เป้าหมายของการจัดสอบเกรดทางดนตรีก็เพื่อเป็นการวัดผลในความก้าวหน้าของนักเรียน ไม่ว่าจะเป็นการเรียนเพื่อความสนุกสนานหรือจะเรียนเพื่อเป็นอาชีพในอนาคตทั้งในแบบครูสอนหรือศิลปินการแสดงก็ตาม นักเรียนที่เข้าสอบจะต้องเล่นเพลงสาม (หรือ สี่) เพลง และการสอบอื่นๆ ที่รวมถึงการทดสอบทางเทคนิค, Sight-Reading, Ear Tests, และการแสดงโดยใช้ความจำ (ห้ามดูโน้ต) การทดสอบต่างๆ เหล่านี้ก็เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาทักษะทางดนตรีรอบด้าน
การจัดเกรดทางปฎิบัติของอังกฤษ (แคนนาดาและออสเตรเลีย) จัดระดับไว้ตั้งแต่ 1 8 จากง่ายไปถึงยาก (แต่ละสถาบันอาจมีความยากง่ายไม่เท่ากัน แต่วัตถุประสงค์ในเกรดที่เทียบเท่ากันในด้านความยากง่าย จะคล้ายกัน) และอาจจะมี Initial Grade หรือ เกรด 0 เพื่อเป็นเกรดที่ปูพื้นเป็นแนวทางในการสอบเกรดต่อไป จุดประสงค์ทางการแสดงของแต่ละเกรดเป็นดังนี้ [จากของ Trinity]
|
Grade |
Level |
Objectives (วัตถุประสงค์) |
|
Initial |
Foundation |
ทดสอบความสามารถพื้นฐานในการสร้างเสียงโน้ตสำหรับเครื่องดนตรีนั้นๆ เพลงที่ใช้จะสั้นมาก เพื่อให้เหมาะกับนักเรียนที่เป็นเด็กๆ และจังหวะก็ง่ายๆ |
|
1 |
สามารถเล่นโน้ตในช่วงสั้นๆ โดยรักษาจังหวะและทำนองที่เหมาะสมได้ โดยใช้ Key พื้นฐานสำหรับเครื่องดนตรีนั้นๆ |
|
|
2 |
ช่วงของโน้ตเพิ่มขึ้นเพื่อเปิดให้มีการใช้ Key อื่นๆ และมีความสามารถในการเล่นท่วงทำนองจังหวะที่ยากขึ้น และมีความแตกต่างในความเร็วของจังหวะบ้าง |
|
|
3 |
Intermediate รวมถึง First Concert Certificate |
เล่นด้วยความเป็นดนตรีมากขึ้น พร้อมกับการพัฒนาทางเทคนิคของเครื่องดนตรีนั้นๆ อาทิ เช่น Piano Pedalling เป็นต้น |
|
4 |
เล่นอย่างคล่องแคล่วในเพลงที่เล่นมีความยาวมากขึ้นกว่าเดิม และอาจมีการตีความของโน้ตตกแต่งด้วย (interpretation of ornaments) |
|
|
5 |
เป็นจุดเริ่มต้นในการเพิ่มทักษะในการแสดงและการมี Sense of Style, การเพิ่มความสามารถในการควบคุม Tone Quality (รวมถึงเทคนิค vibrato ของพวกเครื่องสาย) มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงความแตกต่างของรูปแบบใน Articulation และ Phasing และจะแสดงได้ด้วยเทคนิคอย่างไร |
|
|
6 |
Advanced รวมถึง Performers Certificate |
เน้นในเรื่องการตีความ (Intrepretation) เพื่อเสริมความสามารถทางเทคนิคและความแม่นยำในการเล่นเพลงที่ยากขึ้น |
|
7 |
มีความสามารถในการควบคุมทางเทคนิคที่ครอบคลุมทั้งหมด เว้นแต่อันที่ยากที่สุดสำหรับเครื่องดนตรีนั้นๆ โดยใช้ Key ที่กว้างขวางกว่าเดิม มีการตระหนักถึงการตีความของเพลงในแต่ละยุคและ Style (Stylistic Interpretation) |
|
|
8 |
เป็นจุดรวมของทั้งความสามารถทางเทคนิคและการตีความ โดยใช้เพลงที่เลือกมาจาก บทเพลงมาตรฐานที่ใช้ในการแสดง (Standard Repertoire) ของเครื่องดนตรีนั้นๆ |
สำหรับเกรดอื่นๆ ของ Trinity
First Concert Certificate และ Performers Certificate
สำหรับการสอบเพื่อใบประกาศ (Certificate) เป็นการแสดง Recital แบบสั้นๆ โดยนำเอาเพลงจากเพลงสำคัญๆ เพื่อให้ผู้สอบเน้นในเรื่องการแสดงอย่างเดียวโดยไม่ต้องสอบทักษะอื่นๆ จะเน้นในเรื่อง technique และ interpretation ของแต่ละสไตล์ของดนตรี (แต่ละยุค) ผู้สอบจะต้องแสดงด้วยความเข้าใจและสามารถสื่อสารต่อผู้คุมสอบเสมือนหนึ่งแสดงต่อหน้าผู้ชมจริง และมีเพลงที่ต้องแสดงจากความจำ (ห้ามเปิดโน้ต) และมีคะแนนสำหรับ Presentation Skill ด้วย โดยความยากทางเทคนิคและความสามารถทางการแสดงของ First Concert Certificate จะอยู่ในระหว่าง เกรด 5 6 ส่วนของ Performers Certificate จะอยู่ในระดับเกรด 8 ATCL diploma (เกรด 9).
ระดับ Diploma แบ่งเป็น 3 ระดับคือ
สำหรับ AMEB (Australia) นั้น จะแบ่งเป็น Foundation Level แบ่งเป็น Grade 0 4, Intermediate Level เป็น Grade 5 8, Advanced Level แบ่งเป็น Assoiciate และ Licentiate โดยมี List ของเพลงให้เลือกในระดับต่างๆ มากกว่า (มากๆ) ของระบบของอังกฤษ ความยากง่ายนั้น อาจกล่าวได้ว่าในระดับเกรดเดียวกันเฉลี่ยแล้วจะยากกว่าอังกฤษประมาณครึ่งขั้น [AMEB เป็นแนวทางหลักสูตรที่ดีมาก เนื่องจากมี list เพลงแบ่งแยกยุคได้ละเอียดและมีเพลงมากกว่า นักเรียนทางดนตรีควรมีไว้ใช้เป็นแนวทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับเกรด 1 5 ที่ทางอังกฤษมักจะใช้เพลงที่อยู่ในตำราของแต่ละสถาบันเอง ทำให้ไม่มีรายชื่อและรายละเอียดของเพลงเท่าไร]
อย่างไรก็ตาม การศึกษาด้านดนตรีสากลของเมืองไทย ทางญี่ปุ่นได้เป็นผู้บุกเบิก ทำให้การจัดเกรดระบบญี่ปุ่นยังเป็นที่รู้จักกันในหมู่คนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายกีต้าร์คลาสสิค การจัดเกรดของญี่ปุ่นนั้นจะใช้ตัวเลขจากมากไปหาน้อย คือไล่จากเกรด 10 ลงมาหาเกรด 3 โดยเกรด 10 6 นั้นอยู่ จะเทียบความยากง่ายของเพลงในระดับเดียวกับของอังกฤษเกรด 1 5 แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากหลักสูตรญี่ปุ่นแทบไม่มีเพลงในยุคสมัยอื่นๆ นอกจากยุคคลาสสิคกับยุคโรแมนติค จึงถือว่ายังไม่สามารถนำมาเทียบกับระบบที่ใช้เพลงครบทุกสมัยได้ ในเกรดญี่ปุ่น 5, 4, 3 นั้นจะเทียบกับระบบมาตรฐานได้ดังนี้:- เกรด 5 เทียบเท่ากับเกรด 6/7 และเกรด 4 เทียบเท่าเกรด 7/8/Associate และเกรด 3 นั้นเทียบเท่าเกรด Assoicate/Licentiate อย่างไรก็ดี ในระดับเกรด 5 ของญี่ปุ่นอันเป็นเกรดเริ่มต้นของผู้ที่เป็นครูสอน จะเริ่มมีเพลงในยุคอื่นๆ อาทิเช่นเรอนาซ้อง, บาโร้ค, และศตวรรษที่ 20 ทำให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น แม้กระนั่นการที่ไม่ได้มีการเรียนเพลงในยุคอื่นๆ ในระดับต้นๆ ทำให้มีความยากในการเล่น อีกทั้งการตีความในการเล่นและเทคนิคก็มักเข้าไปสู่ยุคคลาสสิค ทำให้ไม่สามารถเล่นได้ดีหรือถูกต้อง
การสอบเกรดนั้น เป็นการวัดผลและความสามารถด้านเทคนิคและทางดนตรีในชั้นต่างๆ อย่างไรก็ดี มิได้หมายความว่า คนที่สามารถสอบเกรดได้ระดับนั้นหรือระดับนี้ จะเล่นได้ดีกว่าคนที่ไม่ได้สอบเกรด หากเราดูในประเทศสหรัฐอเมริกา นั้นไม่มีมาตรฐานการสอบเกรดใดๆ คือ จะเข้ามหาวิทยาลัยก็ทดสอบกันเลย ว่าเล่นได้หรือเล่นไม่ได้ เล่นไม่ได้ก็คือเล่นไม่ได้ ก็ไม่ได้แปลว่านักกีต้าร์คลาสสิคจากสหรัฐฯ จะด้อยกว่านักกีต้าร์คลาสสิคจากที่อื่นๆ ประโยชน์ของหลักสูตร ที่นอกเหนือจากการเข้าสอบแล้ว คือเป็นแนวทางในการเรียนดนตรีและวัดมาตรฐานของตัวเองไปด้วย กล่าวคือระดับของเรา ควรจะฝึกเพลงใดต่อไป จึงจะก้าวหน้าขึ้น ไม่ใช่เรียนอยู่ในระดับเดิมๆ ไม่ก่อให้เกิดความก้าวหน้าเลย