นิยายเรื่องนี้ไม่ต้องการชื่อตอนที่2
วันเวลาได้ผ่านไปหลังจากการสอบครั้งที่1ผ่านไปวันทัศนศึกษาก็มาถึง.. เจตมาถึงโรงเรียนแต่เช้าตรู่เพื่อเตรียมการต้อนรับครูทิพย์สู่วันทัศนศึกษาของโรงเรียน ระหว่างการเดินทางเจตคอยเป็นห่วงเป็นใย ดูแลครูทิพย์อย่างใกล้ชิด ทุกเวลา ทุกวินาที ภายนอก ครูทิพย์ปฏิบัติกับเจตเหมือนกับลูกศิษฐ์ทั่วๆไป หรือว่าเธอแค่ต้องการจะตอบแทนความจริงใจที่เด็กคนหนึ่งได้มอบให้เท่านั้น มันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถค้นหาคำตอบได้นอกจากวันเวลา เจตมีความสุขมากกับการที่ได้ดูแลผู้หญิงอย่างครูทิพย์ เจตชวนครูทิพย์ทานขนม เพื่อนๆของเจตก็ร้องเพลงให้เจตและครูทิพย์ เจตไม่รู้ว่าจะทำอะไรดีก็ได้แต่อาย อาย และอายเท่านั้น เมื่อถึงที่หมายที่แรก เจตก็ติดตามครูทิพย์กับเอกซ์เพื่อนสนิทเผื่อว่าเธอจะต้องการความช่วยเหลือบ้าง เมื่อครูทิพย์คลาดสายตาจากเจตไปแวบเดียว เพื่อนที่มาติดครูทิพย์เหมือนเจตก็ตามไปถือร่มให้ครูทิพย์เสียแล้ว เจตรู้สึกแย่มาก แต่ยังดีที่มีเพื่อนดีๆอย่างเอกซ์คอยปลอบใจ เจตและเอกซ์ก็ได้แต่นั่งท่ามกลางแมกไม้ที่มากับความเศร้าและเดียวดายอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน.. พอขึ้นรถจะไปสถานที่ต่อไป ขณะนั้นเป็นเวลาเที่ยงต้องทานอาหารบนรถเพื่อไม่เป็นการเสียเวลา เจตย้ายไปนั่งข้างหลังกับเพื่อนๆดูทิวทัศน์อันว่างเปล่า และเพลงเธอปันใจที่เพื่อนร้องปลอบใจให้ฟัง เมื่อเจตฟังเพลงนี้ มันเหมือนกับมีบางสิ่งเข้าไปสะกิดรอยแผลในหัวใจของเจตให้ทราบถึงรสชาติของความเจ็บปวดที่เพิ่งได้ลิ้มรสมาอย่างสดๆหมาดๆ สักพักหนึ่งเจตก็เริ่มต่อสู้กับความจริงที่โหมกระหน่ำเข้าใส่ เจตกลับไปคุยกับครูทิพย์อีกครั้ง ครูทิพย์ถามเจตว่า หายงอนแล้วหรือจ๊ะ..หนุ่มน้อย..แล้วเธอก็หัวเราะ ภายในใจเจตได้เปลี่ยนความรู้สึกอย่างกระทันหันและกลับมาเป็นคนเดิมที่ลืมความเศร้าหมองอีกครั้ง.. วันนี้ชีวิตของเจตที่ว่างเปล่าก็มีสีสันมาแต่งแต้มความงดงาม สดใส เจตมีกำลังใจทำทุกสิ่งทุกอย่างมากขึ้น และไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคต่างๆ
วงดนตรีของโรงเรียนประกอบด้วย เจต เอกซ์ โย และเทียน นักดนตรีฝึกซ้อมกันอย่างหนักเพื่อเล่นดนตรีโชว์ในงานโรงเรียน เย็นวันหนึ่งมีลูกศิษฐ์ของครูทิพย์ชื่อเอก มาหาครูทิพย์ที่โรงเรียน เขาคุยกับครูทิพย์ด้วยท่าทีที่เป็นกันเองมาก สนิทสนมเป็นพิเศษ เมื่อเจตได้เห็นท่าทีของเอกที่มีต่อครูทิพย์ เจตก็รู้ดีว่า เขาคือใคร เขาควรทำตัวอย่างไร เขาไม่อยากทำให้ครูทิพย์หนักใจ และเมื่อถ้าเธอต้องการจะเลือกเช่นนั้นแล้วไม่มีประโยชน์ที่เจตจะขัดขวาง เพราะเจตเข้าใจถึงจิตใจของครูทิพย์ดี เธอคงไม่ต้องการปฏิเสธสิ่งที่หัวใจเธอเรียกหาอีกแล้ว แต่ความคิดของเจตอาจจะผิดก็ได้ เจตได้แต่เล่นดนตรีปลอบใจตัวเอง และเมื่อนั้นเองเจตก็ได้ค้นพบว่า เมื่อยามที่เราอ้างว้าง เดียวดาย และไม่มีใครเหลือแล้ว ยามที่เพื่อนไม่สามารถพูดคุยปลอบใจได้ ยามนั้นดนตรีคือเพื่อนแท้ หนึ่งเดียวที่เหลืออยู่เคียงข้าง ทุกท่วงทำนองของดนตรีราวกับว่าจะลงไปทิ่มแทงวิญญาณของเจต มันเหมือนกับการเอาทิงเจอร์ราดลงไปบนแผลเรื้อรังที่ไม่มีทางที่จะรักษาหายได้ มันเป็นความเจ็บปวดที่ทรมานและไม่มีทางเยียวยา ต้องการเพียงแค่ยารักษาหัวใจที่บอกช้ำเท่านั้น หลังจากนั้นเจตก็กลับบ้านฟังดนตรีปลอบใจตนเองจนเผลอหลับไป
วันรุ่งขึ้นเจตมาสู้กับอุปสรรค ขวากหนาม ความเจ็บปวด เจตพยายามที่จะตัดใจจากครูทิพย์ เจตพยายามเลี่ยงการเจอหน้าครูทิพย์ เลี่ยงการพูดคุย เจตเซื่องซึม ใจลอย แต่เขาก็ไม่สามารถทำได้ แค่เพียงเห็นรอยยิ้มของครูทิพย์ที่ได้ส่งให้เขา เขาเดินตามเธอเหมือนกับถูกมนต์ที่อยู่ในตัวเธอสะกด ครูทิพย์บอกครูและคนอื่นๆว่า ความสัมพันธ์ระหว่างครูทิพย์และเจตเป็นเพียงแค่แม่ลูกกัน เจตรู้ดีว่าเขาไม่ต้องการสิ่งนี้ สิ่งที่เขาต้องการมันมากกว่านั้น
การสอบปลายภาคก็ใกล้เข้ามาแล้ว นั่นหมายความว่าภาคเรียนที่หนึ่งกำลังจะจบลง เวลามันไม่คอยใครจริงๆ และเราก็ไม่สามารถหมุนเวลาดีๆอันมีค่านั้นกลับมาได้ แล้วปิดเทอมก็มาถึง ครูทิพย์ยังคงต้องไปทำงานที่โรงเรียน เจตมาคอยเอาใจใส่ครูตลอดเวลา มาเช้าเพื่อที่จะรับและนั่งรอจนกระทั่งเลิกงานเพื่อได้เห็นหน้าครูทิพย์แค่ห้านาทีก็เอา เพื่อส่งครูทิพย์กลับบ้าน เมื่อครูทิพย์สตาร์ทเครื่องรถยนต์จะขับกลับบ้าน เจตก็ได้แต่มองแล้วก็พูดว่า กลับบ้านดีๆนะครับ ประโยคที่เจตพยายามจะเขียนสคริปต์ให้มีความหมาย แต่มันก็กลับเป็นได้แค่เพียงคำสั้นๆที่กลั่นออกมาจากดวงใจ ครูทิพย์คงจะคิดว่านี่เป็นคำมักง่ายที่สามารถหลุดออกจากปากได้อย่างไม่ต้องคิด แต่ มันไม่ใช่เลย เมื่อรถครูทิพย์ขับออกไป เจตมองอย่างอาลัยอาวรณ์แล้วก็วิ่งตาม ไปส่งให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ จนหมดแรงกำลัง เจตมองรถวิ่งออกไปพร้อมกับส่งความห่วงใยไปคุ้มครอง ปกป้องให้ครูทิพย์ขับรถกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย..
บางวันที่ครูทิพย์ไม่ได้มาทำงาน โลกมันช่างว่างเปล่าสำหรับเจตเสียจริงๆ เจตเหงามาก ได้แต่นอนมองเมฆบนท้องฟ้าที่จับตัวกันเป็นกลุ่มก้อนลอยไปลอยมา เจตอยากที่จะคุยกับครูทิพย์ แค่ยกโทรศัพท์จิตใจเจตมันก็สั่นไหวเสียแล้ว สิ่งที่เจตอยากจะบอกก็แค่ว่าอยากให้รู้ว่าเหงาเท่านั้น แต่เจตก็ต้องยกเลิกความคิดนี้เพราะความขี้ขลาดของตนเอง ใจของเจตยังไม่ด้านพอสำหรับสิ่งเหล่านี้
เปิดเทอมเสียที การปิดเทอมกันทรมานจิตใจของเจตเหลือเกิน ราวกับตกนรกทั้งเป็น เปิดเทอมวันแรกเพื่อนที่ตามครูทิพย์ก็โผล่มาหาแต่เช้าเลย นี่คือการเปิดเทอมที่แย่ที่สุดของเจต เจตทนไม่ได้ที่จะปล่อยให้เพื่อนคนนั้นทำกับเจตแบบนี้ เจตเลยเข้าไปถามว่าเขาทำเพื่ออะไร และก็ได้ทะเลาะกันอย่างรุนแรงจนแตกเพื่อนกัน มันก็เป็นสิ่งที่น่าแปลกทีเดียว ที่เพื่อน2คนต้องมาทะเลาะกันด้วยสิ่งที่ไม่ควรแบบนี้ ครูทิพย์คงหนักใจที่เจตทะเลาะกับเพื่อนเพราะครู การเป็นเพื่อนกันนั้นมันง่ายแต่การที่จะรักษาให้มันอยู่ตลอดรอดฝั่งนั้นยาก มันเป็นสิ่งที่สร้างยาก แต่เปราะบางแตกหักง่าย แต่เจตก็ทำลายมันลงไปแล้วด้วยอารมณ์ชั่ววูบที่ขาดการไตร่ตรอง สิ่งที่ครูทิพย์สอนเจตเสมอคือเราต้องเปิดใจให้กว้าง แล้วเราจะมีความสุขและเวลาที่เราจะทำอะไร เราต้องเผื่อใจไว้ครึ่งหนึ่ง เผื่อใจให้กับความเจ็บปวด ถ้าเรายิ่งขึ้นสูงเท่าไหร่ เมื่อเราตกลงมามันก็ยิ่งเจ็บมากเท่านั้น และที่สำคัญเราต้องทำดีกับทุกคน เวลาเขาอยู่เราอาจไม่เห็นค่า แต่เมื่อเขาจากไปแล้ว มันไม่มีทางหวนคืนมาใหม่ แล้ว เราก็จะเสียดายกับสิ่งที่ไม่สามารถแก้ไขได้
หลังเลิกเรียนเย็นวันหนึ่ง ขณะที่เจตกำลังช่วยครูทิพย์ยกหนังสือไปที่โต๊ะครู เจตก็เจอเพื่อนคนนั้นอีกสีหน้าเขาไม่ค่อยดี ครูทิพย์ถามเขาด้วยความห่วงใยว่าเป็นอะไรไปหรือเปล่า เขาตอบว่าปวดท้องสงสัยจะเป็นไส้ติ่ง แต่ในความคิดเจต เจตคิดว่าเขาแกล้งทำให้ครูทิพย์เห็นใจก็แค่นั้น ครูทิพย์แนะนำให้เขาไปหาหมอ วันต่อมาเขาก็เข้าโรงพยาบาลตัดไส้ติ่ง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นทำให้เจตอึ้งไปพักใหญ่ เจตรู้สึกสำนึกผิดกับสิ่งที่ได้กระทำลงไป แล้วก็ได้ส่งของขวัญเล็กๆน้อยๆไปให้เพื่อนคนนั้น พร้อมกับจดหมายที่มีข้อความว่า หายเร็วๆนะ ยังไงเราก็เป็นเพื่อนกันใช่ไหม เมื่อเขากลับมาเรียนมันเหมือนกับว่ามิตรภาพของเจตและเขาจะกลับมาดีอย่างเดิม แต่หลังจากนั้นไม่นานความหึงหวงก็เกิดขึ้นและทำให้ต้องตัดขาดจากกันอีก
เข้าค่าย โชคดีของเจตที่ครูทิพย์ได้เป็นวิทยากรประจำหมู่ของเจตและที่สำคัญเจตเป็นหัวหน้าหมู่นั้นจึงต้องเดินทางร่วมกันและปฏิบัติกิจกรรมต่างๆร่วมกัน ช่วงเวลาที่ค่ายนั้นเจตมีความสุขมาก ที่ค่ายมีกิจกรรมหนึ่งที่ต้องออกไปพูดถึงเพื่อนที่เราได้โกรธกัน เพื่อที่ว่าก่อนจะจบจากกันไปจะได้มีมิตรภาพ และความรู้สึกที่ดีๆเก็บไว้ เจตออกไปบอกเพื่อนว่าขอโทษสำหรับเรื่องที่ผ่านมา เราเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมนะ และเจตก็กอดกับเพื่อน ภาพๆนั้นเป็นภาพที่ยังคงประทับใจคนหลายๆคน หลายคนร้องไห้กับภาพๆนั้นที่ได้เห็น เหมือนกับว่าตื้นตันใจที่ได้เห็นเพื่อนดีกัน แต่เวลาที่เหลือน้อยลงทุกทีเจตกลับไปใช้เวลาที่เหลืออยู่นั้น มอบความสุขให้กับตนเองโดยการไปอยู่กับครูทิพย์ ไม่ได้อยู่กับเพื่อนๆ
กลางเดือนธันวาคมมีกีฬาระดับชาติแห่งหนึ่งได้จัดขึ้นในประเทศไทย เจตได้ชวนครูทิพย์ไปชม มันเป็นการไปเที่ยวครั้งแรกแบบ 2 คน ของครูทิพย์และเจต ช่วงเวลานั้นเป็นเวลาที่มีความสุขมาก มันเป็นระยะเวลาสั้นๆเพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่ก็สร้างกำลังใจในการดำรงชีวิตประจำวันของเจตได้มาทีเดียว
การสอบปลายภาคก็ได้ย่างก้าวเข้ามาแล้ว ทุกลมหายใจตอนนี้มันช่างมีความหมายสำหรับเจตเหลือเกิน เวลาที่เจตจะได้อยู่กับครูทิพย์มันกำลังจะหมดลงอย่างรวดเร็ว แล้ววันนั้นก็มาถึง วันที่สิ้นสุดทุกอย่าง วันที่เจตต้องจากโรงเรียนอันเป็นที่รักนี้ไป วันที่เจตจะได้โตขึ้น วันที่เจตต้องตัดสินใจครั้งสำคัญด้วยตนเอง แล้วโรงเรียนก็ได้โรงเรียนแห่งใหม่เป็นที่เรียนแห่งต่อไป
ตอนนี้เจตก็จบจากโรงเรียนเก่ามาได้เกือบครึ่งปีแล้ว พักหลังเจตห่างเหินครูทิพย์ไป เจตเพิ่งจะมารู้ตัวเองตัวเองว่า สิ่งที่เจตหลงไหล ไขว้คว้า เสาะหามานาน มันไม่ใช่ความรัก มันคือความหลง ที่ดูเหมือนว่าจะเป็นความรัก ตอนนี้มีคำถามมากมายเข้ามาวนเวียนอยู่ในจิตใจของเจต แต่เจตก็ไม่สามารถตอบได้ว่าทำไม เพราะอะไร สิ่งที่เจตได้ทิ้งไว้ก็คือคำถามมากมาย และที่สำคัญเจตทำผิดอย่างมหันต์ไว้กับครูทิพย์ เจตอยากจะกล่าวคำว่า ขอโทษ แต่ก็ไม่สามารถจะทำได้ เพราะความละอายแก่ใจหรือเพราะความเลวที่มีอยู่ก็ไม่รู้ สิ่งที่เจตได้ทิ้งไว้มันเป็นเพียงแค่ความทรงจำ ไม่ว่าเจตจะทำอะไรอยู่ มันก็จะมาคอยเตือนความทรงจำ ให้นึกถึงเรื่องราวเก่าๆที่ได้ผ่านมา เจตเสียใจมากกับสิ่งที่ตนเองได้กระทำลงไป และเจตก็ค้นพบอีกแง่หนึ่งของความรักที่มันสามารถทำลายทุกอย่าง แต่มันคงจะไม่เลวร้ายอย่างที่คิด หากรู้จักใช้มันในด้านดี ให้เกิดประโยชน์ ทุกสิ่งทุกอย่าง มันมีคุณประโยชน์ก็ต้องมีโทษมหันต์ ถ้าเราควบคุมได้เสมอ สิ่งเหล่านั้นมันก็จะเป็นผลดีแก่เราเอง
อ่านหน้าต่อไป เป็นข้อคิดที่ได้จากเรื่องนี้