
น้ำเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำรงชีพของมนุษย์เรา ถ้าเราขาดน้ำก็จะไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ประโยชน์ของน้ำมีมากมายมหาศาล
มนุษย์เราวันหนึ่งดื่มน้ำประมาณวันละ 2 - 3 ลิตรขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและอากาศ การดื่มน้ำที่สะอาดบริสุทธิ์ก็จะเป็นประโยชน์ต่อ
ร่างกาย แต่ถ้าเราดื่มน้ำที่สกปรกจะได้รับเชื้อโรคต่างๆ เข้าสู่ร่างกายของเรา เช่น อหิวาต์ พยาธิ โรคบิด เป็นต้น ฉะนั้นแล้วการที่เราจะใช้
น้ำบริโภคจึงจำเป็นต้องพิจารณาและตรวจสอบโดยรอบคอบ และทำให้น้ำนั้นปราศจากเชื้อโรคที่เป็นอันตราย เพื่อใช้บริโภคโดยปลอดภัย
แล้วเราจะมีวิธีการอย่างไรในการพิจารณา ก่อนอื่นเราต้องรู้จักเสียก่อนว่าน้ำในโลกของเรามีกี่ประเภท ซึ่งจากการแบ่งเป็นส่วนใหญ่ๆแล้ว
น้ำที่อยู่ในโลกแบ่งได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ๆคือ
น้ำฝน เป็นน้ำที่สะอาดรับประทานได้ดี แต่คุณภาพของอากาศและสิ่ง
แวดล้อมต่างๆอาจทำให้น้ำฝนสกปรกหรือมีสารพิษไม่สามารถรับประทานได้
น้ำผิวดิน ประกอบด้วย หนอง บึง แอ่งน้ำหรือทะเลสาป ลำธาร เป็นต้น
ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะได้มาจากน้ำฝน เวลาฝนตกน้ำก็จะใหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำมารวมกันเป็นแหล่งน้ำ แหล่งน้ำชนิดนี้ถ้าไม่มีทางน้ำสกปรกจากที่อื่น
ใหลมารวมก็ถือว่าสะอาด แต่ก็ยังมีเชื้อโรคปนเปื้อนอยู่
น้ำไต้ดิน เช่น น้ำบาดาล น้ำพุ ก็ถือว่าเป็นน้ำสะอาดอีกอย่างหนึ่ง เพราะน้ำ
ไต้ดินกว่าจะลงไปสู่พี้นข้างล่างต้องผ่านการกรองจากชั้นต่างๆ เช่น ดิน หิน ทราย หรือแร่ธาตุต่างๆ บางแห่งไม่สามารถใช้น้ำไต้ดินได้เพราะในพี้นดิน
ยังมีแร่ธาตุต่างๆที่เป็นพิษต่อร่างกาย
การค้นหาแหล่งน้ำ
การที่เราจะออกปฏิบัติการหรือตั้งค่ายพักที่ใหนสักแห่งจำเป็นอย่างยิ่งในการค้นหาแหล่งน้ำเพื่อใช้ในการอุปโภคและบริบริโภค ซึ่งเราจะค้นคว้าหา
ได้จาก แผนที่ทางธรณีวิทยา รูปถ่ายทางอากาศของทางราชการ จากการลาดตระเวน หรือจากการสอบถามชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่
การแบ่งลักษณะและคุณภาพของน้ำ
ในสนามน้ำจากทุกแห่งควรถือว่าคุณภาพน้ำไม่สะอาดพอสำหรับใช้ดื่ม น้ำจากแหล่งต่างกันย่อมมีคุณภาพ ดี เลว ไม่เหมือนกันอย่างไรก็ตามน้ำที่เราจะใช้ดื่ม
ควรทำให้สะอาดเสียก่อนซึ่งเราสามารถสังเกตลักษณะและคุณภาพของน้ำได้ดังนี้
1. ลักษณะทางกายภาพ สิ่งที่เราต้องสังเกตลักษณะคือ
1.1 สี ไม่ขุ่นมากจนเกินไป
1.2 กลิ่น ไม่มีกลิ่นอย่างหนึ่งอย่างใดที่ผิดสังเกต เช่น มีกลิ่นเหม็น หรือสารเคมี เป็นต้น
1.3 รส
2. ลักษณะทางเคมี ซึ่งปัจจุบันสงครามได้แปรเปลี่ยนไปจากสมัยก่อน มีการใช้กลยุทธ์
หรืออาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย เช่น นิวเคีร์ย หรือ อาวุธเคมี ซึ่งไม่แน่ว่าแหล่งน้ำที่เราจะใช้อุปโภคบริโภค อาจจะมีสิ่งต่างๆเหล่านี้ก็ได้ สิ่งที่เราสังเกตได้อย่างง่ายๆขั้น
แรกเลยโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือตรวจสอบได้โดยวิธีการ
2.1 สังเกตลักษณะของสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในแหล่งน้ำ เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา หรือจำพวกพืชน้ำ เช่น สาหร่าย เป็นต้น ให้สังเกตว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านี้มีลักษณะอย่างไรยังอยู่
เป็นปกติดี หรือ เป็นแผล ตาย เป็นต้น
2.2 สังเกตลักษะของสิ่งมีชีวิตต่างๆที่อยู่รอบบริเวณแหล่งน้ำ ประเภทสัตว์ต่างๆที่ใช้แหล่งน้ำนั้นกิน ถ้าแหล่งน้ำนั้นมีพิษอยู่สัตว์ที่กินก็อาจจะมีสภาพแปรเปลี่ยนไปหรือตาย
3. ลักษณะทางชีวภาพ หมายถึงลักษณะของเชื้อโรคต่างๆที่อยู่ในแหล่งน้ำซึ่งเรามองด้วยตาเปล่าไม่เห็น
อาจเป็นวิธีการตรวจชั้นสูงขึ้นไปโดยการเพาะเชื้อหรือทำในลักษณะอื่นๆ ต้องใช้ระยะเวลานาน เมื่ออยู่ในสนามไม่สามารถตรวจสอบได้
ความเป็นกรดเป็นด่างของน้ำและการตรวจสอบ
เมื่อเราสังเกตสิ่งต่างๆข้างต้นมาแล้วเรายังไม่ทราบว่าแหล่งน้ำที่เราจะใช้มีความเป็นกรด เป็นด่าง หรือ น้ำกระด้างนั่นเอง ถ้าสังเกตด้วยตาเปล่าอาจจะยังไม่ทราบ
ถ้าเราเอามาทดสอบกับกับสิ่งต่างๆ เช่น กับสบู่ถ้าน้ำกระด้างสบู่จะไม่เกิดฟอง แต่มีอีกวิธีนึงทีได้ผลแน่นอนคือใช้เครื่องตรวจน้ำ ลักษณะก็คือการหาค่า pH ของน้ำนั่นเอง ซึ่งปกติ
ค่า pH ปกติจะอยู่ระหว่าง 6.5 - 8.5 ppm วิธีการที่จะทำให้น้ำหายจากการเป็นกรดหรือด่างคือเอาเครื่องตรวจวัดหาค่า ถ้าได้มากกว่า 7 ppm น้ำจะเป็นด่างก็ให้เติมสารส้ม ซึ่งสารส้มเป็นกรดมีฤทธิ์ต่อต้านด่าง
และทำให้น้ำตกตะกอนอีกด้วย ถ้าค่าวัดได้ น้อยกว่า 7 ppm น้ำจะเป็นกรด ก็ให้เติม ปูนขาว หรือ โซดาแอ๊ด ซึ่งมีฤทธิ์เป็นด่างต่อต้านกรด เมื่อทำเสร็จแล้วให้ตรวจสอบอีกครั้งหนึ่งถ้าเท่ากับ
7 ppm น้ำก็สามารถใช้ได้
ความรับผิดชอบในการบริการน้ำในสนาม
ปกติแล้วจะเป็นหน้าที่โดยตรงของทหารช่างในการจัดหาและทำน้ำให้สะอาดและบริสุทธิ์ ถ้าทหารช่างไม่สามารถจัดหาให้ได้ ก็เป็นหน้าที่ของ ผบ.หน่วย ต้องรับผิดชชอบ
จัดทำน้ำเอง
สิ่งที่พึงประสงค์ของการจัดหาแหล่งน้ำ
1. จำนวนปริมาณของน้ำที่พึงจะได้
2. ความสะดวกที่จะเข้าสู่แหล่งน้ำ
3. ชนิดของแหล่งน้ำ
4. ความสกปรกมากหรือน้อย
การป้องกันและรักษาแหล่งน้ำ
แหล่งน้ำทุกแห่งที่หาได้ต้องระวังป้องกันอย่าให้แหล่งน้ำสกปรก ปราศจากสิ่งปฏิกูล จากมนุษย์และสัตว์ ฉะนั้นส้วมและหลุมปฏิกูลควรตั้งอยู่ห่างจากแหล่งน้ำอย่างน้อย
90 เมตร ถ้าแหล่งน้ำนั้นเป็นลำธารควรมีป้ายแบ่งเขตไล่ลงมาจากต้นน้ำที่ใหล เช่น
1. สำหรับบริโภคและประกอบอาหาร
2. สำหรับสัตว์กิน
3. สำหรับอาบ
4. สำหรับซักผ้า
5. สำหรับล้างพาหนะ
แต่ละส่วนควรห่างกันประมาณ 15 หลา และต้องจัดเวรยามเฝ้าดูแลและควบคุมแหล่งน้ำและภาชนะที่ใช้ในการลำเลียงน้ำต้องสะอาดปราศจากเชื้อโรค
เดรื่องกลศาสตร์ทำน้ำบริสุทธิ์ในสนาม
การทำน้ำบริสุทธิ์ในสนามนั้นมีวิธีการทำได้หลายวิธี เช่นใช้เครื่องกรอง ใช้ถุงผ้าใบลิสเตอร์ ใช้ยาเม็ดในกระติก หรือแม้แต่การต้มเดือด ส่วนที่จะพูดถึงคือการ
กรองโดยการใช้เครื่องกรองแบบไดร์อะโทไมท์
เดรื่องกรองไดอะโทไมท์ ประสิทธิภาพของเครื่องกรองชนิดนี้คือสามารถกรองอนุภาค
เล็กๆของสารแขวนลอยอยู่ในน้ำ เช่น เชื้อโรคบิด หรือ พยาธิในกระแสโลหิต ด้วยใส้กรอง และฆ่าเชื้อด้วยคลอรีนอีกครั้ง น้ำที่ได้จึงสะอาดและบริสุทธิ์สามารถ
ใช้อุปโภคและบริโภคได้ในระดับหนึ่ง แต่เรายังไม่ทราบว่าคลอรีนที่เหลืออยู่ในน้ำมีมากน้อยแค่ใหนจะเป็นอันตรายหรือเปล่า วิธีการคือใช้เครื่องตรวจคลอรีน ตรวจ
ดูค่าคลอรีนที่เหลือว่ามีอยู่เท่าใด ซึ่งค่าปกติของกระทรวงสาธารณสุขอยู่ที่ 0.1- 1.0 ppm เมื่อวัดได้ต่ำกว่านี้ก็ให้เติมคลอรีนอีกที ถ้าวัดได้ค่าคลอรีนสูงไม่สามารถดื่มได้ก็ให้ใช้
อาบแทน ถ้าอยู่ในช่วงนี้ก็สามารถดื่มได้อย่างปลอดภัย
| ประเภทแหล่งน้ำ | ชื่อแหล่งน้ำ | พิกัดที่ตั้ง | ความขุ่น | สี | กลิ่น | รส | pH กรด,ด่าง | มีสัตว์น้ำ | มีพืชน้ำ | มีพาหะนำโรค | วินิจฉัยว่าเป็นได้ในกรณีใด | แนะนำวิธีการปรับปรุงคุณภาพน้ำ | คาดว่าจะใช้น้ำจากแหล่งน้ำนี้ได้นานเท่าใด |
| แม่น้ำ 1 2 |
. | . | . | . | . | . | . | . | . | . | . | . | . |
| ลำคลอง 1 2 |
. | . | . | . | . | . | . | . | . | . | . | . | . |
| หนองบึง 1 2 |
. | . | . | . | . | . | . | . | . | . | . | . | . |
| บ่อ 1 2 |
. | . | . | . | . | . | . | . | . | . | . | . | . |
| สระน้ำ 1 2 |
. | . | . | . | . | . | . | . | . | . | . | . | . |
| เขื่อน 1 2 |
. | . | . | . | . | . | . | . | . | . | . | . | . |
| อื่นๆ 1 2 |
. | . | . | . | . | . | . | . | . | . | . | . | . |