บทสัมภาษณ์จูเลียนบรีม โดย ลาร์รี่ สนิทซ์เลอร์ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 1986
A Conversation with Julian Bream by Larry Snitzler
แปลเและเรียบเรียงโดย ครูหยิบ
ได้นำลงตีพิมพ์ในวารสารรายเดือนของชมรมกีต้าร์กรุงเทพฯ แล้ว
LS: อาจารย์ครับ, ไม่ทราบว่า อาจารย์จะมีมาสเตอร์คลาสอีกหรือเปล่า?
JB: ไม่หรอก ผมยังสอนตัวเองอยู่ทุกๆ ขณะ แล้วผมจะบอกคุณว่าเมื่อไร ผมจะหยุด
แม้ว่าบรีมจะมีอายุกว่า 50 ปีแล้ว (ขณะนั้น) เขาไม่เคยหยุดที่จะเรียนรู้กีตาร์, ลู๊ท, ดนตรี, และชีวิต ยิ่งกว่านั้นเขายังขยายขอบข่ายไปอีก เมื่อห้าปีที่แล้วเขาเริ่มที่จะเรียนรู้เครื่องดนตรีอีก 3 ชนิดคือ Spanish Renaissance Guitar, Vihuela, และ Baroque Guitar แม้ว่าเขาต้องยุ่งกับการแสดงคอนเสิร์ตทั่วโลก บรีมไม่ได้บอกว่าเขามีความเชี่ยวชาญในเครื่องดนตรีย้อนยุคเหล่านั้น แต่เขาเรียนรู้ 2-3 เพลงพอที่จะเล่นในเพื่ออัด VDO ความยาว 4 ชั่วโมงที่เพิ่งจะออกวางขาย (ที่ชื่อว่า
Guitarra หลายๆ คนคงได้ดูแล้ว และตอนนี้เป็น DVD แผ่นแรกของ Guitar Classic ด้วย)LB: ทัวร์คอนเสิร์ตในอเมริกาของ อาจารย์บรีมปีนี้ทั้งปี อาจารย์เล่นแต่ในหอแสดงขนาดเล็กถึงกลางๆ ได้ทราบว่า อาจารย์เคยพูดว่า ชอบ Lisner Auditoriam ในกรุงวอชิงตัน มากกว่าที่ Kennedy Center. ไม่ทราบที่ อาจารย์แสดงเมื่อคืนที่ Lisner เพราะเหตุผลนี้หรือเปล่า?
JB: ใช่แล้ว Lisner มีความเป็นอคูสติคที่เยี่ยมมาก และยังจุผู้ชมได้พอสมควร เป็นที่น่าแสดงจริงๆ Kennedy Center ใหญ่มาก ผมว่าใหญ่เกินไปสำหรับกีต้าร์ ผมเคยเล่นที่ Lisner เมื่อปี 58 และ 59 และชอบมาก เป็นที่ที่มีบรรยากาศเยี่ยมและเหมาะสมมากสำหรับกีต้าร์ ห้องแสดงแบบนี้เป็นที่ต้องการแต่หาได้ยากมาก
หอ Wigmore ในลอนดอนจุประมาณห้าร้อยคน แต่สมบูรณ์แบบมาก เมื่อเร็วๆ นี้ผมต้องเล่นที่ หอ Queen Elizabeth, ซึ่งเป็นหอค่อนข้างน่าเกลียดและบรรยากาศแย่ ถึงแม้จะจุได้พันคน แต่ผมคิดว่ามันดูใหญ่กว่า Lisner ที่จุคนได้พันห้าเสียอีก ถึงแม้ว่า Queen Elizabeth Hall จะเป็นที่นิยมมากสำหรับคอนเสิร์ตแต่ผมไม่ชอบเลย Town Hall ในนิวยอร์คเป็นอีกที่ที่เหมือน Lisner แต่เล็กกว่า มันมีรูปทรงที่ทำให้คุณเข้าถึงผู้ชมในแถวสุดท้ายได้ ซึ่งสำคัญมาก
LS: ดูเหมือน อาจารย์ ชอบหอ รูปครึ่งวงกลม
JB: ผมคิดว่าหอแบบนี้ดีกว่าเพราะว่าทำให้เข้าถึงคนที่อยู่แถวสุดท้ายได้ แน่นอนว่าคุณสามารถทำได้ด้วยกลวิธีอื่นๆ แต่ถ้าหากหอแสดงมีอคูสติคที่เยี่ยมแล้วกลวิธีเหล่านี้ก็จะไม่ยุ่งยาก
LS: การแสดงในหอเล็กๆ คงกระทบต่อรายได้ ไม่ทราบว่าทางเอเย่นต์ของ อาจารย์ไม่โวยวายบ้างหรือครับ?
JB: แน่นอน หากคุณเล่นในหอเล็ก รายได้ย่อมน้อยกว่า และเอเย่นต์ต้องการให้เล่นในหอใหญ่ๆ มากกว่าเพราะเขาได้ค่าคอมมิสชั่นมากขึ้น แต่คุณต้องมีเซ้นต์ในเรื่องของดนตรีด้วย ประสพการณ์ทางดนตรีในหอใหญ่ๆ มักจะกลายเป็นประสพการณ์แค่ครึ่งเดียวซึ่งมันไม่ถูกต้องเลย, ผมก็เล่นในหอใหญ่ แต่อคูสติคจะต้องดีมากเท่านั้น
ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบนอกจากหอเล็กที่คุณภาพ (อคูสติค) ดี แต่คุณคงต้องยอมเสียบางอย่างไป และเพราะเราเกือบเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 แล้ว เราคงต้องปรับตัวให้เข้ากับสังคมที่เปลี่ยนไป นักแสดงบางคนอาจดึงดูดผู้ชมได้มากกว่าสองพันคน แต่นักกีตาร์ฝีมือดีๆ อีกหลายคนอาจมีผู้ชมแค่ครึ่งหรือหนึ่งในสามเท่านั้น นักกีต้าร์เหล่านี้ควรจะเล่นในหอที่สามารถเพิ่มคุณค่าของคนตรีได้ดีกว่า เพราะจะทำให้ผู้ชมมาชมเขาเล่นมากขึ้นจนเขาสามารถแสดงในหอใหญ่กว่าได้
LS: อาจารย์ชอบหอที่ช่วยให้เสียงของเครื่องดนตรีดีขึ้น หรือว่าหอที่เป็นกลางต่อเครื่องดนตรี
JB: หอที่ช่วยสะท้อนเสียงจะช่วยกีตาร์ได้มาก เพราะว่าเครื่องดีดทุกชนิดมีปัญหาเหมือนกันอย่างหนึ่งคือเมื่อดีดไปแล้วเสียงจะเบาลง ทำให้ยากที่จะเล่นให้ต่อเนื่อง ดังนั้นอคูสติคจึงช่วยในเรื่องนี้ได้ เช่น ผมจะเล่นให้จังหวะเร็วขึ้นให้หอที่สะท้อนเสียงน้อยกว่า และหากผมเล่นในหอที่สะท้อนเสียงมากผมจะเล่นให้ช้าลง ดังนั้นการเรียนรู้อคูสติคของหอแสดงอย่างรวดเร็วช่วยให้เราปรับความเร็วของจังหวะการเล่นให้เหมาะสมได้
LS: จอห์น วิลเลี่ยม ทัวร์คอนเสิร์ตในอเมริกาช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 1986 โดยใช้ แอมป์ในระหว่างเล่นเดี่ยว ตลอดทั้งทัวร์ ไม่ทราบว่าอาจารย์คิดจะทำเหมือนกันหรือไม่?
JB: ผมใช้แอมป์ในการเล่นคอนแชร์โต้ แต่ผมชอบเล่นเดี่ยวแบบไม่ใช้แอมป์มากกว่าเพราะความงดงามของเสียงกีตาร์มีอยู่ในตัวของมันเอง แม้ว่าเสียงของกีตาร์จะเบา แต่บางครั้งในสถานที่ที่เหมาะสมเสียงก็ก้องไปได้ไกล แม้ว่าเสียงจะค่อยเบาลงในระยะที่ไกลขึ้น แต่มีบางอย่างที่งดงามน่าอัศจรรย์อยู่ในเสียงนั้น, อย่างน้อยหูผมก็ได้ยิน, ขณะที่แอมป์ไม่สามารถทำได้ อย่างไรก็ตามผมก็เปิดใจกว้าง ผมไม่ตัดสินอะไรๆ ล่วงหน้า สิ่งใดๆ ก็ตามที่ช่วยให้เสียงดีขึ้นก็เป็นเรื่องที่ดีทั้งนั้น แต่หากเราละเอียดในการเลือกหอแสดงที่ช่วยเสียงกีต้าร์ได้นั้นการใช้แอมป์ก็ไม่ใช่เรื่องจำเป็น
LS: อาจารย์ คิดว่าความอัศจรรย์ของเสียงที่ อาจารย์พูดถึงยังไม่สามารถปรากฎในการอัดแผ่นเสียง หรือเปล่า?
JB: ผมคิดว่าการอัดแผ่นสามารถทำได้ ผมมักจะใช้โบสถ์แถวๆ บ้านผมที่มีอคูสติดเยี่ยม ไม่มีการปรับแต่งเสียงใดๆ อีก เสียงที่อัดแผ่นนั้นเป็นเสียงจริงๆ ของกีตาร์ที่ไม่มีการปรับแต่งใดๆ ผมคิดว่านี่เป็นสิ่งที่ใช้ได้พอสมควร
LS: ในวีดีโอที่เพิ่งจะวางตลาด การแสดงหลายๆ ฉากอยู่ข้างนอกห้อง ไม่ทราบว่าเรื่องเสียงเป็นอย่างไรในที่แบบนั้น
JB: นี่เป็นความลับของการทำหนังในสถานที่จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศลาติน (หมายถึงสเปน) ที่ไม่มีความเงียบสงบเลย ผมเลยอัดเสียงในห้องอัดไว้ก่อนแล้วผมก็เล่นตามตอนที่อยู่ในสถานที่จริง
LS: นี่คงเป็นประสพการณ์ที่น่าลอง
JB: ที่จริง มันยากมากแต่หลังจากที่ทำทุกวันไปได้สองอาทิตย์ คุณก็คุ้นกับมัน แต่ผมว่ามันเป็นง่ายที่เหนื่อยมากและมีอีกด้านหนึ่งเพิ่มขึ้นมานั่นคือคุณต้องเล่นให้นิ้วตรงกับเสียงที่อัดไว้ก่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องใช้สมาธิอย่างยิ่ง คุณต้องรู้จักเพลงนั้นอย่างขึ้นใจก่อนที่จะเล่น
LS: ผมดูท่านเซกโกเวียผ่านประสพการณ์ที่คล้ายกันที่ Santiago de Compostela ประมาณ 20 ปีก่อน ซึ่งถ่ายทำสำหรับทีวีฝรั่งเศส มันยากมากสำหรับท่าน ทุกๆ ครั้งที่ท่านเล่นมันเพลงเดียวกัน มันแตกต่างกันเล็กน้อย
JB: เมื่อเรามีอายุมากขึ้น ความคิดเห็นและการแปลบทเพลงมีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตามหัวใจของการแสดงก็คือความเป็นดนตรี การที่เราเปลี่ยนแปลงวลี หรือเปลี่ยนสีสรรของเสียงเพลงไปในอีกทางหนึ่ง ต้องมีเหตุผลทางด้านดนตรี ผมสังเกตว่าเพลงที่ผมอัดสองหรือสามครั้งในช่วงเวลา 30 ปีที่ผ่านมา มันแตกต่างกันทีเดียว สำหรับการอัดครั้งแรกนั้น มันเป็นคอนเซ็ปพื้นฐานที่ฝังอยู่ในบุคลิก จากนั้นผมก็เรียนรู้ว่าผมได้หรือไม่ได้ทำอะไรบ้าง ผมสามารถที่จะเล่นให้เหมือนๆ กันได้ เมื่อคุณแก่ลงและเล่นเพลงนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก คุณก็เริ่มที่จะเน้นขึ้นหรือลดการเน้นลงเพื่อให้คอนเซ็ปของเพลงของคุณละเอียดยิ่งขึ้น การแสดงของผมตอนนี้ ดีขึ้นกว่าเดิมและชัดเจนมากขึ้น (ทางคอนเซ๊ปของเพลง) ผมต้องการที่จะเข้าถึงหัวใจของเพลงเลย ยิ่งกว่านั้นคุณยังไม่อยากเสียเวลาเพราะเวลาของคุณมีน้อยลง
LS: ในการสร้างวีดีโอชุดนี้เป็นเรื่องสำหรับผู้ที่ซีเรียสจริงๆ อาจารย์มีเหตุผลในเรื่องข้อได้เปรียบหรือความจำเป็นอย่างไรที่คิดทำวีดีโอการแสดงเมื่อเทียบกับการอัดแผ่น
JB: ผมไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพราะเป็นงานที่น่าท้าทาย เย็นวันหนึ่งผมนั่งดูคอนเสิร์ตของวงออร์เชสตร้า ผมคิดว่าการถ่ายทำน่าเบื่อมากเพราะไม่ได้อะไรเพิ่มเติมในด้านดนตรีเลย มันเป็นเรื่องดีที่เห็นเครื่องดนตรีและเทคนิค แต่บ่อยครั้งที่กล้องไปขัดจังหวะกับอารมณ์ของดนตรีหรือสิ่งที่ผู้ประพันธ์และผู้เล่นพยายามจะสื่อ
หลังจากนั้นผมคิดว่ามันน่าจะมีทางที่ดีกว่าในการสร้างสรรงานดนตรีทางทีวี บทเพลงของกีตาร์นั้นเหมาะสมมากสำหรับการถ่ายทำทางวีดีโอ เพราะเพลงของกีตาร์ส่วนมากมีความลึกทางด้านดนตรีศาสตร์น้อย อาจมีข้อยกเว้นบ้าง มันไม่เหมือนกับ String Quartets ของ Beethoven หรือ Piano Sonatas ของ Schubert เพลงของกีตาร์ส่วมมากมีเสน่ห์และปลุกเร้าอารมณ์ ดังนั้นผมเลยคิดว่ากีตาร์กับภาพที่เกี่ยวข้องกับเพลง น่าจะเป็นรายการที่ดี แล้วผมก็คิดว่า ภาพอะไรดีหล่ะ ผมนึกดูว่ากีตาร์เป็นเครื่องดนตรีจากสเปน และสเปนก็เป็นประเทศที่มีทรัพยากรทางกีตาร์และบทเพลงมากมาย
พูดง่ายกว่าทำเสมอ เพราะว่าถ้าหากคุณจะทำโปรแกรมที่ถูกต้องจริงๆ คุณจะต้องมีเครื่องดนตรีในยุคนั้นๆ หรือก๊อปปี้ที่เหมือนมาก ไม่มีใครสามารถเล่นเพลงสำหรับ Vihuela ได้ด้วยกีตาร์ยุคนี้ เมื่อยี่สิบห้าปีก่อนคุณอาจทำได้แต่เดี๋ยวนี้คนมีความรู้มากขึ้นเกี่ยวกับเครื่องดนตรียุดต่างๆ เสียงและการเล่นที่ถูกต้อง
ผมได้ให้เพื่อนผม โฮเซ โรมานิยอส (Jose Romanillos) ที่ทำกีตาร์ให้ผม สร้างเครื่องดนตรีย้อนยุค เราทำการออกแบบด้วยกัน เพราะเท่าที่รู้มา ไม่มี Vihuela หรือ กีตาร์ยุด Renaissance หลงเหลืออยู่ในยุคนี้เลย เราสนุกกันมากในการทำกีตาร์เหล่านี้ แต่มันก็กินเวลา จากนั้นผมก็เรียนที่เล่นมัน, กีตาร์ baroque เป็นอะไรที่แตกต่างมากกับกีตาร์ยุคนี้ แต่ผมว่ามันท้าทายมาก ผมเรียนรู้การเล่นกีตาร์ยุคนี้เพิ่มขึ้นอีกจากการเล่นกีตาร์ยุด baroque
LS: เป็นยังไงครับ?
JB: แม้ว่าเราจะเล่นเพลงของ Corbeta หรือ de Visee ได้ด้วยกีตาร์ยุคนี้ แต่มันไพเราะกว่าด้วยกีตาร์ยุด Baroque ตอนนี้ผมสามารถเลียนเสียงของกีตาร์บาโร้คด้วยกีตาร์ยุคนี้ได้ เป็นการเรียนรู้ที่ดีมากหากคุณได้เล่นเครื่องดนตรีย้อนยุค เพราะคุณจะได้รู้ว่าเครื่องดนตรีเหล่านั้นเสียงจริงๆ เป็นยังไง แล้วคุณก็สามารถที่จะเลียนเสียงบนเครื่องดนตรียุคปัจจุบันได้ ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถทำให้เสียงเหมือนได้ แต่ก็สามารถทำให้ใกล้เคียงของจริงมากกว่าการเล่นแบบเดิม
หลังจากนี้ผมได้รวบรวมบทเพลง สำหรับ Vihuela นั้นไม่ยากเพราะเราได้หนังสือมา แต่สำหรับ Spanish guitar นั้นก็ต้องใช้เวลาพอควร อีกทั้งผมยังต้องปรึกษากับผู้เล่นกีตาร์บาโร้คคนสองคน เรื่องสายก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ต้องหาทางแก้ไข ผมรู้ว่าวิธีขึ้นสายของ Lute แต่ไม่รู้วิธีสำหรับกีตาร์บาโร้ค ผมเลยให้นักกีตาร์บาโร้ค ขึ้นสายให้ผม เพราะผมต้องการความถูกต้องสมบูรณ์แบบ เดี๋ยวผมขึ้นสายกีตาร์บาโร้คได้เองแล้ว
LS: เรื่องหาทุนสร้าง ยากหรือเปล่าครับอาจารย์
JB: บริษัทสร้างหนังของอังกฤษไม่มั่นคงเลย บริษัทอาจจะเกิดหรือเลิกล้มไปในครึ่งวัน ดังนั้นการหาทุนจึงไม่ง่ายเลย การถ่ายทำในที่จริงในเวลา 6 สัปดาห์ต้องมีค่าใช้จ่ายไม่น้อย และสำหรับโปรแกรมเพื่อศิลปวัฒนธรรมแบบนี้ยิ่งหาทุนได้ยาก โครงการรวมทุนเกือบสำเร็จถึงสองครั้งแต่ก็ต้องเลิกก่อน หลังจากพยายามอยู่สี่ปีผมเลยเลิกล้มความตั้งใจ
แต่เอเย่นต์ของผมซึ่งเป็นเพื่อนสนิทด้วย บอกว่าไม่ได้ มันเป็นโครงการที่ดีมาก ผมจึงบอกเขาว่า อย่างนั้นคุณเอาไปทำเอง ผมจะทำแต่ด้านดนตรีอย่างเดียว และหากคุณทำได้ผมยก ไวน์แดง claret ปี 1961 ให้ทั้งลังเลย (ปี 1961 เป็นปีที่ดีที่สุดในศตวรรษ ขวดหนึ่งขายกันประมาณร้อยปอนด์ แต่ยี่สิบปีก่อนผมซื้อมันมาถูกมากและมาเก็บไว้) ในที่สุดเขาก็สามารถทำการรวบรวมทุนได้
LS: เป็นการลงทุนที่คุ้มมากๆ เลยครับ
JB: ใช่ แต่ผมก็ยังรู้สึกเสียดายไวน์มาก
LS: ในที่สุดอาจารย์ก็ก้าวสู่โลกของวีดีโอเป็นก้าวแรก อาจารย์จะทำอีกหรือเปล่า หรือว่าอาจารย์สนใจที่จะร่วมงานกับนักประพันธ์ที่เขียนเพลงโดยเฉพาะสำหรับวีดีโอดนตรี
JB: ที่จริงผมได้ทำแล้วเมื่อหลายปีก่อน ผมเล่นแบ็กกราวน์ให้กับหนังหลายเรื่อง ผู้ประพันธ์จะเขียนขึ้นเฉพาะเจาะจงในอารมณ์ต่างๆ คุณต้องเล่นให้เห็นภาพ
นอกจากนี้ เมื่อยี่สิบปีก่อน มีงานแสดงภาพถ่ายสากล ที่ทาง BBC จะทำเป็นสารคดีทางทีวียาวหนึ่งชั่วโมง การแสดงภาพถูกจัดกลุ่มให้เป็นเรื่องราว อาทิ สงคราม, ความรัก, เด็กๆ เป็นต้น กล้องจะถ่ายไปเรื่อยๆ ในขณะที่ผมจะต้องเล่นเพลงให้เหมาะสม เท่าที่ผมจะนึกได้ในตอนนั้น มันเป็นหนึ่งในประสพการณ์ที่น่าตื่นเต้นที่สุดที่ผมเคยทำ
LS: ความสนใจของสาธารณชนเมื่อยี่สิบปีก่อนดูเหมือน จะเลือนหายไป ปัจจุบันมีนักกีตาร์น้อยคนมากที่สามารถดึงดูดผู้ชมได้มากๆ เหมือนเมื่อก่อน ทำไมครับ?
JB: ความเป็นอยู่และแฟชั่นเป็นสิ่งที่มีขึ้นมีลงเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย และกีตาร์ก็ถูกกระทบโดยสิ่งเหล่านี้ มันก็มีช่วงเวลาที่กีตาร์เป็นแฟชั่นยอดนิยมและเป็นที่ชื่นชมมาก แต่ก็มีช่วงเวลาที่มันถูกเก็บไว้ในห้องเก็บของ ปัญหาหนึ่งก็คือมีกิจกรรมของกีตาร์มากเกินไปในปัจจุบัน อาจจะไม่ยุติธรรมที่พูดอย่างนี้แต่ผมไม่คิดว่าบทเพลงของกีตาร์จะเป็นแบบที่ได้รับความชื่นชมด้วยความสนใจและการวิเคราะห์มากนัก และผมยังคิดว่านักกีตาร์ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับตัวกีตาร์มากกว่าบทเพลงที่เล่น ผมไม่คิดว่าคุณจะเจอแบบนี้กับนักดนตรีชนิดอื่นๆ ที่มักให้ความสำคัญต่อบทเพลงก่อนเครื่องดนตรี
กีตาร์เป็นเครื่องดนตรีที่พูดสิ่งที่มันต้องการพูดได้อย่างคล่องแคล่ว แต่มันไม่ใช่เครื่องดนตรีที่สามารถดึงดูดใจผู้ชมได้มากมาย เซกโกเวียสามารถดึงดูดใจผู้ชมได้มากแต่เขาก็เป็นข้อยกเว้น
LS: ท่านเซกโกเวียได้ตั้งเป้าหมายหนึ่งในเป้าหมายของเขาว่า จะขยายบทเพลงของกีตาร์ทั้งด้านจำนวนและคุณภาพเพื่อที่ว่ากีตาร์จะไม่ขึ้นกับความสามารถที่สูงส่งของผู้เล่นอีกต่อไป อาจารย์คิดว่าเป้าหมายนี้สำเร็จแล้วหรือยัง
JB: ผมคิดว่ามันเป็นเป้าหมายที่เป็นไปไม่ได้เลย อย่างที่ผมกล่าวไว้แล้ว สิ่งต่างๆ มันมีขึ้นมีลง ยกตัวอย่างเช่น นักประพันธ์ที่เซกโกเวียชื่นชม (และมักจะเป็นเพื่อนของท่าน) เขียนบทเพลงที่ได้รับความนิยมในทศวรรษที่ 20 และ 30 แต่ต่อมา กลายเป็นสิ่งล้าสมัยจนกระทั่งน่าเบื่อ แต่ปัจจุบันทศวรรษที่ 80 บทเพลงเหล่านั้นเพลงสองเพลงสามารถนำมารื้อฟื้นเล่นใหม่ได้ หากเอาเพลงกีตาร์ไปเล่นบนเปียโน ผมว่าคุณไม่ไปฟังมันหรอก แต่หากเล่นด้วยกีตาร์เพลงเหล่านี้ก็น่าสนใจมาก
LS: อาจารย์รู้สึกว่าบทเพลงกีตาร์ ไม่สามารถมีความลึกทางด้านวิชาการหรือปัญญา ใช่หรือไม่?
JB: ผมคิดว่ามีได้ แต่ผมไม่คิดว่าเราอยู่ในยุคที่สภาวะทางดนตรีเหมาะสมสำหรับกีตาร์ งานดนตรีในศตวรรษนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 30 ถึง 40 ปีที่ผ่านมา อยู่ในภาวะที่เรียกว่ามั่วมากที่อะไรๆ ก็ไปได้ทั้งนั้น และดูเหมือนจะถูกทำลายโดย Arnold Schoenberg และพวก อย่าเข้าใจผมผิด ผมชื่นชมโชนเบอร์กมาก ที่จริงผมชื่นชมตัวเขามากกว่าบทเพลงส่วนใหญ่ของเขา แต่อย่างไรก็ตามภาษาดนตรีถูกกระทบอย่างมาก นักประพันธ์บางคนพยายามที่จะเลียนแบบ แต่ดนตรี, ภาษา, และกฎเกณฑ์ทางดนตรีก็แตกเป็นส่วนๆ ผมคิดว่าเราไม่อยู่ยุคที่สามารถสร้างดนตรีจากอากาศได้ ดนตรีที่มีความลึกซึ้งและมีจิตวิญญาณ มีผลงานบางงานที่เขียนขึ้นในระยะเวลายี่สิบปีที่ผ่านมาที่โดดเด่นและให้ความมีจิตวิญญาณและน่าเร้าใจ แต่กีตาร์ไม่มีความสามารถที่จะแสดงภาษาทางดนตรีแบบแตกเป็นชิ้นๆ แบบนี้ได้ (fractured musical language)
LS: คุณคิดว่ากีตาร์โดยธรรมชาติแล้ว เป็นเครื่องดนตรีที่แสดงจิตวิญญาณหรือเร้าอารมณ์มากๆ หรือเปล่า?
JB: ผมไม่คิดอย่างนั้นเลย ผมคิดว่ามันสามารถสร้างสรร หลายสิ่งหลายอย่างได้ แต่มันเหมือนกับพูดว่า
สวนย่อมญี่ปุ่นจะดูเหมือนสวนสาธารณะใหญ่ๆ ได้หรือ ไม่ได้ สัดส่วนและขนาดเป็นสิ่งแรกที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง โดยพื้นฐานแล้วกีตาร์เพียงแค่ ชี้แนะ เท่านั้น มันไม่สามารถแสดงสิ่งต่างๆ ที่เป็นรูปเป็นร่างได้อย่างง่ายๆ มันเร้าอารมณ์และมันสามารถมีพลังได้ แต่ภาษาดนตรีจะต้องมีมากกว่าความสามารถในการเร้าอารมณ์ มันต้องมีพื้นฐานสำหรับความยืดหยุ่นในการประพันธ์ (compositional flexibility) และมีโครงสร้างที่สามารถรองรับคณิตศาสตร์ทางดนตรี อาทิเช่น CounterpointLS: อาจารย์คิดว่าข้อจำกัดเรื่อง dynamic และ polyphonic ของกีตาร์ทำให้มันไม่ค่อยเหมาะสมสำหรับดนตรียุคนี้?
JB: ไม่ครับ เพราะว่าข้อจำกัดบางครั้งก็สิ่งที่สร้างความตึงเครียด (ในทางดี) อาทิเช่น Bach Chaconne from the D minor Partita สามารถเล่นบนออร์แกนได้และไพเราะดีด้วย แต่ข้อจำกัดของไวโอลินนี่แหละที่ทำให้เพลงนี้มีความหมายที่แท้จริง แม้ว่าออร์แกนจะเป็นเครื่องดนตรีที่มีขนาดใหญ่กว่ามาก ผมสนับสนุนเรื่องข้อจำกัด เพราะว่าเมื่อคุณเขียนเพลงสำหรับกีตาร์ เพลงนั้นจะต้องโฟกัสและกลั่นกรองแล้ว มันไม่ควรจะมีอะไรที่เกินเลยไปและมีสิ่งเสริมเติมแต่งเพียงเล็กน้อย คุณจะต้องเข้าไปถึงหัวใจของเพลงจริงๆ และแสดงออกมาในรูปแบบที่ง่ายที่สุด และกีตาร์ก็เหมาะสมมากสำหรับงานแบบนี้
30 October 1986