ออกัสติน แบริออส
THE LEGACY OF AGUSTIN BARRIOS*

แปลและเรียบเรียงโดย ครูหยิบ


จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ บ่งชี้ว่า AGUSTIN BARRIOS MANGORE เป็นนักกีต้าร์คนแรก (คศ.1910-13) ที่ได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งประดิษฐ์ใหม่คือ "Gramophone" (เครื่องเล่นแผ่นเสียง) ยังไม่มีเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่คุณภาพดีในสมัยนั้น และนักดนตรีก็ต้องเล่นกันสดๆ ในตอนที่บันทึกโดยไม่มีการตัดเติมเสริมแต่งใดๆ มีนักดนตรีจำนวนน้อยมากที่สามารถทำได้เช่นนี้ และการที่ แบริออส สามารถทำการอัดแผ่นได้ใน "เทคเดียว" นั้น ได้สร้างความประทับใจให้กับนักกีต้าร์และนักดนตรีอื่นๆ จนเป็นตำนานแห่งสุดยอดนักประพันธ์และนักกีต้าร์ผู้หนึ่งในประวัติศาสตร์ดนตรีสากล

แบริออส เกิดเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ค.ศ.1885 ในปารากวัย ในครอบครัวศิลปินทางดนตรี และมีชื่อทางคริสเตียนว่า Agustin Pio Barrios เขาโชว์ความสนใจในกีต้าร์ตั้งแต่เด็ก และด้วยวัยแค่ 13 ปีก็มีความสามารถสูงจนได้รับทุนไปเรียนที่ Colegio Nacional ในกรุง Asuncion หลังจากที่จบเขาก็เริ่มประพันธ์เพลงและตระเวนแสดงคอนเสิร์ต ในปี 1908 เขามีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วปารากวัย และในปี 1910 เขาจากบ้านเกิดไปเริ่มต้นการแสดงคอนเสิร์ตอาชีพ

เขาได้ทำการอัดแผ่นเสียง เท่าที่เหลืออยู่มีทั้งหมด 6 แผ่น โดยสองแผ่นเป็นของบริษัท Aritgas และอีกสี่แผ่นเป็นของ Atlanta เราอาจคาดคะเนได้ว่าเขาได้ออกจากปารากวัยก่อนปี 1910 เสียอีกเพื่อทำการบันทึกแผ่นเสียง

ช่วงเวลาที่สำคัญช่วงหนึ่งของการเป็นนักกีต้าร์อาชีพคือช่วงที่เขาอยู่ที่ Montevideo (อุรุกวัย) เขาพำนักที่นี่เป็นเวลา 4 ปี ที่สำคัญก็เพราะว่าช่วงนี้เขาได้ทำการบันทึกแผ่นเสียงผลงานการประพันธ์ของเขาเป็นจำนวนมากอาทิ: A MI MADRE - เป็น Sonatina ที่ไพเราะ ประพันธ์ในลักษณะ improvisation, PEPITA - เป็น Waltz ในสไตล์ของ Straus, ARMONIAS DE AMERICAS - เป็นเพลงที่แสดงในเห็นจังหวะการเต้นรำแบบต่างๆ ในประเทศลาตินอเมริกา, DON PEREZ FREIRE and TANGO No. 2 - เป็น Tango ที่มีสีสรรทั้งสองเพลง, และ SARITA - เป็นเพลงแบบ Mazurka นอกจากนี้เขายังได้ทำการบันทึกเพลงที่ประพันธ์โดยศิลปินคนอื่นๆ ด้วย

ในปี 1916 แบริออสได้ย้ายไปที่บราซิลและพำนักที่นี่ถึง 6 ปี เขาประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว และระหว่างโปรแกรมการแสดงคอนเสิร์ตมากมายแล้ว เขาได้ปลีกเวลาไปอัดแผ่นเสียงที่กรุงบัวโนสไอเรส (อเจนติน่า) ด้วย

หลังจากที่เขาผิดหวังจากการกลับไปปารากวัย เขากลับไปตั้งหลักที่บราซิลอีกครั้ง เขาพำนักอยู่จนถึงปี 1932 และนี่เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของอาชีพของเขา เป็นยุคๆ หนึ่งของประวัติศาสตร์กีต้าร์เลยทีเดียว

หลังจากประสบความสำเร็จในการมาบราซิลครั้งแรกเขาก็ได้อุทิศตนให้กับกีต้าร์ ในครั้งนี้เขาได้ไปแสดงทั้ง 21 รัฐของบราซิล และได้ประพันธ์เพลงสำคัญๆ อีกมากมาย ทั้งยังได้ทำการบันทึกแผ่นเสียงเพลงเหล่านี้ไปด้วย ตัวอย่างเพลงสำคัญๆ ที่ทำการบันทึกแผ่นในช่วงนี้คือ DANZA PARAGUAYA, LA CATEDRAL - อันเป็นบทประพันธ์ที่เกิดจากความประทับใจในโบสถ์ Cathedral of San Jose ที่กรุง Montevideo, ORACION - เพลงโรแมนติกในแบบ Schumannesque, WALTZES No. 3 and 4 อันเป็นแบบสไตล์ของ Chopinesque, และบทประพันธ์ที่ใช้ Tremolo ในเพลง SOUVENIR D'UN REVE หรือต่อมารู้จักกันในชื่อ UN SUENO DE LA FLORESTA ซึ่งต้องใช้กีต้าร์ที่มี 20 frets บทประพันธ์ที่เด่นๆ ที่ใช้ท่วงทำนองแบบลาตินอเมริกาก็มี CUECA, ACONQUIJA, AIRE DE ZAMBA, MAXIXE และ PERICON, นอกจากนี้เขาได้บันทึกเพลงที่ประพันธ์โดยผู้อื่นไว้หลายเพลงด้วยในช่วงนี้

ในระหว่างปี 1932 และ 1934 แบริออสได้แสดงคอนเสิร์ตใน ไตรนิแดด, เวเนซูเอล่า (3 ครั้ง), ปารากวัย, โคลอมเบีย, ปานามา, คอสตาริกา, เอล ซาวาดอร์, ฮอนดูลัส และเม็กซิโก ที่เม็กซิโกเขาได้รับการต้อนรับจาก Tomas Salomini เอกราชฑูตปารากวัย และหลักจากพำนักที่คิวบา เขาได้ออกเดินทางกับ Salomini เพื่อไปยุโรป เท่าที่มีหลักฐานเขาได้แสดงคอนเสิร์ตที่ เบลเยี่ยม, เยอรมันนี, และสเปน ถึงแม้ว่าจะมีผู้อ้างว่าเขาเคยแสดงที่อังกฤษด้วย แต่ก็ไม่มีหลักฐานที่แน่นอน

ในปี 1936 แบริออสได้กลับมาลาตินอเมริกา และได้แสดงคอนเสิร์ตสองครั้งที่ ไตรนิแดด ในวันที่ 19 มีนาคมและ 8 เมษายน ผู้เขียนได้พบแผ่นโปรแกรมการแสดงทั้งสองครั้งจาก Robert Edgeworth Johnstone ที่พำนักที่ไตรนิแดดในช่วงนั้น และมีโอกาสได้ชมการแสดงและได้ศึกษากีต้าร์กับเขา ปี 1937 เขาไปแสดงที่โดมินิกันรีพับลิคและไฮติ และในปี 1938 ที่คิวบาและเม็กซิโกอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขาประสบกับโรคหัวใจวายเฉียบพลันทำให้ต้องยุติการทัวร์คอนเสิร์ตก่อนที่จะไปถึงสหรัฐอเมริกาตามที่ได้วางโปรแกรมไว้ เขาพักรักษาตัวที่คอสตาริกากับเพื่อนๆ ที่สนิทกันตอนที่ไปแสดงครั้งก่อน หลังจากที่หายดีแล้วเขาจึงไปแสดงที่ El Salvador ที่เขาประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง มีการถ่ายทอดทางวิทยุและการสัมภาษณ์หลายครั้ง ทำให้กีต้าร์เป็นที่นิยมในประเทศนี้ แต่ในการไป กัวเตมาลา ก็ทำให้โรคหัวใจเก่ากำเริบอีกครั้ง ทำให้เขากลับไปยัง El Salvador ทันที และยังพักอยู่ที่นั่นจนถึงแก่กรรมในวันที่ 7 สิงหาคม ค.ศ. 1944 ในช่วงสุดท้ายของชีวิต เขาได้เป็นศาสตราจารย์ทางกีต้าร์ใน National Conservatory กรุง San Salvador ซึ่งตำแหน่งนี้ได้รับการแต่งตั้งจาก นายพล Martinez ประธานาธิบดีแห่ง El Salvador

ในระหว่างที่สุขภาพไม่ดี เขาก็ยังกระตือรือร้นที่จะบันทึกแผ่น โดยแผ่นเสียง 4 ชุดที่เหลืออยู่ทำการอัดโดยใช้เครื่องบันทึกที่ใช้กันตามบ้านยี่ห้อ Crosley เพลงเด่นๆ คือ DIANA GUARANI ซึ่งกลายเป็นบทประพันธ์ที่เยี่ยมที่สุดของเขา บทเพลงนี้เกิดจากสงครามระหว่างพันธมิตรสามประเทศคือ อาเจนติน่า, บราซิล, โคลอมเบีย กับ ปารากวัย ในระหว่าง ค.ศ.1865-70 ในเพลงนี้มีการประยุกต์เอาสียงกลองและเสียงปืนใหญ่มาใช้ด้วย อีกบทประพันธ์หนึ่งคือ EL SUENO DE LA MUNEQUITA ในตอนท้ายของแผ่นมีเสียงของแบริออสพูดว่าอุทิศเพลงให้กับ Fiorella Massi ลูกสาวของเพื่อนสนิทเขาคนหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะไม่ชัดเจนนักเราถอดความได้ว่า "Para la bella nina Fiorella de Massi de su novio Mangoe que la adora" เป็นที่น่าเสียดายที่เพลงที่ดังที่สุดของเขาไม่ได้มีการบันทึกแผ่นไว้คือ UNA LIMOSNA POR EL AMOR DE DIOS แต่อย่างไรก็ดี แผ่นเสียงของแบริออส ยังคงถูกค้นพบอย่างต่อเนื่อง ใครจะรู้ว่าวันหนึ่งอาจจะพบอีกก็ได้ อย่าลืมว่าแบริออสได้ประพันธ์เพลงไว้ประมาณ 300 เพลงและเขาชอบที่บันทึกเสียง ผู้เขียนมีความเห็นว่าแบริออสเป็นผู้หนึ่งที่ได้อุทิศชีวิตให้กับการทำให้กีต้าร์และบทเพลงของกีต้าร์เป็นศิลปะอย่างแท้จริง ถึงแม้ว่าจะมีหลักฐานมากมายที่แสดงถึงความสำเร็จของเขา แต่ชีวิตของเขาก็เต็มไปด้วยการต่อต้านและการวิจารณ์ในทางลบ แต่สิ่งที่สำคัญก็คือเขาได้ประพันธ์เพลงสำหรับกีต้าร์ไว้มากมาย และได้บันทึกแผ่นเสียงไว้เพื่อแสดงให้เห็นว่าเพลงเหล่านี้ควรเล่นอย่างไร ไม่มีนักกีต้าร์และนักประพันธ์คนใดที่ได้ทำแบบเขาในช่วงเวลาเดียวกัน


*ประวัติ โดย Rico Stover

Hosted by www.Geocities.ws

1