==> ตอนที่ 1/2
ในเพลง Sevilla ซึ่งเป็นเพลงที่ 3 ของชุดนี้ มีใช้จังหวะแบบ eighth+2 sixteenth ซึ่งฟังคล้ายกับการใช้จังหวะของ fandango (eighth, triplet, eighth, triplet, eighth, eighth) ส่วนในเรื่องของท่วงทำนอง อัลบินิซได้ใช้ modes และ harmony ที่ผสมผสานกัน เช่น dominant phrygian scale บน Tonic Major เป็นต้น ในยุคที่สองนี้ทั้งจังหวะแลทำนองของอัลบินิซได้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นชาตินิยมของอัลบินิซในเรื่องกีต้าร์อย่างยิ่ง กล่าวคืออัลบินิซมีความรู้เรื่องการเล่นกีต้าร์เช่นเดียวกับชาวสเปนส่วนใหญ่ เขาเล่นกีต้าร์บ้างในระหว่างที่เขาเล่นเปียโนเป็นอาชีพ ในด้านท่วงทำนองเขาได้มีการใช้ triplet trill บ่อย ดังเช่น No.1 Granada Serenata ที่ใช้ในเมโลดี้ด้านเบส (bass melody) ซึ่งแบบนี้เป็นลักษณะเฉพาะของกีต้าร์ และใน No.5 Asturias เขาได้ใช้การมือซ้ายและขวาสลับกันเล่นโน้ตตัวหรือสองตัว เหมือนกับอาร์เพกจิโอ้ซ้ำๆ กันบนกีต้าร์นั่นเอง และในเพลงนี้ตอนท้ายๆ ก็มีเลียนแบบการตีคอร์ดบนกีต้าร์โดยการใช้chords ที่อยู่โน้ตอยู่ห่างกันบนเปียโน มือซ้ายและมือขวาจะสลับการเล่นท่วงทำนองกับเสียงประสานไปมา เช่น ใน Granada ตอนแรก bass จะเป็นเมโลดี้ แล้วก็ย้ายมาอยู่ด้าน treble ด้วยฮาร์โมนีอัลบินิซได้ใช้ Neapolitan Chord ใน Root Position ซึ่งจะไปสู่ Tonic Chord เห็นได้ชัดจากท่อนช้าใน Sevilla ลักษณะแบบนี้เป็นเอกลักษณ์ของเพลงแบบสเปน ชุดเพลงนี้และเพลงอื่นๆ ในยุคนี้กลายเป็นพื้นฐานที่สำคัญของเพลงในยุคสุดท้าย
ในปี 1894 อัลบินิซได้ย้ายไปอยู่ที่กรุงปารีส ที่นั่นเขาได้พบกับนักประพันธ์หลายคนในระดับแนวหน้าของฝรั่งเศสและได้ซึมซับเอาแนวเทคนิคการประพันธ์ในแบบ Late Romatic และ Early Impressionism ที่นำเขาไปสู่จุดสูงสุดในการแต่งเพลงของเขา บทเพลงชุดสุดท้ายก่อนที่เขาจะเสียชีวิตไปคือ Suite Iberia ที่เรียกได้ว่าเป็น Masterpiece ชิ้นหนึ่ง ในชุดเพลง Iberia มีทั้งหมด 12 เพลงสำหรับเดี่ยวเปียโน แบ่งเป็น 4 Volumes เท่าๆ กัน มีซับไตเติ้ลว่า "12 nouvelles 'impressions'" ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขาได้เข้าสู่ยุค Impressionism แล้ว ซึ่งที่จริงเพลงทั้งหมดก็มีความเป็น Impressionistic ถึงแม้ว่าเขาได้นำเอาความเป็นชาตินิยมของสเปนใส่เข้าไปด้วยเพื่อรักษาแนวเมโลดี้ไว้ก็ตาม
ใน Suite Iberia อัลบินิซได้แสดงให้เห็นถึงจุดสูงในของเขาในการใช้จังหวะและการประสานเสียง เช่นเดียวกับในยุคกลางของเขาที่ได้มีการใช้จังหวะการเต้นรำแต่ว่ามีความซับซ้อนมากกว่ามาก ในเพลง "Eritana" (book 4, no.3) เขาได้ใช้จังหวะแบบ Triple ร่วมกับ Duple โดยทำให้ Duple หนึ่งเท่ากับ สอง Triple, แล้วเขาก็เจาะจงใช้ "Rubato" ในส่วนต่างๆ หลายแห่งของบทเพลงมีการใช้ "Chordal Flourish" ซึ่งเป็นการเล่นคอร์ดทั้งสองมือด้วยความรวดเร็วขึ้นลงตามคีย์บอร์ด หรือใช้ในการเน้นท่วงทำนอง โดยทั่วไปแนวจังหวะของ Iberia ประกอบด้วยจังหวะที่เฉพาะเจาะจงโดยมีการแบ่งโน้ตสั้นๆ, ตัวหยุดแบบเขบ็ดสองชั้นและสามชั้น, Trills, และเครื่องหมาย Accent.
ในทางฮาร์โมนี่ อัลบินิซได้ไปสู่แนวทางสมัยนิยมในตอนช่วงเปลี่ยนศตวรรษคือโดยการใช้ Nonfunctional Harmony, ลักษณะเด่นของเขาคือการใช้ "Clash" Chords, ซึ่งประกอบด้วย Triad ปกติกับ major หรือ minor 2nd, minor 2nd เป็นสิ่งที่อัลบินิซได้ใช้เพื่อสร้างความสนใจในแนวทำนองหรือแนวจังหวะ อีกลักษณะเด่นหนึ่งก็คือ "Polytonality" ในเพลง "El Albaicin" (book 3 no.1) ในห้องที่ 250 มือขวาเล่น F-Major ในขณะที่มือซ้าย Gb-Major ผลลัพท์คือ Large Scale Minor 2nd
เป็นโชคไม่ดีในประวัติศาสตร์ของเปียโนที่ผลงานของอัลบินิซได้ถูกรัศมีของ Debussy บดบัง อัลบินิซเองได้การยกย่องจากดีบุสซี่เพราะว่าอัลบินิซเป็นนักเปียโนชั้นเยี่ยมยุทธและผลงานการประพันธ์ในช่วงท้ายๆ ก็จัดอยู่ในระดับมาสเตอร์ทั้งในด้านทฤษฎีและในด้านการแสดง ในขณะที่ผลงานในยุคกลางของเขาได้ถูกในนำมาเล่นในสมัยปัจจุบันโดยนำมาแปลงให้กับกีต้าร์ Suite Espanola กลายเป็นบทเพลงของนักกีต้าร์ทั้งหลาย ผลงานทางเดี่ยวเปียโนของอัลบินิซก็ควรได้รับการยกย่องเชิดชูให้อยู่ในระดับเดียวกับผลงานชั้นเยี่ยมอื่นๆ ของยุค Late Romantic
Copyright 2003: Siamguitarra