคสงครามเย็น
กองทัพไทยมีความเกี่ยวพันกับสังคมไทยเป็นอย่างมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสงครามเย็น
เริ่มตั้งแต่การได้มีแนวความคิดประชาธิปไตย
และคอมมิวนิสต์หลั่งไหลเข้ามาในประเทศในเวลาใกล้เคียงกัน
ในขณะที่แนวความคิดชาตินิยมนั้นเป็นเพียงแนวความคิดที่ถูกนำมาใช้
เพื่อการสนองตอบกลุ่มที่ต้องการเป็นประชาธิปไตย หรือคอมมิวนิสต์
หรือเพื่อสร้างความเป็นปึกแผ่นให้เกิดกับประเทศชาติเป็นครั้งคราวเท่านั้น
การเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศจากระบอบกษัตริย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในปี
พ.ศ. 2475 ที่มีกลุ่มทหารบก
และทหารเรือ ที่มีอำนาจ และกำลังทหารอยู่ในมือเป็นผู้ปฏิบัติ
ได้ก่อให้เกิดประชาธิปไตยขึ้นในไทยอย่างฉับพลัน
ขณะเดียวกันแนวความคิดแบบสังคมนิยมก็มีผู้สนใจ และพยายามที่จะเผยแพร่ขึ้นในประเทศ ส่งผลให้
สังคมไทยได้เกิดความขัดแย้งกันเองในเรื่องของการแสวงหาระบอบ
หรือลัทธิการปกครองประเทศที่ดีที่สุดสำหรับสังคม ผลดังกล่าวทำให้คนไทยต้องรบกันเอง
ระหว่างฝ่ายที่ยึดมั่นในระบอบเสรีประชาธิปไตย กับฝ่ายที่เชื่อในระบอบคอมมิวนิสต์
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2508 ในวันเสียงปืนแตก
จนถึงวันเสียงปืนดับในปี พ.ศ. 2528 กินเวลาถึง 20 ปี
ส่งผลต่อความสูญเสียชีวิตของทั้งสองฝ่ายกว่าหมื่นชีวิต ทุพลภาพอีกสองหมื่นกว่าคน[68] สูญเสียโอกาสในการพัฒนาประเทศชาติ
และสูญเสียทรัพยากรไปกับเหตุการณ์ต่าง ๆ นี้มากมาย
ในขณะเดียวกันความเชื่อในทฤษฏีโดมิโนที่ไทยอาจต้องเป็นคอมมิวนิสต์เป็นรายต่อไปจากเวียดนาม ลาว และกัมพูชา ก็ได้ทำให้เราต้องเตรียมความพร้อมที่จะป้องกันประเทศจากภัยคุกคามภายนอกที่มาจากด้านทิศตะวันออกอย่างเต็มอัตรา
หรือแม้แต่ด้านทิศตะวันตกที่ติดกับประเทศพม่า
เราก็ต้องเตรียมแก้ปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดนอยู่อย่างสม่ำเสมอ
กองทัพไทยได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของความแตกแยก ในอุดมการณ์ด้านการเมือง
ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นต้นมา โครงสร้างความมั่นคงเดิมของรัฐชาติ
ที่ปกครองด้วยระบอบกษัตริย์มาเป็นเวลานับพันปีได้เปลี่ยนไป
สู่ระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตก
รากฐานการเป็นประชาธิปไตยที่ยังไม่ทั่วถึงในสังคม
ได้ส่งผลให้เกิดความไม่มั่นคงทางด้านการเมืองขึ้น เกิดความขัดแย้งในสังคมไทย
ทั้งในระดับผู้บริหารประเทศในเบื้องต้น
และกระจายไปสู่สังคมไทยโดยทั่วไปในกาลต่อมา ในระดับประเทศ
กองทัพจึงต้องเข้ามามีบทบาทด้านการเมือง ทั้งในรูปแบบของการปฏิวัติรัฐประหาร และเพื่อปรับสภาพของสังคม นอกจากนี้กองทัพยังได้เข้าไปมีส่วนร่วม
ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมด้วยการพัฒนาประเทศในพื้นที่ทุรกันดาร ที่มีปัญหาความขัดแย้งทางอุดมการณ์ หรือหน่วยงานอื่น ๆ ของรัฐเข้าไม่ถึง
และกองทัพยังต้องแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยกำลังในการปราบปรามกองกำลังติดอาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
ตามแนวทางการแก้ปัญหาในห้วงเวลาดังกล่าวนั้น
สำหรับภัยคุกคามที่มีมาจากภายนอก
กองทัพก็ได้จัดเตรียมความพร้อม
โดยการจัดตั้งกองกำลังต่าง ๆ เข้าไปอยู่ในพื้นที่ชายแดน
ที่พร้อมต่อการปกป้องอธิปไตยจากผู้รุกราน
และเพื่อให้การป้องกันมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
กองทัพไทยยังได้จัดกำลังเข้าไปปฏิบัติการในพื้นที่นอกประเทศ เพื่อมิให้ภัยคุกคามที่มาจากภายนอก
เข้ามาประชิดแนวชายแดนไทยได้โดยง่าย
สถานการณ์ดังกล่าวนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องกันจนสิ้นยุคสงครามเย็น
กองทัพไทยที่พัฒนาขึ้นมาโดยมีแบบอย่างมาจากยุโรป
ด้วยความมุ่งหมายที่จะป้องกันประเทศจากภัยคุกคามที่มาจากประเทศฝรั่งเศส และอังกฤษ
เมื่อเข้าสู่ยุคสงครามเย็นจากบทบาทต่าง ๆ ที่กองทัพต้องเข้าไปรับผิดชอบ กองทัพจึงทำการปรับโครงสร้าง
โดยนอกจากที่จะเป็นการสร้างกองทัพเพื่อป้องกันภัยคุกคามจากภายนอกแล้ว
ยังต้องสร้างกองทัพเพื่อป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบภายในประเทศ
อันเกิดจากการกระทำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยด้วย อีกทั้งประเทศต่าง ๆ
ในภูมิภาคนี้ เพิ่งจะได้รับเอกราชมาไม่นานนัก
ทุกชาติได้ตระหนักดีถึงความอ่อนแอของชาติตนจนต้องตกเป็นข้าทาส
หรืออาณานิคมของชาติอื่น
ดังนั้นกองทัพที่เกิดขึ้นใหม่ในภูมิภาคนี้ก็ได้แข่งขันกันสะสมอาวุธ
และพัฒนาศักยภาพของกองทัพอย่างจริงจัง
ดังเห็นได้ว่าจากเดิมที่ประเทศในภูมิภาคขาดวิวัฒนาการด้านอาวุธทางทหารเป็นอย่างมาก เมื่อสิ้นสุดสงครามเย็นในปี
พ.ศ. 2533 กองทัพของทุกประเทศในภูมิภาคล้านมีอาวุธยุทโธปกรสมัยใหม่สำหรับการทำสงครามเป็นจำนวนมาก
กองทัพไทยภายใต้การสนับสนุนของกองทัพสหรัฐ
ได้ถูกยกบทบาทให้เป็นด่านต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอีกด่านหนึ่งของมหาอำนาจ
กองทัพซึ่งแต่เดิมก็มีบทบาททางการเมืองโดยเข้าไปร่วมในการปฏิวัติรัฐประหารอยู่แล้ว
ได้เพิ่มการเข้าไปยุ่งเกี่ยวทางการเมืองมากขึ้น
ด้วยการมีผู้นำทางทหารขึ้นไปเป็นผู้นำประเทศ หรือเข้าไปเป็นสมาชิกวุฒิสภา
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ตามแต่ที่กฎหมาย
และสถานการณ์เอื้ออำนวย
แม้ว่าดูแล้วประเทศจะเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ หรือกึ่งเผด็จการก็ตาม มหาอำนาจฝ่ายประชาธิปไตย
ก็ให้การสนับสนุนรัฐบาลทหารอย่างแน่นแฟ้น
ทั้งนี้ก็เพื่อความเข้มแข็งในการต่อต้านกับฝ่ายคอมมิวนิสต์นั่นเอง
อย่างไรก็ตามด้วยสถานการณ์ในลักษณะดังกล่าวก็ได้ส่งผลให้เกิดความแตกแยกทางสังคม
ระหว่างกลุ่มชนชั้นนำของประเทศ ที่เป็นทหาร
กับกลุ่มชั้นนำที่เป็นพลเรือนหัวก้าวหน้า
และยังเป็นการเพิ่มพูนเงื่อนไขในการปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยมากยิ่งขึ้น
จนในที่สุดก็ได้มีการเริ่มต่อสู้ด้วยอาวุธขึ้นในปี พ.ศ. 2508 ดังกล่าวแล้ว
ยิ่งมีปัญหาในการใช้กำลังมากก็ยิ่งทำให้กองทัพไทยต้องพึ่งพาสหรัฐอเมริกามากขึ้น
มีการส่งกำลังพลของกองทัพไปศึกษาในสหรัฐมาก
มีที่ปรึกษาของกองทัพสหรัฐที่เข้ามาคอยแนะนำ และให้ความช่วยเหลือทางทหารมากขึ้น และด้วยความช่วยเหลือ รวมทั้งคำแนะนำดังกล่าว
ส่งผลให้กองทัพกำหนดภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์เป็น ภัยคุกคามด้านการทหาร
ที่เกิดจากกองโจรของฝ่ายตรงข้าม ที่ส่งเข้ามาในช่วงสงครามตามแบบ หน่วยงานต่าง ๆ ของกองทัพจึงมุ่งฝึก
มุ่งจัดเตรียมไปในทิศทางของการต่อสู้กับกองโจรเป็นหลัก แต่ผลที่ออกมาปรากฏว่า
พรรคคอมมิวนิสต์ได้ขยายตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
จนกระทั่งได้มีการปรับเปลี่ยนนโยบายเป็นแนวทางการเมืองนำการทหาร[69] โดยมิได้แก้ปัญหาเฉพาะปัญหาเปลือกนอกที่เป็นปัญหาด้านการทหารเท่านั้น แต่ได้มองลึกลงไปถึงรากเหง้าของปัญหา
ที่เป็นเรื่องของความเชื่อในอุดมการณ์ทางการเมืองของประชาชนที่เป็นคนชาติเดียวกัน
การเข้าไปแก้ปัญหาในลักษณะดังกล่าว
กองทัพต้องการความเป็นเอกภาพในการแก้ปัญหาที่มีความหลากหลาย ทั้งปัญหาด้านการทหาร ปัญหาด้านการเมือง
และปัญหาเศรษฐกิจที่เป็นพื้นฐานความอยู่รอดและความผาสุขของประชาชน
ส่งผลให้กองทัพต้องผลักดันให้มีการจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจต่าง ๆ
เช่น ศูนย์รักษาความปลอดภัย, หน่วยบัญชาการพลเรือน ตำรวจ ทหาร, หน่วยทหารพราน และ
กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในในแต่ละระดับขึ้น
โดยมีบุคลากรของกองทัพเป็นแกนนำในการปฏิบัติตั้งแต่ระดับชาติ จนถึงระดับท้องถิ่นที่มีปัญหารุนแรง การจัดตั้งหน่วยต่าง ๆ ดังกล่าว รวมทั้งนโยบายการเมืองนำการทหาร
ได้ส่งผลให้การแก้ปัญหาคอมมิวนิสต์ดังกล่าวได้สงบลงไปด้วยการหันหน้าเข้าหารือกัน ปรึกษากัน
ผู้ก่อการร้ายหันมาวางอาวุธเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย
และร่วมกันพัฒนาชาติไทยในที่สุด
นอกจากการจัดตั้งหน่วยงาน หรือส่งบุคลากร
เข้าไปทำงานเพื่อการป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบ
จากการกระทำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยแล้วนั้น
ในขณะเดียวกันก็ได้มีการจัดทำโครงการต่าง ๆ
เพื่อขจัดเงื่อนไขความยากจนของประชาชนในพื้นที่ห่างไกล โครงการต่าง ๆ
เหล่านี้มีทั้งโครงการที่รัฐบาลได้กำหนดขึ้นมา
หรือเป็นโครงการตามพระราชดำริขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้ทรงกำหนดโครงการต่าง ๆ ขึ้นมา
เพื่อการแก้ปัญหาความยากจน และความขัดแย้งในสงคม
ตลอดจนเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เช่นการเข้าไปแก้ปัญหาชนกลุ่มน้อย ประชาชนในที่สูง และประชาชนตามแนวชายแดน โครงการต่าง ๆ
เหล่านี้ทำให้หน่วยทหารที่เกี่ยวข้อง
ได้มีบทบาทเข้าไปดำเนินงานการพัฒนาประเทศ ในรูปแบบของการดำเนินงานตามโครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงเฉพาะพื้นที่
และการดำเนินงานตามโครงการพระราชดำริมากยิ่งขึ้น เช่น ได้มีการจัดหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ ซึ่งปัจจุบัน คือ
หน่วยบัญชาการทหารพัฒนาของกองบัญชาการทหารสูงสุด
และมีการจัดตั้งกองพลพัฒนาในระดับกองทัพบก
และมีการจัดหน่วยทหารพัฒนาในพื้นที่เฉพาะโดยทั่วไป
นอกจากปัญหาพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยที่กล่าวไปแล้วนั้น
ประเทศไทยยังมีปัญหาด้านความมั่นคงที่สำคัญอีกปัญหาหนึ่งได้แก่
ปัญหาความต้องการแบ่งแยกดินแดนในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง
จากแนวความคิดของกลุ่มที่เชื่อว่าจังหวัด ปัตตานี ยะลา นราธิวาส
และบางพื้นที่ในห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ประชาชนโดยส่วนใหญ่มีศาสนา
วัฒนธรรมที่แตกต่างไปจากประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ
ควรจะได้มีการปกครองตนเองแยกออกไปจากประเทศไทย
การแก้ปัญหาดังกล่าวกองทัพก็ได้เข้าไปมีบทบาทเป็นอย่างมากทั้งในการปราบปรามด้วยกำลัง และการพัฒนาในรูปของโครงการต่าง ๆ
เช่น โครงการทักษิณพัฒนา โครงการความหวังใหม่ หรือโครงการฮารัปปันบารู
รวมทั้งโครงการในพระราชดำริอีกมากมาย
ที่ลงไปเชื่อมประชาชนในประเทศเข้าด้วยกัน
จนปัญหาดังกล่าวได้ลดความรุนแรงลงไปจนถึงปัจจุบัน
ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยก็ไม่สามารถมั่นใจได้ว่า ประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์
และมีประเทศอภิมหาอำนาจในค่ายคอมมิวนิสต์ ให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง
จะคิดมารุกรานอธิปไตยของประเทศในวันใดวันหนึ่งหรือไม่ อีกทั้งการที่ประเทศเหล่านั้น
ได้ให้การสนับสนุนต่อพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
รวมทั้งมีการเคลื่อนกองทัพมาประชิดติดชายแดนไทยในบางห้วงเวลา
ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ประเทศไทย พยายามพัฒนากองทัพ
เพื่อให้มีความพร้อมที่จะปฏิบัติการสงครามตามแบบ
นอกเหนือไปจากการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
และการพัฒนาประเทศตามที่ได้กล่าวไปแล้ว
กองทัพได้พยายามจัดโครงสร้างของกองทัพสำหรับการสงครามสมัยใหม่ โดยการพัฒนาตามแบบของสหรัฐอเมริกา
ดังเห็นได้ว่ากองทัพบกได้จัดให้มีหน่วยเคลื่อนที่เร็วในรูปแบบหน่วยส่งกำลังทางอากาศ และหน่วยเคลื่อนที่ทางอากาศขึ้น
จัดให้มีหน่วยรถสายพานลำเลียงพลในระดับกองพลขึ้น
กองทัพอากาศก็เร่งพัฒนากองบินเครื่องบินขับไล่ขึ้น
ในขณะที่กองทัพเรือก็พยายามมีกองเรือที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ในยุคนี้ประเทศไทย
ต้องเผชิญทั้งภัยคุกคามจากภายนอก
และจากภายใน อีกทั้งขอบเขตของภัยคุกคามนั้นได้เริ่มเปลี่ยนรูปแบบไป มีความลึกซึ้ง
และต้องการความรอบคอบในการพิจารณาปัญหาภัยคุกคาม
และแสวงหาแนวทางในการแก้ปัญหามากยิ่งขึ้น ปัญหาความมั่นคงแห่งชาติ
มิได้ขึ้นกับความเข้มแข็งด้านการทหารแต่เพียงอย่างเดียวเช่นในอดีตแล้ว
ขอบเขตของปัญหาที่เกิดขึ้น
ได้ก้าวล้ำเข้าไปสู่การต่อสู้กันด้านแนวความคิด
และอุดมการณ์ในการปกครองประเทศ
ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นปัญหาทางด้านการเมืองการปกครอง ส่งผลให้แนวทางในการแก้ปัญหาต้องเปลี่ยนไปด้วย
การใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์
เป็นตัวอย่างอันดีของการไม่เข้าใจสภาพของปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง
จึงต้องมีการประยุกต์นำพลังอำนาจด้านการเมือง
มาใช้ผสมผสานพลังอำนาจด้านการทหาร เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว
ในรูปแบบการเมืองนำการทหารตามที่ได้กล่าวไปแล้ว นอกจากนี้ ด้วยวิวัฒนาการของเทคโนโลยี่ และการเผยแพร่วัฒนธรรมตะวันตก ความสะดวกสะบาย
ความคาดหวังในชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชากร ความเป็นเสรีประชาธิปไตยที่ค่อย ๆ
กระจายไปสู่สังคมระดับล่างของประเทศ
ได้ส่งผลให้ประชาชนมีความต้องการด้านความเจริญทางวัตถุมากขึ้น อีกทั้งเมื่อปัญหาด้านเศรษฐกิจ คือ
เงื่อนไขสำคัญยิ่งในการปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์
ทำให้ปัญหาเศรษฐกิจต้องเป็นปัญหาที่รัฐบาลจะละเลยไม่ได้
ทำให้พลังอำนาจด้านเศรษฐกิจต้องถูกนำมาใช้ในการแก้ปัญหาด้านความมั่นคงของประเทศด้วย
การใช้พลังอำนาจด้านการเมือง
และด้านเศรษฐกิจที่กล่าวไปแล้วนั้น กล่าวกันไปแล้วในสังคมยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในสภาพของสังคมไทย
มิได้เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของกองทัพที่จะใช้พลังอำนาจดังกล่าวนี้โดยตรง แต่อย่างไรก็ตาม
ด้วยการเข้าไปมีอิทธิพลต่ออำนาจด้านการเมือง
ตั้งแต่เมื่อเริ่มเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย อีกทั้งด้วยสถานการณ์ของประเทศ
ที่ส่งผลให้ประเทศไทยของเรามีผู้นำประเทศส่วนมากมีพื้นฐาน หรือความเป็นมาจากผู้นำทางทหารมาก่อน
สถานการณ์ของสังคมในภูมิภาค
และในระดับโลกที่ทำให้สังคมไทยยังคงมีความต้องการผู้นำที่มีความเข็มแข็ง
เพื่อนำประเทศต่อสู้กับภัยคุกคามทั้งภายนอกและภายในที่กำลังเผชิญอยู่ อีกทั้งประเด็นที่สำคัญก็คือ
กระบวนการแก้ปัญหาในระดับผู้ปฏิบัติเวลานั้น นอกเหนือจากกองทัพแล้ว หน่วยงานอื่น ๆ
ทั่วไปค่อนข้างจะไม่พร้อมที่จะเข้าไปแก้ปัญหาต่าง ๆ
ที่เต็มไปด้วยภัยอันตรายต่อผู้ปฏิบัติ
จึงทำให้กำลังพลของกองทัพเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการดำเนินงานอยู่อย่างมากในช่วงเวลาดังกล่าว
และกลับกลายเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลในการแก้ปัญหา
บทบาทของกองทัพในห้วงสงครามเย็น จึงมีทั้งบทบาททางการทหารที่เข้าไปใช้กำลังรบ
หรือใช้พลังอำนาจด้านการทหารในการป้องกันประเทศ
บทบาทการรักษาความมั่นคงภายในด้วยการต่อสู้กับกองโจรของฝ่ายพรรคคอมมิวนิสต์
ซึ่งบทบาทของทหารจะเป็นรูปแบบที่ใช้นโยบายการเมืองนำการทหาร
โดยใช้สายงานกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน และบทบาทด้านการพัฒนาประเทศ
ในแต่ละพื้นที่
บทบาทดังกล่าวนี้
โดยแท้จริงแล้วเป็นการเข้าไปทำงานทดแทน
หรือสนับสนุนบทบาทด้านการเมืองการปกครองภายในประเทศของกระทรวงมหาดไทยนั่นเอง
นอกจากนี้แล้ว
ด้วยความพยายามใช้นโยบายการเมืองนำการทหารดังกล่าว
ได้มีความพยายามกำจัดปัญหาเงื่อนไขทางเศรษฐกิจในสังคม
ซึ่งเป็นเงื่อนไขหลักของฝ่ายคอมมิวนิสต์ และด้วยพระมหากรุณาธิคุณ
ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีต่อปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ
ได้ทรงรับสั่งให้กองทัพเข้าไปดำเนินงานตามโครงการพระราชดำริ เพื่อพัฒนาความเป็นอยู่
และยกระดับสภาพทางด้านเศรษฐกิจของประชาชนไทยในพื้นที่ธุรกันดารต่าง ๆ
ทำให้กองทัพได้มีโอกาสใช้ขีดความสามารถของกำลังพลในกองทัพไปทำงาน ด้านการพัฒนาประเทศ
ด้วยการมอบหมายงานโครงการต่าง ๆ ไปให้กับหน่วยในสายงานของ
กอ.รมน.
หรือแม้แต่หน่วยงานของกองทัพด้านการพัฒนาประเทศโดยทั่วไป และงานด้านการพัฒนาดังกล่าวนี้ก็คือ
บทบาททหารในการใช้พลังอำนาจด้านเศรษฐกิจ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ
และสภาพความเป็นอยู่โดยทั่วไปของประชาชน แทนหน่วยงานข้าราชการพลเรือนอื่น ๆ
ภัยคุกคามที่มีมาจากภายนอก
เป็นการคุกคามด้วยกำลังทางทหาร ที่มาจากการแนวโน้มของการรุกรานเข้ามาของประเทศที่ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์
เป็นภัยที่ต้องใช้พลังอำนาจด้านการทหารในการป้องกันประเทศเพื่อรักษาความมั่นคง
และความปลอดภัยของประเทศชาติ ประชาชน อธิปไตย
และดินแดนของตนไว้โดยตรง
เป็นบทบาทของทหารโดยตรงที่ต้องรับผิดชอบ
และเป็นบทบาทที่กองทัพจะปล่อยให้บกพร่อง หรือมีความผิดพลาดไม่ได้
ทั้งนี้ก็เพราะความหวังของประเทศชาติทั้งสิ้น
ฝากไว้กับการป้องกันประเทศจากภัยคุกคามด้านการทหารที่มาจากภัยนอกประเทศดังกล่าว
3. การกำหนดยุทธศาสตร์ทหาร
จากสถานการณ์อันซับซ้อนต่าง ๆ ในยุคนี้ที่ได้กล่าวไปแล้ว
การที่กองทัพจะกำหนดบทบาทหรือภารกิจอย่างใดนั้น
จำเป็นต้องมีกระบวนการที่เป็นระบบ
ซึ่งมีการกลั่นกรองพิจารณาโดยรอบคอบ
กระบวนการสำคัญที่กองทัพใช้ก็คือ การกำหนดยุทธศาสตร์ทหาร
ซึ่งอาศัยแนวความคิดในลักษณะเดียวกันกับการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ
การกำหนดยุทธศาสตร์ทหาร ก็คือ
การกำหนดวัตถุประสงค์ทางทหาร
และแนวความคิดทางยุทธศาสตร์ทหารนั่นเอง โดยทั้งนี้
มีขั้นตอนในการดำเนินการอยู่ทั้งสิ้น 5 ขั้นตอนตามผังที่ได้แสดงไว้ และมีรายละเอียดในการกำหนดยุทธศาสตร์ทหารคือ[70]
1. การพิจารณาหาความมุ่งประสงค์ทางทหาร
เป็นการรวบรวมข้อมูลเพื่อค้นหาความมุ่งหมายทางทหาร ด้วยการพิจารณาจาก รัฐธรรมนูญ พ.ร.บ. การจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม,
พ.ร.บ. และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของกองทัพ, นโยบายความมั่นคงแห่งชาติที่ออกมา,
คำสั่งเฉพาะต่าง ๆ ที่ออกมาโดยรัฐบาล
หรือหน่วยเหนือ
พระราชดำรัส
หรือพระราชดำริของพระมหากษัตริย์ไทย
นโยบายความมั่นคงแห่งชาติ
นโยบายทางทหารของกระทรวงกลาโหม โดยผลที่ออกมานั้น อาจเป็นในเรื่อง การเตรียมทำสงคราม, การป้องปราม และขัดขวางการเกิดสงคราม, การรักษาเอกราช และอธิปไตยของชาติ, การพัฒนาประเทศ หรือ
การรักษาทรัพยากรและผลประโยชน์ชาติ
อย่างใดอย่างหนึ่ง
หรือหลายประการก็ได้
2. การประเมิน
และกำหนดยุทธศาสต์ทหารขั้นต้น
เป็นการแปลงวัตถุประสงค์แห่งชาติ
และนโยบายแห่งชาติที่เกี่ยวข้องกับด้านการทหาร ซึ่งก็คือ
ความมุ่งประสงค์ทางทหารที่ได้มาจากขั้นตอนที่หนึ่ง
มาเป็นวัตถุประสงค์ทางทหาร
และแนวความคิดทางยุทธศาสตร์ทหารเผื่อเลือก
โดยมีลำดับในการดำเนินการคือ
2.1 การวิเคราะห์วัตถุประสงค์แห่งชาติ และนโยบายแห่งชาติ เพื่อกำหนดหาพันธะทางการทหาร
ที่ต้องกระทำเพื่อตอบสนองต่อวัตถุประสงค์แห่งชาติ และนโยบายแห่งชาติดังกล่าว
เป็นการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ชาติ
เข้ากับยุทธศาสตร์ทหารต่อไป
2.2 การตรวจสอบสถานการณ์
และสภาวะแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง
เป็นการตรวจสอบสถานการณ์ทั้งภายใน
และภายนอกประเทศเพื่อกำหนดออกมาเป็น ภัยคุกคาม
และโอกาสในการดำเนินงานด้านการทหารต่อไป ซึ่งในขั้นนี้ก็คือ
การจัดทำประมาณการข่าวกรองร่วมทางยุทธศาสตร์ระยะปานกลางนั่นเอง
2.3 การวิเคราะห์ผลกระทบของสถานการณ์
ที่จะมีผลต่อวัตถุประสงค์ทางทหาร เป็นขั้นตอนในการนำผลจากข้อ 2.2 มาวิเคราะห์หาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อการดำเนินงานด้านการทหาร ทั้งผลกระทบเชิงบวก หรือโอกาส และผลกระทบเชิงลบ
หรือภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น
2.4 การกำหนดวัตถุประสงค์ทางทหารเผื่อเลือก เป็นการนำเอาผลของการวิเคราะห์ความมุ่งประสงค์ทางทหาร และพันธะทางทหาร
ที่ได้มาจากวัตถุประสงค์แห่งชาติ และนโยบายแห่งชาติ มาทำการวิเคราะห์เข้ากับสถานการณ์ สภาวะแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง และผลกระทบต่อกิจการทางทหาร
ออกมาเป็นวัตถุประสงค์ทางการทหารเผื่อเลือกที่เป็นไปได้
ทั้งนี้วัตถุประสงค์ดังกล่าวจะต้องสอดคล้องกับสถานการณ์
รวมทั้งสามารถตอบสนองต่อนโยบายแห่งชาติ
และวัตถุประสงค์แห่งชาติได้
2.5
การกำหนดแนวความคิดทางยุทธศาสตร์เผื่อเลือก เป็นการกำหนดแนวความคิดทางยุทธศาสตร์เผื่อเลือกที่เป็นไปได้
ที่สามารถตอบสนองต่อวัตถุประสงค์ทางทหารเผื่อเลือกแต่ละประการที่ได้กำหนดไว้ในข้อ 2.4
โดยการกำหนดแนวความคิดทางยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะต้องสอดคล้องกับสถานการณ์ และสภาวะแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง
3. การวิเคราะห์
และกำหนดยุทธศาสตร์ทหาร
เป็นการนำเอาผลจากวัตถุประสงค์ทางทหารเผื่อเลือก และยุทธศาสตร์ทางทหารเผื่อเลือกในข้อ 2
มาทำการวิเคราะห์หาความเป็นไปได้
ข้อดี ข้อเสีย การตอบสนองต่อนโยบายแห่งชาติ และวัตถุประสงค์แห่งชาติ
เพื่อกำหนดออกมาเป็นวัตถุประสงค์ทางทหาร และยุทธศาสตร์ทางทหารที่ดีที่สุด
4. การวิเคราะห์โครงสร้างทหารเผื่อเลือก
เป็นขั้นตอนหลังจากที่ได้มีการกำหนดวัตถุประสงค์ทางทหาร และยุทธศาสตร์ทางทหารเป็นที่เรียบร้อยแล้ว กล่าวคือ มีจุดหมายหรือเป้าหมาย หรือ Ends ซึ่งก็คือ
วัตถุประสงค์ทางทหาร
และมีหนทางปฏิบัติ
หรือ Ways ซึ่งก็คือ
แนวความคิดทางยุทธศาสตร์ทหารแล้ว ต่อไปก็จะต้องกำหนด วิธีการ หรือ เครื่องมือ หรือMeans ออกมา ซึ่งก็คือ
การวิเคราะห์กำหนดโครงสร้างทางทหารเผื่อเลือกขึ้นมา เพื่อตอบสนอง ต่อการนำเอาแนวความคิดยุทธศาสตร์ทางทหารไปใช้
ให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางทหารที่ได้ตั้งไว้
สำหรับขั้นตอนในการวิเคราะห์โครงสร้างนี้สามารถแยกได้เป็น
4.2 การประมาณการขีดความสารถทางทหารที่ต้องการ เป็นการประมาณการกำหนดกำลังทหาร และขีดความสามารถด้านการทหารที่ต้องการ เพื่อตอบสนองต่อแนวความคิดทางยุทธศาสตร์ทหาร ที่จะไปให้ถึงวัตถุประสงค์ทางทหาร และฝ่าฟันอุปสรรคจากภัยคุกคามต่าง ๆ ไปได้
4.3 การประมาณการโครงสร้างทางทหารเผื่อเลือก
เป็นการนำเอาผลจากข้อ 4.2
มากำหนดเป็นโครงสร้างทางทหารเผื่อเลือกที่เป็นไปได้ ที่จะสร้างกำลังทหาร และขีดความสามารถที่ต้องการออกมา
โดยทั้งนี้จะต้องคำนึงถึงกำลังพล
โครงสร้างที่เป็นอยู่ งบประมาณที่มี
และข้อจำกัดในด้านกฎหมาย
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
เป็นต้น
5. การกำหนดวัตถุประสงค์ในการเสริมสร้างอำนาจกำลังรบ
เป็นการดำเนินการในการกำหนดขั้นตอนขึ้นมา
เพื่อพัฒนาโครงสร้างทางทหารเพื่อไปให้ถึงโครงสร้างที่ต้องการ มุ่งสู่การให้ได้มาซึ่งขีดความสามารถ และกำลังทางทหารที่ได้กำหนดไว้ เพื่อตอบสนองต่อแนวความคิดทางยุทธศาสตร์ทหาร
และวัตถุประสงค์ทางทหาร
โดยมีขั้นตอนในการพิจารณาคือ
5.2
การกำหนดกิจกรรมที่ต้องปฏิบัติ หลังจากได้โครงสร้างกองทัพที่เหมาะสม
และขั้นตอนในการดำเนินงานเพื่อพัฒนากองทัพให้ไปสู่จุดนั้นได้แล้ว
ในขั้นตอนนี้ก็จะเป็นการกำหนดกิจกรรมต่าง ๆ
ในรายละเอียดออกมาเพื่อให้สามารถตอบสนองต่อการพัฒนากองทัพไปสู่จุดดังกล่าวได้
ขั้นตอนการกำหนดยุทธศาสตร์ทหาร
การพิจารณาหาความมุ่งประสงค์ทางทหาร
รูปที่ 5 ผังแสดงขั้นตอนการกำหนดยุทธศาสตร์ทหาร
จากยุทธศาสตร์ทหารที่กำหนดขึ้น
กองทัพได้กำหนดวัตถุประสงค์ที่ต้องการในการปฏิบัติไว้อย่างแน่ชัด
กำหนดวิธีการที่จะปฏิบัติเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์นั้น
รวมถึงทรัพยากรที่จะต้องใช้ในการปฏิบัติ
ส่งผลให้กองทัพบกที่มีภารกิจในการเตรียมกำลังทางบก และป้องกันอาณาจักร ได้กำหนดพันธกิจของตนออกมาเป็นพันธกิจหลักของสี่ประการ คือ
- การป้องกันราชอาณาจักร
หรือการป้องกันประเทศจากภัยคุกคามจากภายนอก
- การรักษาความมั่นคงภายใน
หรือการป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบ
- การรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ และ
- การพัฒนาประเทศ[71]
โดยภารกิจทั้งสี่ประการนี้ ครอบคลุมขอบเขตของการปฏิบัติการทางทหาร ในการทำสงคราม
รวมทั้งการเข้าไปมีส่วนร่วมทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมจิตวิทยา
โดยบทบาทของกองทัพที่จะเข้าไปเป็นผู้ดำเนินการหลัก
หรือเข้าไปเป็นสนับสนุนขึ้นอยู่กับสถานการณ์
บทบาทของกองทัพในทุกด้าน ในห้วงสงครามเย็น
ส่งผลให้กองทัพมีโอกาสเป็นตัวแสดงหลักเช่นเดียวกับในยุคที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้น การแบ่งแยกหน้าที่ที่ชัดเจน และสมบูรณ์ขึ้น
จนสังคมทหารค่อนข้างจะถูกแยกออกจากสังคมพลเรือนโดยเด่นชัดขึ้น
อีกทั้งความแตกแยกของกลุ่มผู้นำด้านการทหาร และด้านพลเรือนในอดีต
สถานการณ์ของการก่อความไม่สงบเรียบร้อยในเขตเมืองหลวง
และการแก้ไขปัญหาที่ไม่ได้คำนึงถึงการสร้างความปรองดองขึ้นในสังคม ได้ส่งผลให้การปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ
ตามบทบาทหลักของกองทัพไม่ได้รับความเข้าใจที่ชัดเจนจากประชาชน
โดยเฉพาะในภารกิจที่มิใช่การป้องกันประเทศ
ซึ่งเป็นภาระหน้าที่ของกองทัพที่จะต้องอธิบาย สร้างความเข้าใจ และทำความชัดเจนให้เกิดขึ้นให้ได้
ภารกิจของกองทัพก็จะสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพตามยุทธศาสตร์ทหารที่กำหนดไว้
4. บทสรุป
กล่าวโดยสรุป
บทบาทของกองทัพไทยในห้วงสงครามเย็นได้แก่
- การป้องกันประเทศจากภัยคุกคามจากภายนอกประเทศ
- การรักษาความมั่นคงภายในจากปัญหาความขัดแย้งด้านอุดมการณ์ความคิด
- การรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ จากปัญหาการก่อความไม่สงบในเขตเมือง
บทที่ 6
แต่ประชาชนยังคงไม่ตระหนักถึง ผลกระทบของ การปฏิวัติของระบบข้อมูลสารสนเทศ
การแพร่ขยายของการค้าและระบบเศรษฐกิจทุนนิยม
การล่มสลายของลัทธิคอมมิวนิสต์และจักรวรรดิ์สังคมนิยมของสหภาพโซเวียต และชัยชนะของอเมริกาและโลกเสรี
และคำประกาศของประธานาธิบดี ยอร์ช บุชท์ ของสหรัฐอเมริกาในปี 1992 เรื่องการจัดตั้ง ระเบียบใหม่ของโลก
ตลอดจนนโยบายการหาเสียงเลือกตั้งของเขาที่จะทำให้ศตวรรษที่
21 เป็น ศตวรรษที่สองของชาวอเมริกัน
จนกระทั่ง
เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในเอเซียในปี
1997 ที่เริ่มต้นจากประเทศไทย ซึ่งมีความรุนแรง
และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของโลกมากที่สุด นับแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี
1929 - 1930 อันเป็นผลมาจากการ เคลื่อนย้ายทุน
ของต่างชาติออกจากประเทศอย่างรวดเร็ว
เมื่อเกิดความไม่มั่นใจในระบบเศรษฐกิจการเงินของประเทศไทย
ในทางด้านการเมืองการทหาร ประเทศต่าง ๆ
ทั่วโลกก็ได้เห็นประจักษ์ว่า ประเทศที่ดำเนินนโยบายแบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนา
ไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่เคารพต่อสิทธิมนุษยชน
และไม่เชื่อฟังคำเตือนของผู้นำสหรัฐอเมริกา
และกลุ่มประเทศองค์การนาโต้อย่างประเทศยูโกสลาเวีย
จะถูกสหรัฐอเมริกาและสมาชิกประเทศนาโต้
โจมตีด้วยอาวุธที่มีเทคโนโลยีที่ล้ำยุคที่สุด
จนพ่ายแพ้ได้ในระยะอันสั้น
โดยที่ฝ่ายโจมตีไม่ต้องใช้ทหารภาคพื้นดิน
และไม่สูญเสียชีวิตทหารของตนแม้คนเดียว ในช่วงการโจมตีทางอากาศ
ระหว่างเดือนมีนาคม มิถุนายน
1999 ของกองกำลังสหรัฐ นาโต้
ต่อประเทศยูโกสลาเวีย
ดังนั้น โลกยุคโลกาภิวัตน์หลังยุคสงครามเย็น จึงมีโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง
ความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
การเปลี่ยนแปลงระบบการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม จากระบบ Fordism
เป็น post-Fordism ภายหลังการเกิดวิกฤตการณ์น้ำมันในปี 1973 และ
1979 ซึ่งทำให้เศรษฐกิจของยุโรปและอเมริกาตกต่ำ
มีผลทำให้ระบบการผลิตสินค้าที่ใช้สายการผลิตขนาดใหญ่ เพื่อผลิตสินค้า เช่น รถยนต์
เครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าอุปโภค-บริโภคต่าง ๆ โดยสินค้ามีมาตรฐาน
และคุณภาพเดียวกันตามกรรมวิธีของการผลิตรถยนต์ของโรงงานฟอร์ดต้องยุติลง
เนื่องจากมีต้นทุนการผลิตในประเทศสูงไม่อาจจะแข่งขันกับสินค้าต่างประเทศได้ ดังนั้น
เพื่อลดต้นทุนการผลิตเพื่อการแข่งขัน
บริษัทของยุโรปและสหรัฐอเมริกาได้เปลี่ยนแปลงระบบการผลิตใหม่
โดยการตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนสินค้าในหลาย ๆ
ประเทศที่มีค่าแรงและวัตถุดิบที่ถูกกว่า และนำมาประกอบกัน
หรือผลิตสินค้าบางชนิดในต่างประเทศเพื่อป้อนตลาด และภูมิภาคใกล้เคียง
โดยมีคุณภาพและมาตรฐานที่แตกต่างออกไปจากเดิม
หรือผลิตสินค้าตามความต้องการของลูกค้าเป็นงวด ๆ
จึงก่อให้เกิดบริษัทข้ามชาติขึ้นมากมาย
เพื่อแสวงหาประโยชน์จากความได้เปรียบ
ในเชิงการแข่งขัน
ขนาดของเศรษฐกิจ
ความรู้พิเศษเฉพาะทาง
และประโยชน์จากการตั้งบริษัทลูกเป็นเครือข่ายในหลาย ๆ
ประเทศทั่วโลก[72]
การเปลี่ยนแปลงวิธีการผลิตให้มีความยืดหยุ่นดังกล่าว
ทำให้สินค้าของยุโรปและอเมริกา สามารถแข่งขันกับต่างประเทศ
ทั้งคุณภาพและราคาได้อีกครั้งหนึ่ง
จนทำให้เกิดการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของบริษัท แต่ก็ทำให้คนงานยุโรป
และอเมริกาตกงานเพิ่มขึ้น
และสวัสดิการลดลงประการที่สำคัญคือ
ทำให้ผู้ใช้แรงงานได้สูญเสียอำนาจระบบต่อรองของตนที่เคยมีในระบบการผลิตแบบเก่า
เจ้าของกิจการของบริษัทยุโรปและอเมริกามีอำนาจต่อรองเพิ่มมากขึ้น
เพราะสามารถย้ายโรงงานหรือตั้งโรงงานใหม่ขึ้น ในประเทศเอเซียตะวันออกและเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และลาตินอเมริกา
ทำให้เศรษฐกิจโลกขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ผลกำไรจากการค้าของบริษัทข้ามชาติ ทำให้มีการลงทุนในด้านการวิจัย และพัฒนาของบริษัทข้ามชาติสูงมากขึ้น
เพื่อลดต้นทุนการผลิต
เพิ่มคุณภาพของสินค้าและหลีกหนีกลุ่มประเทศ NICs ที่กำลังวิ่งตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์ ดาวเทียม โทรศัพท์เซลู่ลาร์
เครื่องส่งเอกสาร ระบบอินเตอร์เนท
ตลอดจน
การเชื่อมโยงระบบโทรคมนาคมสื่อสารของประเทศต่าง ๆ เข้าด้วยกัน
ทำให้สินค้าโทรคมนาคมไฮเท็คเหล่านี้มีราคาถูก
คุณภาพดี และแพร่หลายสู่ครัวเรือนประชาชนอย่างรวดเร็ว ประชากรทุกมุมโลก ได้รับข่าวสารจากในประเทศและต่างประเทศในเวลาอันรวดเร็ว ทำให้การค้า
การลงทุนและลัทธิบริโภคนิยมของประเทศตะวันตกขยายตัวไปทั่วโลก รัฐบาลไม่อาจจะปกปิด
ควบคุม หรือผูกขาดข้อมูลข่าวสารต่อประชาชนภายในประเทศของตนได้อีกต่อไป
สังคมโลกจึงกลายเป็น สังคมไร้พรมแดน
ผลลัพท์ของการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่
และเทคนิคการผลิตแบบใหม่ทำให้ ความรู้ กลายเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการผลิตในการแข่งขันทางเศรษฐกิจยุคใหม่ นอกจากนี้การสื่อสาร
และการโทรคมนาคมที่ทันสมัยยังได้ช่วยทำให้ ความรู้ทางด้านการผลิต และ วัฒนธรรมทางวิทยาศาสตร์
ขยายตัวไปทั่วโลก
ความรู้ และโครงสร้างของความรู้ไม่ถูกยึดติดกับประเทศหรือกลุ่มเศรษฐกิจใดโดยเฉพาะอีกต่อไป ภายหลังที่ได้มีการเปิดเผยสู่สาธารณชนจากแหล่งความรู้แรก[73]
การแพร่ขยายของเทคโนโลยีข้ามชาติ
และปริมาณของเทคโนโลยีที่มีเกินตามจำเป็นโดยเฉพาะด้านโทรคมนาคม เภสัช การบริหาร การเงิน และไมโครอิเล็กโทรนิคทำให้เกิดมาตรฐานด้านการผลิต การจัดการ
โครงข่ายอิเล็คโทรนิค และฐานข้อมูลสารสนเทศ
พัฒนาการของสิ่งเหล่านี้ทำให้เทคโนโลยีแพร่หลายไปทั่วโลก
ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ
สินค้าที่ผลิตออกจำหน่ายมีการแข่งขันด้านราคาและประสิทธิภาพที่สูงมาก จนทำให้ผู้ผลิตที่มีทรัพยากร และความสามารถด้านวิจัย
และพัฒนาในระดับที่สูงมากที่สุดเท่านั้นจึงจะอยู่รอดได้ ดังนั้น
ยิ่งมีการพัฒนาและวิจัยด้านเทคโนโลยีก้าวไกลมากเพียงใด บริษัทที่ล้าหลัง
หรือไม่สนใจลงทุนทางด้านค้นคว้าวิจัยยิ่งถูกทิ้งห่างและหมดโอกาสที่จะแข่งขันการผลิตสินค้าไฮเท็คทั้งหมด
นับวันจะยิ่งตกอยู่ในมือของผู้ผลิตกลุ่มที่เล็กลง ๆ มากขึ้นทุกที จนเกือบจะกลายเป็นการผูกขาดไป ผู้แข่งขันรายใหม่ที่ต้องการจะเข้าร่วมการแข่งขันผลิตสินค้าจะไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากการเปิดการผลิตและแข่งขันในระดับโลกตั้งแต่เริ่มกิจการ ซึ่งทำได้ยากหรือทำได้เฉพาะบริษัทใหญ่ ๆ
ที่มีเงินลงทุนได้มาก
ควบคู่ไปกับการผลิต ความรู้
และการเงินที่ขยายตัวไปทั่วโลก การเมืองและความสัมพันธ์
ระหว่างประเทศก็เน้นหนักไปเพื่อการส่งเสริมเศรษฐกิจ
และการรักษาและขยายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศและกลุ่มเศรษฐกิจในภูมิภาคที่สำคัญ
คือ
บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่มีอำนาจต่อรองในเวทีโลกได้ทัดเทียมมีรัฐบาลที่สำคัญที่สุด
กลุ่มประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของโลก เช่น กลุ่ม G - 8 กลุ่มประเทศประชาคมยุโรป และสหรัฐอเมริกากลายเป็นผู้มีบทบาทกำหนดกฎเกณฑ์และระเบียบของเศรษฐกิจและการเมืองโลก แทนที่องค์กรระหว่างประเทศที่สำคัญอย่างเช่นองค์กรสหประชาชาติ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกา
และกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตกมีบทบาทต่อการกำหนดนโยบายของธนาคารโลก
และกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF มากยิ่งขึ้น
ลักษณะพิเศษของยุคโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจที่เด่นชัดประการสุดท้าย คือ
เกิดการรวมตัวของโครงสร้างทางการเงิน มีการสร้างระบบสินเชื่อและการให้กู้
ทำให้เงินมีอำนาจต่อการผลิต เงินหรือเงินทุนกลายเป็นอำนาจอิสระในโลกยุคใหม่
ผู้มีอำนาจต่อโครงสร้างการเงินจะมีอำนาจทางเศรษฐกิจ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างผู้ให้กู้กับผู้กู้ และผู้ฝากเงินกับผู้ลงทุน
ดังนั้นผู้มีอำนาจต่อระบบการเงินของโลก จะเป็นผู้คุมเงินโลก
และสามารถควบคุมเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ
และธุรกิจข้ามชาติต่าง ๆ[74]
นอกจากการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ
และเทคโนโลยีแล้ว
องค์กรเอกชนหรือ NGO ได้เพิ่มปริมาณและขยายบทบาท
และมีกิ่งก้านสาขาเกือบทุกประเทศในโลกในทศวรรษนี้ โดยเพิ่มจาก
41 กลุ่ม ในปี 1948 เป็นมากกว่า
1,500 กลุ่ม ในปี 1998 โดยทำงานด้านต่าง
ๆ ที่รัฐบาลไม่ทำหรือไม่เต็มใจทำ[75]
โดยทั่วไป NGO ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของ
ประชาสังคมโลก ที่ทำงานเพื่อสนองความต้องการของมนุษย์ด้านต่าง ๆ ตั้งแต่ วิทยาศาสตร์ การศึกษา วัฒนธรรม ศาสนา การเมือง การกีฬา ไปจนถึงปัญหาความยากจน
และสิ่งแวดล้อมของโลก NGO
จึงมีบทบาทเป็นที่ยอมรับทั้งในฐานะผู้ปฏิบัติ
และให้คำปรึกษาแก่ทั้งองค์การระหว่างประเทศรัฐบาลของประเทศต่าง ๆ และชุมชนทั่วโลก ในอดีตที่ผ่านมา
NGO มีบทบาทเป็นผู้เตือนภัยเกี่ยวกับปัญหาสภาวะแวดล้อมของโลกที่เสื่อมทรามลง
ซึ่งส่งผลให้เกิดความการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลก
และการรณรงค์ให้ประเทศต่าง ๆ ยุติการผลิตและใช้กับระเบิดสังหารบุคคล เป็นต้น
NGO จึงมีอิทธิพลต่อชุมชนและรัฐบาลของประเทศต่าง ๆ
โดยสามารถคัดค้านหรือเปลี่ยนแปลงนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลในแต่ละประเทศ
และขององค์การระหว่างประเทศได้
ยังผลทำให้อำนาจของรัฐบาลและองค์กรระหว่างประเทศลดน้อยลง[76]
ความล้มเหลวของลัทธิคอมมิวนิสต์
และการล่มสลายของรัฐบาลสังคมนิยม ในสหภาพโซเวียต
และประเทศยุโรปตะวันออก
ทำให้สหรัฐอเมริกากลายเป็นประเทศอภิมหาอำนาจแต่ผู้เดียวในโลก
ประกอบกับความสำเร็จของสหรัฐ
ในการประยุกต์ระบบอิเล็คโทรนิคและเชื่อมโยงเข้ากับระบบคอมพิวเตอร์และระบบดาวเทียมที่ทันสมัย
ทำให้กองกำลังทหารของสหรัฐมีอาวุธที่สามารถทำลายเป้าหมายต่าง ๆ ของศัตรู
จากระยะไกลได้อย่างแม่นยำ และสามารถลดอันตรายจากการปะทะทางภาคพื้นดินได้
ดังเช่น กรณีสงครามอ่าวเปอร์เซียในปี
ค.ศ.1991 และการโจมตีประเทศยูโกสลาเวียในปี 1999 สงครามดังกล่าว เป็นชัยชนะของระบบอาวุธอิเล็คโทรนิค และเทคโนโลยีสารสนเทศของสหรัฐ
ทำให้สหรัฐกลายเป็นประเทศที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโลก
ที่สำคัญ ในปี 1992 ประธานาธิบดี ยอร์ช บุชท์ แห่งสหรัฐได้ประกาศ
ระเบียบโลกใหม่ (New World
Order) สนับสนุนระบบประชาธิปไตย
การค้าเสรีและสิทธิมนุษยชน
ให้เป็นอุดมการณ์และหลักการของทุกประเทศในโลก
ประเทศใดขัดขืนจะถูกลงโทษ สหรัฐจึงกลายเป็นจ้าวโลก (Hegemonic Power) และดำเนินนโยบาย เศรษฐกิจ การเมือง
และสังคมที่มีผลกระทบต่อนโยบายภายในและภายนอกของประเทศที่กำลังพัฒนาทั่วโลก
รวมทั้งประเทศไทย อาเซียน และจีน
ดังนั้นโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบสองขั้วในยุคสงครามเย็นจึงเปลี่ยนเป็นระบบ
ขั้วเดียว (Unipolar) หรือ
ระบบเดียว-หลายขั้ว
(Uni-multipolar)
เมื่ออำนาจและองค์ประกอบของอำนาจมีรูปลักษณ์ใหม่
และถูกกระจายออกไปในรูปแบบใหม่
ทำให้กลายเป็นพลังที่ก่อให้เกิดความไม่มั่นคงในโลกปัจจุบัน
หรือกลายเป็นพลังอำนาจของผู้ที่สามารถปรับเปลี่ยน
เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้อย่างรวดเร็ว กล่าวคือเป็น อำนาจดิบ (Raw Power) ที่ประกอบด้วยทหาร เศรษฐกิจ การเมือง และภูมิรัฐศาสตร์
และกฎที่ผู้มีอำนาจเท่านั้นที่จะชนะ (Realpolitik) ได้เปลี่ยนเป็น อำนาจของระบบสารสนเทศและสมองกล (Cyber Power) และการเมืองมีรูปลักษณ์เป็นการเมืองของการจัดการระบบสารสนเทศ
หรือการเมืองสมองกล (Cyberpolitik) หรือ ระบบการเมืองควอนตั้ม (Quantum Model Politics)[78]
ในระบบระหว่างประเทศแบบใหม่นี้
ผู้มีอำนาจมากที่สุดจะยังคงมีชัยชนะแต่ฐานอำนาจ เครื่องมือ และมาตราการของอำนาจเปลี่ยนแปลงไป
เนื่องจากผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงในเทคโนโลยีสารสนเทศ (information technology) และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
องค์ประกอบแห่งอำนาจใหม่คือ
การปกครองระบอบประชาธิปไตย
ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ ศักยภาพทางเศรษฐกิจและการเมือง
ปริมาณและศักยภาพของ NGOs และการปฏิวัติทางเทคโนโลยีทางทหาร
(Revolution in Military Affairs) สู่ยุคอาวุธอิเลคโทรนิค หรืออาวุธอัจฉริยะ
(smart weapons)
ในยุคหลังสงครามเย็น
สหรัฐอเมริกาเป็นชาติอภิมหาอำนาจเพียงชาติเดียว
ที่มีองค์ประกอบแห่งอำนาจใหม่นี้ครบถ้วน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ
อเมริกาได้แสดงให้สังคมโลกยุคใหม่เห็นว่า
องค์ประกอบแห่งอำนาจใหม่มีอะไรบ้าง
ด้วยกำลังอำนาจแบบใหม่ที่สหรัฐอเมริกามีมากกว่าประเทศอื่น
ๆ ศาสตราจารย์แซมมวล
ฮันติงตัน จึงได้กล่าวว่า
ในหลายปีที่ผ่านมาสหรัฐได้พยายาม หรือถูกมองว่าได้พยายามไม่มากก็น้อย
ดังต่อไปนี้ :
กดดันประเทศอื่น ๆ ให้ยอมรับค่านิยม
และแนวทางปฏิบัติของชาวอเมริกัน ในเรื่องสิทธิมนุษยชน และประชาธิปไตย ;
ป้องกันมิให้ประเทศอื่น ๆ มีศักยะภาพทางทหารที่จะมาต่อต้านอำนาจทางทหารของสหรัฐที่เหนือกว่าได้
; ใช้กฎหมายของสหรัฐลงโทษประเทศอื่น ๆ ; แบ่งแยกประเทศต่าง ๆ ตามปัญหาและมาตรฐานของสหรัฐอเมริกา
ในเรื่องสิทธิมนุษยชน ยาเสพติด ลัทธิก่อการร้าย
การเผยแพร่อาวุธนิวเคลียร์
การเผยแพร่เทคโนโลยีจรวด และเสรีภาพทางศาสนา ; และลงโทษแก่
ประเทศที่ปฏิบัติไม่ได้มาตรฐานของสหรัฐอเมริกาในปัญหาดังกล่าวข้างต้น ;
ส่งเสริมผลประโยชน์ของบริษัทอเมริกัน
โดยใช้นโยบายการค้าเสรีและการเปิดตลาด ; กำหนดนโยบายของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เพื่อผลประโยชน์ของบริษัทอเมริกัน ; แทรกแซงในความขัดแย้งต่อประเทศที่มีผลประโยชน์โดยตรงน้อย ; บีบบังคับประเทศอื่น ๆ
ให้ใช้นโยบายเศรษฐกิจและสังคมที่จะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของสหรัฐ ; ส่งเสริมการขายอาวุธของสหรัฐในต่างประเทศ ในขณะที่พยายามป้องกันประเทศอื่น ๆ ไม่ให้ขาย ; ได้บังคับให้เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ
คนหนึ่งต้องลาออกและบังคับแต่งตั้งคนต่อมา ; รับประเทศโปแลนด์ ฮังการี
และสาธารณรัฐเช็คเข้าเป็นสมาชิกของนาโต้ ; ใช้กำลังทหารต่อประเทศอีรัค
และคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ; และกล่าวหาบางประเทศว่าเป็น
ประเทศนอกคอก และกีดกันไม่ให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของประชาคมโลก
เพราะประเทศเหล่านั้นไม่ยอมทำตามความต้องการของชาวอเมริกัน"[79]
ศาสตราจารย์ ฮันติงตัน
ได้กล่าวว่า ภายหลังสงครามเย็นสหรัฐกลายเป็นประเทศอภิมหาอำนาจเดียวในโลก
แต่เขาไม่มองว่าระบบการเมืองระหว่างประเทศเป็น ระบบขั้วเดียว (Unipolar) เนื่องจาก ระบบขั้วเดียว จะต้องไม่มีมหาอำนาจที่สำคัญอื่น ๆ การที่มีประเทศมหาอำนาจ เช่น
เยอรมัน ฝรั่งเศส รัสเซีย จีน อิหร่าน และ บราซิล อยู่
เขาจึงเรียกระบบการเมืองระหว่างประเทศในปัจจุบันว่า ระบบเดียว-หลายขั้ว (Uni
Multipolar System)
แต่อย่างไรก็ตาม
สหรัฐสามารถเข้าไปแก้ไข หรือแทรกแซงในปัญหาสำคัญต่าง ๆ ของโลกโดยลำพังประเทศเดียว หรือโดยการร่วมมือกับประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ
ได้
สหรัฐเป็นประเทศเดียวในปัจจุบันที่มีอำนาจเหนือกว่าชาติอื่น
ๆ ทั้งในด้าน เศรษฐกิจ การทหาร การทูต อุดมการณ์ เทคโนโลยีและวัฒนธรรม
และมีความสามารถในการที่จะส่งเสริมผลประโยชน์ของตนในทุก ๆ ภูมิภาคของโลก ดังนั้น
สหรัฐจึงเป็นประเทศอภิมหาอำนาจที่เป็นจ้าวโลกในยุคหลังสงครามเย็น
ในทางเศรษฐกิจ
ศาสตราจารย์ โรเบริตท์ คอซ์ก
ได้กล่าวว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองของโลกยุคโลกาภิวัตน์ มีโครงสร้างเป็นกลุ่มปิรามิด ที่มี เมืองเศรษฐกิจโลก (World Cities)
เป็นศูนย์กลางสำคัญของเศรษฐกิจโลก
และมีสถาบันระหว่างประเทศทำหน้าที่ประสานหรือเป็นสะพานเชื่อมเมืองใหญ่ ๆ
และภูมิภาคเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก มีรูปร่างคล้ายคลึงกับระบบชั้นแห่งอำนาจแบบปิรามิดหลายชั้นของประเทศยุโรปยุคกลาง
มากกว่าระบบรัฐชาติอิสระของระบบ Westphalia[80] ดังนั้น เมืองวอร์ชิงตันดีซี เมืองนิวยอร์ค และ
Silicon Valley ของสหรัฐอเมริกาจะอยู่สูงสุดที่ยอดปิรามิดทางเศรษฐกิจการเมืองของศาสตรจารย์ โรเบริตท์ คอซ์ก และ กรุงลอนดอน แฟรงเฟริท
ปารีส ซูริค โตเกียว และโรม อยู่ชั้นที่สอง ฮ่องกง
สิงคโปร์ เซี่ยงไฮ้ โซล และไทเป คงอยู่ชั้นที่สาม สำหรับเมืองมุมไบ โจร์ฮันเนสเบอร์ก แวนคูเวอร์ ซิดนีย์
เม็กซิโกซิตี้ และมอสโคว์ เป็นต้น
ควรอยู่ในชั้นถัดลงมา
ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ
การเมือง และสังคมที่สำคัญเกิดขึ้น
ย่อมเกิดปฏิกิริยาต่อต้านรุนแรงด้วยเสมอ
แม้ว่าในที่สุดจะไม่อาจทวนกระแสของประวัติศาสตร์ได้ก็ตาม ตัวอย่างเช่น
ลัทธิคอมมิวนิสต์เป็นปฏิกิริยาต่อต้านระบบทุนนิยมที่เกิดจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม
กลุ่มหัวรุนแรงทางศาสนาก็มีปฏิกิริยาตอบโต้ต่อกระแสการฟื้นฟูศิลปวิทยาการ
(Enlightenment) ที่เป็นผลของการปฏิวัติข้อมูลข่าวสารครั้งแรก เพราะฉะนั้น
เราคาดหวังได้ว่าจะมีปฏิกิริยาต่อต้าน และจะเกิดการเปลี่ยนแปลง กระแสต่อต้านจะเป็นปัจจัยผลักดัน
ให้เกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องในอนาคตอันใกล้
แต่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากกระแสโลกาภิวัตน์ กลับกลายเป็นสิ่งที่ไม่น่าแปลกประหลาดอะไรเลยสำหรับ
นักทฤษฎีเศรษฐศาสตร์และการเมือง ทฤษฎีพึ่งพิง และทฤษฎีระบบโลก
เพราะนักทฤษฎีสองสำนักนี้ได้อธิบายว่า
ลัทธิทุนนิยมโลกเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเมืองและสังคมมาตั้งแต่ทศวรรษที่
1960 และ 1970 แล้ว ดังนั้น กระแสโลกาภิวัตน์กลับกลายเป็นเครื่องยืนยันถึงความถูกต้องของแนวคิดของนักทฤษฎีทั้งสองสำนักไม่มากก็น้อย
แม้ว่า ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นของกระแสโลกาภิวัตน์
ต่อสังคมโลกในยุค 1990 จะมีผลกระทบที่รุนแรงมากกว่า
และมีลักษณะพิเศษแตกต่างออกไปบ้างเล็กน้อย[81]
นักทฤษฎีพึ่งพิงอธิบายว่า ความด้อยพัฒนาของประเทศโลกที่สาม
โดยเฉพาะกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา เป็นผลมาจากการมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศมหาอำนาจทุนนิยม เช่น
สหรัฐอเมริกาในลักษณะ พึ่งพิง บริษัทข้ามชาติของประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม อย่างเช่น สหรัฐ
และยุโรปจะลงทุนในประเทศด้อยพัฒนา หรือกำลังพัฒนาอย่างลาตินอเมริกา เพื่ออาศัย
แรงงาน วัตถุดิบ และค่าก่อสร้างโรงงานราคาถูก เพื่อผลิตสินค้าขายในตลาดโลก
ทั้งนี้ โดยมักจะร่วมมือกับนายทุน
ประเทศเจ้าบ้านที่มักเป็นกลุ่มชนชั้นปกครอง
หรือเจ้าของที่ดินที่ร่ำรวยและมีอำนาจ
แต่สินค้าที่พวกเขาผลิตนั้น
เพื่อป้อนความต้องการของตลาดโลกไม่ใช่ความต้องการของประชาชนภายในประเทศ
ดังนั้น ลาตินอเมริกาจึงมีฐานะเป็นเพียงฐานการผลิตสินค้าเท่านั้น
แรงงานได้รับค่าจ้างในราคาถูก
ชนชั้นปกครองหรือนายทุนชาติที่ร่วมลงทุนจะได้ส่วนแบ่งผลกำไรมากหน่อย แต่เศรษฐกิจของประเทศก็ไม่พัฒนา
โดยกลับมีโครงสร้างเศรษฐกิจที่บิดเบี้ยว ไม่ตรงกับความต้องการของประเทศ
ดังนั้น จึงไม่สามารถพัฒนาให้เจริญก้าวหน้าได้อย่างแท้จริง
เพราะต้องพึ่งพิงเงินทุน เทคโนโลยี
และตลาดของบริษัทข้ามชาติ
นักทฤษฎีระบบโลกมีความคิดคล้ายคลึง
และสนับสนุนนักทฤษฎีพึ่งพิงที่เห็นว่า ลัทธิทุนนิยมโลก
ที่เริ่มพัฒนามาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 16 จนถึงปัจจุบัน เกิดขึ้นจากลัทธิจักรวรรดิ์นิยมของประเทศยุโรป
การขยายตัวของลัทธิทุนนิยมของประเทศตะวันตก โดยผ่านลัทธิจักรวรรดิ์นิยมและต่อมาอาศัยระบบการค้าเสรีไปทั่วโลก
ทำให้ประเทศต่าง ๆ ในโลกอยู่ภายใต้ระบบเดียวกันคือ ระบบทุนนิยมโลก
ประเทศต่าง ๆ
จะมีความสัมพันธ์กันในลักษณะการแบ่งงานกันทำทางเศรษฐกิจ
ศาสตราจารย์ เอมมานูเอล วาเลอสไตน์ (Immanual
Wallerstire) ได้อธิบายว่า ประเทศต่าง ๆ จะถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม
ตามกำลังความสามารถทางเศรษฐกิจและการเมือง ประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมระดับสูง เช่น
สหรัฐ ยุโรปตะวันตกและญี่ปุ่นจะเป็นกลุ่มประเทศ แกนนำ เศรษฐกิจโลก (Core
States)[82] ประเทศด้อยพัฒนาและยากจนจะอยู่ที่ ขอบนอก ของระบบเศรษฐกิจ (Periphery
States) ส่วนประเทศที่พัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมระดับกลาง
จะอยู่ กึ่งขอบนอก (Semi Periphery
States)
แต่ประเทศต่าง ๆ
สามารถปรับเปลี่ยนสถานภาพกันได้ ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของสถานภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของตน เช่น
กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่ คือ เกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ ฮ่องกง เม็กซิโก
และบราซิล สามารถพัฒนาประเทศเป็นกึ่ง ขอบนอก
ในขณะที่รัสเซียกลับมีสถานภาพลดลงจากประเทศแกนนำเป็นประเทศกึ่ง-ขอบนอก ภายหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต เป็นต้น
สำหรับ
ศาสตราจารย์ โจเซพ ไนว์
ซึ่งเป็นนักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีชื่อเสียง และเป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของประธานาธิบดี บิลล์ คลินตันในสมัยที่หนึ่ง
และปัจจุบันเป็นคณบดีของสถาบันการปกครองเคนเนดี้
ของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ยังคงพอใจกับการอธิบายว่าระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในปัจจุบันมีลักษณะเป็น
ความพึ่งพาอาศัยกันและกันอย่างสลับซับซ้อน (Complex
Interdependent) ทั้งนี้โดยเขาอธิบายว่าการปฏิวัติในระบบสารสนเทศ
(Information Revolution) ในทศวรรษที่ 1980 ทำให้ประเทศต่าง ๆ ในโลกมีช่องทางของการติดต่อกันมากขึ้น
และสิ่งสำคัญที่เปลี่ยนแปลงไปคือ
ความรู้คืออำนาจ (Knowledge is Power)
โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้เกี่ยวกับ เทคโนโลยีด้านสารสนเทศ (Information Technology) จะเป็นแหล่งอำนาจที่สำคัญที่สุดในศตวรรษที่ 21[83]
พลวัตรของความตรึงเครียดจากการเผชิญหน้าระหว่างตลาด หรือเศรษฐกิจโลก
และรัฐชาติจะคงดำเนินต่อไป ตลาดจะริดรอนอำนาจรัฐ
และสิทธิพิเศษของรัฐ และรัฐจะต่อต้านและแสวงหาอำนาจใหม่
ในปัจจุบัน
หลายประเทศได้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านกระแสโลกาภิวัตน์ ในรูปของลัทธิชาตินิยม และการต่อสู้เพื่อรักษาเอกลักษณ์ของตนเอง หรือได้มีการเสนอแนะให้มีการจัดตั้งองค์กรกลางระหว่างประเทศขึ้นมาควบคุมพฤติกรรมของตลาดโลก
ความรู้สึกชาตินิยม และความผูกพันต่อประเทศจึงจะยังคงมีอยู่ และจะเสื่อมสลายลงเมื่อเกิด
การอพยพ ข้ามชาติเกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นดัชนีบ่งชี้การเสื่อมคลายของลัทธิชาตินิยม[84]
แต่อย่างไรก็ตาม การเสื่อมสลายของประเทศ
และพรมแดนคงจะเกิดขึ้นไม่เท่าเทียมกันในทุกภูมิภาคของโลก
ขึ้นอยู่กับว่า
จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ และการเมืองอย่างไร ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเศรษฐกิจ และการเมืองของโลกในศตวรรษที่ 21
โดยสรุป
นักเศรษฐศาสตร์
และนักรัฐศาสตร์หลายคนมองว่า กระแสโลกาภิวัตน์ร่วมกับขบวนการผนึกตัว หรือรวมกลุ่มกันทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค (Regional Integration)
จะช่วยทำให้ความรู้สึกจงรักภักดีต่อระบบรัฐชาติเก่าค่อย ๆ
อ่อนลง
นักรัฐศาสตร์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
จะมองว่าระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศยังคงมีลักษณะเป็น ระบบหลายขั้ว หรือ
ระบบเดียว-หลายขั้ว ซึ่งประกอบด้วยขั้นสำคัญ ๆ ได้แก่ สหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น จีน และรัสเซีย
ทั้งนี้โดยมี สหรัฐเป็นอภิมหาอำนาจเพียงประเทศเดียว[85]
ในส่วนที่เหลือมีฐานเป็นเพียง มหาอำนาจ แต่บางส่วนมองว่าในศตวรรษที่ 20 ที่ผ่านมาเป็น
ศตวรรษของอเมริกา (American Century) และด้วยศักยภาพที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพของสหรัฐในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจใน
9 ปีที่ผ่านมา
จะทำให้สหรัฐจะยังคงมีตำแหน่งเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจของโลกอีกต่อไป
ดังนั้น
ในศตวรรษที่ 21 นี้
จะยังคงเป็น ศตวรรษที่สองของชาวอเมริกัน (A
Second American Century)[86] แต่สำหรับนักเศรษฐศาสตร์การเมืองอย่างเช่น โรเบริตท์ คอซ์ก
และนักทฤษฎีระบบการเมืองควอนตั้น
จะมองว่าโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีลักษณะเป็นรูปปิรามิด ที่ประเทศอภิมหาอำนาจสหรัฐอยู่สูงสุด และยุโรป ญี่ปุ่น จีน และรัสเซียอยู่ในชั้นรองลงมา ตามพื้นฐานศักยภาพทางเศรษฐกิจ และการเมือง โดยมีประเทศด้อยพัฒนาและยากจน
อยู่ชั้นล่างสุดของปิรามิด ส่วนนักทฤษฎีพึ่งพิง
และนักทฤษฎีระบบโลกจะมองระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศยังคงมีลักษณะเป็นความสัมพันธ์ในระบบพึ่งพิง
ที่ประเทศทุนนิยมร่ำรวยและอำนาจทางทหารและการเมือง เช่น สหรัฐและยุโรป เป็นกลุ่ม
แกนกลาง ทางเศรษฐกิจ และประเทศกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนาอยู่
ขอบนอก ของวงแหวน
ประเทศเหล่านี้พึ่งพิงและถูกเอารัดเอาเปรียบโดยประเทศแกนกลางที่เจริญมากกว่า
และประเทศที่เป็นอุตสาหกรรมใหม่ อยู่กึ่งกลางระหว่าง 2 กลุ่มนี้
โดยทั่วไป อำนาจการปกครอง
และบทบาทของรัฐบาลของทุกประเทศของทั้งประเทศพัฒนาและกำลังพัฒนาจะลดลง[87]
ประเทศต่าง ๆ ในโลกที่สาม
ถูกสหรัฐและประเทศกลุ่มประชาคมยุโรปกดดันให้เปลี่ยนระบบการเมืองเป็นประชาธิปไตย
และพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและมีนโยบายการค้าแบบเสรีให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
ผู้ขัดขืนจะถูกลงโทษด้วยมาตราการต่าง ๆ เช่น การตัดสิทธิประโยชน์ทางการค้า โควต้า ความช่วยเหลือระหว่างประเทศ
หรือถูกคว่ำบาตร
กระแสของ การค้าเสรี ทำให้เกิดการแปรรูปแบบรัฐวิสาหกิจในทุกประเทศทั่วโลก ทำให้กิจการโทรคมนาคม
การคมนาคม
และการผลิตกระแสไฟฟ้า ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลโดยเด็ดขาด
องค์กรเอกชนหรือ NGOs ใช้ ตลาดโลก และเครือข่ายโทรคมนาคมทั่วโลก
เป็นเครื่องมือทำให้สามารถแข่งขันกับรัฐบาลของประเทศต่าง ๆ ได้ เพื่อหาเสียง
ประชามติ ลดการควบคุมของรัฐบาล
หรือบทบาทนโยบายของรัฐบาลของประเทศ ซึ่งเกี่ยวข้องกับความมั่นคงและอำนาจอธิปไตย
เช่น ปัญหาเชื้อชาติ ชนกลุ่มน้อย เสรีภาพทางศาสนา และเสรีภาพทางการเมือง เป็นต้น
ดังเช่น กรณี NGOs
ให้การสนับสนุนนางอองซานซูจี
และขบวนการนักศึกษาพม่า
สนับสนุนการเรียกร้องเสรีภาพทางการเมืองของนักศึกษาจีนในวิกฤตการณ์ เทียนอันเหมิน
ปี 1989 และการแทรกแซงในปัญหาธิเบต
หรือกรณีการสร้างท่อส่งแก๊สจากเมียนม่าร์-ไทย และโครงสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น
เป็นต้น
แก๊งอาชญากรรม และผู้ก่อการร้ายระหว่างประเทศ ก็สามารถใช้ประโยชน์จากเครื่องมือสื่อสารอิเลคโทรนิค เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับของเจ้าหน้าที่รัฐบาล
ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงของสังคม
และระบบการปกครอง เกิดการต่อสู้กันระหว่างผู้ที่ต้องการแสวงหาและพัฒนาชุมชน
ท้องถิ่น และอำนวยการปกครองท้องถิ่นฝ่ายหนึ่ง
กับฝ่ายที่พยายามรักษาอำนาจของรัฐบาลแห่งชาติ อำนาจอธิปไตย และรัฐชาติ
แบบเดิมเอาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ในที่สุด กระแสของโลกาภิวัตน์
จะทำให้บทบาทของรัฐบาลและความสำคัญของรัฐชาติหรือประเทศชาติลดลง ทั้งนี้เนื่องจากปัจเจกชน
และชุมชนท้องถิ่นสามารถติดต่อได้โดยตรงกับตลาดโลก และสถาบันเศรษฐกิจ
สังคมและการเมืองที่สำคัญ ๆ ของโลกไม่ต้องผ่านรัฐบาลแห่งชาติอีกต่อไป
บทบาทของรัฐบาลจะกลายเป็นเพียงองค์กรสัญลักษณ์
ที่ทำหน้าที่รับรองนโยบายที่เกิดจากความสัมพันธ์
ระหว่างชุมชนหรือประชาชนคมท้องถิ่นกับสถาบันโลก
ดังนั้น ในยุคโลกาภิวัตน์รัฐบาลไม่ได้เป็นตัวแทนของประชาชนอย่างในอดีต การที่ ประชาชนสามารถติดต่อกับต่างประเทศได้หลายช่องทางและหลายระดับ ทำให้ประชาชนบางกลุ่มมีอำนาจมากขึ้น และสามารถเรียกร้องบีบคั้นรัฐบาล
จนทำให้เกิด เผด็จการโดยกฎหมู่ (Tyranny of
majority) ที่อาจเกิดความเสียหายต่อผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศได้
ถ้า ประชาชน ขาดความรอบคอบหรือคิดว่ารู้ดีกว่ารัฐบาล
จะทำให้เกิดผลเสียหายต่อนโยบายระยะยาวหรือนโยบายที่สลับซับซ้อนได้ และการแทรกแซงของ
NGOs ในปัญหาภายในประเทศต่าง ๆ มากเกินไป
อาจก่อให้เกิดกระแสชาตินิยมอย่างรุนแรงขึ้นภายในประเทศได้
ในปัจจุบัน
พรรคการเมืองในหลายประเทศก็สนใจต่อเทคโนโลยีสารสนเทศมากขึ้น
โดยการจัดรายการโทรทัศน์ของพรรคเอง และจัดทำวีดีโอแถลงข่าวของพรรคให้สื่อมวลชนทราบ
มี เวบไซด์ในอินเทอร์เน็ตของพรรค และการจัดตั้งกลุ่ม
NGOs เพื่อผลักดันประเด็นต่าง
ๆ ของพรรคและประการสุดท้าย พรรคอาจจัดตั้งกลุ่มการเมืองของตนเองขึ้นมา เพื่อรักษาอำนาจของตนเอาไว้อย่างเหนียวแน่น
โดยสรุป
การเปลี่ยนแปลงข้างต้น เป็นผลมาจากการที่เศรษฐกิจโลก พัฒนาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
โดยอาศัยประโยชน์จากการปฏิวัติของเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้ภาคเอกชน อันประกอบด้วย
ปัจเจกชน สถาบัน บรรษัทข้ามชาติและองค์กรเอกชนมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นในเศรษฐกิจ
การเมือง และสังคมของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก มีผลทำให้อำนาจของรัฐบาลถดถอยลง
และพรมแดนทางเศรษฐกิจไม่ได้ขึ้นอยู่กับพรมแดนทางการเมือง แต่ตลาดได้ขยายไปทั่วโลก
การซื้อขายสินค้าและเงินตราเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน ในหลายประเทศ ดังนั้น
รัฐบาลจะนิ่งเฉยต่อการพัฒนาการของตลาดไม่ได้
ดังนั้น
ประเทศต่าง ๆ จะต้องทำธุรกิจอย่างโปร่งใสและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์สากล
มิฉะนั้นนักลงทุนต่างชาติจะถอนเงินออกนอกประเทศทันที ทำให้เศรษฐกิจทรุดตัว
การพัฒนาเศรษฐกิจตกต่ำและรัฐบาลถูกประชาชนโจมตี คำพิพากษาของ ตลาด มีผลกระทบต่อประชาชน
โดยกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา และกระทบต่อการเมือง
และเศรษฐกิจของประเทศ Prof. Stephen Kobrin ได้กล่าวว่า
เงินอิเลคโทรนิคและการค้าระบบอิเลคโทรนิคได้เข้าไปปฏิวัติระบบเศรษฐกิจ
แต่ทางการเมืองยังมีการเปลี่ยนแปลงช้ากว่ามาก ผลลัพธ์ที่น่าตกใจคือ
ตลาดมีอิทธิพลมากขึ้นจนเกิดสภาวะ เผด็จการของตลาด[88]
แต่ตลาดเป็นสิ่งที่ไม่มีจิตสำนึก และไม่มีแนวโน้มจะอ่อนกำลังลง ตลาดไม่มีจริยธรรม หรือค่านิยมของมนุษย์ ตลาดจึงไม่ได้สนองความต้องการที่แท้จริงของสังคม แต่สร้างผลกำไรมหาศาลและอำนาจให้แก่คนกลุ่มน้อยบางกลุ่มที่มีอิทธิพลควบคุมตลาดได้เท่านั้น
ผู้บริหารกิจการกองทุนขนาดใหญ่ระหว่างประเทศ เช่น
Long Term International Investment Fund
สามารถเคลื่อนย้ายเงินทุนจากตลาดในประเทศหนึ่งไปสู่อีกประเทศหนึ่ง
โดยไม่ผูกพันกับประเทศ ซึ่งแตกต่างจากแรงงานที่เคลื่อนย้ายไม่ได้
แต่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเคลื่อนย้ายของเงินทุนออกนอกประเทศ
ฉะนั้น
ประเด็นในขณะนี้คือ อำนาจรัฐ ซึ่งมีฐานอำนาจอยู่บน กายภาพ ของพื้นที่
แต่ข้อมูลและเงินทุนสามารถผ่านทะลุพรมแดนไปได้ ทำลายพรมแดน เพิกเฉยต่อพรมแดน
และท้าทายประโยชน์ของพรมแดน
อำนาจรัฐจะต่อต้านกับปรากฏการณ์นี้ได้อย่างไร
ภายในดินแดนของรัฐ มีประชาชนอาศัยอยู่
และมีผลประโยชน์แตกต่างไปจากประชาชนที่อยู่นอกพรมแดน ประชาชนในรัฐ มีบ้าน
มีชีวิตครอบครัวและวัฒนธรรมที่ภาครัฐต้องรักษาไว้ ดังนั้น
ประชาชนยังต้องอาศัยรัฐบาลช่วยเหลือ แม้ว่าอำนาจของรัฐจะมีลดน้อยลงไปก็ตาม
รัฐบาลของหลายประเทศได้พยายามพัฒนาเครื่องมือขึ้นมาต่อต้านพลัง
ที่ทำให้พรมแดนไร้ประสิทธิภาพ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนของตนเอง
รวมทั้งพยายามที่จะรักษาอำนาจและบทบาทของรัฐบาลเอาไว้
แต่นักรัฐศาสตร์จำนวนมากต่างมีความเห็นที่สอดคล้องกันว่า
รูปแบบของรัฐบาลในอนาคตจะมีลักษณะเป็น รัฐบาลที่มีบทบาทน้อย
(Minimal Government)[89]
อำนาจการปกครองจะถูกถ่ายเทสู่เบื้องล่างคือ ภูมิภาค ท้องถิ่น
หรือประชาคมที่มีบทบาทและความสำคัญทางเศรษฐกิจ การเงินและเทคโนโลยี
เมื่อประชาชนมีข้อมูลข่าวสารมาก ก็ย่อมมีความกระตือรือล้นในการมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น
การเมืองจะมีลักษณะเป็น ประชาธิปไตยเชิงปฏิบัติ (Active Democracy) หรือ ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมโดยตรง (Direct Participation
Democracy)
รัฐบาลจะทำหน้าทีดูแล สวัสดิการสังคม
และแก้ไขปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ ระหว่างชุมชนภายในประเทศในฐานะ สังฆราชที่ฉลาด[90]
อาจเนื่องจากอำนาจในการจัดการเศรษฐกิจ
และจัดการทางสังคมได้สูญสิ้นเกือบหมด
ทำให้รัฐบาลต้องลดภาระด้านสวัสดิการทางสังคมทุกด้าน
โดยให้เอกชนและครอบครัวรับภาระมากขึ้น
และอิทธิพลการบริหารและจัดการทางสังคมส่วนใหญ่จะตกแก่ประชาคมในท้องถิ่น
ดังนั้น
อำนาจเศรษฐกิจและการเมือง
จะอยู่ในมือของผู้มีความสามารถในการควบคุมการไหลเวียนของข่าวสารที่สำคัญ
ๆ
รวมทั้งผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจการเงิน และเทคโนโลยีสมัยใหม่
องค์ประกอบแห่งอำนาจก็จะเปลี่ยนแปลงไปเช่นเดียวกัน
กล่าวคือองค์ประกอบแห่งอำนาจใหม่จะประกอบด้วย การปกครองระบอบประชาธิปไตย
ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศักยภาพทางเศรษฐกิจและการเงิน
ปริมาณและศักยภาพของ NGOs และประการสุดท้าย ความสามารถในการปฏิวัติในกิจการทหาร (Revolution
in Military Affairs : RMA)
สู่ยุคอาวุธอิเลคโทรนิค หรืออาวุธอัจฉริยะ (Smart
Weapons)
5. สภาพเศรษฐกิจโลกในกระแสโลกาภิวัตน์
นายธนาคาร
และธนาคารกลางของชาติสูญเสียอำนาจในการควบคุมตลาดเงินในประเทศของตนเอง
ประชาชนสามารถลงทุนในกองทุนการเงินใหญ่ของโลกได้ ประกอบกับมีการรวมธนาคารขนาดใหญ่ ๆ
เข้าด้วยกัน ทำให้ตลาดเงินมีความสำคัญมากขึ้น ผู้ซื้อขายหุ้น
สามารถทำได้จากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่บ้าน หรือสำนักงานของตนเอง
ที่สำคัญที่สุดคือ
ตลาดเป็นตัวกำหนดมูลค่าของเงินตรา (แทนบทบาทของรัฐบาล) โดย ผู้ค้า
เงินตราเป็นผู้มีบทบาท ไม่ใช่ธนาคารอีกต่อไป
เนื่องจากผู้ค้าเงินตรามีการซื้อขายเงินเป็นมูลค่ามากกว่าหนึ่งล้านล้านเหรียญสหรัฐ
โดยตลาดค้าเงินตรา
ซึ่งมีปริมาณการเงินมากเกินกว่าที่รัฐบาลจะแทรกแซงได้ แต่ผลเสียที่รุนแรง
คือเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินขึ้นในประเทศหนึ่งจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังประเทศต่าง
ๆ และทั่วโลกดังเช่นวิกฤตการณ์การเงินในเอเซีย
กำเนิดของ ตลาดอิเลคโทรนิค หรือการค้าอิเลคโทรนิค (Electrnic
Commerel) โดยการซื้อขายสินค้าผ่าน อินเตอร์เนท ทำให้การผูกขาดของกลุ่มผู้ค้าที่มีเงินทุนมาก ๆ ลดบทบาทลง
และเป็นการลดบทบาทของคนกลาง
และประชาชนไม่จำเป็นต้องไปธนาคารด้วยตนเองอีกต่อไป
การค้าในปัจจุบัน สามารถเคลื่อนย้ายเงินจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งได้โดยทันที
โดยระบบดิจิตอลทำให้ไม่ต้องคำนึงถึง
สถานที่ และเวลา
จึงไม่มีอุปสรรค์ในเรื่องดังกล่าวอีกต่อไป
ประสิทธิภาพในการทำงานได้รวดเร็วมากขึ้นของเครื่องคอมพิวเตอร์
ทำให้การซื้อ-ขายเกิดขึ้นทันที
ทำให้ตลาดมีการซื้อ-ขายมากมายในระยะเวลาเป็นวินาที ปริมาณการค้า จึงเกิดเพิ่มมากขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
นอกจากนี้การซื้อขายสินค้าซอร์ฟแวร์ ในรูปของผ่านอินเตอร์เนท
จะทำให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรจัดเก็บภาษีไม่ได้
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวข้างต้น มีผลทำให้ปัจเจกบุคคล
สามารถติดต่อหรือเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ
ของโลกได้จากเครื่องคอมพิวเตอร์ในบ้านของตนเองเหมือนบริษัทใหญ่ ๆ
ทำให้บุคคลสามารถค้าขายได้เท่ากับบริษัท
ทำให้บุคคลมีประสิทธิภาพในการแข่งขันได้อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
บริษัทข้ามชาติและสถาบันการเงิน เช่น
ธนาคารหลายแห่งจึงตอบโต้โดยการรวมตัวกันเป็นบริษัทขนาดใหญ่มากขึ้น
ในขณะที่ปริมาณการค้าระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้น
และการแข่งขันทางเศรษฐกิจทวีความรุนแรง
บริษัทข้ามชาติจะขยายเครือข่ายการผลิตของตนไปทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศเอเซีย และลาตินอเมริกาในลักษณะของการแบ่งแยกการผลิต
และประกอบชิ้นส่วนตามเทคโนโลยีการผลิตแบบยืดหยุ่นสมัยใหม่
ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้กลายเป็นทั้งตลาดและฐานผลิตสินค้าของบริษัทข้ามชาติยุโรป
อเมริกา และญี่ปุ่น
แรงจูงใจในการลงทุนของบริษัทข้ามชาติ คือทรัพยากร
ค่าจ้างแรงงาน ค่าก่อสร้าง โรงงานราคาถูก สิทธิพิเศษต่าง ๆ
และสภาพแวดล้อมทางสังคมและการเมืองที่ดีในประเทศกำลังพัฒนา
สิ่งที่ประเทศกำลังพัฒนาได้รับคือ การจ้างงาน การถ่ายทอดเทคนิค
การจัดการและการบริหารงาน รายได้บางส่วนจากการส่งสินค้าออก
และเทคโนโลยีระดับต่ำและกลางบางประเภท
แต่การถ่ายทอดเทคโนโลยีระดับสูงมีน้อยมาก
เนื่องจากบริษัทข้ามชาติจะกระจายชิ้นส่วนของสินค้าให้ผลิตในหลาย ๆ ประเทศ
จึงเป็นผู้ควบคุม และเก็บความรู้เอาไว้แต่ผู้เดียว
และยังได้รับการคุ้มครองจากกฎหมาย สิทธิทางปัญญา และสิทธิบัตร
ช่องว่างทางเทคโนโลยีระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้ว
กับประเทศกำลังพัฒนาจึงกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่อาจที่จะตามกันทัน
ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนาจำต้องพึ่งพาเทคโนโลยีและการค้า
ต่อประเทศพัฒนาแล้วตลอดไป และจะประสบกับปัญหาการขาดดุลการค้า
และดุลบัญชีการชำระเงินเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
หรือเกิดปัญหาหนี้สินค้างชำระจำนวนมหาศาล ดังที่ปรากฏเป็นปัญหารุนแรงในทศวรรษที่
1980 และในปัจจุบัน
บริษัทข้ามชาติ
และบริษัทเงินทุนที่ค้าเงินตราและหุ้นระหว่างประเทศ
เรียกร้องให้ประเทศกำลังพัฒนา และกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่ทั่วโลกเปิดเสรีทางการค้าและบริการมากขึ้น
โดยใช้วิธีการกดดันทั้งทางทวิภาคีโดยตรงและการกดดันภายในกลุ่มองค์กรเศรษฐกิจ
และองค์กรระหว่างประเทศ เช่น เอเป็ค องค์กรการค้าโลก
ธนาคารโลก และ IMF โดยเฉพาะการเปิดเสรีด้านบริการ (การเงิน
การธนาคาร การประกันภัย การขนส่ง และโทรคมนาคม) ที่สหรัฐและประเทศยุโรปมีความชำนาญ
และได้เปรียบในการแข่งขัน โดยอ้างหลักการเรื่อง การค้าเสรี และการค้าที่ ยุติธรรม แต่หลีกเลี่ยงการเปิดเสรีด้านแรงงานที่ประเทศตะวันตกเสียเปรียบ ทำให้บริษัทข้ามชาติขยายตลาดและได้กำไรเพิ่มมากขึ้น
6. สภาพสังคมจิตวิทยาโลกในกระแสโลกาภิวัตน์
โครงสร้างในสังคมชนบท
และเมืองเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะที่เป็นปัจเจกชนนิยม มีความเห็นแก่ตัว
และวัตถุนิยมซึ่งมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ในครอบครัว
ในหมู่บ้านและวัฒนธรรมดั้งเดิม เช่น ลูกไม่เคารพพ่อ-แม่ และผู้ใหญ่ในวัยทำงาน
ทั้งหญิงและชายต้องเดินทางไปทำงานในโรงงานในเขตอุตสาหกรรม ในจังหวัดไกล ๆ
หรือกรุงเทพฯ
ทำให้วัฒนธรรมและประเพณีเก่าแก่ในหมู่บ้านขาดหายไป
การรวมตัวของผู้ใช้แรงงานในลักษณะชนชั้น สหพันธ์ ถูกแทนที่ โดยการรวมตัวเป็นกลุ่มที่เล็กลง
ไม่ยึดติดอาชีพและชนชั้น แต่จะยึดติดทางเพศ ศาสนา และเชื้อชาติมากขึ้น
และมีจุดมุ่งหมายระยะสั้น ๆ[93]
NGOs ทั้งภายในและต่างประเทศ มีบทบาทในการเผยแพร่ข้อมูลและความรู้
รวมทั้งสนับสนุนให้ประชาชนรวมตัวกัน
เพื่อเรียกร้องสิทธิ
หรือคัดค้านนโยบายบางประการของรัฐบาลตั้งแต่ปัญหาระดับท้องถิ่นถึงระดับระหว่างประเทศได้ เช่น
กรณีต่อต้านการทิ้งกากของเสียจากโรงงาน การสร้างท่อก๊าซ
จนถึงนโยบายรับประเทศเมียนม่าร์เข้าเป็นสมาชิกขององค์การอาเซียน
เป็นต้น
ประชาชนมีความรู้ และบทบาททางสังคม
และการเมืองเพิ่มขึ้น
มีลักษณะเป็นประชาธิปไตยรู้จักเรียกร้องสิทธิมนุษยชนมากขึ้น และสร้าง
วัฒนธรรมประชาสังคมโลก[94]
ประชากรมีความตื่นตัวในปัญหาสภาพแวดล้อมในประเทศของตนเอง และของโลกอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เช่น
ปัญหาสภาวะเรือนกระจกที่ทำให้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น ปัญหามลภาวะ
ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า สัตว์ที่กำลังจะสูญพันธุ์
พืชสมุนไพรและสิ่งที่มีชีวิตในทะเล รวมทั้งปัญหาการแพร่ขยายของอาวุธนิวเคลียร์
อาวุธเคมี-ชีวภาค และโรคติดต่อที่ร้ายแรงต่าง ๆ[95]
สหรัฐ
และยุโรป ดำเนินนโยบาย
ผู้ขาดเทคโนโลยี โดยบังคับใช้นโยบาย
สิทธิทางปัญญา และ สิทธิบัตร
ด้วยการบังคับให้ประเทศต่าง ๆ
ลงนามในสัญญาป้องกันการละเมิดสิทธิทางปัญญา
และสิทธิบัตรอย่างเข้มงวด
นโยบายดังกล่าวทำให้บริษัทข้ามชาติมีกำไรเพิ่มมากขึ้น
ประเทศใดจะใช้เทคโนโลยีของเขาต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ในราคาแพง และทำให้กำไรในการผลิตลดลง การ เก็บค่าเช่าทางปัญญา
นี้ขัดกับหลักการสากลในอดีตที่ทุกประเทศส่งเสริมการเผยแพร่ความรู้ และเทคโนโลยีอย่างกว้างขวางเพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติทั้งมวล
เพื่อให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และเจริญก้าวหน้ามากขึ้น นโยบาย ผูกขาดเทคโนโลยี
ของประเทศตะวันตกทำให้
เกิดการชลอการพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งรวมถึงประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วย
ประเทศที่พัฒนาแล้วจะร่ำรวยมากขึ้น และช่องว่างหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนาห่างมากขึ้น สินค้าเทคโนโลยีสูง
และยามีราคาแพงมากขึ้น
เป็นภาระแก่ประเทศกำลังพัฒนาและประเทศยากจน นอกจากนี้ยังมีความพยายามที่จะฉ้อโกง และขโมยเอาพืชสมุนไพร และสัตว์ต่าง ๆ
จากประเทศด้อยพัฒนาโดยนักวิทยาศาสตร์
และนักวิจัยของประเทศพัฒนาแล้วไปจดเป็นทะเบียนลิขสิทธิ์ของตนเองด้วย
อเมริกาเป็นประเทศแรกที่ประสบความสำเร็จ
ในการนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศไปปรับปรุงระบบอาวุธและกองทัพ
จนทำให้เป็นประเทศมหาอำนาจที่มีศักยภาพทางทหารที่สูงที่สุดในโลก
อเมริกาได้ใช้พัฒนาการของคอมพิวเตอร์ความเร็วสูง และระบบการสร้างภาพด้วยคอมพิวเตอร์
ดาวเทียม ระบบโทรทัศน์และวีดีทัศน์
แสงเลเซอร์และแสงอินฟาเรดในการพัฒนาอาวุธ
จนทำให้ได้จรวดนำวิถีสมัยใหม่ที่มีความแม่นยำสูง
และมีประสิทธิภาพในการทำลายสูง เช่น
จรวดโทมาฮอร์ค
มีเครื่องบินที่มีสมรรถนะในการหลบหลีก การตรวจจับของเรดาห์ (Stealth Bomber)
และมีเครื่องมือตรวจการเรด้าห์
(AWAC) และดาวเทียม ระบบ GSP ที่สามารถตรวจจับที่ตั้งทางทหารและการเคลื่อนไหวต่าง ๆ
ของศัตรูได้ตลอดเวลาในทุกมุมโลก จึงสามารถทำลายระบบเตือนภัย
ระบบอาวุธและกำลังทหารของศัตรูได้จากที่ตั้งในระยะไกลอย่างแม่นยำ
จนศัตรูหมดสมรรถภาพในการรบ
ก่อนที่จะส่งทหารเข้าไปยึดพื้นที่ในขั้นสุดท้ายของการรบ
ดังเช่นกรณีสงครามอ่าวเปอร์เซียในปี ค.ศ.1991 เป็นต้น
อาวุธอิเลคโทรนิคที่ทันสมัย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในยุทธศาสตร์ทางทหารอย่างขนานใหญ่ ทำให้ภูมิรัฐศาสตร์
จำนวนของประชากร และปริมาณของกำลังทหาร
และทรัพยากรธรรมชาติที่เคยเป็นปัจจัยสำคัญทางทหาร
และความมั่นคงของชาติลดความสำคัญลงไป
กองทัพของสหรัฐและพันธมิตรสามารถเอาชนะกองทัพของอิรัคได้ในเวลาอันรวดเร็ว ทั้ง ๆ ที่อิรัคมีกำลังทหารมากมีการเตรียมพร้อมและดัดแปลงภูมิประเทศเพื่อการป้องกัน
และมีระบบอาวุธมากมาย ดังนั้น
ประเทศที่จะเผชิญหน้าทางทหารกับสหรัฐในอนาคตจำเป็นต้องมีการพัฒนาอาวุธและระบบกองทัพให้ทันสมัยทัดเทียมกับสหรัฐด้วย
หรือมิฉะนั้นก็ต้องหันไปต่อสู้กับสหรัฐด้วยวิธีการอื่น
ๆ
ในระหว่างเดือนมีนาคม มิถุนายน 1999 สหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศนาโต้ได้โจมตีทิ้งระเบิดประเทศยูโกสลาเวียด้วยเครื่องบินและจรวดอย่างหนัก
สามารถทำลายที่ตั้งของทหาร
โรงงานอุตสาหกรรม
และระบบสาธารณูปโภคที่สำคัญต่าง ๆ
ของยูโกสลาเวียจนผู้นำยูโกสลาเวียต้องยอมจำนนต่อข้อเรียกร้องของสหรัฐและพันธมิตร ในปัญหาโคโซโว
โดยการใช้ระบบอาวุธที่ทันสมัยที่แม่นยำและมีอานุภาพทำลายสูง สหรัฐและพันธมิตรนาโต้มีชัยชนะ
โดยไม่จำเป็นต้องใช้กำลังทางภาคพื้นดินแต่ประการใด และได้รับความสูญเสียน้อยมาก
จนทำให้เกิด หลักนิยมในการรบ ใหม่ นั่นคือ แนวคิด
การทำลายศัตรูจากระยะไกล[96]
Joseph Nye
และ Robert Keohane ได้เรียกการประยุกต์เทคโนโลยีใหม่ในทางทหารว่า ความได้เปรียบทางระบบสารสนเทศ (Information Dominance) หรือ ความเหนือกว่าในด้านความรู้เกี่ยวกับพื้นที่การรบ (Dominant
Battlespace Knowledge)[97]
ภายหลังสงครามอ่าวเปอร์เซียปี 1991 สหรัฐยังได้พัฒนาให้กองทัพของตนมีหน่วยสงครามสารสนเทศ (Information
Warfare Units) ที่สามารถใช้คอมพิวเตอร์เป็นอาวุธโจมตีด้วยตนเองได้
สามารถเจาะระบบคอมพิวเตอร์ของฝ่ายศัตรู ที่ใช้ในการควบคุมระบบสาธารณูประโภคต่าง ๆ
โดยผ่าน เครือข่ายคอมพิวเตอร์สาธารณะ หรือโดยวิธีการอื่น ๆ
เพื่อทำลายระบบสาธารณูปโภคที่สำคัญ ๆ เช่น ไฟฟ้า โทรศัพท์
คมนาคมและดาวเทียมของศัตรู และสหรัฐยังมีปืนเลเซอร์ที่ควบคุม
โดยคอมพิวเตอร์ที่สามารถยิงดาวเทียมในอวกาศได้
ปัจจุบันไม่มีชาติใดทัดเทียมสหรัฐทางเทคโนโลยีทางทหาร ทำให้สหรัฐยังคงเป็นประเทศ
อภิมหาอำนาจ และเป็นผู้นำของกลุ่มประเทศตะวันตกได้อีกนานในศตวรรษที่
21
สหรัฐได้พัฒนาศักยภาพทางทหารจากยุค ความได้เปรียบทางระบบนิวเคลียร์
(Nuclear Dominance) สู่ยุค ความได้เปรียบทางระบบสารสนเทศ
(Information Dominance) ในยุคข้อมูลข่าวสาร
(Information Age) ในปัจจุบัน
การพัฒนาอาวุธดังกล่าวของสหรัฐ
จึงบีบบังคับให้ศัตรูของสหรัฐที่เป็นประเทศกำลังพัฒนา
หันไปผลิตอาวุธเคมี-ชีวภาคที่ผลิตได้ง่าย และมีราคาถูกกว่า
แต่มีผลในการทำลายล้างได้มากมหาศาลเช่นกัน
รวมทั้งการใช้วิธีการก่อการร้าย เพื่อเป็นการตอบโต้ตามแบบฉบับของผู้ที่อ่อนแอกว่าที่ไม่สามารถจะเผชิญหน้าได้โดยตรง ดังเห็นได้จากการโจมตีอาคารเวิรลเทรดเซ็นเตอร์ และตึกเพนตากอนที่ผ่านมา
นอกจากนี้ประเทศที่เล็กกว่า
อาจใช้ความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์
เจาะระบบคอมพิวเตอร์ทางทหารและระบบข่าวกรองของสหรัฐได้เช่นกัน
และอาจทำให้สหรัฐ ต้องจัดตั้งทีมงานด้านสงครามสารสนเทศขึ้นมาโดยเฉพาะ
เพื่อป้องกันระบบข้อมูลของสหรัฐให้ปลอดภัย[98]
ในปัจจุบัน
เป็นเรื่องง่ายและราคาถูกที่จะใช้ไส้ศึก สร้างข้อมูลเท็จตามแหล่งข้อมูล
หรือใส่ข้อมูลผิด ๆ ลงไปในระบบข้อมูลข่าวสารที่เชื่อมโยงกันทั่วโลก
และประเทศที่มีเทคโนโลยีสูงสามารถจารกรรมข้อมูลของศัตรู
หรือทำลายฐานข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ทางด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ
และสาธารณูปโภคของฝ่ายศัตรูได้
ดังนั้น สงครามในยุคโลกาภิวัตน์
จึงเป็นสงครามของการใช้อาวุธอิเลคโทรนิคและสารสนเทศที่ทันสมัย
ประเทศที่มีความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากกว่าจะเป็นผู้ชนะ
ระบบอาวุธสมัยใหม่และสารสนเทศยังทำให้กองทัพต้องจัดหน่วยกำลังพล และเตรียมฝึกฝนคนสำหรับการรบแบบใหม่ด้วย
การบริหารจัดการทัพในศตวรรษที่
21 เป็นการเชื่อมโยงเทคโนโลยีของยุทโธปกรณ์สมัยใหม่
กับแนวความคิดในการบริหารจัดการทางทหารในรูปแบบใหม่ ผสมผสานกัน
และจัดรูปแบบการดำเนินกิจกรรมทางการทหารให้มีความได้เปรียบต่อคู่สงคราม เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติการรบ และการป้องปรามที่มีเหนือประเทศอื่น
แต่อย่างไรก็ตาม
หากจะดำเนินการตามแนวความคิดดังกล่าว
มีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องใช้งบประมาณเป็นจำนวนมหาศาล จึงขึ้นอยู่กับเงื่อนไขต่าง ๆ
ไม่ว่าจะเป็นสภาพทางด้านความมั่นคง
สภาพทางด้านเศรษฐกิจ หรืออื่น
ๆ จะเปิดโอกาสให้สามารถดำเนินการได้อย่างเหมาะสมเพียงใด[99]
และด้วยสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปได้ส่งผลให้ภารกิจทางทหารได้เปลี่ยนไปด้วย นั้นคือ ทหารจะต้องเข้าไปดำเนินงานในภารกิจ
การปฏิบัติการทางทหารนอกเหนือการสงคราม (Military Operations Other Than War) ซึ่งเป็นการดำเนินการทางทหารเพื่อช่วยจัดสภาวะแวดล้อมให้มีความมั่นคงเกิดเสถียรภาพ
และเกื้อกูลต่อการเสริมพลังอำนาจแห่งชาติในด้านต่าง ๆ ให้เข้มแข็ง
กิจกรรมที่กระทำมีอยู่หลายรูปแบบด้วยกัน เช่น การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด การช่วยเหลือเพื่อมนุษยธรรม และการพัฒนาประเทศ เป็นต้น
และด้วยความพยายามในการส่งเสริมสันติภาพให้เกิดขึ้นต่อสังคมโลก
ทหารได้เข้าไปดำเนินงานด้านความสัมพันธ์ทางการทหารเชิงการทูต หรือการทูตฝ่ายทหารเพิ่มมากขึ้น
เป็นการกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงโดยอาศัยกลไกของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร และเจ้าหน้าที่การต่างประเทศ
ในภาพรวม
เราจะเห็นได้ว่าสังคมโลกในกระแสโลกาภิวัตน์ ซึ่งมีประเทศอยู่ประมาณ 200 กว่าประเทศ มีบรรษัทข้ามชาติที่มีพลัง 5001000 แห่ง
มีองค์กรเอกชนระหว่างประเทศที่สำคัญ ๆ 1,500 แห่ง
มีกลุ่มเชื้อชาติและกลุ่มศาสนาต่าง ๆ มากมาย
และมีประชากรในโลก 6,500 ล้านคน
ตัวแสดงเหล่านี้มีผลประโยชน์ที่แตกต่างและขัดแย้งกัน
และทำให้ระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือสังคมโลกในยุคใหม่นี้มีลักษณะเปลี่ยนแปลงไป
ในประวัติศาสตร์
ระบบจะสะท้อนมาจากประสบการณ์ของพฤติกรรมของตัวแสดงในยุคนั้น ๆ
นักวิชาการในสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ได้เรียกชื่อระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในยุคหลังสงครามเย็นไว้หลายชื่อด้วยกัน
เช่น ระบบพึ่งพาอาศัยกันอย่างซับซ้อน (Complex Interdependence) ระบบขั้วเดียว
(Unitary Power) ระบบเดียวหลายขั้ว (Uni-Multipolar)
ระบบการเมืองสารสนเทศ (Cyberpolitik) หรือระบบการเมืองควอนตั้ม (Auantum Model
Politics)
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ โลกในยุคปัจจุบัน
เป็นโลกที่สหรัฐมีอำนาจสูงสุดเพราะเศรษฐกิจของโลกส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยพลังเงินทุน และเทคโนโลยีของสหรัฐอเมริกา
สหรัฐเป็นผู้ผลิตเครื่องมือสื่อสาร ให้บริการ ให้ทุน ตลอดจนอาวุธ มากกว่าประเทศใด
ๆ บริษัท องค์กรเอกชน
และกลุ่มชุมชนที่มีบทบาทมากในโลกก็มีฐานอยู่ในสหรัฐ
และสหรัฐเป็นผู้เสนอแนวคิดเรื่องความเหนือชั้นของระบบสารสนเทศ
และมีศักยภาพที่จะต่อต้านศัตรูได้
และประการสุดท้าย ระบบการเมืองสหรัฐ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ สิทธิส่วนบุคคล ซึ่งให้หลักประกันในการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์
และส่งเสริมระบบประชาธิปไตยและยอมรับการถกเถียง
ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์และยอมรับการท้าทายของระเบียบเก่า ๆ
ที่เป็นคุณสมบัติที่ดีที่ทำให้สหรัฐสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ใหม่ได้ดี
.............................................
หลังการสิ้นสุดของยุคสงครามเย็น
สภาวะการณ์ของโลกแปรเปลี่ยน
การเผชิญหน้ากันของประเทศอภิมหาอำนาจจบสิ้นลง
สงครามตัวแทนในประเทศบริวารได้ยุติไป
การสู้รบกันของทหารในระดับที่เรียกว่าการสงครามทั่วไป
ยากที่จะเกิดขึ้นในเวลาอันใกล้นี้ อย่างไรก็ตาม
ผลกระทบต่อเนื่องที่เกิดจากยุคล่าอาณานิคม และยุคสงครามเย็น รวมทั้งจากสภาพโดยทั่วไปของสังคมโลก
ส่งผลให้สังคมโลกยังคงต้องเผชิญปัญหาอีกหลายประการ
ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอาวุธสงครามที่ตกค้างมาจากการแข่งขันกันสะสมอาวุธในห้วงสงครามเย็น
ความขัดแย้งกันระหว่างชนชาติ
เผ่าพันธุ์
และความเชื่อที่แตกต่างกันซึ่งยังคงดำรงอยู่
ปัญหาภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นจากการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ปัญหายาเสพติด ปัญหาการก่อการร้าย ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ
และปัญหาความไม่มั่นคงของรัฐบาลในบางประเทศ ปัญหาต่าง ๆ
ที่กล่าวล้วนเป็นปัญหาที่พร้อมจะรลุกลามใหญ่โตขึ้นมาได้
ถ้าการแก้ปัญหามิได้เป็นไปอย่างมีขั้นตอนและเหมาะสม
ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการสู้รบกันภายในประเทศ ระหว่างประเทศ หรืออาจขยายขอบเขตออกไปสู่ภูมิภาค และสังคมโลกได้ในที่สุด
หลังความสำเร็จของประเทศอภิมหาอำนาจในค่ายประชาธิปไตย
ที่สามารถกดดันให้ประเทศอภิมหาอำนาจของค่ายคอมมิวนิสต์
ต้องพ่ายแพ้ทางด้านแนวความคิดในการปกครองประเทศและแปรสภาพไปสู่เครือรัฐอิสระขนาดเล็กที่หมดสภาพการเป็นผู้นำกลุ่มอีกต่อไป
และประเทศในค่ายคอมมิวนิสต์หลายประเทศ
ได้เปลี่ยนแปลงแนวทางในการปกครองประเทศของตน
เข้าสู่แนวทางการปกครองในรูปแบบประชาธิปไตย
ได้ส่งผลให้สหรัฐอเมริกาเป็นมหาอำนาจเดียวในโลกปัจจุบัน
อีกทั้งยังส่งผลให้องค์การสหประชาชาติ มีโอกาสที่จะสร้างผลงานของการเป็นองค์กรระดับโลกอีกครั้ง หลังจากที่ในห้วงสงครามเย็นนั้น ผลงานต่าง ๆ ขององค์การสหประชาชาติ
ไม่เป็นที่น่าพอใจอันเป็นผลจากสิทธิในการวีโต้ของประเทศอภิมหาอำนาจทางฝ่ายประชาธิปไตย และคอมมิวนิสต์
ด้วยการผลักดันของมหาอำนาจค่ายประชาธิปไตย ส่งผลให้องค์การสหประชาชาติ ได้ออกนโยบายของโลก หรือที่เราเรียกกันว่า Agenda for Peace[100]
ขึ้นมา
โดยมุ่งเน้นการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นกับสังคมโลก
ด้วยการเผยแพร่แนวความคิดเสรีประชาธิปไตย, สิทธิมนุษยชน, เสรีด้านการค้า โดยใช้นโยบายการทูตเชิงป้องกัน (Preventive Diplomacy), การสร้างสันติภาพ
(Peacemaking), การรักษาสันติภาพ (Peacekeeping),
การปลูกฝังสันติภาพหลังความขัดแย้ง (Post Conflict Peace Building)
และ การสร้างความร่วมมือกับองค์กรระดับภูมิภาค (Cooperation
with Regional Organizations) ในการดำเนินงาน
โดยมีการดำเนินงานด้านการทูต, การเศรษฐกิจ,
และการทหารเป็นเครื่องมือดำเนินการ
ในขณะเดียวกันหน่วยงานที่คอยตรวจสอบสภาพและรายงานความเบี่ยงเบนไปจากทิศทาง
และแนวทางที่องค์การสหประชาชาติกำหนดไว้ ก็คือองค์กรเอกชนที่เป็นสายงาน
และขึ้นทะเบียนไว้กับองค์การสหประชาชาติ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสหภาพโซเวียตซึ่งเป็นอภิมหาอำนาจของค่ายคอมมิวนิสต์
ได้ลดอิทธิพลภายในสังคมโลกไปแล้ว แต่ก็ยังมีประเทศ จีน
ที่ยังคงมีแนวทางการปกครองในรูปแบบคอมมิวนิสต์อยู่
แม้ว่าจะได้มีการปรับเปลี่ยนนโยบายด้านเศรษฐกิจไป ด้วยจำนวนประชากรกว่าพันล้านคน ความมีประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมอันยาวนานกว่าห้าพันปี
การมีชนเชื้อชาติเดียวกันกระจายอยู่เกือบทุกประเทศทั่วโลก
และด้วยศักยภาพของการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และด้านอื่นอีกหลายประการ
ทำให้นักวิชาการค่ายตะวันตกที่มีชื่อเสียง เช่น Samual P. Huntington ได้ทำนายไว้ว่า
ประเทศจีนจะเป็นอภิมหาอำนาจต่อไปในอนาคตอันใกล้
อีกทั้งสังคมโลกอาจถูกแบ่งเป็นสองขั้วอีกครั้ง[101] จึงทำให้กลุ่มผู้กำหนดนโยบายของสหรัฐ ต้องคิดหนักในเรื่องดังกล่าวนี้ รวมทั้งได้มีการกำหนดนโยบาย
ที่จะปฏิบัติต่อจีนด้วยความระมัดระวัง
ดังเราสามารถเห็นได้จาก
การคงความเป็นอภิมหาอำนาจทางทะเลของสหรัฐในเอเชีย แปซิฟิก, ความพยายามในการสร้างสันติภาพ
และดำรงอิทธิพลของตนในไต้หวัน, ญี่ปุ่น และเกาหลี เป็นต้น
ผลจากการดำเนินงานขององค์การสหประชาชาติ ประกอบกับความสัมพันธ์ของจีนกับสหรัฐ
และความสัมพันธ์ของสหรัฐกับภูมิภาคของเรา
ส่งผลต่อความเป็นไปของภูมิภาค
และต่อประเทศไทยเป็นอย่างมาก
แนวความคิดและวัฒนธรรมใหม่จากตะวันตก
เช่น ทุนนิยม
เสรีประชาธิปไตย
เสรีด้านการค้า
เศรษฐกิจแบบพึ่งพาซึ่งกันและกัน
ไหลบ่าเข้ามาในช่องทางของสื่อสารมวลชน ในยุคข้อมูลข่าวสาร หรือยุคโลกาภิวัตน์ในปัจจุบัน
ได้ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมการเลียนแบบ
การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมของสังคม
ความเห็นแก่ตัวของบุคคล
ความต้องการสิทธิเสรีภาพที่เพิ่มมากขึ้น จริงอยู่การสื่อสารโทรคมนาคม และการพึ่งพาทางเศรษฐกิจ
ได้ช่วยให้โลกเชื่อมต่อกันส่งผลให้ความมั่นคงโดยรวมของสังคมโลกมีเสถียรภาพขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ความมั่นคงในแต่ละประเทศ
และในแต่ละภูมิภาคมิได้มั่นคงถาวรตามไปด้วย
หลายประเทศที่ยังไม่มีความพร้อมที่จะปรับสถานการณ์เพื่อรับต่อนโยบาย และการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ได้เกิดความขัดแย้งภายในมากมาย
บางประเทศมีการแบ่งแยกดินแดนออกไป
อีกทั้งความมั่นคงที่มีมาแต่ดั้งเดิมก็ได้ถูกทำลายไป เช่น
ความมั่นคงทางด้านการเมืองในอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เป็นต้น และในทำนองเดียวกัน หลายประเทศในภูมิภาคเอเซีย แปซิฟิก ก็ได้เกิดปัญหาความต้องการแบ่งแยกดินแดน
ของชนที่ต่างเผ่าพันธ์ต่างความเชื่อกันขึ้น เช่น
การแบ่งแยกติมอร์ตะวันออกไปจากอินโดนีเซีย
ความพยายามแบ่งแยกดินแดนในตอนใต้ของฟิลิปปินส์ ความเคลื่อนไหวในอาเจห์ และอิเรียนจายา
ของอินโดนีเซีย เป็นต้น นอกจากนี้แล้ว บทบาทของสหรัฐอเมริกา และจีน
ในภูมิภาคก็สามารถก่อให้เกิดสภาพของความขัดแย้งในภูมิภาคได้เสมอ
ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน
และเส้นทางเดินเรือในเอเซีย แปซิฟิก เป็นต้น
นอกจากนี้
ผลกระทบด้านความมั่นคงที่มาจากการกระทำของมนุษย์ กำลังปรากฏผลขึ้น ที่เห็นเด่นชัดได้แก่ ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม
ซึ่งเกิดจากการทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างกว้างขวาง อันเนื่องมาจาก
การเร่งระดมใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมหาศาลเพื่อการพัฒนาประเทศ และการตอบสนองต่อยุคพัฒนาอุตสาหกรรม ที่ประเทศทางยุโรปเป็นผู้เริ่มต้นขึ้น
และได้ดึงดูดทรัพยาการจากประเทศต่าง ๆ
ที่เป็นอาณานิคมของตนไป
ผลที่เกิดขึ้นตามมา
ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติที่เกิดจากลม
น้ำ หรือแผ่นดินก็ตาม
ล้วนเป็นผลตกค้างจากการพัฒนายุคอาณานิคม
ที่เข้ามาแสวงประโยชน์ของผืนแผ่นดินในภูมิภาคนี้
นับเป็นปัญหาใหม่ที่เพิ่มขึ้นจากปัญหาเส้นเขตแดนซึ่งเป็นปัญหาดั้งเดิมอยู่แล้วในภูมิภาค
เนื่องจากการกำหนดเส้นเขตแดนของชาติตะวันตก มิได้คำนึงถึงสภาพความเป็นจริง
และวิวัฒนาการของรัฐชาติที่มีอยู่แต่เดิม
ผลกระทบต่อเนื่องจากยุคสงครามเย็น
ที่ส่งผลทำให้แต่ละประเทศในภูมิภาคได้เลือกทางเดิน
และมีแนวทางในการปกครองประเทศที่แตกต่างกัน
ได้ทำให้วิถีทางในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นไปในแนวทางที่แตกต่างกันไปด้วย
อันจะส่งผลให้ภูมิภาคอาเซียนต้องประสบกับความยากลำบากในการรวมกัน หรือร่วมกันในการแก้ปัญหาต่าง ๆ
นอกจากนี้ กลุ่มกองโจร
กลุ่มก่อการร้ายที่ตกค้างมาจากยุคสงครามเย็น ได้ส่งผลมาถึงปัจจุบัน
หลายกลุ่มได้แปรสภาพไปเป็นกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ
มีการสร้างอิทธิพลในพื้นที่ปกครองของตนเองในบางประเทศ อีกทั้งยังมีการค้าขายสิ่งผิดกฎหมาย เช่น ยาเสพติด และของเถื่อนต่าง ๆ ด้วย
จากสภาพแวดล้อมของสังคมโลกดังกล่าวนี้
พอที่จะสรุปได้ว่า
ปัญหาความมั่นคงในปัจจุบันมีรูปแบบของความมั่นคงสมบูรณ์แบบ
(Comprehensive
Security) กล่าวคือเป็นความมั่นคงที่ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบในทุกด้านเท่าเทียมกัน มีความสัมพันธ์ และเชื่อมโยงกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น
ความมั่นคงในด้านการเมืองภายในประเทศ การเมืองระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยา การทหาร วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี่
และสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ยังอาจมองรวมไปถึงความมั่นคงด้านข้อมูลข่าวสารด้วย
โดยเราอาจสามารถแยกแยะปัญหาที่กระทบความมั่นคงออกได้เป็น ผลกระทบในแง่ลบของโลกาภิวัตน์ที่ส่งผลต่อการเลียนแบบทำให้เกิดความขัดแย้งของวัฒนธรรม ความขัดแย้งในสังคมที่เปลี่ยนแปลง
การครอบงำจากผู้เหนือกว่า, การแพร่กระจายของอาวุธทำลายล้างอานุภาพสูง
และอาวุธที่ตกค้างจากช่วงสงครามเย็น, การแพร่กระจายของเชื้อโรคร้ายแรง
เช่น เอดส์, การก่อการร้าย, การค้ายาเสพติด
และสิ่งผิดกฎหมาย, อาชญากรรมในทะเล, ภัยธรรมชาติร้ายแรง,
ผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และที่สำคัญคือกลุ่มอาชญากรข้ามชาติ
ทั้งนี้ได้มีความพยายามในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ
ดังกล่าวในหลายระดับด้วยกัน
ในระดับโลกที่มีองค์การสหประชาชาติ
และสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำ
ก็ได้พยายามใช้แนวทางของ
ความมั่นคงร่วมมือ (Cooperative Security) ในการประสานความร่วมมือของทุกชาติ
เข้าแก้ปัญหาที่เป็นปัญหาร่วมของสังคมโลก หรือภูมิภาค ในขณะที่ในระดับภูมิภาคต่าง ๆ
ก็ได้รวมตัวกันขึ้นด้วยการใช้
ผลประโยชน์ร่วม (Common Interest) ของกลุ่ม เป็นตัวเชื่อมโยงชาติต่าง ๆ
เข้าด้วยกันซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นรูปแบบของ ความมั่นคงในแบบ ความมั่นคงสามัญ
(Common Security)[102]
จะเห็นได้ว่า
จากแนวความคิดด้านความมั่นคงเดิมที่มององค์ประกอบ
หรือแง่มุมเฉพาะทางด้านการทหารเท่านั้น
ได้วิวัฒนาการมาสู่องค์ประกอบของความมั่นคงในทุก ๆ ด้าน
จนส่งผลให้มีนักวิชาการจำนวนมากที่ได้ออกมาให้คำนิยามต่าง ๆ นานา
ในเรื่องความมั่นคง เช่น ความมั่นคงแบบดั้งเดิม (Traditional Security) กับ
ความมั่นคงแบบใหม่ (Nontraditional Security), ความมั่นคงทางทหาร (Military Security) กับ
ความมั่นคงทั่วไปนอกเหนือด้านการทหาร (Nonmilitary Security) เป็นต้น
จะถึงอย่างไรก็ตามแนวความคิดที่ได้แปรเปลี่ยนไปนั้นก็มีจุดร่วมกัน นั่นก็คือ
มีการมองความมั่นคงในแง่มุมที่กว้างขวางขึ้นกว่าเดิมเป็นอย่างมาก
และผลจากการมองความมั่นคงในลักษณะใหม่นี้
ก็ได้ส่งผลผลักดันให้กองทัพของแต่ละชาติ
ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ
ในสังคมมากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมาในช่วงยุคสงครามเย็น
ทั้งการเข้าไปยุ่งเกี่ยวในบทบาทของผู้ปฏิบัติหลักควบคุมการดำเนินงานต่าง ๆ
ดังกล่าวเหล่านั้น
หรือแม้แต่ผู้ที่เข้าไปดำเนินงานในลักษณะสนับสนุนก็ตาม
จากแนวความคิดความมั่งคงใหม่ เราอาจจะจำแนกประเด็น
และปัญหาด้านความมั่งคงได้อย่างสังเขปคือ[103]
ความมั่งคงด้านสิ่งแวดล้อม ( Environmental Security ) ความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมเป็นตัวอย่างของประเด็น และปัญหาด้านความมั่งคงใหม่
และมีแนวโน้มที่จะเป็นระเบียบวาระด้านความมั่นคงที่มีความสำคัญมากขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของหัวข้อการวิจัย
และการแสวงหาแนวทางในการแก้ปัญหาของรัฐ
แต่เดิม
การทำลายสิ่งแวดล้อมตลอดจนการพังทลายของระบบนิเวศ
มักจะไม่ถูกนำมาเป็นข้อถกแถลงทางด้านความมั่นคงเท่าใดนัก
อาจจะเพราะว่าประเด็นนี้ถูกบดบังด้วยการต่อสู้ด้านอุดมการณ์ระหว่างรัฐของยุคสงครามเย็น
และในขณะเดียวกันความตระหนักถึงปัญหาและผลกระทบจากการที่สิ่งแวดล้อมถูกทำลายลง
ก็ดูจะมีอยู่ในระดับต่ำ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับของผู้กำหนดนโยบายแห่งรัฐ
ความตื่นตัวในเรื่องนี้
สังคมจะต้องให้เครดิตแก่บรรดานักวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นผู้เปิดประเด็น โดยเฉพาะแก่
ดร.เจมส์
แฮนเสน ( Dr. James Hansen ) ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องบรรยากาศ ( atmospheric
scientist ) ได้ให้ถ้อยแถลงแก่คณะกรรมมาธิการด้านพลังงานของวุฒิสภาสหรัฐฯ ในวันที่ 23 มิถุนายน 1988 และถ้อยแถลงดังกล่าวถูกนำมาตีพิมพ์ซ้ำในหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ในวันรุ่งขึ้น เนื้อหาสำคัญ ได้แก่ เรื่องปรากฎการณ์เรือนกระจกและความเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศที่มีผลกระทบต่อโลกโดยรวม
ผลดังกล่าวทำให้สังคมเกิดความตระหนักมากขึ้นว่า
โลกในอนาคตกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพบรรยากาศ
ความรับรู้ทางสังคมเช่นนี้ได้ขยายไปสู่การผลักดันเชิงนโยบายทั้งในสังคมสหรัฐฯ
และในเวทีระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ในแง่ของการศึกษาวิจัย
ได้มีการเสนอตัวแบบที่โยงให้เห็นถึงปัญหาอื่น
ที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการสูญเสียระบบนิเวศ
และปัญหาเหล่านี้เป็นประเด็นที่กระทบต่อความมั่นคงของตัวรัฐ
ดังจะพบว่าการพังทลายของระบบนิเวศ
ก่อให้เกิดการย้ายถิ่นของประชากรจากชนบทเข้าสู่เมือง
อันอาจนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งทางสังคมภายในของรัฐได้
ตัวอย่างของปัญหาการพังทลายของระบบนิเวศได้แก่ การทำลายป่า
การสูญเสียความสมบูรณ์ของพื้นที่ด้านการเกษตร
การสูญเสียพื้นที่การประมงชายฝั่งการใช้น้ำมากเกินความจำเป็น และมลภาวะในน้ำ
ผลของปัญหาเหล่านี้ยังกระทบสถานนะทางเศรษฐกิจของรัฐ
โดยเฉพาะการลดลงของผลผลิตด้านการเกษตร
ซึ่งก็จะยิ่งทำให้ความเป็นอยู่ของผู้คนในชนบทประสบปัญหามากขึ้น
ปรากฏการณ์เช่นนี้
จึงทำให้มีการศึกษาเรื่องความมั่นคงในมิติที่เกี่ยวข้องกับการย้ายถิ่นที่อยู่ของประชากรมากขึ้น
และศึกษาถึงปัญหาความมั่นคงที่เกิดจากการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นในระดับระหว่างรัฐ หรือในส่วนของสังคมภายในอีกด้วย เช่น กรณีสงครามน้ำในตะวันออกกลาง
เป็นต้น
ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งปัญหาขบวนการค้ายาเสพติด
กลุ่มอาชญากรรมที่อาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่สร้างเครือข่ายของตนขึ้น
วางกลไกของตนไว้ในระบบของรัฐบาลด้วยการคอรัปชั่น
ดำเนินการฟอกเงินเพื่อให้สามารถนำเงินทุจริตมาเป็นเงินบริสุทธิ์ได้
ซึ่งปัญหาดังกล่าวนี้เป็นการท้าทายอำนาจรัฐ
อีกทั้งเป็นปัญหาร่วมของสังคมโลกที่ต้องร่วมกันแก้ไข
ทั้งนี้ก็เพราะไม่มีรัฐใดที่จะแก้ปัญหาดังกล่าวนี้ได้เพียงลำพัง
สถานการณ์ที่เปลี่ยนไปได้ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมของประเทศไทย
ทำให้ปัญหาด้านความมั่นคงของไทยที่มีมาแต่อดีต ได้เปลี่ยนรูปแบบไป ปัญหาต่าง ๆ
ที่สังคมไทยต้องเผชิญนับวันจะยุ่งยากขึ้น
และทวีความรุนแรงขึ้นตามลำดับ[105]
ปัญหาการย้ายถิ่นฐานของประชาชน และการอพยพ เป็นปัญหาของการหลั่งไหลของประชากรในประเทศจากชนบทสู่เมือง ซึ่งจะเกิดผลกระทบตามมาเช่น การขาดแรงงานในภาคเกษตรกรรมในชนบท ความคับคั่ง และการเกิดปัญหาในตัวเมือง
ปัญหาความมั่นคงทางด้านข้อมูลข่าวสาร เป็นปัญหาของสังคมในยุคโลกาภิวัตน์ ในสภาวะการณ์ที่ข้อมูลข่าวสารไหลลามเข้าสู่สังคมได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อสังคมทั้งในทางบวก และทางลบ
คนรุ่นใหม่ของสังคมจะลืมเลือนวัฒนธรรมประเพณีที่มีมาแต่เดิม อันเป็นผลจากการเลียนแบบสื่อต่าง ๆ
ความรู้สึกนึกคิดของสังคมจะถูกควบคุมโดยสื่อสารมวลชน
ถ้าสังคมไม่ได้มีการกลั่นกรองระบบข้อมูลข่าวสารที่ดี
หรือไม่ได้มีการวางรากฐานการบริโภคข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง ก็จะทำให้สังคมต้องประสบปัญหาต่อไป อีกทั้งการต่อสู้แข่งขันกัน ไม่ว่าจะเป็นในด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือการทหารก็ตาม การต่อสู้กันทางระบบข้อมูลข่าวสาร
หรือสงครามข้อมูลข่าวสารก็จะเป็นปัจจัยชี้ขาด
การแพ้ชนะอีกประการหนึ่ง
ปัญหาความมั่นด้านเศรษฐกิจ อันเป็นผลจากการต่อสู้กันทางด้านเศรษฐกิจ เพื่อความมั่นคง และความมั่งคั่งของตนเอง หรือของประเทศตน
ส่งผลให้ประเทศในสังคมโลกยิ่งทวีช่องว่างของความเป็นอยู่
และความมั่นคงของคนในประเทศมากยิ่งขึ้น และยิ่งมนุษยชาติมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ทรัพยากรมีให้ใช้อย่างจำกัด
ก็จะยิ่งทำให้การแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจสูงมากขึ้นไปด้วย
ประกอบกับขีดความสามารถทางด้านเทคโนโลยี และระบบข้อมูลข่าวสาร ยิ่งได้ทำให้ประเทศที่ร่ำรวยอยู่แล้ว และมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
และมีโอกาสเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ง่ายกว่า รวดเร็วกว่า
จนขยายช่องว่างของความมั่งคั่งออกไปอีก
สำหรับประเทศที่ยังคงไล่ตามประเทศร่ำรวยอยู่
ก็จะยิ่งทวีการผลิตของตนด้วยการนำทรัพยากรธรรมชาติขึ้นมาใช้
ซึ่งก็จะยิ่งทำให้ปัญหาสิ่งแวดล้อม
และปัญหาอื่น ๆ ทวีตามมา
ปัญหาความมั่นคงของมนุษย์ในด้านการแพร่กระจายของโรคร้ายแรง ในปัจจุบันโรคเอดส์เป็นโรคร้ายแรงที่ทำลายมนุษยชาติ
ผลของการที่ชาติใดชาติหนึ่งมีประชากรที่เป็นเอดส์เป็นจำนวนมาก ก็จะทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ปัญหาเศรษฐกิจ ตามมา
ปัญหาความมั่นคงจากความแปลกแยกด้าน วัฒนธรรม ประเพณี และกลุ่มชาติพันธ์ ซึ่งปัญหาดังกล่าวนี้มักเกิดในสังคมของประเทศที่มีประชากรมีความต่างของ เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม ประเพณีเป็นอย่างมาก สำหรับสังคมไทย
ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีความต่างในเรื่องดังกล่าวนี้มากนัก แต่ก็ยังคงมีปัญหาของความไม่เข้าใจกัน
และปัญหาของการแบ่งแยกอยู่เช่น
ปัญหาในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง
เป็นต้น
ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นปัญหาความเข้มแข็งของกลุ่มอาชญากรรมที่เติบโตขึ้นมาพร้อมกับการขยายตัวของเทคโนโลยี และระบบข้อมูลข่าวสาร โดยกลุ่มอาชญากรรมต่าง ๆ
ทั่วโลกสามารถที่จะติดต่อ
ค้าขาย
ดำเนินกิจกรรมนอกกฎหมายร่วมกัน
โดยผ่านตามช่องทางการสื่อสารโดยที่ไม่ต้องพบปะกัน อีกทั้งกลุ่มต่าง ๆ
เหล่านี้ยังมักแทรกตัวไปในวงการการเมือง
ระบบข้าราชการ
ด้วยการคอรัปชั่น
เข้าไปเล่นการเมือง
ตั้งบริษัทบังหน้า
เพื่อการฟอกเงิน เป็นต้น
ความมั่นคงด้านพลังงาน เป็นสิ่งที่นักวิชาการเมืองไทยให้ความใส่ใจไม่มากนัก แต่โดยข้อเท็จจริงแล้ว ประเทศไทย
รวมทั้งประเทศในภูมิภาคอาเซียนต้องสูญเสียเงินงบประมาณไปอย่างมหาศาลในการใช้จ่ายไปเพื่อให้ได้มาซึ่งพลังงาน
อีกทั้งการจัดซื้อพลังงานดังกล่าวไทยยังต้องพึ่งพาต่างชาติอีกเป็นอย่างมาก
การปิดเส้นทางการเดินเรือขนถ่ายสินค้าประเภทน้ำมัน อาจทำให้พลังงานที่เราใช้อยู่ปัจจุบันเกิดวิกฤติขึ้นทันที
นอกจากประเด็นปัญหาความมั่นคงที่ได้กล่าวไปแล้ว
ประเทศไทยยังต้องประสบกับปัญหาความมั่นคงอีกหลายประการด้วยกัน เช่น
ปัญหาภัยธรรมชาติร้ายแรงซึ่งในปัจจุบันนี้จะเกิดขึ้นอยู่เสมอ, ปัญหาการก่อการร้าย,
ปัญหาเสรีในการเดินเรือที่ประเทศเพื่อนบ้านได้ประกาศให้เรือประมงของไทยแล่นผ่านจะต้องแจ้งก่อนเสมอ
ถึงแม้ว่าจะผ่านโดยบริสุทธิ์ใจก็ตาม, ปัญหาความมั่นคงในประเทศเพื่อนบ้านที่เอ่อล้น
หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศเรา, ปัญหาโจรสลัดในน่านน้ำ เป็นต้น ซึ่งทั้งนี้ปัญหาต่าง ๆ
ในปัจจุบันจะต้องได้รับการพิจารณาถึงปัญหาให้ได้อย่างถ่องแท้
และต้องการซึ่งการแก้ปัญหาอย่างมีเอกภาพ และมีบูรณาการ
ในปัจจุบันได้มีแนวความคิดในการใช้กำลังทหาร
หรือพลังอำนาจด้านการทหารในแง่มุมอื่นมากขึ้น กล่าวคือ
กำลังทหารยังคงมีไว้เพื่อปฏิบัติภารกิจยามสงครามเป็นหลัก แต่ในสภาวะการณ์ปกตินั้น
กำลังทหารก็มิควรถูกทิ้งว่างไว้
ควรใช้กำลังทหารร่วมกับเครื่องมืออื่น ๆ ของชาติ
เพื่อสนองตอบต่อผลประโยชน์ชาติ
และผลประโยชน์ร่วมกันของสังคมโลก ซึ่งดูจะเป็นเรื่องที่เหมาะสม กว่าการที่จะปล่อยให้สถานการณ์ต่าง ๆ ลุกลามใหญ่โตจนเกิดสงครามแล้ว ทหารเข้ามาแก้ปัญหา
ดังนั้นจึงเกิดแนวความคิดในเรื่องของ
การปฏิบัติการทางทหารนอกเหนือการสงคราม[106] ซึ่งมีความมุ่งหมายที่จะนำกำลังทหารเข้ามาช่วยฝ่ายพลเรื่อนรับมือกับปัญหาต่าง ๆ
เพื่อช่วยลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสังคม หรือช่วยมิให้ปัญหาต่าง ๆ
ทวีความรุนแรงจนขยายตัวกลายเป็นความขัดแย้งหรือสงครามในที่สุด
การใช้กำลังทหารในยามสงบนั้น
จะช่วยให้ความตึงเครียดภายในหรือระหว่างรัฐอยู่ในระดับที่ไม่ถึงจุดแตกหัก หรือไม่เกิดความขัดแย้งทางด้านอาวุธ หรือเกิดสงครามขึ้น อีกทั้งเป็นการดำรงรักษาสัมพันธภาพระหว่างประเทศไว้ด้วย
ทั้งนี้การใช้กำลังทหารยามสงบนั้นรวมถึง การช่วยเหลือทางมนุษยธรรม, การบรรเทาสาธารณภัย,
การช่วยเหลือบางรัฐ, การสนับสนุนปฏิบัติการในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เป็นการปฏิบัติการที่ปฏิบัติอยู่เสมอ), การควบคุมอาวุธสงคราม, การสนับสนุนอำนาจทางฝ่ายพลเรือน, การอพยพพลเรือนในสถานการณ์ทั่วไป
และการรักษาสันติภาพ (Peacekeeping)
แนวความคิดของการใช้ทหารปฏิบัติการทางทหารนอกเหนือการสงครามในปัจจุบัน
มีอยู่หลายรูปแบบ เช่น
การควบคุมการแพร่ขยายของอาวุธ,
การต่อสู้กับการก่อการร้าย (Combatting Terrorism), การสนับสนุนการปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด, การบังคับลงโทษด้วยการเข้าแทรกแซง หรือสกัดกั้นการใช้น่านน้ำ
(Enforcement of Sanctions / Maritime Intercept Operations), การบังคับใช้เขตหวงห้าม (Enforcing Exclusion Zones), การประกันเสรีในการเดินเรือ
และเสรีในการบินผ่าน,
การช่วยเหลือทางมนุษยธรรม, การสนับสนุนทางทหารต่อเจ้าหน้าที่พลเรือน, การป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบ, การปฏิบัติการอพยพผู้ไม่มีส่วนในการรบ, การปฏิบัติการเพื่อสันติภาพ, การคุ้มครองการเดินเรือ, การปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัย, การแสดงกำลัง, การโจมตีและการตีโฉบฉวย, การสนับสนุนการก่อความไม่สงบ
เป็นต้น
6. บทบาทของกองทัพไทยในกระแสโลกาภิวัตน์
ในสังคมของไทย และในภูมิภาค ปัญหาที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติก็มิได้แตกต่างไปจากภาพของสังคมทั่วไปนัก
เพียงแต่ปัญหาบางประการมีความรุนแรงและมีลักษณะเฉพาะเจาะจงขึ้น
สภาพที่ประเทศไทยผ่านพ้นจากวิกฤติการณ์ความขัดแย้งในสังคม
ระหว่างประชาธิปไตยกับคอมมิวนิสต์มาได้
และจากการสิ้นสุดของสงครามเย็น
ส่งผลให้เกิดความสงบขึ้นในภูมิภาค
ปัญหาความมั่นคงภายในของไทย
และปัญหาภัยคุกคามจากภัยนอกลดทอนลงจนแทบจะเรียกได้ว่ายุติไปแล้ว
ได้ส่งผลให้สังคมไทยหันไปให้ความสำคัญกับการสร้างความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ
ด้วยความสงบของประเทศ
ความถูกของแรงงาน
ความเหมาะสมกับการลงทุน
รวมทั้งการเป็นศูนย์กลางในภูมิภาค
ส่งผลให้เกิดการลงทุนขึ้นในไทยอย่างมากมาย การขยายตัวทางเศรษฐกิจ
และความคล่องตัวทางการเงินเกิดขึ้นอย่างที่เรียกได้ว่าหยุดไม่อยู่
จนมีผู้ขนานนามประเทศไทยว่าจะเป็นเสือตัวต่อไปของเอเซีย
อย่างไรก็ตามด้วยความไม่รอบคอบ
และขาดความรอบรู้เกี่ยวกับการแข่งขันในเวทีโลก
ได้ส่งผลให้เกิดภาวะที่เราเรียกกันว่า ฟองสบู่แตก[107] และตัดความหวังในการเป็นเสือตัวต่อไปในที่สุด อีกทั้งยังส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศ และเศรษฐกิจโดยรวมของอาเซียนไปด้วย
และผลจากเหตุการณ์ดังกล่าวมีนักวิชาการหลายท่านได้มองไปถึงระบบความมั่นคงด้านเศรษฐกิจของไทย
ผลจากภาวะเศรษฐกิจดังกล่าวได้ส่งผลให้คนไทยต้องเป็นหนี้ และยังส่งผลต่อสภาพโดยทั่วไปของสังคม ไม่ว่าจะเป็นภาวะการตกงาน
อาชญากรรมที่เพิ่มมากขึ้น
การทำธุรกิจผิดกฎหมาย
ปัญหาการฟอกเงิน
ปัญหาการติดยาเสพติด
และการค้ายาเสพติดได้เพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงในห้วงหลายปีที่ผ่านมา
และจากสภาพแวดล้อมของประเทศเพื่อนบ้านของเรา
ที่มีพม่าเป็นประเทศที่มีการผลิตยาเสพติดเป็นอันดับสองรองจากอาฟกานิสถาน
และลาวเป็นผู้ผลิตอันดับสามของโลก[108]
ได้ส่งผลให้ไทยกลายเป็นประเทศที่มีการส่งเข้า และส่งผ่านยาเสพติดเป็นจำนวนมาก
นอกจากนี้แล้วเมื่อกลุ่มผู้ผลิตยาเสพติดได้ถูกกดดันจากอเมริกา ได้เปลี่ยนเป็นการผลิตยาบ้า แทนการผลิตเฮโรอีน
ก็ยิ่งส่งผลกระทบต่อสังคมไทยโดยส่วนรวมมากขึ้น
ทุกวันนี้เราจะได้ยินข่าวของการค้ายาเสพติดอยู่สม่ำเสมอ
และที่สำคัญมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปมีส่วนร่วมหรือเป็นผู้ค้าเสียเอง
รวมทั้งปัญหาการคอรัปชั่นที่ยังคงไม่ลดลง นอกจากนี้แล้ว ปัญหาของผู้อพยพ
และแรงงานอพยพเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านก็ได้ส่งผลต่อสังคมไทยมากขึ้นทุกวัน
ด้วยความต้องการแรงงานราคาถูกของนายทุนในประเทศไทย และสภาพเศรษฐกิจ
และความเป็นอยู่ของไทยที่ดีกว่าประเทศเพื่อนบ้าน
ได้ส่งผลให้คลื่นแรงงานจากเพื่อนบ้านไหลบ่าเข้ามาอย่างมากมาย
เข้ามาแย่งงานคนไทยทำอีกทั้งยังสร้างปัญหาอาชญากรรม ปัญหาสาธารณสุข
และปัญหาด้านการปกครองให้กับประเทศเป็นอย่างมาก
รวมทั้งบางส่วนที่เข้ามาก็ได้แปรสภาพเป็นผู้ค้าส่งยาบ้าผ่านมาตามแนวชายแดนด้วยก็มี
ในทางกลับกัน จากการที่ประเทศรอบบ้าน โดยเฉพาะพม่า และลาว มีระบอบการปกครองที่มิใช่ประชาธิปไตย
ส่งผลให้ประชาชนบางกลุ่มในประเทศดังกล่าวนั้น
หรือที่ได้อพยพไปอยู่ในประเทศที่สามแล้ว
ได้เข้ามาใช้ประเทศไทย
เป็นฐานในการเข้าไปพยายามต่อสู้เปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศดังกล่าวนั้น
โดยใช้ประเทศไทยเป็นแหล่งในการเดินขบวนต่อต้าน ก่อการร้าย หรือแม้แต่แหล่งซ่องสุมกำลัง ผลที่เกิดขึ้นก็คือ
ความไม่ไว้วางใจกันระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน
นอกจากนี้แล้วสังคมไทย
ต้องประสบกับปัญหาความมั่นคงอีกมากมาย
ไม่ว่าจะเป็นการเสื่อมสลายของวัฒนธรรมดังเดิม ด้วยพฤติกรรมการเลียนแบบตะวันตก
ส่งผลให้เกิดปัญหาอย่างรุนแรงในหมู่วัยรุ่น
มีการทำแท้งหรือฆ่าตัวตายตามที่เราได้ทราบข่าวกันอยู่เสมอ ในขณะที่ภัยธรรมชาติร้ายแรง เช่น น้ำท่วมที่หาดใหญ่
หรือแผ่นดินเลื่อนที่นำก้อ เพชรบูรณ์[109] ก็ได้เป็นอุธาหรณ์ของภัยด้านสิ่งแวดล้อม
ที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
การดำเนินงานของกองทัพในห้วงที่ผ่านมานั้น
การปฏิบัติการไม่ว่าจะเป็นการป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบ การพัฒนาประเทศ เช่น
การดำเนินงานตามโครงการพระราชดำริ
หรือแม้แต่การเข้าไปช่วยเหลือองค์การสหประชาชาติ
ในการรักษาสันติภาพตามแนวทางขององค์การสหประชาชาติ
นับเป็นการนำขีดความสามารถทางทหาร ไปสนับสนุนงานในด้านอื่น ๆ
ทั้งสิ้น
อีกทั้งงานที่กองทัพได้รับความรับผิดชอบและเข้าไปดำเนินงานในปัจจุบัน คือ การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด การต่อต้านและตอบโต้การก่อการร้าย การบรรเทาภัยพิบัติ การสกัดกั้นแรงงานเถื่อน ก็คือ
แนวทางในการปฏิบัติภารกิจนอกเหนือการสงครามโดยใช้ขีดความสามารถด้านการทหารสนับสนุนงานด้านอื่นทั้งสิ้น
การเชื่อมต่อกันของสังคมโลก
ส่งผลให้แนวโน้มการเกิดสงครามได้ลดลงไป[110] สงครามที่เกิดขึ้นนั้นอาจเป็นเพียงแค่ความขัดแย้งในห้วงสั้น ๆ
และการรบกันในพื้นที่จำกัด
และห้วงเวลาที่จำกัด
ส่งผลให้บทบาทของกองทัพในด้านการป้องกันภัยคุกคามที่มีมาจากภายนอกลดลงไป แต่อย่างไรก็ดี ได้มีบทบาทอื่น ๆ
ของทหารที่เพิ่มขึ้นมาอันเนื่องมาจากความจำเป็นหลายประการเช่นเดียวกับที่
กองทัพไทยมีความจำเป็นในการเข้าไปแก้ปัญหาความขัดแย้งด้านอุดมการณ์กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยมาแล้ว
บทบาทของกองทัพในการดำเนินงานในภารกิจนอกเหนือการสงครามนั้น
ได้ถูกกำหนดและมีโครงสร้างรองรับไว้แล้ว ดังนี้
ในบทบาทของการรักษาความมั่นคงภายใน กองทัพยังคงดำรงบทบาทนำของตนเองอยู่
ในการจัดกำลังพลเข้าไปทำงานในสายงาน
กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน
(กอ.รมน.) ตั้งแต่ในระดับชาติ จนถึงในระดับภูมิภาค
อย่างไรก็ตามด้วยงบประมาณจำนวนมหาศาลในอดีต และสิทธิต่าง ๆ
ที่กองทัพได้นำมาจากการเข้าไปปฏิบัติงานใน กอ.รมน. ได้ลดลงไปจากในอดีตเป็นอย่างมาก ส่งผลให้การทำงานของ กอ.รมน.เริ่มประสบปัญหาทางด้านงบประมาณของตน
ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ได้มีแนวทางในการดำเนินงานอยู่หลายประการดังนี้
- การแก้ปัญหายาเสพติดภายในกองทัพ
ในส่วนของกองทัพเองก็มีหน้าที่ต้องดูแลกำลังพลของตนให้ห่างไกลยาเสพติด
ด้วยการกวดขันความประพฤติของกำลังพลมิให้ไปข้องแวะดับยาเสพติด ส่งเสริมให้กำลังพลเล่นกีฬา จัดชุดออกตรวจร่างกาย
และสารเสพติดอย่างสม่ำเสมอ
- การสนับสนุนการแก้ปัญหายาเสพติดในระดับชาติ
กองทัพได้มีการจัดเตรียมกำลังพลเข้าไปปฏิบัติการเพื่อสกัดกั้น
การลักลอบนำเข้ายาเสพติดให้โทษตามแนวชายแดน โดยประสานประโยชน์จากกองกำลังต่าง ๆ
ที่ปฏิบัติภารกิจป้องกันประเทศ
และภารกิจการพัฒนาประเทศตามแนวชายแดนที่ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน
โดยได้มีการจัดตั้งศูนย์อำนวยการร่วม 108[111] ดำเนินงานในการปราบปรามยาเสพติดโดยเฉพาะ
- นอกจากนี้กองทัพยังได้เข้าไปช่วยสังคม
ในการนำผู้ที่ติดยามาบำบัดในสถานบำบัดและฟื้นฟูของกองทัพที่ตั้งขึ้นตามสถานพยาบาล และค่ายทหารต่าง ๆ
- กองทัพได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดตั้งโครงการหมู่บ้านเข้มแข็ง เพื่อป้องกันยาเสพติด ในสายงาน
กอ.รมน. โดยการประยุกต์ใช้หลักการในการป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบในอดีตมาเป็นแนวทาง
การต่อต้าน และตอบโต้การก่อการร้าย การดำเนินงานโดยใช้พลังอำนาจด้านการทหาร
เป็นการสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายภายในประเทศ
ดังเราจะเห็นได้จากตัวอย่างที่มีการก่อการร้ายยึดโรงพยาบาล ที่จังหวัดราชบุรี กองทัพต้องเข้าไปดำเนินการ และใช้ขีดความสามารถ
หรือพลังอำนาจด้านการทหารไปสนับสนุนพลังอำนาจด้านอื่น
ทั้งนี้กองทัพก็ได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการร่วม 106[112] เพื่อรับผิดชอบเรื่องดังกล่าวนี้โดยเฉพาะ อย่างไรก็ตามขั้นตอนในการตกลงใจ
อำนาจในการสั่งการ
อำนวยการ ดำเนินการ ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในเรื่อง กฎหมายที่มารองรับ เช่น
นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจใดในการสั่งการให้ ศอร.
หรือกองทัพดำเนินการ
และอำนาจดังกล่าวถูกต้องตามกฎหมาย
หรือรัฐธรรมนูญมากน้อยเพียงใดเป็นต้น
การปฏิบัติการเพื่อสันติภาพ การดำเนินงานของกองทัพ
ในการจัดกำลังสนับสนุนการรักษาสันติภาพขององค์การสหประชาชาติ
ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนนโยบายขององค์การหาประชาชาติ สร้างศรัทธาเชื่อมั่น และความมีศักดิ์ศรีในสังคมโลกของไทย
ถือได้ว่าเป็นการใช้พลังอำนาจด้านการทหารสนับสนุนพลังอำนาจด้านการทูตของกระทรวงต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม
ด้วยกระบวนการในการพิจารณาจัดกำลังพลไปปฏิบัติงาน
เพื่อการรักษาสันติภาพของไทยที่ยังมิได้มีการกำหนดแนวทางออกมาเป็นยุทธศาสตร์ชาติอย่างชัดเจน ว่าควรจัดหรือไม่เพราะประการใด และกระทรวงทบวงกรมใด ควรเข้ามาพิจารณา
รวมทั้งผู้นำของประเทศในระดับใดที่มีอำนาจในการตกลงใจดำเนินการ ทำให้กองทัพ
และรัฐบาลอาจต้องมาร่วมกันพิจารณาในเรื่องดังกล่าวนี้ให้รอบคอบขึ้น
การช่วยเหลือเพื่อมนุษยธรรม การดำเนินงานของกองทัพในลักษณะนี้มีอยู่อย่างต่อเนื่อง
ทั้งในยามสงบและในยามที่เกิดปัญหาร้ายแรง ที่สำคัญประการหนึ่งก็คือ การช่วยแก้ปัญหาอันตรายจากกับระเบิด
ที่ประเทศเพื่อนบ้านได้วางไว้ตามแนวชายแดน ในยุคของการสงครามภายใน ทำให้กองทัพได้จัดตั้ง ศอร. 107[113] ขึ้น
โดยมีกำหนดการที่จะเก็บกู้กับระเบิด
และทุ่นระเบิดให้หมดไปในเวลา 10 ปี
นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2542
ซึ่งเป็นวันแรกที่อนุสัญญาออกตาวามีผลบังคับใช้ในไทย หลังการลงนามในอนุสัญญาดังกล่าวเมื่อปี
2540
ทั้งนี้นอกเสียจากกองทัพจะได้รับช่วยเหลือจากนานาชาติในด้านการฝึกอบรม
และการจัดตั้งศูนย์ดังกล่าวแล้ว
ผลที่ชัดเจนที่จะเกิดขึ้นในอนาคตก็คือ การเก็บกู้
และทำลายทุ่นระเบิดที่อยู่ตามแนวชายแดน
ซึ่งได้ทำความเสียหายกับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวเป็นอย่างมาก
บทบาทด้านการทูต การดำเนินงานของกองทัพในการใช้พลังอำนาจด้านการทหารสนับสนุนพลังอำนาจด้านการทูต มีอยู่ด้วยกันหลายบทบาทด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ศอร. 101
ที่คอยทำหน้าที่ประสานงานชายแดนไทย - กัมพูชา, ศอร.
102 ที่คอยทำหน้าที่ประสานงานชายแดนไทย - ลาว,
ศอร. 103 ที่คอยทำหน้าที่ประสานงานชายแดนไทย พม่า และ ศอร. 104[114] ที่คอยทำหน้าที่ประสานงานชายแดนไทย มาเลเซีย รวมทั้ง
การจัดผู้แทนของกองทัพไปทำหน้าที่ผู้ช่วยทูตทหารประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ
รวมทั้งกิจกรรมในการแลกเปลี่ยนการฝึกการศึกษา แลกเปลี่ยนการเยี่ยมเยียน
ล้วนแล้วแต่เป็นการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนงานด้านการทูต ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ
นั้นได้มีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน
พร้อมที่จะร่วมมือกันแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นระหว่างประเทศ
การดำเนินงานของทหารดังกล่าวนี้
จะได้ประโยชน์สูงสุด
ต่อประเทศชาติ
ก็ต่อเมื่อได้มีการกำหนดทิศทางในการดำเนินงาน
และมีการทำงานประสานสอดคล้องกันอย่างดีระหว่างระดับประเทศ กระทรวงต่างประเทศ
และการดำเนินงานของทหาร
การบรรเทาภัยพิบัติ หรือการบรรเทาสาธารณภัย[115] เป็นการสนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยงานพลเรือน โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย
นับเป็นอีกบทบาทหนึ่งที่กองทัพได้เข้าไปดำเนินการ และในหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมาจะพบว่า
กองทัพมักจะเป็นหน่วยงานแรกที่พร้อมเข้าไปแก้ไขปัญหา
และเป็นหน่วยงานที่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างดียิ่ง จากการที่กองทัพมีกำลังพล และเครื่องมือที่มีความพร้อม
แต่เนื่องจากความไม่พร้อมของหน่วยงานที่รับผิดชอบหลัก และความไม่เข้าใจในการดำเนินงาน
ตลอดจนความบกพร่องทางการประชาสัมพันธ์
อาจทำให้ผลของการดำเนินงานของกองทัพไม่เป็นที่รับรู้
หรือไม่ได้รับความเข้าใจจากประชาชนโดยรวม
ซึ่งอาจส่งผลต่อการดำเนินงานของกองทัพต่อไปในอนาคต อีกทั้งในกองทัพด้วยกันเอง
ก็ยังคงมีความขัดแย้งกันเองอยู่ในเรื่องของการกำหนดความเร่งด่วนในการเข้าไปช่วยเหลือประชาชน
การดูแลรักษาป่าไม้
และสภาพแวดล้อมกองทัพได้เข้าไปช่วยกรมป่าไม้ ในการฝึกกำลังพลดูแลรักษาป่า การช่วยสนับสนุนการดับไฟป่าในพื้นที่ต่าง
ๆ นอกจากนี้กองทัพเรือในทางทะเล
ก็ได้มีการรักษาสภาพแวดล้อมทางทะเล
มีการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทะเล
ช่วยเหลือประกันเสรีในการเดินเรือในน่านน้ำของเราเอง และน่านน้ำสากล
ซึ่งเป็นงานที่ใช้พลังอำนาจด้านการทหารสนับสนุนงานด้านอื่น ๆ ไปด้วย
การพัฒนาประเทศ กองทัพยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนา
เช่น โครงการพระราชดำริ โครงการทักษิณพัฒนา โครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคง เป็นเครื่องยืนยันว่า
กองทัพยังดำเนินงานในการใช้พลังอำนาจด้านการทหารสนับสนุนด้านเศรษฐกิจ
และด้านอื่น ๆ อยู่อย่างสม่ำเสมอ
การต่อสู้ภัยคุกคามด้านการทหารที่อาจมีมาจากภายนอกประเทศ
ในช่วงหลังยุคสงครามเย็นนี้นั้น
แทบจะเรียกได้ว่าเกิดขึ้นได้น้อยมาก
และถ้าจะมีก็จะเป็นแต่เพียงแค่ความขัดแย้งในระดับต่ำ
และอาจมีการสู้รบในพื้นที่ในลักษณะจำกัด
ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากความผูกเชื่อมต่อกันในทุก ๆ ด้านของสังคมโลก
ทำให้การทำสงครามต่อกันนั้นไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาได้เช่นในยุคก่อน ๆ
แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม
กองทัพก็ยังคงต้องดำรงความพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ในบทบาทนี้ หากสถานการณ์เกิดขึ้น
ภัยจากอาชญากรรมข้ามชาติ หรือภัยจากการเอ่อล้นเข้ามาของปัญหาจากประเทศเพื่อนบ้าน[116] ปัญหาดังกล่าวนี้ก็พัวพันไปกับ ปัญหายาเสพติด ปัญหาการฟอกเงิน ปัญหาการคอรัปชั่นที่ได้กล่าวไปแล้ว
นับเป็นปัญหาระหว่างประเทศในรูปแบบใหม่ในยุคโลกาภิวัตน์
ซึ่งกองทัพเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา
สภาพสังคมโลก ภูมิภาค และภายในประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป
ได้ส่งผลให้บทบาทของทหารนั้นมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับในอดีต เป็นบทบาทที่กองทัพจะต้องทำการสำรวจ วิเคราะห์ วิจัย
และหาข้อสรุปให้ได้อย่างถ่องแท้จากปัจจัยของปัญหา
และแนวทางในการแก้ปัญหาที่มีความละเอียดอ่อน ต้องการความเป็นเอกภาพ และบูรณาการในการคิดพิจารณา และการแก้ไข จากบทบาทที่ทั้งเป็นบทบาทหลัก และเป็นบทบาทชี้นำ เพื่อให้สังคมของประเทศชาติอยู่รอดจากการสู้รบกับประเทศอื่น ๆ
เพื่อดำรงความเป็นอาณาจักรของตน ในสังคมก่อนยุคสงครามเย็น มาเป็นบทบาทที่ถึงแม้ว่าจะเป็นบทบาทหลักก็ตาม แต่เริ่มที่จะชี้นำสังคมไม่ได้แล้ว
เพราะมีการแยกกันออกอย่างชัดเจนระหว่างทหารกับพลเรือน
ส่งผลให้กองทัพต้องแสดงบทบาทของตนไปในขณะที่สังคมส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วย และเกิดความขัดแย้ง หรือเป็นคนละขั้วกับฝ่ายทหารขึ้น
ในทางกลับกันความเป็นประชาธิปไตย
การมองเห็นประโยชน์ของตน ของกลุ่ม
และการมีเสรีภาพของคนในสังคมสูงขึ้น
สื่อสารมวลชนมีอิสระเสรีในการนำเสนอมากขึ้น ในขณะที่ความเข้าใจในปัญหาต่าง ๆ
ของชาติ
ความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม
สำนึกในหน้าที่ของคนในสังคม
ความรู้ความเข้าใจ
และความสำนึกในผลดีผลเสียในแต่ละแง่มุมที่สื่อสารมวลชนนำเสนอไป
ยังคงไม่ได้มีการพิจารณาหาวิธีการรองรับที่เป็นรูปธรรม และตอบสนองต่อความดำรงอยู่ของสังคม ความดำรงอยู่ของชาติ และความมั่นคงของชาติอย่างแท้จริง
บทบาทที่กองทัพดำเนินงานอยู่ในปัจจุบันนั้น
เรียกได้ว่ายังคงเป็นบทบาทที่มีความสำคัญต่อสังคม
และความมั่นคงแห่งชาติอยู่เป็นอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตาม
บทบาทในการป้องกันประเทศที่มีกองทัพเป็นผู้แสดงบทบาทหลักนั้น
ได้ลดความสำคัญลงในสภาพแวดล้อมปัจจุบัน
ดังนั้นกองทัพจึงมิได้มีบทบาททางทหารเด่นในสังคมเช่นในอดีต
อย่างไรก็ตามปัญหาของประเทศในยุคใหม่ต้องการการแก้ปัญหาในแบบบูรณาการ
ทุกหน่วยงานจะต้องร่วมมือกันในการดำเนินการ
ดังนั้นกองทัพจึงต้องเข้าไปมีบทบาทต่าง ๆ ตามที่ได้กล่าวไปแล้ว ทั้งนี้บทบาทเหล่านั้นเป็นการดำเนินงานในบทบาทที่นอกเหนือจากบทบาท คือ การป้องกันประเทศด้วยกำลังทหาร
ดังนั้นกองทัพจะต้องทำความเข้าใจ
และศึกษาบทบาทให้ถ่องแท้
พัฒนาโครงสร้างการจัด
แนวคิด หลักนิยม
และยุทโธปกรณ์ให้เหมาะสม
เพื่อที่จะได้เข้าไปรับบทบาทได้อย่างถูกต้องมีประสิทธิภาพ และส่งผลไปในทางที่จะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ
ของสังคมได้เป็นอย่างดี
7.
บทบาทของกองทัพไทยที่ควรปฏิบัติในยุคกระแสโลกาภิวัตน์
-
บทบาทการป้องกันประเทศ
แม้ว่าสถานการณ์โดยทั่วไปจะมีโอกาสเกิดขึ้นน้อย แต่กองทัพก็จะต้องดำรงความพร้อมรบ
พร้อมที่จะพิทักษ์รักษาเอกราชอธิปไตยของชาติ ทั้งจากภัยคุกคามทั้งภายนอกและภายใน
ซึ่งนับเป็นบทบาทสำคัญที่สุดที่จะละเลยมิได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน
ภัยคุกคามจากกลุ่มก่อการร้ายสากลมีความรุนแรงมาก
และยากที่จะคาดการณ์ล่วงหน้าได้
-
บทบาทในการสนับสนุนงานด้านการทูต
หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่อสร้างบรรยายกาศของความร่วมมือกันของประเทศต่าง ๆ
เป็นบทบาทที่กองทัพดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งได้แก่ การประสานงานตามแนวชายแดนไทย
กัมพูชา, ไทย ลาว, ไทย พม่า และไทย มาเลเซีย
การดำเนินงานในการปฏิบัติงานเพื่อสันติภาพ การดำเนินงานของผู้ช่วยทูตทหาร
การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกันกับกองทัพประเทศต่าง ๆ ด้วยการฝึกร่วม ดูงาน แลกเปลี่ยนการศึกษา เป็นต้น ทั้งนี้การดำเนินงานดังกล่าว
กองทัพไม่ควรดำเนินงานไปในลักษณะเป็นเอกเทศ ควรจะต้องได้มีการกำหนดนโยบายหรือยุทธศาสตร์ในภาพรวมของประเทศจากนั้นหน่วยงานต่าง ๆ
จะได้นำยุทธศาสตร์ หรือนโยบายระดับชาติ มาแปลงเป็นยุทธศาสตร์
และนโยบายในการดำเนินงานของตนต่อไป เพื่อตอบสนองต่อภาพรวม คือผลประโยชน์ของชาติอย่างแท้จริง นอกจากนี้แล้ว
ควรจะต้องมีการกำหนดสิทธิหน้าที่ของกำลังพลจากทุกหน่วยงาน
ที่เข้าไปปฏิบัติหน้าที่อย่างเท่าเทียมกัน
เหมาะสมสอดคล้องกับงาน
สำหรับงบประมาณในส่วนนี้
กองทัพควรจะได้แยกออกมาให้ชัดเจนจากงบป้องกันประเทศ
เพื่อมิให้เกิดความสับสนในการขอรับการสนับสนุน หรือกองทัพอาจทำข้อตกลงกับกระทรวงต่างประเทศเกี่ยวกับงบประมาณในส่วนนี้
โดยให้ผ่านมาตามสายงานกระทรวงต่างประเทศ
แล้วจึงโอนมาให้กระทรวงกลาโหมต่อไป
-
บทบาทของกองทัพในการสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งเป็นการสนับสนุนงานของกระทรวงมหาดไทยเป็นส่วนใหญ่
เพื่อสร้างความสงบเรียบร้อยให้เกิดขึ้นภายในประเทศ
เป็นการนำขีดความสามารถด้านการทหารไปใช้ในการป้องกัน
และปราบปรามการก่อความไม่สงบเรียบร้อยขึ้นในสังคม เช่น
การป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบ การต่อต้าน และตอบโต้การก่อการร้าย การป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้โทษ และการสกัดกั้นแรงงานเถื่อน กองทัพได้จัดหน่วยงานเข้าไปดำเนินงาน
หรือจัดส่งกำลังพลเข้าไปช่วยเหลือดำเนินงานอย่างเต็มที่ ในบางเรื่อง เช่น
การต่อต้านและตอบโต้การก่อการร้ายสากล กองทัพก็เข้าไปรับหน้าที่บทบาทหลัก
ในขณะที่การป้องกันและปราบปรามยาเสพติดนั้น
เป็นบทบาทในการสนับสนุนหน่วยงานอื่นของรัฐ
สำหรับการป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบ กองทัพก็คงรับบทสนับสนุน กอ.รมน. เช่นกัน
แต่เนื่องจากกำลังพลกองทัพเข้าไปอยู่ใน กอ.รมน.
จำนวนมากจึงทำให้ดูเหมือนว่างานดังกล่าวนี้ กองทัพเป็นผู้ดำเนินงานเอง ในห้วงการดำเนินงานที่ผ่านมานั้น ปัญหาที่ประสบก็คือ ความเป็นเอกภาพ และการร่วมกันแก้ปัญหาอย่างมีบูรณาการของหน่วยงานต่าง ๆ
ที่รับผิดชอบในงานที่เกี่ยวเนื่องกัน
รวมทั้งปัญหาการคอรัปชั่น
และการเป็นผู้ค้ายาเสียเองของข้าราชการบางส่วน
ได้ส่งผลให้ปัญหายาเสพติดยังคงเป็นปัญหาที่ร้ายแรงอยู่ในปัจจุบัน สำหรับปัญหาสำคัญของกองทัพในบทบาทนี้ ก็คือ
กำลังพลของกองทัพที่เข้าไปปฏิบัติการยังไม่ได้รับมอบอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย
ไม่ว่าจะเป็นงานในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
หรือปราบปรามการก่อการร้ายก็ตาม
-
บทบาทการพัฒนาประเทศ งานดังกล่าวนี้
กองทัพเป็นผู้เข้าไปดำเนินงานในบทบาทเป็นผู้การสนับสนุน แต่อย่างไรก็ตาม ก็มีหลาย ๆ
โครงการที่ทหารเป็นผู้เข้าไปประสานงาน
อำนวยการ และดำเนินงาน
เช่น โครงการพระราชดำริ
และโครงการพัฒนาในพื้นที่เพื่อความมั่นคง ปัญหาที่สำคัญก็คือ
ความไม่เข้าใจกันกับหน่วยงานพลเรือนที่มีความรับผิดชอบอยู่โดยตรงในบางครั้งอาจมองว่าทหารเข้าไปก้าวล้ำหน้าที่ของตน จนส่งผลให้หน่วยงานต่าง ๆ
ดังกล่าวเริ่มมิให้ความร่วมมือเท่าที่ควร
อีกทั้งงบประมาณในการดำเนินงานด้านการพัฒนาถ้ามิได้รับการจัดสรรมาโดยเฉพาะ
และกองทัพต้องแบ่งปันงบในการป้องกันประเทศมาใช้ก็อาจส่งผลต่อการเตรียมความพร้อมของกองทัพสำหรับยามสงคราม
-
บทบาทของการบริหารงานยามฉุกเฉิน เช่น
การช่วยเหลือผู้ประสบภัย
การบรรเทาภัยพิบัติ
หรือการบรรเทาสาธารณภัย
เป็นงานที่ทหารเข้าไปสนับสนุนงานของฝ่ายพลเรือน
ซึ่งมีรูปแบบในการดำเนินงานคล้ายกับการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง
ที่พลเรือนต้องเข้ามาสนับสนุนฝ่ายทหารในยามสงคราม แต่ในยามปกตินั้น
งานเหล่านี้จะมีหน่วยงานพลเรือนเป็นผู้วางแผนประสานงาน และควบคุมอำนวยการ
แต่ในการเกิดปัญหาภัยธรรมชาติร้ายแรงในแต่ละครั้ง กองทัพมักจะเข้าไปมีบทบาทหลักเสมอ
เพราะกองทัพมีความพร้อมในเรื่องกำลังพล และยุทโธปกรณ์พื้นฐานมากกว่า ซึ่งโดยความถูกต้องแล้ว
การพิจารณาวางแผนเตรียมการ
และดำเนินการนั้นควรเป็นหน้าที่รับผิดชอบหลักของหน่วยงานฝ่ายพลเรือน
กองทัพควรปฏิบัติงานในบทบาทสนับสนุนเท่านั้น
-
บทบาทในการเข้าไปสนับสนุนการดูแลสิ่งแวดล้อม เป็นงานที่กองทัพได้เข้าไปช่วยเหลือกระทรวงทบวงกรมต่าง ๆ
ในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม
ซึ่งมีข้อตกลง
และกฎหมายรองรับในหลายประการ
แต่อย่างไรก็ตามการนำกำลังทหารไปเข้าปฎิบัติงานในบางด้านที่ไม่มีกฎหมายรองรับนั้น
กองทัพควรได้มีการพิจารณาเพื่อกำหนดแนวทางในการแก้ไขให้มีอำนาจรองรับในการดำเนินงานอย่างเด่นชัดเสียก่อน
-
บทบาทในการเข้าไปร่วมแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ และปัญหาที่เป็นไปในลักษณะข้ามชาติ
เป็นบทบาทที่กองทัพรวมทั้งหน่วยงานต่าง ๆ
ของรัฐจะต้องให้ความร่วมมือกันอย่างจริงจัง
และต้องทำข้อตกลงในกระบวนการดำเนินงานในการแก้ปัญหาอย่างเป็นเอกภาพ เพื่อที่จะได้กำหนดยุทธศาสตร์
หรือนโยบายการแก้ปัญหาในระดับชาติออกมาร่วมกัน จากนั้นมีการแบ่งงาน แบ่งหน้าที่
และกำหนดงบประมาณในการดำเนินงานให้ชัดเจน
ทั้งนี้เพราะปัญหาดังกล่าวมิใช่เพียงหน่วยงานเดียวจะแก้ไขได้ต้องมีความร่วมมือร่วมใจกันอย่างจริงจัง
และบางครั้งก็ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ
การแก้ไขจึงจะเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องได้
8.
ความพร้อมของกองทัพไทยกับบทบาทในกระแสโลกาภิวัตน์
1. ความพร้อมทางด้านโครงสร้างการจัดของกองทัพ
กองทัพไทยพัฒนาองค์กรการจัด และโครงสร้างของกองทัพมาตลอดเวลา โดยมิได้หยุดนิ่ง จากกองทัพในแบบโบราณ สู่การจัดกองทัพในแบบยุโรป
และเข้าสู่การจัดกองทัพในแบบปัจจุบันซึ่งมีโครงสร้างที่มุ่งไปสู่การรองรับภารกิจ
และบทบาทในการป้องกันประเทศจากการรุกรานของกองทัพประเทศในภูมิภาคเป็นหลัก
ในขณะเดียวกันหลายหน่วยของกองทัพก็ได้จัดตั้งขึ้นมา
เพื่อรองรับภารกิจในการป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบ และการพัฒนาประเทศตามโครงการต่าง ๆ
ด้วย
ผลจากการใช้โครงสร้างการจัดในปัจจุบันมาเป็นเวลานาน
อีกทั้งการขาดการจัดการด้านกำลังพลอย่างมีประสิทธิภาพเหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ที่แปรเปลี่ยนไป
ได้ส่งผลให้กำลังพลของกองทัพไม่มีความสมดุลย์กับภารกิจหน้าที่ที่รับผิดชอบ
ส่งผลให้กองทัพมีโครงสร้างที่ค่อนข้างจะไม่สอดคล้องกับการแบ่งงาน แบ่งหน้าที่
และการพัฒนากองทัพในกระแสโลกาภิวัตน์
และเมื่อกองทัพได้ถูกสถานการณ์ชักนำ ให้ต้องเข้าไปรับผิดชอบในภารกิจต่าง ๆ
ที่เพิ่มขึ้น
ทั้งภารกิจในบทบาทหลัก
ภารกิจในบทบาทเสริมและภารกิจในบทบาทสนับสนุน
ได้ส่งผลให้กองทัพที่ยังคงอยู่ในระยะของการปรับตัวเข้ากับบทบาทใหม่ยังขาดความพร้อม หน่วยต่าง ๆ
อาจได้รับมอบภารกิจลงไปโดยไม่เหมาะกับคุณลักษณะของหน่วย
หรืออาจต้องมีการจัดตั้งหน่วยขึ้นมาเพื่อรองรับภารกิจเฉพาะในบางประการ
ซึ่งการดำเนินงานในลักษณะดังกล่าวนี้จำเป็นต้องมีการพิจารณาถึงบทบาท อำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบ กฎหมาย ความสัมพันธ์กับหน่วยงานอื่น ๆ
อย่างถ่องแท้ การดำเนินงานในด้านต่าง
ๆ ของกองทัพในปัจจุบัน
ยังมีปัญหาในเรื่องนี้
การดำเนินงานจึงยังไม่ได้ผลสูงสุดตามที่ต้องการ เช่น ในการจัดส่งกำลังพลไปรักษาสันติภาพนั้น
ยังขาดความพร้อมและความเข้าใจในอีกหลายด้าน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะเริ่มแรก,
การจัดตั้งศูนย์บรรเทาภัยพิบัติของหน่วยรองของกองทัพ ยังคงขาดความชัดเจนในด้าน บทบาท หน้าที่ งบประมาณ
และความสัมพันธ์กับหน่วยงานที่รับผิดชอบในการบรรเทาภัยพิบัติในฝ่ายพลเรือน เป็นต้น
2. ความพร้อมทางด้านกำลังพล
กำลังพลของกองทัพได้รับการพัฒนา
สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อเข้าไปปฏิบัติงานในการสงครามเป็นหลัก อย่างไรก็ดี
ด้วยการที่ประเทศของเราผ่านยุคการก่อความไม่สงบมาแล้ว ตลอดจนการพัฒนาการฝึก/ศึกษาอย่างต่อเนื่อง
ส่งผลให้กำลังพลในกองทัพมีความรู้และความเข้าใจในงานนอกเหนือการสงคราม ที่กองทัพในยุคโลกาภิวัตน์ต้องเผชิญ
การปรับตัวของกำลังพลในทุกระดับชั้นจึงไม่มีปัญหามาก
อย่างไรก็ตาม
ระบบการบริหารด้านกำลังพลของกองทัพที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีการวางพื้นฐาน
และจัดเตรียมกำลังพลเข้าไปดำรงตำแหน่ง
หรือทำงานเฉพาะด้านอย่างเป็นระบบที่จะสร้างความเชี่ยวชาญให้แก่กำลังพลอย่างเพียงพอได้
ปัญหาดังกล่าวนี้เป็นเครื่องลดทอนประสิทธิภาพของการดำเนินงานในหลาย ๆ
หน่วยงาน
อีกทั้งยังไม่สามารถเป็นหลักประกันของความมั่นคงแน่นอนของหน่วยงานที่จะปฏิบัติงานที่พิเศษเฉพาะต่าง
ๆ ดังกล่าว
ทั้งนี้เนื่องมาจากถ้ามีกำลังพลที่ชำนาญงานในด้านนั้น ๆ
ย้ายออกไปก็จะส่งผลให้หน่วยต้องแสวงหาตัวบุคคลใหม่มาฝึกฝนพัฒนา เช่น
การเตรียมบุคลากรเพื่อเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ด้านการทูต หรือด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ของศูนย์อำนวยการร่วม 101 104 หรือผู้ช่วยทูตทหาร
กองทัพยังไม่มีระบบในการสร้างบุคคลากรให้มีความรู้ความสามารถเฉพาะสำหรับรับงานดังกล่าว เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้
การจัดเตรียมบุคลากรเพื่อเข้าไปช่วยเหลือสนับสนุนหน่วยงานอื่น ในเรื่องของ การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด การบรรเทาภัยพิบัติ และงานนอกเหนือการสงครามอื่น ๆ นั้น
กองทัพในปัจจุบันยังขาดระบบในการเตรียม การพัฒนา
และหมุนเวียนกำลังพลอย่างเหมาะสม
ซึ่งต้องแก้ไขต่อไป
3. ความพร้อมในด้านยุทโธปกรณ์
บทบาท และภารกิจต่าง ๆ
ที่กองทัพต้องดำเนินงานในยุคโลกาภิวัตน์นี้
จะสำเร็จหรือไม่ย่อมขึ้นอยู่กับ ยุทโธปกรณ์ และสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ
ที่เหมาะสมกับงานที่ได้รับมอบ
อย่างไรก็ตามกองทัพยังคงไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะจัดหาสิ่งของต่าง ๆ
ดังกล่าวนั้นได้
กองทัพจึงใช้เครื่องมือของกองทัพที่มีอยู่ในการดำเนินการซึ่งไม่มีความเหมาะสมเท่าที่ควร
เพราะเป็นยุทโธปกรณ์ที่ออกแบบไว้สำหรับการรบ
นอกจากนี้ได้มีการจัดหาเพิ่มเติมขึ้นมาตามแต่โอกาสจะอำนวย แต่ก็มีผลกระทบต่องบประมาณโดยรวม
ซึ่งน่าจะส่งผลกระทบต่อความพร้อมในด้านอื่นของกองทัพได้
4. ความพร้อมทางด้านหลักนิยม ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี
หลักนิยม ยุทธศาสตร์
และยุทธวิธีในการปฏิบัติงานเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการประกันความสำเร็จในบทบาทต่าง
ๆ ที่กองทัพต้องเข้าไปดำเนินการ
กองทัพอาจมีโครงสร้างที่ไม่สมบูรณ์
กำลังพลที่ขาดความชำนาญ
หรือยุทโธปกรณ์ที่ไม่เหมาะสมหรือพอเพียง
แต่กองทัพก็อาจที่จะปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ ถ้ากองทัพมีหลักนิยม ยุทธศาสตร์
และยุทธวิธี
ที่เหมาะสมสอดคล้องกับความขาดแคลน หรือสภาพที่เป็นอยู่
งานที่ได้รับมอบย่อมประสบผลสำเร็จลุล่วงไปได้ดีกว่าการที่มีสิ่งต่าง ๆ
ครบถ้วน แต่ขาดหลักนิยมที่ดี หรือเหมาะสม
สำหรับกองทัพไทยปัจจุบันนั้น
ถ้าเรากล่าวถึงบทบาทหลักของกองทัพในการป้องกันประเทศ
และการเตรียมกองทัพไว้เผชิญกับภัยคุกคามในสงครามแล้ว กองทัพไทยมีหลักนิยม ยุทธศาสตร์
และยุทธวิธีที่เหมาะสมอยู่แล้ว
และยังคงมีการศึกษาพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตามจากภารกิจ และบทบาทของทหารในยุคโลกาภิวัตน์
ที่มีความหลากหลาย
และต้องการบูรณาการในการแก้ปัญหาร่วมกันกับหน่วยงานอื่น กองทัพน่าจะยังขาดหลักนิยม ยุทธศาสตร์
และยทุธวิธีในด้านนี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานอื่น สำหรับที่กองทัพได้ดำเนินการไป และยึดถืออยู่ในปัจจุบันนั้น
เป็นแต่เพียงการประยุกต์เอาหลักนิยมในการสงครามมาใช้ หรือเป็นการพัฒนา
และปรับตัวไปตามสถานการณ์ของกำลังพลในกองทัพเท่านั้น
5. ความสัมพันธ์ทหารพลเรือน
กองทัพ ฝ่ายพลเรือน และประชาชน
ในยุคประวัติศาสตร์ก่อนสงครามเย็นนั้น ค่อนข้างจะเป็นเนื้อเดียวกัน
เนื่องจากประชาชนทุกคนเป็นทหารมีหน้าที่ทั้งด้านการทหาร การพลเรือน และหน้าที่ของประชาชนทั่วไป
ทำให้ปัญหาความสัมพันธ์ทหารพลเรือนไม่มีปัญหาใด ๆ เกิดขึ้น ต่อเมื่อประเทศได้พัฒนาขึ้น ประชาชนมีจำนวนมากขึ้น
และมีการแบ่งงานแบ่งหน้าที่กันทำชัดเจนขึ้น
ก็ได้เริ่มส่งผลให้เกิดความแตกแยกกันขึ้น
และในยุคหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองฝ่ายทหาร และพลเรือน
เริ่มแตกแยกแย่งชิงอำนาจกันมากขึ้น โดยฝ่ายทหารยังคงครองอำนาจทางด้านการเมืองเรื่อยมา
ในขณะที่ฝ่ายพลเรือนได้ลงไปสู่ภาคสังคม
และสร้างลิ่มตอกย้ำความแตกแยกขึ้นในสังคมโดยเฉพาะในหมู่นักวิชาการ และผู้มีความรู้ทั้งหลาย
ได้ส่งผลให้ในยุคนี้สังคมดูจะมีความแปลกแยกกันอยู่ระหว่างทหารกับพลเรือน อีกทั้งฝ่ายทหารเอง ก็ค่อนข้างจะแยกตัวออกมาจากสังคม
จึงส่งผลให้ภาพความสัมพันธ์ทหารพลเรือนนั้นไม่ดีเท่าที่ควร
สิ่งดังกล่าวนี้เป็นปัญหาในการปฏิบัติงานในบทบาทต่าง
ๆ ของกองทัพ
โดยเฉพาะบทบาทที่เป็นบทบามร่วมกันระหว่างทหารกับพลเรือน และองค์กรต่าง ๆ โดยทั่วไป หลายครั้งถึงแม้ทหารเข้าไปทำงาน
แต่ก็ไม่ได้รับความชื่นชมจากประชาชนโดยทั่วไป ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากสื่อสารมวลชน
และกลุ่มชนบางกลุ่มยังคงมีความรู้สึกไม่ดีหรือมีอคติกับฝ่ายทหาร
6. สรุป โดยภาพรวมความพร้อมของกองทัพนั้น
ยังคงมีปัญหาอยู่ในหลายด้าน
ซึ่งกองทัพกำลังพยายามแสวงหาแนวทางในการเตรียม และพัฒนาความพร้อมเหล่านั้นอยู่ อย่างไรก็ตาม
ผลจากการขาดความเป็นธรรมชาติในการพัฒนาบทบาทของกองทัพ อันเกิดจากแนวความคิด และการผลักดัน หรือแทรกแซงจากภายนอก ทำให้กองทัพได้นำเอาแนวทาง
และรูปแบบในการดำเนินงานของประเทศอื่นมาใช้
ซึ่งอาจไม่ได้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับสังคมไทยเท่าที่ควร ดังนั้นควรจะได้มีการปรับเปลี่ยน หรือประยุกต์แนวความคิด รูปแบบ
หรือแนวทางดำเนินการเหล่านี้ให้มีความเหมาะสมกับสังคมไทยมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
9.
จุดแข็งจุดอ่อน โอกาสและอุปสรรค ของกองทัพไทย กับบทบาทในกระแสโลกาภิวัตน์
จากสภาพแวดล้อมของสังคมโลกในกระแสโลกาภิวัตน์
ที่ส่งผลต่อสังคมไทย
ส่งผลต่อความมั่นคงของไทย
และส่งผลกระทบโดยตรงต่อบทบาทด้านการทหารของกองทัพไทย เมื่อสำรวจความพร้อมของกองทัพไทยแล้ว จะพบได้ว่ากองทัพมีจุดอ่อน จุดแข็ง
ในการเข้าปฏิบัติงานในบทบาทที่ต้องรับผิดชอบ มีโอกาส
และอุปสรรคในการพัฒนาการปฏิบัติภารกิจในบทบาทดังกล่าวของกองทัพดังนี้[117]
1.
จุดแข็ง (Strength)
-
กองทัพมีการจัดหน่วย และมีทรัพยากรที่ครบถ้วนสมบูรณ์
สามารถปฏิบัติการตอบสนองความต้องการของสังคม และประเทศได้หลายกรณี และหลายมิติ
-
ปัจจัยพื้นฐานในการดำรงอยู่ของกองทัพ คือ การรักษาระเบียบวินัย และแบบธรรมเนียมที่เคร่งครัด
-
กองทัพมีการกระจายกำลังอยู่ในพื้นที่ทุกภาคของประเทศ ทำให้การเรียกใช้
หรือการตอบสนองงานกระทำได้อย่างรวดเร็ว
-
บุคลากรของกองทัพได้รับการฝึกให้เตรียมพร้อมต่อการปฏิบัติการ
และสามารถปฏิบัติตามคำสั่งได้อย่างรวดเร็ว และทุกเวลา
-
กองทัพมีการเชื่อมโยงกับกองทัพของประเทศเพื่อนบ้าน และมิตรประเทศ
จึงสามารถใช้เครือข่ายการเชื่อมโยงเหล่านี้ ดำเนินกิจกรรมเพื่อลดความหวาดระแวง
และสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจได้
-
สังคม
และประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับในการปฏิบัติการต่าง ๆ ของทหารทั้งในภาวะปกติ และฉุกเฉิน
-
กองทัพจัดได้ว่าเป็นกลไกหลักในเรื่องของการปฏิบัติการเพื่อความมั่นคงของชาติ
และมีกิจกรรมเพื่อรักษาความมั่นคงต่อเนื่อง
-
บุคลากรของกองทัพบางส่วน
มีขีดความสามารถในการปฏิบัติการทางทหารนอกเหนือการสงคราม ทั้งที่เป็นภารกิจทางทหาร และมิใช่ภารกิจทางทหาร
-
ภารกิจที่เป็นหลักปฏิบัติของกองทัพได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ และมีบทบัญญัติอื่นรองรับ
ทำให้การปฏิบัติการสามารถตอบสนองต่อความต้องการของสังคมได้
2.
จุดอ่อน (Weakness)
-
กองทัพมีการจัดองค์กรที่สลับซับซ้อน
บางหน่วยงานยังมีภารกิจซ้ำซ้อนกัน
และสายการบังคับบัญชาค่อนข้างยาว
ทำให้มีผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน และอุ้ยอ้าย
-
การดำเนินการของกองทัพ จะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับ และคำสั่งต่าง ๆ
ทำให้การปฏิบัติงานเป็นไปด้วยความล่าช้า
ไม่ทันใจ
-
แนวความคิด
และหลักนิยมของกองทัพเป็นไปเพื่อการสู้รบ
และการสงครามที่เน้นการทำลายมากกว่าการสร้างสรรค์
-
ยุทโธปกรณ์ของกองทัพส่วนมากมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน
และบางรายการไม่มีสายการซ่อมบำรุง
-
งบประมาณที่ได้รับในการพัฒนากองทัพมีจำนวนน้อย ไม่เพียงพอต่อการพัฒนา และยกระดับยุทโธปกรณ์ และครุภัณฑ์
-
บุคลากรของกองทัพบางส่วน
ได้รับการจัดสรรให้ปฏิบัติงานที่ขาดความเหมาะสม
และยังไม่มีโอกาสได้รับการศึกษาอบรมเพิ่มเติม
-
การพัฒนาด้านเทคโนโลยีรสมัยใหม่ อาทิ เทคโนโลยีสาสนเทศ
และเทคโนโลยีของยุทโธปกรณ์ยังขาดความต่อเนื่อง และขาดการสนับสนุนอย่างพียงพอ
-
ระบบการแจ้งเตือน
และระดมสรรพกำลังยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร
3.
โอกาส (Opportunity)
-
การเปลี่ยนแปลงระบบงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงาน
หากมีการเปลี่ยนแปลงระบบงบประมาณจากเดิมมาเป็นระบบงบประมาณใหม่ ก็จะทำให้ต้องมีการปรับระบบต่าง
ๆ
ของกองทัพเพื่อให้สอดรับกับประบวนการจัดทำงบประมาณ
จึงน่าจะเป็นโอกาสอันดีที่กองทัพจะใช้เงื่อนไขนี้ในการปรับปรุงระบบงานของกองทัพให้มีความทันสมัย และลดปัญหาความซับซ้อนที่มีอยู่เดิม
เพื่อให้สามารถสนองตอบต่อการเปลี่ยนระบบการจัดทำงบประมาณนี้ในโอกาสเดียวกัน
-
การเปลี่ยนแปลงรูปแบบทางการทหาร
จะช่วยให้กองทัพต้องมีการทบทวนความคิด และกระบวนการการบริหารต่าง ๆ
ให้สอดรับกับแนวความคิด
และเทคโนโลยีทางทหารที่เปลี่ยนแปลงไป
แม้ว่าจะมีข้อจำกัดทางด้านงบประมาณก็ตาม
แต่กองทัพควรจะพิจารณาเลือกใช้เทคโนโลยีที่มีความเหมาะสม
กับสถานการณ์ที่อาจต้องเผชิญอย่างแท้จริง งบประมาณที่มีอยู่ ภารกิจที่ต้องดำเนินการ
โดยการเปรียบเทียบหาทางปฏิบัติกับภารกิจ ความคุ้มค่าในการลงทุน และผลลัพธ์ที่พึงได้รับจากการปฏิบัติ
อาจรวมถึงการปฏิรูประบบราชการที่มีความเหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วย
-
การเปลี่ยนแปลงรูปแบบทางสังคม นอกจากจะมีผลกระทบต่อสังคมแล้ว
ยังส่งผลตรงต่อกองทัพในฐานะส่วนหนึ่งของสังคม
อีกทั้งรัฐบาลโดยสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ร่วมกันพิจารณาจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจ
และสังคม ฉบับที่ 9 ซึ่งมีประเด็นสำคัญ คือ เศรษฐกิจ สภาพแวดล้อม วิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี
ให้เกิดความสมดุลและยั่งยืน
ดังนั้นกองทัพจึงควรใช้โอกาส และยุทธศาสตร์ดังกล่าวในการพัฒนากำลังพลให้มีศักยภาพในเรื่องต่าง
ๆ ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในการเอื้ออำนวยต่อการพัฒนา
และสร้างสมดุลของประเทศในลักษณะของการใช้กำลังพล พื้นที่ทหาร ทรัพยากรอื่น ๆ
ในการร่วมบริการสังคมอย่างเหมาะสม
นอกจากจะเป็นการลดภาระของกองทัพ
แต่ในขณะเดียวกันยังสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม
ตามแนวความคิดเปลี่ยนภาระให้เป็นพลังของนายกรัฐมนตรี
-
แนวความคิดตามวิสัยทัศน์อาเซียน 2000 มีสันติภาพ ความเป็นกลาง ลดความขัดแย้งโดยสันติวิธี พัฒนาเทคโนโลยี ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ
โดยใช้เจ้าหน้าที่ทหารในการสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงร่วมกับเจ้าหน้าที่ทางการต่างประเทศ ดังนั้น
จึงเป็นโอกาสหนึ่งที่กองทัพน่าจะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ อาทิ กำลังพล
สิ่งอุปกรณ์ในการพัฒนาสัมพันธ์กับกองทัพประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อลดความหวาดระแวง
และสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน
เพื่อพัฒนาสันติสุขในภูมิภาค
-
แนวความคิดในการจัดระเบียบโลกใหม่ ได้ก่อให้เกิดการเปิดเสรีการค้า
และเคลื่อนย้ายฐานการผลิตโดยใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่
ร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้สังคม
เพื่อช่วยให้ประเทศชาติสามารถประคองตัว และแข่งขันได้ในเชิงเศรษฐกิจ
รวมทั้งการเปิดโอกาสให้มีการใช้พื้นที่ทหารในการพัฒนาคน
ให้สามารถดำรงตนในภาวะเศรษฐกิจที่แข่งขันได้
ใช้พื้นที่ทหารที่เหลือเกินความจำเป็นทางทหารใช้เป็นแหล่งส่งเสริมการท่องเที่ยว เพื่อดูดซับเงินตราต่างประเทศ และลดการท่องเทียวนอกประเทศ
ซึ่งจะทำให้ประหยัดเงินตราต่างประเทศที่จะไหลออกจากประเทศไทย
-
บทบาทของประเทศมหาอำนาจต่อภูมิภาค
ทำให้กองทัพสามารถที่จะกลั่นกรองนำเอากิจกรรม
หรือผลกระทบในเชิงบวกมาสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นต่อประเทศ
โดยหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เป็นข้อผูกมัดที่เป็นผลเสียต่อประเทศ
-
การมีส่วนร่วมของประชาชนไทย และแนวทางตามรัฐธรรมนูญปี 40
จะทำให้กองทัพมีกระจกสะท้อนชี้ข้อบกพร่องให้กับกองทัพ
-
โครงการขนาดใหญ่ของประเทศที่ทหารต้องเข้าไปรับผิดชอบ
จะทำให้กองทัพมีโอกาสปรับปรุงขีดความสามารถ และศักยภาพของตน
-
กองทัพมีโอกาสเข้าไปทำงานเพื่อสนับสนุนกระทรวงต่างประเทศ ในงานด้านการทูต
สนับสนุนกระทรวงมหาดไทยในงานการบังคับใช้กฎหมาย และกระทรวงอื่น ๆ ในอีกหลาย ๆ ด้าน
จะส่งผลให้กองทัพสามารถสร้างความสัมพันธ์ ความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นกับหน่วยงานต่าง
ๆ ของรัฐที่ทหารเข้าไปมีส่วนร่วม
4.
อุปสรรค (Threat)
-
อาจเกิดภัยคุกคามด้านการใช้กำลังจากภายนอกประเทศในรูปของ การรุกล้ำอธิปไตยของชาติ
ซึ่งอาจมีเหตุผลมาจากการสู้รบกันของกลุ่มต่าง ๆ
ในประเทศเพื่อนบ้าน
-
การขัดแย้งกันด้วยกำลัง และการใช้อาวุธขนาดย่อม
แต่ถ้าไม่ได้รับการแก้ไขอาจรุกลามบานปลายใหญ่โตได้
-
การจัดส่งกำลังของกองทัพออกไปรักษาสันติภาพ อาจส่งผลกระทบต่อภาระกิจที่กองทัพต้องรับผิดชอบในประเทศ เหตุฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น
และต้องการกำลังในการป้องกันประเทศ
-
การขาดความรู้
ความชำนาญของบุคลากรในการกองทัพที่จะต้องเข้าไปช่วยเหลือหน่วยงานอื่น
ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทำให้อาจไม่ได้ผลเต็มที่
และจะต้องพิจารณาทบทวนแบ่งมอบงานให้ชัดเจน
-
กองทัพมีภารกิจหลักของตนอยู่แล้ว
แต่ต้องเข้าไปมีภาระในเรื่องความช่วยเหลือเพื่อมนุษยธรรม หรือความมั่นคงของมนุษย์
ดังนั้นการจัดสรรทรัพยากรอาจไม่เหมาะสม
-
ผลจากการแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจของโลก อาจทำให้กองทัพต้องเตรียมความพร้อมที่จะเผชิญกับความขัดแย้งในการแย่งชิงทรัพยากร แหล่งวัตถุดิบ แหล่งพลังงาน และแหล่งพาณิชยกรรม
10. แนวทางในการพัฒนาความพร้อมของกองทัพไทย
1.
เร่งขยาย และเผยแพร่แนวความคิดในเรื่อง
ปัญหาความมั่นคงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันที่มีลักษณะของความหลากหลาย
และยุ่งยาก, ภัยคุกคามด้านต่าง ๆ
ต่อสังคมไทย, แนวทางในการแก้ปัญหาความมั่นคงแบบบูรณาการ
โดยเฉพาะในแนวทางหรือบทบาทที่กองทัพต้องเข้าไปเป็นผู้ปฏิบัติหลัก หรือเป็นผู้ปฏิบัติสนับสนุน เช่น
การดำเนินงานในการปฏิบัติการทางทหารนอกเหนือการสงครามในรูปแบบต่าง ๆ (กองทัพบกได้ออกนโยบายในการฝึกให้หน่วยริเริ่มทำการฝึกการปฏิบัติการทางทหารนอกเหนือการสงคราม
แต่ถ้าองค์ความรู้ของหน่วยยังไม่มีก็ยากที่จะประสบผลได้
หรืออาจทำให้หลงทิศทางเป็นไปได้)
2.
เร่งจัดทำ หลักนิยม หลักยุทธศาสตร์
และยุทธวิธี ในบทบาทของทหารในด้านการปฏิบัติการทางทหารนอกเหนือการสงคราม เพิ่มเติมจากเดิมที่มีหลักการสงคราม และหลักยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีในการสงครามอยู่แล้ว ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะได้มี
หลักการรองรับการทำงานในบทบาทของทหาร
ทั้งบทบาทหลัก
และบทบาทสนับสนุน
ในการปฏิบัติงานในยุคโลกาภิวัตน์ที่มีงานนอกเหนือการสงครามเป็นงานสำคัญเพิ่มขึ้น
การจัดทำหลักการดังกล่าวก็ด้วยการนำหลักการที่มีอยู่แล้ว มาประยุกต์ และวิเคราะห์ สังเคราะห์เข้ากับสังคมไทย
ประกอบกับบทเรียนในการปฏิบัติที่เคยกระทำมา
3.
พิจารณาจัดหน่วย และโครงสร้างกองทัพ ให้พร้อมที่จะรองรับงานได้ทั้ง
บทบาทการสงครามที่ใช้กำลังทหารเป็นหลัก
และบทบาทที่ทหารต้องเข้าเป็นผู้สนับสนุน ในสภาวะแวดล้อมปัจจุบัน ทั้งนี้อาจใช้ ศูนย์อำนวยการร่วมต่าง ๆ
เป็นฐานในระดับบน
แล้วจัดโครงสร้างหน่วยต่าง ๆ ของทุกเหล่าทัพให้มีความสอดคล้องกันไป กองทัพจะต้องพิจารณาในเรื่อง กฎหมายรองรับ งบประมาณ
และความสัมพันธ์ในฐานะผู้ปฏิบัติงานหลัก
ผู้ปฏิบัติงานสนับสนุนของทหารเองกับหน่วยงานอื่น ๆ
ในทุกระดับให้ชัดเจน
4.
พิจารณาจัดเตรียมกำลังพลอย่างเป็นระบบ
ด้วยการสร้างและพัฒนากำลังพลให้มีความชำนาญเฉพาะด้าน
เพื่อนำไปใช้งานให้เกิดประสิทธิภาพอย่างแท้จริง
5.
พิจารณาความจำเป็นในเรื่องยุทโธปกรณ์ ที่เหมาะสมสำหรับการเข้าไปปฏิบัติงานในบทบาทต่าง
ๆ ของทหาร
โดยพิจารณาที่มีอยู่แล้วสามารถนำไปใช้ได้ หรือที่ต้องจัดหาเพิ่มเติม
รวมทั้งแนวทางในเรื่องงบประมาณเพื่อการจัดหา
เป็นต้น
6.
สร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นในสังคม
เพื่อความยอมรับในบทบาทของทหาร
ด้วยฐานความคิดที่ว่า
กองทัพจะสามารถดำเนินงานได้ก็ด้วยการสนับสนุนจากประชาชนเท่านั้น อีกทั้งงบประมาณที่กองทัพได้มานั้น ก็มาจากภาษีประชาชนทั้งสิ้น ดังนั้นการดำเนินงานใด ๆ
จะต้องได้รับความเห็นชอบ
และพึงพอใจจากประชาชนเสมอ
และกองทัพจะต้องสร้างความสัมพันธ์
และความเข้าใจอันดีให้เกิดขึ้นต่อประชาชน
เพื่อการทำงานร่วมกัน
7.
การปฏิบัติการในยามปกติ
กองทัพจะต้องพัฒนาขีดความสามารถ
และศักยภาพของตนให้มีเพียงพอต่อการคุ้มครอง และรักษาผลประโยชน์ชาติ รักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน การรักษาความมั่นคงภายใน
การพิทักษ์รักษาการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข การปกป้องสภาบันพระมหากษัตริย์ การพัฒนาประเทศ
การคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ
การดำเนินงานตามโครงการพระราชดำริ
การสนับสนุนและมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือประชาชน การบรรเทาภัยพิบัติ
การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ
ป้องกันและกำจัดการขยายตัวของปัญหาในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ปัญหายาเสพติดและการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย
และการผนึกกำลังทุกส่วนของสังคมให้มีส่วนร่วมกับกองทัพ
รวมทั้งส่งเสริมให้กองทัพมีส่วนร่วมในการสร้างผลผลิตของชาติ โดยมีหน่วยงานต่าง ๆ
ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องเป็นกลไกหลัก
สำหรับกองทัพควรเป็นหน่วยสนับสนุน
ทั้งนี้เพราะการปฏิบัติภารกิจอื่น ๆ
จะไม่กระทบกระเทือนภารกิจหลักของกระทรวงกลาโหม
คือการป้องกันประเทศ
8.
การดำเนินกิจกรรมความร่วมมือระหว่างประเทศ
ด้วยการส่งเสริมให้กองทัพมีบทบาทในการพัฒนาความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ ในลักษณะของการทูตฝ่ายทหาร การพัฒนาข้ามชายแดน เพื่อลดเงื่อนไขความขัดแย้ง
สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันกับประเทศในภูมิภาค และมิตรประเทศ
ภายใต้เงื่อนไขที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประโยชน์ด้านยุทธศาสตร์
เพื่อให้เกิดสันติสุข
ความร่วมมือด้านความมั่นคง
และจัดสภาพแวดล้อมในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
ให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์อาเซียน
9.
การบริหารจัดการกำลังพล
ด้วยการส่งเสริมให้มีการพัฒนาศักยภาพกำลังพลของกองทัพ ให้สามารถตกลงใจภายใต้สภาพแวดล้อมต่าง ๆ
ด้วยตนเอง
และคำนึงถึงผลประโยชน์ที่กองทัพและประเทศชาติจะได้รับ โดยพัฒนาทั้งด้านความรู้ ความสามารถตามแนวทางรับราชการ และความรู้อื่น ๆ
ที่สามารถช่วยพัฒนาชุมชน
และสังคมให้มีศักยภาพ
เสถียรภาพและยั่งยืน
รวมทั้งให้การดูแลในด้านสวัสดิการ
และความก้าวหน้าของกำลังพลด้วยความเป็นธรรม
ตลอดจนสนับสนุนทหารผ่านศึกให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้ในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี
[57] กรมยุทธการทหาร, ประมวลสาระ 41 ปี
กรมยุทธการทหารสู่การพัฒนาก้าวไกล, (กรุงเทพมหานคร
: เอกสารครบรอบ 41 ปี
กรมยุทธการทหาร บก.ทหารสูงสุด, 2544), หน้า
1
[58] กองบัญชาการทหารสูงสุด, ประวัติกองทัพไทยในรอบ 200 ปี พ.ศ. 2325 2525, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์กรมแผนที่ทหาร,
2525), หน้า
25
[59] กรมยุทธการทหาร, อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 57, หน้า
2
[60] กองบัญชาการทหารสูงสุด, อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 58, หน้า
250
[61] จุลเจิม ยุวรี, เหตุการณ์โลกปัจจุบัน, (กรุงเทพมหานคร
: ฝ่ายเอกสารตำรา สถาบันราชภัฎสวนดุสิต), หน้า 34
[62] เรื่องเดียวกัน, หน้า
28
[63] เรื่องเดียวกัน, หน้า
32 - 56
[64] Carlyal Thayer, Evolution Of Security
Thinking, (Hawii : Asia Pacific Center for Security Studies,
2000)
[65] เรื่องเดียวกัน
[66] Olaf in Palme, Common Security : A Blueprint for
Survival, (New York : Simon and Sehuster, 1982), pp.
7-1
[67] ธนู แก้วโอภาส, สงครามแห่งศตวรรษที่
20, (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ ลอจิก) หน้า 361 - 378
[68] กองทัพบก, กองทัพบกในรอบสี่สิบปี, (กรุงเทพมหานคร
: โอ เอส พริ้นติ้งเฮาส์ จำกัด, 2538) หน้า
115 - 138
[69] ชวลิต
ยงใจยุทธ, พล.อ., ยุทธศาสตร์การต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์, (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์อุดมศึกษา, พ.ศ. 2532), หน้า
176
[70] สยว.รร.สธ.ทบ.สบส., ยุทธศาสตร์ : แนวคิดและกรณีศึกษา, (กรุงเทพมหานคร : กองอุปกรณ์ สบส. , 2536)
[71] กองทัพบก, อ้างแล้วใน
68
[72]
Ankie Hoogvekt, Glovalization and the Postcolinial World, (London
: Macmillan Press Ltd, 1997), pp. 113
[73] Ash Amin and Nigel Thrift, Globalization, Institutions, and Regional Development in Europe, (Lonson : Oxford Unversity Press, 1994), pp. 1 - 22
[74] เพิ่งอ้าง
[75] P.J. Simmons, Learning to Live with NGOs, (Foreign Policy, Fall 1998), pp. 82 - 95
[76] Stephen J. Kobrin, The MAI and the Clash of Globalizations, (Foreign Policy, Fall 1998) , pp. 97 - 109
[77] J.A. Camilleri and J. Falk, The End of Sovereignty, (C London : Edward Elgar, 1992) pp. 254
[78] Robert W. Cox, Images of the Coming International system, (Orbis, Fall 1997), pp. 569 - 590
[79] Samuel P. Huntington, The Lonely Superpower, (Foreign Affairs, Bol 78, No. 2) pp. 38
[80] Robert W. Cox, Global Restructuring : Making Sense of the Changing International Political Economy, in R. Stabbs and G.R.D. Underhill(Eds), Political Economy and the Changing Global Order, (London : Macmillan, 1994) pp. 53
[81] A.G. Frank, Capitalism and Underdevelopment in Latin America, (New York : Monthly Review Press, 1967) ; F. Cardosoand E. Faletto, Dependency and Development in Latin America, (Berkeley : University of California a Press, 1939) ; O. Sunkel, National Development Policy and External Dependency in Latin America, (Journal of Development Studies, 1969)
[82] I. Wallerstein, The Capitalist World Economy, (Cambridge : Cambridge University Press, 1979), pp. 15
[83] Robert O. Keohane and Joseph S. Nye, Jr., Power and Interdependence in the Information Age, (Foreign Affairs, Vol. 77 No 5), pp. 81 - 94
[84] S. Castles and M.J. Miller, The Age of Migration, (London : Macmillan, 1993), pp. 275
[85] Samual Huntiongton, อ้างแล้วใน 79 , หน้า 49
[86] Mortimer. B. Zuckerman, A Second American Century, (Foreign Affairs, May/June 1998), pp. 18 - 31
[87] Ann Marie Clark, Elisabeth J. Friedman, and Kathryn Hochstetler, The Sovereign Limits of Global Civil Society : A Comparison of NGOs Participation the Environment, Human Rights, and Women, (World Politics 51 October 1998), pp. 1 - 35
[88] Stephen Kobrin, Global Shift The Internationalization of Economics Activity, (New York : Guilford Publication, 1992), pp. 56
[89]
J. A. Camilleri and J. Falk, The End of Sovereignty, ( C London :
Edward Elgar, 1992), pp. 254
[90] Richard Muirs, Political Geography, (London : Macmillan Press, Ltd., 1997), pp. 284
[91] Ankie Hoogvelt, อ้างแล้วใน 72, หน้า 61 - 89
[92] Michael Jacobs, Greening the Millennium ? the New Politics of the Environment, (Oxford : Blackwell Publishers, 1997)
[93] Edward S. Greenberg and Thomas F. Mayer, Changes in the State : Causes and Consequences, (London : Sage Publications, 1990)
[94] Elise Boulding, Building a Global Civic Culture, (London : Sage Publications, 1990)
[95] Matthew Paterson, Global Warming and Global Politics, (New York : Rontledge, 1996)
[96] William E. Obom, Transforming the Military, (Foreign Affairs, Vol. 76 No. 4), pp. 54 - 64
[97] Robert O. Keohane and Joseph S. Nye, Jr., Power and Interdependence in the Information Age, (Foreign Affairs, Vol 77, No 5), pp. 88
[98] Robert O. Keohane and Joseph S. Nye, Jr., เพิ่งอ้าง, หน้า 88
[99] อุทัย ชินวัตร, พล.ท., การกำหนดนโยบายป้องกันประเทศ, (เอกสารประกอบการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ทิศทางการปฏิบัติการทางทหารและยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง รร.จปร., 16 ส.ค. 44), หน้า 5 - 66
[100] องค์การสหประชาชาติ, Agenda for
Peace, 1992
[101] Samual P. Huntington, The Clash of Civilization,
Foreign Affairs, Summer 1993, Vol. 72, No. 3, pp. 22 -49
[102] Carlyal Thayer, อ้างแล้วใน
64
[103]
สุรชาติ บำรุงสุข, ความมั่นคงใหม่ : ความเปลี่ยนแปลงของทฤษฎีและกรณีประเทศไทย, (เสนาธิปัตย์ปีที่
49 ฉบับที่ 3, ก.ย. ธ.ค. 43) หน้า 100 - 102
[104] Samual P. Huntington, อ้างแล้วใน 101
[105]
สุรชาติ บำรุงสุข,
อ้างแล้วใน 103, หน้า 108 - 111
[106] สสศ.รร.สธ.ทบ.สบส., การปฏิบัติการทางทหารนอกเหนือการสงคราม, (กรุงเทพมหานคร : กองอุปกรณ์ สบส. , 2544)
[107] กรรณิการ์ พรมเสาร์, มังกรกำสรวล วิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่ของเอเชีย, (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง,
2539)
[108] CIA, ข้อมูลยาเสพติด,
http://www.odci.gov/cia/publications
[109] หนังสือพิมพ์เดลินิวน์, น้ำท่วมไม่หยุดทำไงยุติ
ตาย, (กรุงเทพมหานคร
: สำนักพิมพ์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ, 2544), 6 ก.ย. 44
[110] John Laffin, The World in Conflict ; War Annual
7, (Great Britain, Butler and Tanner. Ltd.,
1996)
[111] กรมยุทธการทหาร, อ้างแล้วใน 57
[112] เรื่องเดียวกัน
[113] เรื่องเดียวกัน
[114] เรื่องเดียวกัน
[115] สสศ.รร.สธ.ทบ.สบส., การปฏิบัติการบรรเทาภัยพิบัติ, (กรุงเทพมหานคร : กองอุปกรณ์ สบส. , 2544)
[116] APAN, Transnational Crime,
http;//www.apan-info.net
[117] อุทัย ชินวัตร, พล.ท., อ้างแล้วใน 99, หน้า 5 74 ถึง 5 - 82