งานชิ้นที่
1 |
||||
sender
คืออะไร |
||||
sender
คือ ผู้ส่ง หรืออุปกรณ์ส่งข้อมูล
(Sender)
ผู้ส่งข่าวสารหรือแหล่งกำเนิดข่าวสาร (source) อาจจะเป็นสัญญาณต่าง ๆ เช่น สัญญาณภาพ ข้อมูล และเสียงเป็นต้น ในการติดต่อสื่อสารสมัยก่อนอาจจะใช้แสงไฟ ควันไฟ หรือท่าทางต่าง ๆ ก็นับว่าเป็นแหล่งกำเนิดข่าวสาร จัดอยู่ในหมวดหมู่นี้เช่นกัน |
||||
Receiver
คืออะไร |
||||
Receiver
คือ ผู้รับ หรือ อุปกรณ์รับข้อมูล
(Receiver) เป็นปลายทางการสื่อสารข้อมูลมีหน้าที่รับข้อมูลที่ส่งมา ทั้งอุปกรณ์รับและอุปกรณ์ส่งข้อมูลอาจจะเป็นอุปกรณ์ชนิดเดียวกันได้ หรือผู้รับ คือ ผู้รับข่าวสารหรือจุดหมายปลายทางของข่าวสาร ซึ่งจะรับรู้จากสิ่งที่ผู้ส่งข่าวสาร หรือแหล่งกำเนิดข่าวสารส่งผ่านมาให้ตราบใด ที่การติดต่อสื่อสารบรรลุวัตถุประสงค์ผู้รับสารหรือจุดหมายปลายทางของข่าวสาร ก็จะได้รับข่าวสารนั้น ๆ ถ้าผู้รับสารหรือ จุดหมายปลายทางไม่ได้รับข่าวสาร ก็แสดงว่าการสื่อสารนั้นไม่ประสบความสำเร็จกล่าวคือไม่มีการสื่อสารเกิดขึ้นนั่นเอง |
||||
DTE และ
DCE คืออะไร |
||||
| Data Terminal
Equipment (DTE) Data circuit terminating equipment (DCE ) DCE
: อุปกรณ์ที่มีฟังก์ชั่นการทำงานต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดการเชื่อมต่อ ทำให้การเชื่อมต่อยังดำเนินต่อไป
และยุติการเชื่อมต่อ นอกจากนียังใช้เปลี่ยนลักษณะของสัญญาณและสร้างรหัสสัญญาณต่าง
ๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในการสื่อสารข้อมูลระหว่าง DTE (data terminal equipment)
และ data circuit โดย DCE อาจเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของคอมพิวเตอร์หรือไม่ก็ได้ จากรูปที่ 1 ถูกต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ปลายทางหลัก (remote host computer) ซึ่งใช้เป็นระบบจัดสรรเวลา (time-sharing service) โดยการเชื่อมต่อทำผ่านสายโทรศัพท์ จากรูป 1 นี้จะเห็นว่าที DCE และ DTE อยู่อย่างละ 2 ตัว DTE ตัวแรกเป็นเทอร์มินอล CRT ส่วน DTE อีกตัวหนึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ปลายทางหลัก เหตุที่ทั้งตัวเป็น DTE ก็เพราะคอมพิวเตอร์ปลายทางเป็นตัวส่งข้อมูล (แหล่งกำเนิดข้อมูล) แหล่งแรก (ต้นสุด) ส่วน CRT เป็นตัวรับข้อมูลตัวสุดท้าย (ปลายสุด) ส่วนโมเด็มทั้งสองตัวที่ต่อที่ปลายสายโทรศัพท์ทั้งสองด้านเป็น DCE เพราะโมเด็มทำหน้าที่เปลี่ยนลักษณะสัญญาณซึ่งทำให้สามารถทำการสื่อสารข้อมูลระหว่าง DCE ทั้งสองตัว เราใช้การเชื่อมโยงทางโทรศัพท์ (telephone link) ส่วนการเชื่อมโยงระหว่าง DCE นั้นใช้ RS-232-C เป็นมาตรฐานหลัก
รูป 1
1.สายสัญญาณที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูลของอุปกรณ์ DCE และ DTE จะมีลักษณะดังต่อไปนี้
รูป4 |
||||
Baudot
Code คืออะไร |
||||
รหัสโบดอต
(Baudot Code) รหัสของโบดอตเป็นมาตรฐานของ CCITT ซึ่งใช้ในระบบโทรเลขและเทเล็กซ์ทั่วโลก ประกอบด้วยรหัส 5 บิต ดังนั้น จึงใช้แทนตัวอักขระได้ 25 = 32 ตัวและเพิ่มอักขระพิเศษขึ้นอีก 2 ตัว คือ 11111 หรือ LS (Letter Shift Character) เพิ่มเลือกเปลี่ยนเป็นอักขระกลุ่มตัวอักษร (Lower case) และ 11011 หรือ FS (Figure Shift Character) เพื่อ เลือกเปลี่ยนเป็นอักขระ กลุ่มเครื่องหมาย (Upper case) ซึ่งทำให้มีรหัสแทนตัวอักขระได้ทั้งหมด 32+32-6 = 58 ตัว สำหรับ รหัสโบดอตที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยใช้จะเป็นขนาด 6 บิต |
||||
CCITT
คืออะไร |
||||
CCITT
(The Consultive Committee in International Telegraphy and Telephony) เป็นองค์กร พัฒนามาตรฐานสากลในเรื่องของการสื่อสารข้อมูลอีกสถาบันหนึ่ง มาตรฐานที่ CCITT ประกาศใช้อยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ มาตรฐาน V และ X โดยที่มาตรฐาน V จะประยุกต์ใช้สำหรับวงจรโทรศัพท์และโมเด็ม V.29 และมาตรฐาน X จะ ประยุกต์ใช้กับเครือข่ายข้อมูลสาธารณะ เช่น เครือข่าย X.25 แพ็กเกจสวิตช์ |
||||