ส่วนหนึ่งของบทสัมภาษณ์ โทมัส ฮัมฟรีย์
โดย Colin Cooper (Classic Guitar Magazine)
ถอดความและเรียบเรียง โดย ครูหยิบ
[ผมคิดว่าเป็นการสรุปคุณลักษณะหรือส่วนประกอบของเสียงของกีต้าร์ที่ดีๆ ได้ดีมากๆ ชิ้นหนึ่ง]
CC: คุณเอ่ยถึงคำว่า "ความต้องการ" ทางดนตรีที่จะต้องได้รับการตอบสนองโดยตัวกีต้าร์คลาสสิค คุณหมายถึงความต้องการอะไรบ้างครับ?
TH: ความต้องการต่างๆ อาทิเช่น
- 1) Clarity [คือความชัดเจน] ซึ่งมาจากโน้ตที่มีเสียงพื้นฐาน (Fundamental) ที่เด่นชัด ซึ่งก็คือ ฮาร์โมนิคแรก (First Harmomic) [หมายถึงตัวเสียงพื้นฐานของโน้ตตัวหนึ่ง เช่น A=440Hz เป็นต้น ไม่รวมถึง Overtone ้เช่น 880Hz]
- 2) Voice Balance (ความสมดุลย์ของเสียง) ซึ่งหมายการต่อเนื่องของเสียงในสายที่ติดๆ กัน จะต้องราบเรียบ (ไม่กระโดด) ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลยสำหรับเครื่องดนตรีประเภทดีด และมีสายที่แตกต่างกันจากต่ำไปหาสูง
- 3) Sustain (ความยาวของเสียงก่อนที่จะหายไป) เราจะเห็นได้ชัดจากการเล่นโน้ตตัวกลม (whole note) ที่มีความยาวเสียง 4 จังหวะ ซึ่งกีต้าร์เป็นเครื่องดนตรีที่มี Sustain น้อย ฮาร์พซิคอร์ดก็เช่นกัน ดังนั้นจึงมีการประดิษฐ์คิดค้น เปียโน ขึ้นมาซึ่งมี "Sustain Pedal"
- 4) Dynamic Range กีต้าร์มีช่วงไดนามิคส์ (ดังเบา) ของตัวเอง "Forte" บนกีต้าร์อาจเป็นแค่ "Pianissimo" ของเครื่องดนตรีอื่นๆ
- 5) Voice-Separation ซึ่งมีพื้นฐานจาก Clarity ในออสเคสตร้า หรือวงป๊อป การแยกเสียงนั้นทำโดยเครื่องดนตรีที่เล่นได้ทีละเสียง หรือ "single-line" อยู่แล้ว ซึ่งอาจจะเป็น Soprano, Alto, และ Bass ดังนั้นมันเหมือน Voice Separation ได้มาเองฟรีๆ แต่กีต้าร์คลาสสิคมักจะเล่นพร้อมๆ กันหลายเสียง (contrapuntally) ดังนั้นมันเป็นเรื่องสำคัญที่แต่ละเสียงจะต้องชัดเจนแยกออกมาเพื่อที่จะให้ได้ยินเสียงดนตรีทุกเสียง คลาสสิคกีต้าร์จึงเป็นเครื่องดนตรีที่เล่นยากอย่างร้ายกาจ - เป็นเครื่องดนตรีที่ยากที่สุดในเครื่องดนตรีทั้งหมด - ดังนั้นเราจึงควรทำกีต้าร์ให้เล่นได้ง่ายขึ้น
- 6) Articulation - การออกเสียงให้ชัดเจน เป็นจุดแข็งของกีต้าร์ เพราะว่ามีการสะท้อนเสียงและการกระแทกของเสียงที่ดี หากเราเอานิ้วไปหยุดสายทั้งหมด แล้วเอานิ้วมือขวาไปตีตรงบริดจ์ จะได้ยินเสียงเคาะ ซึ่งเราเรียกว่า "Formant Resonance" และมันจะอยู่กับโน้ตทุกตัวที่เราเล่นบนกีต้าร์ตัวนั้นๆ ซึ่งเสียงนี้จะเป็นตัวกำหนดเสียงเริ่มแรกที่สุดของโน้ต อย่างไรก็ตาม กีต้าร์ที่ยอดเยี่ยมเท่านั้นที่ตัวโน้ตจะโดดเด่นออกมาเหนือกว่า "Formant Resonance" และสร้างเสียงที่บริสุทธิ์ (Pure Tone) เครื่องดนตรีทุกประเภทจะมี "Formant Resonance" ในแบบใดแบบหนึ่ง
- 7) Colour (สีสรร) ก็เป็นสิ่งกีต้าร์ทำได้ดีมาก - นั่นคือความสามารถในการเปลี่ยนเสียงจาก "Ponticello" [เสียงเมตัลลิก] ไปสู่ "Dolce" [เสียงหวานนุ่ม] และเสียงต่างๆ ที่อยู่ระหว่างสองขั้นนี้ สีสรรมาจากผู้เล่นมากกว่าตัวกีต้าร์เอง แต่กีต้าร์บางตัวสามารถสร้างสีสรรได้มากกว่าตัวอื่นๆ สีสรรสำคัญมากสำหรับงานอัดแผ่น เนื่องจากแผ่นเสียง (แผ่นซีดี) มี "ภาพ"ที่ยาวนานกว่าและเราได้ยินรายละเอียดมากกว่าการแสดงสด
- 8) Volume และ Projection (ความดังและการพุ่งของเสียง) ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่สุดของกีต้าร์ ถึงแม้ว่าผู้เล่นหลายๆ คนจะตัดสินกีต้าร์ตอนที่พวกเขาเล่นมัน แต่กีต้าร์จะดังสุดเท่าที่จะดังได้ก็คือที่หลังห้องแสดง (concert hall) เท่านั้น Volume คือ Projection
[ผู้แปล - อันนี้ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับ T.Humphey เท่าไร ว่า "Volume = Projection", Hermann Hauser ทั้งสามรุ่นก็ไม่เห็นด้วย กีต้าร์ที่ Projection ดี ได้ยินถึงหลังห้อง แต่ Volume อาจไม่ได้ดังระเบิดก็ได้ กีต้าร์ที่ดังมากๆ แต่อาจไม่ได้ยินรายละเอียดและความไพเราะของเสียงมากนักก็มีมากครับ]
คุณภาพของเสียง เป็นส่งที่เราตัดสินได้สำหรับตัวเรา ผมไม่อาจบอกคุณได้ว่าเสียงดีคืออะไร แต่คุณจะรู้เองตอนที่คุณได้ฟังกีต้าร์ - โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากได้ยินหรือได้เล่นกีต้าร์ทีดีๆ หรือยอดเยี่ยมจำนวนมากๆ
-------------------
ผู้แปล - มันเป็นการยากครับที่จะเข้าถึงสิ่งเหล่านี้ อาจเรียกได้ว่าเป็นภาคทฤษฎีที่ต้องใช้จินตนาการมากกว่า หากแต่ว่าการได้มีโอกาสได้เล่นกีต้าร์ดีๆ ระดับคอนเสิร์ตแนวหน้าของโลกจริงๆ สักตัว นั้นจะช่วยให้คุณได้เข้าใจในสิ่งเหล่านี้มากขึ้น และจะยิ่งดีกว่านั้นถ้าได้มีประสบการณ์เล่นกีต้าร์ระดับนั้นอีกหลายๆ ตัว ครั้งแรกที่ผมได้เรียนรู้จักกีต้าร์ที่เรียกได้ว่าระดับคอนเสิร์ตจริงๆ ก็คือ Jose Ramirez (Elite Model) ของ Alessio Monti ใน Masterclass ซึ่งถือว่าเป็นกีต้าร์ที่ดีมากตัวหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะไม่ถูกกับรสนิยมของผมนัก และในเย็นวันเดียวกันได้มีโอกาสเล่น Masaru Kohno Pro-J ใน Workshop ที่จัดโดย ชมรมกีต้าร์กรุงเทพฯ เมื่อปี 1999 (พ.ศ. 2542) เมื่อผมได้เล่นกีต้าร์ตัวดังกล่าวผมรู้สึกประทับใจมาก ในคุณภาพของเสียง] และหลังจากนั้นก็ได้มีโอกาสได้ชมได้เล่นและได้เริ่มครอบครองกีต้าร์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกจำนวนหนึ่ง ทั้งหมดนี้ผมขอให้เครดิตและขอบคุณกับทางชมกีต้าร์กรุงเทพฯ และอ.กมล อัจฉริยะศาสตร์ ซึ่งถือเป็น กูรู (Kuru) ทางด้านกีต้าร์คลาสสิคทั้งด้านการเล่น/ดนตรีบทเพลง/และตัวกีต้าร์ ที่มีความรู้และประสบการณ์ที่กว้างและลึกที่สุดที่ผมเคยได้รู้จัก
บทความนี้ก็เกิดขึ้นจากการพูดคุยกับ อ.กมล ในเรื่องกีต้าร์และนักเล่นกีต้าร์คลาสสิคในบ้านเรา ที่ยังมีประสบการณ์กับกีต้าร์น้อยจนไม่สามารถระบุได้ว่าควรจะสังเกตหรือตัดสินกีต้าร์ได้อย่างไร บางครั้งมาถาม อาจารย์ก็ต้องถนอมน้ำใจ โดยการตอบอ้อมๆ ไป อย่างที่เคยเขียนหรือแปลไว้ในบทความอื่นๆ ก่อนหน้านี้ว่าเวลาจะซื้อกีต้าร์ดีๆ (ซึ่งก็มักจะแพงเสมอ) ควรให้ผู้รู้ผู้มีประสบการณ์ในด้านกีต้าร์ช่วยดูให้ ไม่ใช่ซื้อมาแล้วค่อยให้ดู ซึ่งมันไม่มีประโยชน์แล้วครับ แล้วต้องขอบอกตามตรง (ใครจะว่าก็ได้ แต่เป็นข้อเท็จจริง) ในเมืองไทยมีผู้รู้หรือมีประสบการณ์ในด้านตัวกีต้าร์ ในระดับเข้าใจและวิจารณ์ได้อย่างลึกซึ้ง ไม่มากนัก (ไม่เกินจำนวนนิ้วมือของเราครับ) สำหรับตัวผมเองแล้ว ผมเชื่อใจอยู่เพียงสามคนเท่านั้นในเมืองไทยที่จะช่วยผมตัดสินใจซื้อกีต้าร์ได้ครับ!!!
มีนักกีต้าร์ชั้นนำหลายคนที่ใช้ โทมัส ฮัมฟรีส์ กีต้าร์ รุ่น Millenium อาทิ Assad ฺBrothers, Sharon Isbin, และ Eliat Fisk เป็นต้น เขาถือเป็นหนึ่งในสุดยอดของช่าง ทำกีต้าร์ในยุคปัจจุบันคนหนึ่ง กีต้าร์ของเขามีการเปลี่ยนแปลงทุกๆ ชุดที่ทำขึ้นมา
อย่างเช่น Manuel Valaquez ก็ยังบอกว่า "ผมทำกีต้าร์มากว่าสี่สิบปีแล้ว ผมยังเป็นนักเรียน อยู่เลยครับ ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้ผมประหลาดใจอยู่เสมอ"