โรคอาร์พี
โรคทางพันธุกรรม ที่ทำให้ตาบอด
Retinitis Pigmentosa
The latest discovery to stop the progression
คลิ๊กเพื่อเข้าสู่เวบบอร์ดชุมชนคนต้อหินและโรคอาร์พี
โดย นพ. สมเกียรติ อธิคมกุลชัย
12 สิงหาคม 2549
โรคอาร์พี เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ค่อยๆทำลายจอประสาทตาอย่างช้าๆ จนกระทั่งตาบอดในที่สุด
สาเหตุและกลไกการเกิดโรค
มีการเสื่อมสภาพของเซลล์รับแสงของจอประสาทตา ที่เรียกว่า Rod และ Cone ซึ่งเป็นเซลล์ที่อยู่ชั้นล่างสุดของจอประสาทตา โดยไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงว่า การเสื่อมสภาพนั้นเกิดจากอะไร ?
Rod cells
เป็นเซลล์ที่อยู่รอบนอกของจอประสาทตา ช่วยให้เราเห็นภาพโดยรอบ ที่เรียกว่าลานสายตา และยังทำให้เราเห็นได้ดีในที่แสงน้อยหรือในที่มืด
Cone cells
เป็นเซลล์ที่กระจุกอยู่ส่วนกลางของการมองเห็น ในบริเวณส่วนกลางของจอประสาทตา ช่วยให้เราเห็นรายละเอียดของสิ่งที่จ้องมอง และยังช่วยให้เราเห็นแสงสีของสิ่งที่จ้องมองอีกด้วย
กล่าวโดยรวม เซลล์ทั้งสองทำหน้าที่เปลี่ยนแสง ( ภาพ ) ที่รับเข้ามา ให้เป็นคลื่นไฟฟ้า แล้วส่งผ่าน Bipolar cells ไปยัง Ganglion cells ที่อยู่ชั้นบนสุด เพื่อปรับคลื่นสัญญาน ( Processing ) ก่อนที่จะส่งต่อทางใยประสาทตาไปยังสมอง เพื่อประมวลการมองเห็นทั้งหมด
อาการ
มักจะเริ่มด้วย
1.ปัญหาการมองเห็นในเวลากลางคืน ที่เรียกว่า Night blindness รู้สึกว่าความสว่างของแสงโดยทั่วไปลดลงเรื่อยๆ มีปัญหาการปรับสายตา จากที่สว่างไปยังที่ที่มีแสงน้อยกว่า เป็นต้น
2. เมื่อโรคก้าวหน้าต่อไปอีก จะเริ่มมีปัญหาลานสายตาแคบลงเรื่อยๆ( Visual field loss )
3. ในบางรายมีอาการเห็นแสงวาบคล้ายแสงฟ้าแลบ ( Photopsia )
4.ในระยะท้าย เซลล์ประสาทส่วนที่สำคัญ ( Cone cells ) เริ่มสูญเสีย ทำให้เห็นสีผิดเพี้ยนหรือจืดจางลง และท้ายที่สุด สายตาและการมองเห็นก็จะค่อยๆหมดไป
อาการแสดง
สามารถตรวจพบได้ด้วยการหยอดยาขยายม่านตา เพื่อดูจอประสาทตา
1. พบเส้นเลือดแดงของจอประสาทตา ตีบแคบกว่าคนปกติ ( Attenuation of retinal arterioles )
2. ตรวจพบรอยเปรอะสีดำที่จอประสาทตา (
Bone spicules pigment
)
3. ระยะท้าย อาจพบว่า ขั้วประสาทตามีสีเหลืองซีด ( Waxy yellow or pale )
การรักษา
เนื่องจากทุกวันนี้ นักวิทยาศาสตร์และจักษุแพทย์ ยังไม่สามารถค้นหาสาเหตุที่แท้จริงได้ ดังนั้น เท่าที่ผ่านมา จึงยังไม่มีวิธีการรักษาใดๆที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยเหล่านี้
ความก้าวหน้าล่าสุดในการคิดค้นหาสาเหตุและวิธีรักษาโรคอาร์พี
สืบเนื่องจากการค้นพบสาเหตุและวิธีการรักษา
โรคต้อหินเรื้อรังโดย นพ.สมเกียรติ อธิคมกุลชัย
ทำให้มีการคิดค้นต่อยอดเพื่อหาสาเหตุและวิธีรักษาโรคอาร์พี เนื่องจากทั้งโรคต้อหินเรื้อรังและโรคอาร์พี มีอะไรหลายๆอย่างที่เกี่ยวข้อง ใกล้ชิด หรือเหมือนกัน ได้แก่
1. มีอาการของโรคเหมือนกัน เช่น เห็นแสงมืดลง ลานสายตาแคบลง เห็นแสงวาบ เห็นสีจืดจางหรือผิดเพี้ยน
2. มีการดำเนินของโรคเชื่องช้าชนิดค่อยเป็นค่อยไป เหมือนกัน
3. มีการเสื่อมสภาพของเซลล์ที่จอประสาทตาเหมือนกัน โดยโรคต้อหินมีการตายของ Ganglion cells ที่อยู่ชั้นบน ส่วนโรคอาร์พีมีการตายของ Rod และ Cone cells ที่อยู่ชั้นล่าง
4. มีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมค่อนข้างชัดเจนเหมือนกัน
5. โรคอาร์พี มีการตีบของเส้นเลือดแดงที่จอประสาทตา แสดงว่า
เลือดแดงไม่สามารถเข้ามาหล่อเลี้ยงเซลล์ภายในลูกตาได้พอเพียง ซึ่งตรงกับสาเหตุที่เพิ่งค้นพบของโรคต้อหินเรื้อรัง
และสามารถรักษาให้ดีขึ้นได้ด้วยการนวดตา
ดังนั้น หลังจากแนะนำผู้ป่วยโรคอาร์พีท่านหนึ่ง ( อาชีพทันตแพทย์ ) ให้ทดลองรักษาด้วยการนวดตา ผลปรากฏว่า มีการตอบสนองการรักษาเช่นเดียวกับโรคต้อหินเรื้อรัง คือ เห็นแสงสว่างขึ้นหลังจากนวดตาครบ 2 สัปดาห์ ขณะเดียวกัน ผู้ป่วยก็ได้แนะนำให้น้องชายซึ่งมีปัญหาโรคอาร์พีเช่นเดียวกัน ให้ลองนวดตาดู ก็พบว่า การมองเห็นดีขึ้นเช่นเดียวกัน จากข้อมูลดังกล่าว
นับเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับผู้ป่วยโรคอาร์พีทั่วโลก ที่พอจะเห็นความหวังในการหยุดยั้งโรคนี้ได้แล้ว
นาย ธีรภัทร ดวงจินดา อายุ 19 ปี อาชีพ นักศึกษา
โทร 081-1002080
ประวัต
ิ ช่วงเรียนอยู่ชั้นประถม 6 เริ่มมีอาการมองไม่ค่อยเห็นในเวลากลางคืน
ช่วงมัธยมเวลาเล่นแบตมินตัน จะมองลูกไม่ค่อยทัน และเวลากลางคืนการมองเห็นจะลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ
ต้นเดือน เมษายน 2551 ขณะไปฝึกภาษาอังกฤษภาคฤดูร้อนที่ประเทศออสเตรเลีย ได้มีโอกาสไปตรวจกับจักษุแพทย์ และได้รับวินิจฉัยว่าเป็นโรค RP
หลังจากที่คุณพ่อได้รับทราบข่าว ก็ให้ผู้ป่วยบินด่วนกลับมาเมืองไทย เพื่อรับการรักษาด้วยการนวดตา
21 เม.ษ 2551
เริ่มรักษาด้วยการนวดตา
19 พ.ค 2551
1 เดือนหลังการรักษาด้วยการนวดตา
ผู้ป่วยเริ่มเห็นรายละเอียดของภาพที่มอง การมองเห็นในที่มืดดีขึ้นรวมทั้งการปรับสายตาจากที่สว่างเข้าที่ร่มจนเพื่อนๆ
สังเกตเห็นว่าผู้ป่วยมีสายตาการมองเห็นดีขึ้น
นาย สมิต อัครธัญกร อายุ 46 ปี
นางสาว พัชรา อัครธัญกร อายุ 59 ปี
โทร. 081-9847517 , 02-2861893
สองพี่น้องที่เป็นโรค RP มานาน ตระเวนหาที่รักษาไปทั่วแล้วก็ไม่ได้ผล ก่อนจะมารักษาด้วยการนวดตา สายตาเริ่มจะเลือนรางแล้ว
หลังการรักษาด้วยการนวดตาเป็นเวลา 5 สัปดาห์ พบการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นชัดเจนคือ
1.. ลานสายตา เห็นกว้างขึ้น
2. เริ่มเห็นรายละเอียดของใบหน้าของตนเองในกระจกเงา เช่น ตา จมูก ปาก
จากผลการรักษาในเชิงบวกที่ชัดเจนของพี่น้องตระกูลอัครธัญกร ซึ่งคล้ายกับผลสำเร็จที่พบในผู้ป่วยโรคต้อหินเรื้อรัง ทำให้เริ่มมั่นใจแล้วว่า สาเหตุของโรค RP เกี่ยวกับระบบไหลเวียนเลือดเช่นกัน และที่สำคัญคือ
ได้ค้นพบวิธีรักษาโรค RPแล้ว ( วันที่ 5 ธันวาคม 2550 )
รอเพียงแต่การให้หน่วยงานกลางพิสูจน์ยืนยันผล ก่อนที่จะประกาศการค้นพบเป็นทางการ เพื่อนำไปรักษาผู้ป่วยโรค RP ที่สิ้นหวังทั่วโลก
นาย สานิตย์ นพนิช อายุ 41 ปี โทร 081-541-5131
อาชีพ
ผู้อำนวยการส่วนวางแผน สำนักทางหลวงที่ 15 จ. สงขลา
นางสาว คนึงนิตย์ นพนิช อายุ 45 ปี โทร 089-212-9136
อาชีพ
ครู จ. เพชรบุรี
สองพี่น้องที่เป็นโรค RP มานาน ตระเวนหาที่รักษาไปทั่วแล้วก็ไม่ได้ผล ก่อนจะมารักษาด้วยการนวดตา
จากการตรวจพบว่า เป็น RP ชนิดที่ศูนย์กลางการมองของจอประสาทตา(Macular Area) ถูกทำลายก่อน ส่วนบริเวณจอประสาทตาโดยรอบ(ลานสายตา) ยังมีสภาพค่อนข้างดี
การมองเห็น(V.A.)
ก่อนการรักษา นางสาว คนึงนิตย์ 5/200 ทั้ง 2 ข้าง
หลังการรักษา 10/200 ทั้ง 2 ข้าง
ก่อนการรักษา นาย สานิตย์ ตาขวา 20/100 ตาซ้าย เห็นมือไหวๆ(Hand motion)
หลังการรักษา ตาขวา 20/50 ตาซ้าย นับนิ้วได้ที่ 3 ฟุต
สรุปได้ว่า
การนวดตาสามารถเพิ่มคุณภาพการมองเห็นให้กับผู้ป่วย RP ในระยะที่รุนแรงได้ในระดับหนึ่ง ดังนั้น จากตัวอย่างการรักษาของสองพี่น้องตระกูลนพนิตย์ น่าจะสร้างความเชื่อมั่นได้ว่า การนวดตาสามารถหยุดโรค RP ได้หากผู้ป่วยในระยะแรกได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาด้วยการนวดตา
นายนิยม เวียนวัฒนา อายุ 39 ปี
อาชีพ
เจ้าของธุรกิจส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยง บริษัท สมายลิ่ง เพ็ท จำกัด
โทร. 02-7013198 , 081-4859765
ผู้ป่วยโรค RP เคยรับการตรวจที่ รพ.รามาธิบดี, รพ.จักษุรัตนิน และคลินิคตาที่สมุทรปราการ
เคยรับการรักษาทางไสยศาสตร์ คนทรง และหมอพระ
เคยไปรับการตรวจรักษาที่เมือง York รัฐเพนซิลวาเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา
วันที่ 25 ก.พ. 2551
การมองเห็น V.A. Fc 1 foot ( นับนิ้วได้ที่ระยะ 1 ฟุต )
จากการตรวจจอประสาทตา พบว่า ศูนย์กลางการมอง ( Macular area ) เสื่อมสภาพหมดแล้ว แต่ลานสายตาโดยรอบ สูญเสียเป็นหย่อมเล็กๆทั่วๆไป
เริ่มรักษาด้วยการนวดตา
วันที่ 7 เม.ย. 2551
การมองเห็น V.A. 5/200 ( อ่านตัวเลขแถวบนสุดที่ระยะ 5 ฟุต )
แสงดูสว่างขึ้น ทำให้การมองเห็นดีขึ้น สามารถเดินทางออกนอกบ้านได้ด้วยตนเอง
และเริ่มมีความหวังว่า โรคจะหยุดนิ่งแต่เพียงเท่านี้
นาง ฉัตรวดี แซ่ใช้ อายุ 55 ปี อาชีพ แม่บ้าน
โทร. 081-6126255 , 02-7586147
26 กพ. 2551
Case RP ได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่โรงพยาบาลจักษุรัตนิน
จากการตรวจ พบว่าบริเวณศูนย์กลางการมองเห็น (Macular area) เสื่อมสภาพหมดแล้ว แต่จอประสาทตาด้านกลางและนอกยังพอมีสภาพที่ดี
27. มี.ค. 2551
หลังจากรักษาด้วยการนวดตา 1 เดือน พบว่า การมองเห็น (ลานสายตา) กว้างขึ้น สามารถเดินไปตลาดได้เองโดยไม่ต้องมีคนจูงอีกต่อไป
นี่เป็นตัวอย่างผู้ป่วยอีกรายที่สามารถยืนยันได้ว่า การนวดตาสามารถหยุดการ Progression ของโรค RP ได้ และโรค RP สามารถรักษาได้แล้ว
ผู้ป่วยหญิงไทย อายุ 36 ปี อาชีพ รับราชการที่จังหวัดหนองคาย
ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรค RP ที่โรงพยาบาล เอกอุดร และ โรงพยาบาล จักษุรัตนิน
30 พย. 2550
เริ่มการรักษาด้วยการนวดตา
23 มค. 2551
อาการมองเห็นโดยรวมดีขึ้น ลานสายตากว้างขึ้นสามารถเห็นมือที่โบกด้านข้างได้แล้ว (ก่อนรักษาด้วยการนวดตามองไม่เห็น)
ตัวอย่างผู้ป่วยล่าสุด ที่รักษาแล้วอาการดีขึ้นและต้องการคุยแลกเปลี่ยนประสปการณ์
1. นส. ณัฐิยา โพธิ์กระจ่าง อายุ 40 ปี
โทร. 084-6381228 , 02-5531619
2. นาง อิงกมล ........... อายุ 32 ปี
โทร 081-9885810
3. นาย ชวลิต ทองใบใหญ่ อายุ 55 ปี
อาชีพ ครู จังหวัด ราชบุรี โทร. 081-8571019 , 032-325338
4. ด.ช. พชรพล .......... อายุ 11 ป
ี เบอร์ผู้ปกครอง. 081-4893942
5. นาง สมหมาย กระทุ่มทอง อายุ 74 ปี
เบอร์ลูกสาว. 081-9418786,02-8116611 (ประภัสสร)
ติดต่อ
นพ. สมเกียรติ อธิคมกุลชัย
1. e-mail
[email protected]
or
[email protected]
2.โทร 02-466-6151 , 081-917-5132
--กลับสู่หน้าหลักงานวิจัยของน.พ. สมเกียรติ--