ห้องสมุดผีสิง (ต่อ)
มีเรื่องราวเกี่ยวกับอาคารหลังนี้อีกมากมายหลังจากนั้น แต่เหตุการณ์ที่ได้รับการบันทึกไว้อีกเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นในเย็นวันหนึ่งของเดือนมกราคม 1975 เมื่ออาคารแห่งนี้ได้เปลี่ยนเป็นห้องสมุดแล้ว มีอาสาสมัครคนหนึ่งที่ทำงานที่นี่ซึ่งกำลังเดินมาจากรถของเธอเจ้าไปในยังห้องสมุด ได้มองเข้าไปทางหน้าต่าง ก็ได้เห็นวิญญาณของผู้ชายคนหนึ่งซึ่งแต่งตัวในชุดศตวรรษที่ 18 หลังจากที่เธอเข้าไปในอาคารแล้ว ก็ไม่พบว่ามีผู้ใดอยู่ภายในเลยสักคน และเกตุการณ์ทำนองนี้ก็เกิดขึ้นบ่อยๆ เจ้าหน้าที่ที่เคยทำงานที่ห้องสมุดนี้ 2 คน คือ มาร์ธาฮามิลล์และมาเรีย แมนดาลา ได้รายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์อันชวนให้ขนหัวลุกซึ่งเกิดขึ้นในราวปี 1980 ในเย็นของฤดูหยาววันหนึ่ง ฮามิลล์กำลังนั่งทำงายอยู่คนเดียวหลังจากงานเลิกแล้ว เพื่อจัดทำรายงานประจำปี ทันใดนั้น เธอก็ได้ยอนเสียงพึมพำดังขุ้นมาจากมุมหนึ่งในอาคารแห่งนี้ เธอเองคิดว่าอาจจะมีใครเข้ามาในห้องสมุดนี้ จึงได้ค้นดูทั่วๆอาคาร แต่ก็ไม่พบใคร และประถูกับหน้าต่างทุกบานก็ปิดสนิท เมื่อเธอกลับเข้าไปทำรายงานต่อ เธอก็ได้ยินเสียงพึมพำดังกล่าวอีก ซึ่งเธอเปรียบเทียบว่าเหมือนเสียงเด็กที่กำลังซุบซิบเล่าความลับของกันและกัน สถานที่เดียวที่เธอไม่ได้ลงไปตรวจดูก็คือห้องใต้ดิน เนื่องจากเธอหวาดกลัวเกินไปที่จะลงไป
มาเรีย แมนดาลา ก็มันจะอยู่ทำงานคนเดียวหลังจากห้องสมุดปิดแล้ว มีอยู่หลายครั้งที่เธอจะได้ยินเสียงผู้หญิงฮัมเพลงในลำคอ หรือร้องเพลง แต่เมื่อไปค้นดูรอบๆอาคารก็ไม่พบใครเลย แมนดาลายืนยันว่าเธอไม่รู้สึกหงุดหงิดกับเสียงเพลงดังกล่าวเลย แต่มีเหตุการณ์ครั้งหนึ่งซึ่งทำให้เธอตกใจกลัวมาก วันนั้นเธอกำลังอยู่คนเดียวในห้องสมุด และกำลังดื่มกาแฟอยู่ เมื่อเธอสังเกตเห็นว่า ไหบนเครื่องต่อโทรศัพท์ของห้องสมุดหลายดวงกำลังติดอยู่ ซึ่งแสดงว่ามีการใช้สายกัน โทรศัพท์ดังกล่าวไม่มีเสียงดังกริ๊งและไม่มีใครอยู่ในห้องสมุดแล้ว แมนดาลาลองยกโทาศัพท์เครื่องหนึ่งขึ้นฟัง ก็ไม่มีใครพูดอยู่ในโทรศัพท์เลย
ผู้อำนายการห้องสมุดนี้คนก่อนคือ เจรัลตีน เบอร์แดนเล่าว่า ในขณะที่เสียงและเหตุการณ์แระหลาดเหล่านี้ยังเกิดขึ้นมาจนทุกวันนี้ แต่รายงานเกี่ยวกับวิญญาณครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 1989 เมื่อเด็กชายอายุ3ขวบคนหนึ่งกับแม่และพี่ชาย ได้เข้าไปในห้องสมุดแห่งนี้ตอนบ่ายๆ ในขณะที่แม่ของเขากำลังเช็คหนังสือที่จะขอยืมออกไปจากห้องสมุดอยู่ตรงเคาวน์เตอร์นั้น เด็กชายผู้นี้ก็ไปเดินเล่นแยู่ตรงประตูของห้องอ่านหนังสือ (ซึ่งเคยเป็นห้องกินข้าวในสมัยก่อน) เขาตะโกนเรียกมารดาในขณะที่มองจ้องเข้าไปในห้องนั้น แม่ขิงเด็กจึงเดินเข้ามาหา แล้วทั้งสองก็เดินเข้าไปในห้องนั้น เด็กคนนี้ก็ชี้ไปที่เตาผิงไฟและบอกว่า "นี่นไงแม่ นั่นไง" ทั้งๆที่ไม่มีใครอยู่ที่นั่นเลย เมื่องมารดาถามว่าเขาเห็นอะไรเค้าก็ชี้ไปที่นั่นอีกแล้วบอกว่า "สุภาพสตรี" มารดาผู้นี้รายงานว่า เกิดความรู้สึกหวาดๆขึ้นมาและเย์นวาบไปทั้งตัวจนต้องรีบออกจากห้องนั้นทันที ภาพที่เด็กคนนี้เห็นเพียงคนเดียวนั้นเป็นสตรีผมสีดำ สวมชุดยาวถึงพื้นเด็กชายผู้นี้บอกกับมารดาว่า เขาพูดสวัสดีกับเธอ แต่เธอไม่ตอบอะไร บรรดาตำรวจของสถานีตำรวจในเมืองนี้ก็รู้เรื่องราวเกี่ยวกับวิญญาณหญิงสาวผู้นี้เป็นอย่างดี หัวหน้าตำรวจคนก่อนคือ จอห็น แมดดาลูน่า เล่าว่าปี 1950 เมื่อเขาเข้าไปทำงานใหม่ ได้ออกเดินตรวจยามกับจ่าอีกคนกนึ่ง ตอนนั้นเป็นเวลาเที่ยงคืน เขาได้เดินไปตรวจดูว่าห้องสมุดใส่กลอนหรือล็อคประตูดีหรือเปล่า แล้วฉายไฟสาดเข้าไปทางประตูหน้าก็สังเกตเห็นอะไรเคลื่อนไหวอยู่ในห้องสมุด และเมื่อเล็งไหฉายเข้าไปตรงหน้าต่าง ก็เห็นร่างของสตรีผู้นี้อีก แต่สักประเดี๋ยงหนึ่งเธอก็หายวับไป เมื่อบอกเรื่องนี้ให้จ่าที่ไปด้วยทราบเขาก็บอกว่าไม่ต้องวิตกอะไรหรอก เพราะมันเป็นเพียงวิญญาณที่เขาเองก็เคยเห็นมาหลายครั้งแล้ว
เมื่องห้องสมุดแห่งนี้เป็นที่รับรู้กันว่ามีวิญญาณสิงอยู่ จึงไม่แปลกอะไรที่จะต้องมีนักพิสูจน์หรือนักจับผีเข้าไปสำรวจดูในปี 1936 ได้มีคณะสืบสวนพลังจิตพิเศษชุดหนึ่ง มีเอ็ดและลอร์เรน วอร็เรนเป็นผู้นำ ลอร็เรานั้นเชื่อว่าตนมีตาทิพย์ ได้รายงานว่าตนรู้สึกว่ามีกระแสชองวิญญาณที่สิงอยู่ในอาคารนี้เมื่อก้าวไปในอาคารและเธอได้ชี้จุดเหล่านั้สให้เห็น รวมทั้งยังได้บรรยายลักษณะของฟิลลิส ปาร์เกอร์ ได้อย่างถูกต้องด้วย เมื่อวันที่ 29 มหราคม 1978 นักวิจัยทางด้านเรื่องลึกลับชื่อ นอร์ม ฌกธิเอร์ ได้พยายามจะบันทึกหลักฐานเกี่ยวกับคลื่นเสียงอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งอาจจะมีอยู่ในห้องสมุดนี้ เขาได้นำเอาอุปกรณ์ที่มช้ยันทึกอันทันสมัยต่างๆ และใช้เทปม้วนใหม่ที่ปิดประทับไว้อย่างดีจากผู้สื่อข่าวท้องถิ่น การใช้เครื่องบันทึกเสียงตามจุดต่างๆตงอดทั้งคืนโดยโกธิเอร์กับผู้สื่อข่าวอีกหลายคนได้ผลการบันทึกเสียงไว้อย่างน่าพอใจ เช่น เสียงเฟอร์นอเจอร์เคลื่อนไหว เสียงจานและชามกระทบกัน และเสียงผู้ชายพูดที่ฟังไม่ถนัดนัก ยกเว้นคำว่า "ได้โปรดเถอะ (please)" ผู้สื่อข่าวทั้งหมดยอมรับว่าพวกตนไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยในระหว่างการอัดเทป จะมาได้ยินก็ตอนนำเทปมาเปิดในภายหลังเท่านั้น
เจ้าหน้าที่ของห้องสมุดในปัจจุบัน 2 คน คือ แพม แคลนซค่ กับ บรูคส์ มูลเลน เว่าว่า วิญญาณที่นี่มักจะทำเรื่องยุ่งๆให้กับระบบคอมพิวเตอร์ของห้องสมุดอยู่บ่อยๆ ทำให้เจ้าหน้าที่คิดว่าฟิลลิสอาจจะไม่ค่อยชอบการนำเอาเทคโนโลยีที่ทันสมัยไปใช้ในบ้านของเธอ พวกเขาคิดว่าบางทีฟิลลิสอาจจะใช้พลังของเธอทำให้อุปกรณ์ต่างๆที่ถณะผู้ที่อยากจะพิสูจน์นำเข้าไปในอาคารหลังนี้ไม่ทำงานได้
เมื่อวันที่ 7 เมษายน 1995 คณะจับผีอีกชุดหนึ่งนำโดย แรนดอล์ฟ ดับลิว.ลีแบ็ค ร่วมกับคณะผู้เกี่ยวข้องอีกหลายคน ราวทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย ได้นำอถปกรณ์ตรวจจับกระแสไฟฟ้าและกล้องถ่ายรูปเข้าไปสำรวจและถ่ายรูปในอาคารแห่งนี้ ซึ่งคณะผู้ร่วมทีมหลายคนมีความรู้สึกเย็นยะเยือกในบางจุด แต่เมื่อนำอุปกรณ์ตรวจจับกระแสไฟฟ้าเข้าไปวัดดู ก็ไม่ได้ผลอะไร แต่เมื่อเวลาดีสอง ก็มีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นเมื่อกล้องถ่ายรูปที่อยู่ในมือของลีเบ็คเกิดถ่ายรูปได้เองติดต่อกัน แลัมีแฟล็ชวูบวาบจนกระทั่งงได้หมดม้วน จากการเปิดหล้องออกมาตรวจดู ประกฏว่าถ่านไฟระเบิด ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ เรื่องจากเป็นถ่านอัลคนไลน์อย่างดีก้อนใหม่
แต่ยังไง ห้องสมุดผีสิงที่เมืองเบอร์นาร์ดสวิลล์แห่งนี้ก็ยังคงมีเหตุการณ์ประหลาดเกิดชึ้นเป็นประจำ ห้องสมุดอย่างนี้คงจะไม่มีใครกล้าเข้าไปนั่งหลับนานๆ เพราะหวาดเสียงกับวิญญาณของฟิลลิปนั่น