เส้นทางการค้าข้ามพรมแดนไทย-มาเลเซีย ทางด่านปาดังเบซาร์

ลักษณะการค้าหนีภาษี
          1.รับจ้างขนของ
          2.ดำเนินการค้าเองทั้งค้ารายย่อย ค้าระดับกลาง และค้าระดับใหญ่
          พ่อค้าคนกลาง จะขนสินค้าโดยใช้รถปิกอัพ เข้าไปที่ตัวเมืองหาดใหญ่ บางส่วนที่เป็นรายใหญ่ จะค้าตรงโดยการส่งเข้ากรุงเทพฯ
          ชาวบ้าน ในท้องที่ทุ่งหมอ คลองลำ มีอาชีพเสริมโดยการค้าของหนีภาษี อาชีพหลักคือการทำสวนยาง แต่ตอนนี้เลิกเกือบหมดแล้ว เว้นแต่รายย่อย ที่ค้าขายตามตลาดคลองแงะ มีการรับจ้างขนของหนีภาษีให้เถ้าแก่ที่หาดใหญ่ ใช้รถปิกอัพเครื่องยนต์ดีเซลแล้วคลุมด้วยผ้าเต้นท์สีดำ สินค้าที่ขนส่งมา จะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นหลัก ผลไม้ ของกิน ฯลฯ ซึ่งแล้วแต่เถ้าแก่จะสั่งมา
          การค้ารายใหญ่จะมีไม่มาก จะใช้รถบรรทุกหกล้อหรือรถบรรทุกสิบล้อขนส่งจากปาดังเบซาร์ไปกรุงเทพฯ โดยใช้ถนนสายเอเซียเส้นทางปาดังเบซาร์-หาดใหญ่ การจ่ายสินบนจะจ่ายเป็นรายเดือนหรือรายปี ในรายใหญ่จะเป็นลักษณะการหุ้นกันระหว่างเถ้าแก่ เจ้าหน้าที่ของรัฐบางคนก็ทำการค้าหนีภาษีด้วย
การขนส่ง จะดำเนินการลำเลียงแบบ "กองทัพมด" ขนสินค้า จากตลาดปาดังเบซาร์ (ตลาดแขก) โดยส่งข้ามกำแพงกั้นเขตแดน มาที่ฝั่งไทย แล้วขึ้นรถปิกอัพ เป็นขบวน 5-7 คัน

ประเภทสินค้า
           ส่วนใหญ่จะเป็นประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องเสียง รถยนต์ที่ถูกโจรกรรมมาจากมาเลเซียโดยเฉพาะรถเบนซ์ซึ่งพบเห็นทั่วไปในสวนยาง ค่ายทหาร รถจักรยานยนต์ สินค้าประเภทผลไม้ เช่น แอปเปิ้ล ในอดีตแม่ค้าคนไหนถูกเจ้าหน้าที่ศุลกากรจับได้ บางคนจะร่วมหลับนอนกับนายด่าน เพื่อให้ปล่อยตัว
การเก็บของกลาง จะมีโกดังสำหรับเก็บของกลางที่ยึดมาได้ ก่อนจะส่งกรุงเทพฯ

สัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง
          เจ้าหน้าที่ ตม. ท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า "ถ้าจะให้ชาวบ้านยกเลิกการค้าหนีภาษี ไม่สามารถทำได้ เพราะชาวบ้านแถวนี้เขาทำงานแบบนี้ทั้งนั้น อยู่บ้านก็ไม่มีรายได้อื่น จึงต้องมาทำตรงนี้ คนในพื้นที่จริงๆ มีน้อย ส่วนมากมาจากจังหวัดอื่นๆ เข้ามาทำการค้าหนีภาษีกันมาก เพราะคนในพื้นที่มีสวนยางเป็นธุรกิจหลัก"
          เจ้าหน้าที่ ตม. ยังเตือนว่า การจะเข้าไปสัมภาษณ์ต้องระวัง เพราะคนเหล่านี้ ถ้าทำงานกับเครือข่ายที่มีอิทธิพลจะมีคนมาประกบอยู่ หากรู้ว่า ใครเป็นคนให้ข้อมูล อาจทำให้คนนั้นเกิดอันตรายได้
          ในการทำงานนั้น ทางกรุงเทพฯ จะสั่งการมาทางด่านว่าจะให้ปฏิบัติอย่างไร
           ด่านสะเดา จะมีขนาดใหญ่กว่าด่านปาดังเบซาร์ แต่ด่านสะเดา จะไม่ค่อยมีการลักลอบ ถ้าจะมีก็เป็นการขนส่งโดยใช้รถตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่
การค้าของหนีภาษี แม้ว่าจะผิดกฎหมาย ก็จับไม่ได้ เพราะชาวบ้านจะประท้วง ชาวบ้านเองก็จะลำบากเพราะไม่มีอะไรจะกินซึ่งเขาก็ทำอาชีพนี้มาเป็นสิบๆ ปีแล้ว

สัมภาษณ์แม่ค้าที่มารับซื้อผลไม้เพื่อไปจำหน่ายในตลาดอำเภอหาดใหญ่
          ค้าส่งผลไม้ครั้งละ 5-7 ลัง ซื้อจากร้านขายส่งแล้ว จ้างรถบรรทุก ไปส่งที่ด่าน แล้วข้ามไปฝั่งไทย แล้วจ้างให้รถบัสประจำทาง ไปส่งหาดใหญ่ มารับซื้อทุกวัน สินค้าที่ร้านนี้ (ไม่มีชื่อร้าน อยู่ข้างร้านยู่อี้ฮัง JOO EE HAGG) จะเป็นผลไม้ คือ

ชนิดผลไม้
ยี่ห้อ
ผลิตในประเทศ
แอปเปิ้ลแดง
Tasmanian King Apple
ออสเตรเลีย
แอปเปิ้ลเขียว
Kromco
แอฟริกาใต้
องุ่น
EXSER
ชิลี
องุ่น
Rio Blanco
ชิลี
ลูกแพร์
Supreme Gold
นิวซีแลนด์
ส้ม
Sunkist
สหรัฐอเมริกา


นอกจากนี้ยังมีส้ม ลูกแพร์ จากมณฑลซานตง ประเทศจีน

ชนิดผลไม้
ยี่ห้อ
ผลิตในประเทศ
ราคา/ลัง (ริงกิตมาเล)
แอปเปิ้ล
Apple Fuji Cina
-
40
ลูกแพร์
-
จีน
38
-
Pomegranate
-
85
ส้ม
Lu Kang
จีน
28
องุ่น
RG
สหรัฐอเมริกา
85
ลูกแพร์
Sang Tong Pear
จีน
40

สัมภาษณ์แม่ค้าที่กำลังรอส่งของขึ้นรถบัสประจำทางไปหาดใหญ่
           สินค้าส่วนใหญ่เป็นผลไม้ เช่น แอปเปิ้ล องุ่น จะมีกำไรต่อครั้งประมาณ 100 บาทหรือน้อยกว่า จ่ายให้คนที่รับจ้างขนจากฝั่งมาเลเซียมาที่ด่านเที่ยวละ 30 บาท จ่ายค่าจ้างขนข้ามกำแพงมากับรถจักรยานยนต์ลังละ 10 บาท จ่ายค่ารถบัสประจำทางของบริษัทสงขลาขนส่ง ไปตลาดกิมหยง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เหมาจ่ายเที่ยวละ 150 บาท (แม่ค้ารายย่อยหลายๆ รายโดยเฉลี่ย 4-5 ราย จะหุ้นกันจ่าย) ขนวันละเที่ยวๆ ละ 4 ลัง ให้เหตุผล ที่ทำการค้าหนีภาษี เพราะเมืองปาดังเบซาร์ เป็นเมืองตัน ไม่มีอาชีพอื่นที่จะให้ทำ การส่งของทางรถบัสแต่ละครั้ง จะไม่ขนในปริมาณที่มาก เพราะเจ้าาหน้าที่จะจับ คนบนรถบัส จะคอยเป็นสายบอกว่า มีเจ้าหน้าที่รอดักจับ ตามป่าหรือข้างทางหรือไม่ เพื่อเตือนให้แม่ค้าระวัง ที่ไม่ส่งของโดยใช้รถไฟเพราะต้องรอตามเวลา แต่รถบัส จะผ่านมาเรื่อยๆ จนถึงเที่ยวสุดท้ายเวลา 18.00 น. ของแต่ละวัน
          ช่วงที่รอ จะเอาของขึ้นรถบัสจะซุกของไว้ใต้แคร่แล้วนั่งสนทนากันตามปกติ พอรถเข้ามาเทียบจึงเอาของขึ้น ถ้าใส่ไม่หมด หรือเห็นว่ามากเกิน ไปจนผิดสังเกต จะต้องรอเที่ยวหน้าและเอาของไปซุกไว้ใต้แคร่ตามเดิมก่อน

สัมภาษณ์ผู้ประกอบการ
          ค้าขายของจำพวกเซรามิคจากกรุงเทพฯ ไปมาเลเซีย เป็นผู้ค้ารายใหญ่โดยใช้รถบรรทุกสิบล้อทำการขน ทำมาตั้งแต่รุ่นพ่อ เสียภาษีถูกต้อง
เครื่องใช้ไฟฟ้า ผลไม้ ของกินที่ขายในตลาดกิมหยงจะเข้ามาทางด่านคลองแงะ ประเภทสินค้าแล้วแต่เถ้าแก่จะสั่ง บางคนไปตั้งร้านที่กิมหยงก่อน แล้วให้คนขนมาส่งของที่แผง เปิดแผงเป็นของตนเอง แผงหนึ่งราคาเป็นแสน ถ้าแผงใหญ่ราคาเป็นล้านก็มี
          เด็กๆ ในแถบนี้ถ้าไม่มีเงินซื้อหนังสือเรียน ก็มาช่วยขนของหนีภาษี คนจีนมาค้าขายของชำ เป็นเจ้าของร้านใหญ่ๆ ส่วนคนอิสลาม ก็มาเปิดเป็นแผงลอยเล็กๆ

สัมภาษณ์ผู้อาวุโสที่มีประสบการณ์ค้าขายของหนีภาษี
          ผมก็หยุดค้าของหนีภาษีไปแล้ว เดี๋ยวนี้มีญาติๆ ไปทำอยู่ทุกวัน แต่ก่อนผมเคยทำ สมัยก่อนเราลงทุนไป 1,000 บาทจะได้กำไร 400-500 บาท ครึ่งต่อครึ่ง เดี๋ยวนี้ลงทุนไป 1,000 บาทกำไร 200 บาทก็ไม่ได้ ด่านก็ไม่ค่อยจับแล้วเพราะว่าให้คนทำมาหากิน ถ้าอยู่แถวปาดังเบซาร์แล้ว ไม่ได้ค้าของนี้ ก็ไม่มีทาง หากินอย่างอื่น แต่ก่อนเขาส่งคนมาจาก ตชด. บ้าง ทหารบ้างแต่ของยังผ่านได้ ลงทุนได้กำไรครึ่งต่อครึ่ง ถึงเราเสี่ยงถูกจับที ก็เสี่ยงค้าใหม่อีก ไม่กี่ครั้งก็หลุด 3-4 เที่ยวก็หลุด ถูกจับไปซัก 10,000 บาท 50,000 บาท ไม่กี่เที่ยวก็หลุด(ได้กำไรคืน) ตอนผมไปเอาของเถ้าแก่ก็บอกว่า 7 วันคิดบัญชีกันทีหนึ่ง เอาของมาก่อน ถึงเวลาเราเอาเบี้ยไปให้ พอถูกจับก็ปล่อยให้เรา(ไม่เอาเงิน) เดี๋ยวนี้ไม่ได้แล้ว คนที่ทำให้เถ้าแก่มันโกงกันเสียแล้ว ไม่เชื่อใจ เถ้าแก่ก็จะส่งเอง บรรทุกของ ทุกอย่างแล้ว เดี๋ยวนี้ไม่เหมือนแต่ก่อน เดี๋ยวนี้เถ้าแก่ไปส่งถึงหาดใหญ่ เถ้าแก่เป็นคนค้าเสียเอง คนที่เป็นคนกลางค้าส่งก็เป็นคนรับจ้างขนของไปแล้ว รับจ้างระหว่าง ปาดังเบซาร์ จนถึงหาดใหญ่เท่านั้นเอง เรื่องการถูกจับก็เป็นเรื่องของเถ้าแก่เอง เพราะถ้าเถ้าแก่ปล่อยมากก็จะมีการโกงกัน เถ้าแก่ก็จะไปติดต่อเอง เอาของไปส่งโรงงานไปส่งในโกดังใหญ่ๆ ให้เถ้าแก่ในบริษัท อย่างน้ำมันเขาก็ติดต่อไปบริษัทเอง ตอนนี้คนที่นี่จึงเป็นคนรับจ้างไป ของจะออกจากปากดังฯ บางทีไม่รู้ว่า เป็นของอะไร เพราะจะเอาขึ้นรถมาแล้วบรรทุกเป็นลังๆ แล้วก็จะจัดการไปเอง รถเป็นของเราเอง มีคนรับจ้างบรรทุก สมมติว่า ช่วงหนึ่ง ผมรับจากคุณมา คุณมาเป็นเถ้าแก่รับส่งของ คุณเลยจ้างผมอีกต่อหนึ่งให้ขับรถ ของส่วนมากที่เป็นชิ้นเป็นอัน ที่ออกจากทางนี้คือน้ำมันโซล่า ของแห้ง ผลไม้ เครื่องกระป๋อง บุหรี่ รายใหญ่โดยมากจะค้าพวกบุหรี่ เหล้า แต่บุหรี่ไม่ออกทางนี้ จะออกทางเรือ ทางสตูล ด่านนี้จะส่งออกพวกผลไม้ ของกินเป็นลังๆ เครื่องไฟฟ้า ก็ออกทางนี้เหมือนกัน แต่ว่าน้อย และก็มีสินค้าพวกน้ำมันพืชแต่เดี๋ยวนี้กำไรน้อย แต่ก่อนทำแล้วมีกำไรครึ่งต่อครึ่ง ที่มันเปลี่ยนไปก็เมื่อราวๆ 3-4 ปีที่แล้ว แต่ก่อนเราจะซื้อน้ำมัน สมมติว่าซื้อมา 300 บาท ขายได้เกือบ 600 บาท แต่เดี๋ยวนี้ลงทุนไป 500 บาท ได้ 20-30 บาทไม่ได้จะได้หรือเปล่า ด่านก็เลย ไม่ค่อยจับเท่าไหร่ เขาเห็นใจเหมือนกัน เขาจะจับเฉพาะรายใหญ่ๆ รายเล็กๆ น้อยๆ ปลีกย่อยเขาไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ เขาเเห็นใจพวกที่ค้าปาดังฯ เพราะว่าเขา ไม่มีทางหากินอย่างอื่น เลยมาทำของหนีภาษี แต่มันก็ไม่ค่อยมาก ส่วนใหญ่จะเข้ามาจากสตูล ออกมาทางเรือ ของที่โดนจับที่ประจวบฯ มันก็ออกทางเรือทั้งนั้น ออกทางสตูลมาก เนื้อจะออกทางสะเดา ที่เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ไปรับสินบน รับเงิน อันนี้ก็มีเหมือนกันของแบบนี้ เนื้อวัวอัดเป็นแท่ง เมื่อก่อนผมทำมาหลายปี รู้ทางหนีทีไล่แล้ว แต่ก่อนมีตำรวจชายแดน มีทหารเข้ามาคุม เดี๋ยวนี้เรายังผ่านได้ จ้างเขาลักลอบออกไปเป็นชิ้นๆ ละ ? บาท ได้กำไรดีเมื่อก่อนนี้ น้ำตาลทราย แต่ก่อนผมก็เคยค้านานหลายปี เอาเข้ามาเลฯ ส่งออกเมื่อก่อนจะเป็นข้าวสาร น้ำตาลทราย เมื่อก่อนตอนบรรทุกข้าวสารมันสนุก กำไรดี พวกที่เข้าป่า พวกคอมมิวนิสต์ ผคค. ตอนนั้นออกจากทุ่งลุงบรรทุกข้าวสารคันละ 16 กระสอบ(ป่าน) แบบ 100 กิโลกรัม ขนเข้าไปในเขตมาเลเซีย เจ้าหน้าที่เรา หมดสิทธิที่จะเอาผิดกับเรา ผคค.เขาก็ไม่รีดไถ บางทีเขาก็จ่ายเงินเพื่อซื้อข้าวสารทียกคันรถเลย เขารู้ราคาว่ากระสอบละเท่าไหร่ เขาก็จ่ายให้ตามราคา ยืมเอารถไปลงของ 2-3 ชั่วโมงก็เอามาคืนให้ แต่เดี๋ยวนี้การขนข้าวสารก็ไม่มีแล้ว ถึงมีราคามันก็ถูกพอๆ กันกับฝั่งมาเลฯ ในยุคปัจจุบันนี้มีคนค้าอยู่น้อย เมื่อก่อนนี้วิ่งรถกันเป็นขบวน คนที่วิ่งรถในเส้นทางนี้เขาจะให้เงินมาจ้างคนที่นี่บรรทุกของบ้าง ให้เงินมาซ่อมถนนในหมู่บ้านตรงไหนที่ชำรุด เอาลูกรังมาถมให้ เขาก็จะได้วิ่งสะดวกด้วย เมื่อเดี๋ยวนี้เราค้ากันน้อยทำไมของที่หาดใหญ่ยังมีมากอยู่ ก็เพราะว่าของที่หาดใหญ่ จะออกมาทางสตูล เพราะจะเสียค่ารายการน้อย ถ้าออกทางนี้จะเสียที่ปาดังฯ เสียที่คลองรำ เสียที่คลองแงะ กว่าจะถึงหาดใหญ่ โรงพักก็เยอะ จากสตูลมาระยะทางมันไกลแต่ว่าเสียไม่หลายขั้นตอน ด่านน้อยกว่า ตรงนี้จะเป็นชายแดนโดยตรง ซึ่งมีด่านรายทางมาก จาดปาดังฯ มาทับโกบ สะเดา ตำรวจอยู่ตรงนั้น ทุ่งลุง บ้านพรุ เสียค่ารายการเยอะ ขนาดกองปราบ มาจากกรุงเทพฯ ก็มาเอาค่ารายการตรงนี้ มีเพื่อนผมคนหนึ่ง อยู่ที่คลองแงะ บอกว่ามีกองปราบมาจากกรุงเทพฯ จะมาขอตังค์ มาเอาเป็นหมื่น โดยประมาณแล้ว สินค้าชายแดน ทั้งที่ถูกกฎหมาย และผิดกฎหมาย ของปาดังฯ นี้ต่อเดือน มันเข้ามามากแต่กำไรมันน้อย คนที่ทำก็ไม่รู้จะไปทำอะไร ถ้ามีอันอื่นทำ มันก็ไม่ทำ ของหนีภาษีแล้ว ยางพาราก็ไม่ได้กรีด เดี๋ยวนี้ก็มาบรรทุกของรับจ้างเข้าไปโกดัง เถ้าแก่ก็ตามมารับเงินเอง ถึงเวลาเถ้าแก่ก็จ่ายค่าจ้างให้ ถ้ามองในแง่เศรษฐกิจ ของชาวบ้าน แถวปาดังฯ ต้องอาศัยกับการค้าหนีภาษีนี้น้อย พวกที่มีสวนยางอยู่แล้วมันไม่เอาหรอก ไม่ทำเพราะมันเสี่ยง เถ้าแก่ก็ไม่เชื่อมือ ไม่เหมือนเมื่อก่อน 1-2 แสน ก็ไม่มีปัญหา แต่เดี๋ยวนี้ 40,000-50,000 บาทก็ไม่เชื่อมือแล้ว เขาไปทำเสียมาก คนบ้านเราไปทำให้เสีย เถ้าแก่มาเลฯ ก็เลยแย่ เขาเลยไม่ไว้วางใจ ก็เอาเป็นค่าจ้างบรรทุกไป ส่วนเงินค่าของเขาจะมาเก็บเอง ไม่มีทางที่จะไปโกงเขาได้ จากปาดังฯ ไปหาดใหญ่เขาก็ไปเก็บทางโน้นเลย ไม่มีคนกลางไปซื้อแล้ว เพราะไม่ไหว ถูกเบี้ยวเรื่อย เศรษฐกิจแถวนี้ จึงไม่ได้มีผลกระทบจากการค้าชายแดนมากเท่าไหร่ ที่เราทำอยู่ตอนนี้ก็แค่ 10-20% เท่านั้นเอง แต่ก่อนมีเกือบ 100% สมัยขนข้าวสารกำไรมันเท่าตัว เด็กๆ แถวนี้เมื่อก่อนถือแบงค์ 500 ได้จากขายข้าวสาร ขนของขึ้นไปบนหลังคนรถไฟ ถ้ารถไฟไม่ได้ทำจากเหล็ก ก็พังไปแล้ว มันสนุกดีเหมือนกันตอนนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจมีเงินเหมือนกัน มันเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจด้วย เราเอาเงินเราไปแลกกับเขามันไม่คุ้ม เดี๋ยวนี้ของเข้าไปทางมาเลฯ มันก็ไม่มีอะไร ของที่ออกผมก็ไม่เข้าใจว่าของที่มีราคาที่ดีๆ ที่เขาค้ารายใหญ่อย่างบุหรี่ เหล้า แต่ส่วนมากมันออกมาทางนี้น้อย ที่ออกทางนี้จะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่ผมก็ไม่รู้ว่าเป็นเถ้าแก่รายไหน แต่ส่วนใหญ่จะออกทางทะเลสตูล แต่ก่อนที่นี่ทางเป็นลูกรัง ยังไม่ราดยาง ฝุ่นฟุ้งไปหมด เวลารถวิ่ง ตอบกลางคืนอย่างนี้วิ่งตามหลัง 4-5 คัน 9-10 คัน ที่บ้านนี่ฝุ่นแดงหมด แต่เดี๋ยวนี้กำลังน้อยเลยไม่ค่อยมีใครจะทำ มันเลิกหมดเพราะไม่คุ้ม ลักษณะที่ว่าค้า 10 เที่ยวพอโดยจับสักเที่ยวหนึ่งเป็นเดือน ก็หาเงินมาทบค่าปรับไม่หลุด เพราะของมันมาจากทางอื่นมาก มาจากสตูลมาก มันผ่านสะดวก ที่จริงกำไรมันเท่ากัน แต่มันมาโดนเบี้ยรายทางเส้นนี้มาก ถนนที่เรามาเมื่อกี้ที่ควนสะตอเส้นนี้ตัดไปสตูล ตอนนั้น ผคค.อยู่บนเขามาตั้งแคมป์ที่ทาง เผาโรงพัก เลยหยุดอยู่แค่ 22 กิโลเมตร ความจริงถึงสตูลแล้ว 47 กิโลเมตร ความจริงถ้าเสร็จจะตัดถึงสตูล ได้กินปลาสตูลแล้ว มันขัดใจอะไรกันตอนนั้นไม่ทราบ พวกนั้นมันขัดขวางรัฐบาลไม่ให้ทำถนน เป็นพวกนักศึกษาทั้งนั้น ที่ไปอยู่ป่า เช่น อดิศร เพียงเกษ, ชำนิ ศักดิเศรษฐ์, สมพงษ์ สักกวี ฯลฯ ตอนนี้ที่ขนส่งสินค้า ตอนกลางคืน มันไม่แน่นอน บางทีมีหัวค่ำสักพักหนึ่ง บางทีก็ตอนเช้ามืดช่วง 05.00 น. แต่มีน้อย กำไรไม่ดีไม่คุ้ม ด่านที่ตั้งอยู่ เขาก็ขี้เกียจเหมือนกัน ก็รู้ว่าคนคลองรำ ถ้าไม่ได้กรีดยางหรือคนที่อยู่ปาดังฯ ถ้าไม่ค้าของแบบนี้ก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรกิน พวกที่เปิดซ่องก็เจ๊งกันหมด เศรษฐกิจไม่ดี นาย (ข้าราชการ) ที่มาอยู่ปาดังฯ ก็กินกันเล็กๆ น้อยๆ ไม่เหมือนแต่แรกนายที่มาอยู่ปาดังฯ เรียกสัก 2-3 แสนเขาก็เสียให้กันเพื่อมาประจำอยู่ที่ปาดังฯ
          เศรษฐกิจที่นี่ ส่วนใหญ่จะกรีดยางกันเป็นหลัก ไม่มีอาชีพอื่น ถ้าไม่มีสวนยางก็ไปค้าของที่ปาดังฯ มีคนอีสานมาปลูกผักขาย เช่น แตงกวากิโลละ 12-13 บาท เดี๋ยวนี้คนอีสาน มีรถกระบะส่งผัก และถั่วฝักยาวกิโลละ 10 กว่าบาทเหมือนกัน ผักคะน้าเกือบ 30 บาท มะเขือกิโลละ 10 กว่าบาท มันมีรถกระบะกันทั้งนั้น ได้เงินส่งเงินไปปลูกบ้าน สมมติว่าสวนอาจารย์ปลูกยางอย่างเดียว เขาก็ขอว่าแถวร่องยางจะจัดการตัดหญ้าใส่ปุ๋ยให้ ขอเอาไว้ปลูกผัก อาจารย์ไม่ต้องไปดูแล ถางหญ้าเอง มันอยู่ตั้ง 2-3 ปี เสร็จแล้วก็ขนเงินกลับบ้าน มีรถกระบะส่งของ ตอนนี้เรียกมันว่าลาวไม่ได้ มันบอกว่าเป็นคนไทยแต่อยู่ภาคอีสาน มันคุยได้ตอนนี้ เก่งกว่าบางคนในบ้านเราอีก ขยัน สู้งาน บางคนที่ค้าของปาดังฯ เขาทำจนรวยก็มีถ้าเขารู้จักประหยัด คนที่บรรทุกของรับจ้าง เขามีรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่ง ไว้บรรทุก มีรายได้ดีกว่าคนที่ไปค้าเองอีก เขาไม่ต้องไปลงทุนอะไร ลงทุนแค่บรรทุก ออกมาจากตลาดแขกมาเลฯ แล้วส่งข้ามกำแพงมา พอถึงก็ บรรทุกมา ตลาดไทย วันหนึ่งได้เป็นพัน ดีกว่าเราที่ไปค้าอีก รับจ้างบรรทุกของดีกว่าเราที่เป็นเถ้าแก่ค้าของ พวกนี้มันได้เงินเต็มจำนวนเลย เราต้องไปเสียโน่นเสียนี่ เขาลงแรงอย่างเดียว มีรถเครื่องคันเดียวอยู่สบายเลย แต่บางคนมันได้มามาก มันไปเล่นการพนันมันก็หมดเหมือนกัน ไม่ประหยัด บางคนเที่ยวผู้หญิง คนที่ละเอียดจริงๆ เก็บหอมรอมริบจริงๆ ได้สร้างบ้านซื้อบ้านช่องที่ดิน บรรทุกของนี่ได้รายได้ดี อย่างน้อยๆ วันหนึ่ง 500 บาทนี่ต้องได้อยู่แล้ว แต่สมัยก่อน ไม่มีรถเครื่อง ก็ใช้รถถีบ (จักรยาน) บรรทุก คนที่ตื่นตัว และประหยัด มันได้ซื้อที่ดิน ตอนนี้เถ้าแก่รายใหญ่ไม่ค่อยกล้าเสี่ยง ไม่กล้าลงทุน ก็เลยไปทำกิจการอย่างอื่น เรื่องค้าของ กำไรมันน้อย ที่บรรทุกของจากปาดังฯ ไปกรุงเทพฯ เลยก็มีเหมือนกัน แต่บางทีจะเป็นลักษณะที่เสียภาษีครึ่ง ไม่เสียภาษีครึ่ง จริงๆ ถ้าจะกวดขันที่ด่าน ก็ทำได้ แต่มันไม่เอาจริงสักเรื่อง ถ้านาย (ข้าราชการ )เอาจริงกับด่านที่ปล่อย หรือตำรวจในท้องที่ก็ทำได้ แต่นี่มันเป็นผลได้ผลเสียกันทั้งนั้น ถ้าปิดตาย ชาวบ้านก็ไม่มีรายได้ ตำรวจ ด่าน ก็ไม่มีรายได้ เหมือนตำรวจที่ย้ายมาอยู่ปาดังฯ ยอมเสียเงินเป็นแสน เพื่อให้มาอยู่ตรงนี้เพราะอยากได้เงิน ด่านตั้งอยู่ที่ไหน มันก็น่ากินทั้งนั้น จะให้นายไปอยู่ในที่ไม่มีเงิน ไม่มีรายได้ ไม่อยู่หรอก เหมือนอย่างแถวระโนด สทิงพระ นครฯ มันไม่อยู่หรอก มีทางให้จ่ายเงินก็จ่าย เพื่อให้ไปอยู่ในที่ที่สามารถกินได้ อยู่แถวนี้ได้กินเหล้านอก (ต่างประเทศ) เหล้าเถื่อน คนเราจะอยู่ตรงไหนก็ดี อย่างที่กำลังวิ่งทางนี้ สมัยที่ยังค้าข้าวสารทางสตูล ไม่ค่อยมีเท่าไหร่ ทางนี้มันมาก สตูลก็มีเข้ามาแต่ทางเรือ ลูกพี่ผมคนหนึ่งถูกจับ แกเป็นตำรวจคุมเรือค้าหนี้ภาษีเลยถูกจับติดตาราง 10 ปี ออกจากตำรวจแล้ว ติดคุกด้วย เหมือนที่เขาไปขายผักฝั่งโน้น ขากลับก็เอาขนมเป็นลังๆ มาขายที่คลองแงะ พอวันเสาร์คนที่มาจากที่อื่นเขาก็มาซื้อ
           เมื่อก่อน นายเขาจะมาเก็บค่ารายการที่บ้านเลย เราก็บอกว่าเลิกแล้วเขาก็บอกว่าเห็นเราบรรทุกอยู่ทุกวัน ผมก็บอกว่าถ้าไม่เชื่อก็ไปดูที่รถเราก็จอดอยู่เปล่าๆ ไม่มีของ เมื่อก่อนพอถึงเดือนก็มาเอาเงินแล้วแต่ก่อนเสียเดือนละ 200 บาท ก็ให้เขาเสียบ้าง ที่คลองแงะก็เสีย 200 บาทเหมือนกันก็เก็บกัน ทีละเป็นพันๆ คน จากจุดที่ว่าเมื่อก่อน มีความคึกคัก ขนของในถนนแล้วเริ่มเปลี่ยนไปจริงๆ มันประมาณ 3-5 ปี ก่อนปี 2540 ประมาณปี 2538-2539 ที่เลิกมา ถึงตอนนี้ ที่แม่ค้าเมื่อก่อน เขาเห็นว่า กำไรมันดีเขาก็ไปทำบ้าง คนที่ไม่รู้ทางหนีทีไล่ลงทุนไปก็ไปขอว่าจะลงทุนด้วย ถ้าเขาบอกว่ามีสัก 5,000 บาทก็จะบอกว่า เที่ยวเดียวเจ๊งเลย ไปโดนนายจับสักทีก็หมด เที่ยวเดียวหมด แต่ที่เราทำมันมีเครดิต จะเอาของร้านโน้นร้านนี้ก็เอาได้ โดยนายจับเขาก็เอาใหม่ 2-3 เที่ยวก็ปลดได้ ชดเชยไปได้ ทำกันอยู่หลายปี ตอนนี้ผมก็ปลดเกษียณแล้ว ไม่เอาแล้ว ตอนนี้ก็ไม่ได้ทำอะไรแล้ว ให้เด็กๆ เขาหากินก็ให้เงินเราใช้บ้างธรรมดา ตอนเช้ามืดก็ไปปาดังฯ ขับรถพาแม่ค้าไปขายของได้วันละ 40-50 บาทก็พอค่าเหล้าตอนเย็น ดีกว่านั่งอยู่เปล่าๆ มีลูกเขยลูกสาว เป็นครูสอนหนังสือ อยู่โรงเรียนประถม ลูกชายคนที่ 2 ก็อยู่กรุงเทพฯ เขาทำงานกรมป่าไม้ เรียนจบ survey
          การค้ากับเถ้าแก่ เมื่อก่อนพอถึงอาทิตย์หนึ่งแล้ว ค่อยไปจ่าย คนก็มาเอาของไปเยอะ แต่เดี๋ยวนี้เถ้าแก่ถูกโกงเป็นแสน สมมติว่าเอาของมา 10,000 บาทก็มาจ่ายให้ 8,000 บาท ต่อมาเอาของมา 10,000 บาทจ่ายให้ 6,000 บาท ต่อมาก็จ่ายคืน 4,000 บาท หลังสุดก็เอาของไปเปล่าๆ เลย ไม่มีการเงิน ให้เถ้าแก่เลย เอาของไปทั้งคันรถเลย อันนี้เป็นประเด็นหนึ่งอย่างเคยมีที่นาทวีเอาของเขามาแค่ 20,000 บาท แต่ไม่ยอมไปจ่ายคืนให้เขา ตอนนั้น ไปเอาน้ำมัน ไปกระบะหนึ่ง และอีกคนที่รัฐภูมิ ผมนั่งรถไปด้วยไปงานกับเขา ถูกจับทั้งรถทั้งน้ำมัน เสียไป 40,000-50,000 บาท บางคนถูกจับโดนที 10 ล้าน รายใหญ่อย่างที่บอกหาตัวยาก แล้วที่โดน 10 ล้านคราวนี้ อีก 2 วันมันเอาคืนได้ มีหุ้นส่วนกับนักการเมือง ส่วนมากจะเป็นหุ้นลม และจะแบ่งให้ไตรรงค์ 20% ที่จริงมันเตรียมจะเปิดมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ ลองไปดูร้านอาหารของเขา มีมาตรฐานจริง ประมาณ 9-10 ล้านได้ มันสร้างไว้เปล่าๆ เลย สร้างบังหน้าทั้งนั้น ทำเป็นโรงอาหารของโรงเรียน ลงทุนสร้างสิบๆ ล้าน เชิญไตรรงค์มากินข้าวเที่ยง แต่เวลาขนของก็ใส่สิบล้อเข้ากรุงเทพฯ เขามีรหัสพูดกัน เวลาผ่านด่าน สมมติถ้าพูดว่า 0-2 แสดงว่าเป็นของไตรรงค์ก็จะผ่านด่านได้ตลอด ถ้าจับก็คงจะย้ายกันระนาว ตอนนั้นไตรรงค์เขาเป็นรัฐมนตรีช่วยฯ มหาดไทย เดี๋ยวนี้ ถ้าค้าของแล้ว ไม่มีคนใหญ่คนโต สนับสนุนอยู่ข้างหลัง มันทำไม่ได้ เหมือนอย่างสนั่น แกทำอะไร แกสั่งการเท่านั้นเองให้ทำได้ รวยเป็นหมื่นๆ ล้าน อยู่เบื้อง หุ้นลมอย่างเดียว อาศัยอำนาจไปแขวนชื่อไว้ไม่ต้องลงเงิน พวกนี้สั่งย้ายนายตำรวจได้หมดทั้งสงขลา หาดใหญ่ สมมติว่า อาจารย์เป็นรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงมหาดไทย ใหญ่ที่สุด ในกรมตำรวจ เสร็จแล้วผมบอกว่า ตำรวจในท้องที่นั้น ไม่ถูกสเป็ก ก็เรียบร้อยเลย (ย้ายทันที) แบบพวกเรา เราซื่อ ให้มาคุยกับเราแบบนี้ นั่งแป๊บเดียว มันไปแล้ว แล้วไม่นั่งที่ทุ่งลุงด้วย ไปนั่งแอบ อยู่แถวหาดใหญ่ เหตุผลคือมันระวังตัวอยู่ตลอดเวลา ถ้าบอกว่า อาจารย์จะมา มันไม่พบ แต่ถ้าบอกว่า เพื่อนมาจากปัตตานี อันนั้นถึงจะพบ มันเจอยาก มันไม่ค่อยให้เจอ ตอนที่อยู่แถวปาดังฯ มันเล่นการพนันสูง เล่นทีไม่รู้กี่ล้าน พวกนี้มันไปเล่นมาเก๊า ก็โรงเรียน ครูที่อยู่ทุกวันนี้เป็นร้อยเลยของทั้ง 2 โรงเรียน ก็ได้รับเลี้ยง จากเงินที่มาจากตรงนี้ทั้งนั้น มันบอกว่า ตอนนี้ผู้ปกครอง จ่ายเงินยาก เศรษฐกิจไม่ดี มันก็อนุโลม ถ้ามันต้องการอะไรมันได้หมด สจ.น้องเขยมันก็ได้ ให้เงินสิบกว่าล้านหาเสียง แม้แต่ สว. พอลงไปปั๊บ แล้วคอยถือหางอยู่ ก็ไม่ต้องห่วงเลย ลักษณะการแต่งตัว ดูภายนอก ใส่ของไม่มียี่ห้อ ใส่รองเท้าแตะ ดูไม่ออกเลย ตอนที่เนวินซื้อเสียงคนละ 120 บาท คนที่ติดคุกแทนก็มี 2 คนผัวเมียติดคนละปี อยู่ในคุกสบาย เขาก็ชดเชยทางบ้านให้ ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก เราก็น่าจะติดเหมือนกันให้เดือนหนึ่งเป็นล้าน คนที่มันค้ารายใหญ่ๆ 4-5 ราย เราเข้าไปไม่ถึงตัว ต่อให้ไปติดต่อพวกนายพลมันก็ไม่ออก
          เหมือนที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง เขาบอก มันพูดยาก ตัวของเขาเองเขาก็รู้ พวกด่านนี่เขารู้ แต่ถามว่าเขาให้ข้อมูลไหม เขาไม่ให้เราหรอกเพราะมันเอื้อกัน ตอนสมัยที่ บรรทุกน้ำมันพืช เป็นปี๊บ ค่ารายการก็เสียให้ตำรวจ และเสียให้ด่านด้วย พอขนน้ำมันพืชขึ้นรถจนเต็มกระบะ ก็ออกจากร้าน มาพอถึงจุดที่จะข้ามคลอง ที่พาดด้วยไม่หมอนรองรางรถไฟ รถเกิดติดอยู่ตรงนั้น ตำรวจ 2 คน นายด่าน 2 คน ช่วยกันดันให้ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาเกือบ 10 ปีแล้ว
เมื่อก่อนพวกโสม ก็มาจากฝั่งโน้นเหมือนกัน มันใส่รถบรรทุกสิบล้อ แล้วมันเอาพวกเหล็ก พวกไม้ ตั้งข้างบนเพื่อบังตา แต่ถามว่า เหล็กกับไม้และโสม ราคาต่างกันไหม ต่างกันมาก พอเวลาขึ้นกรุงเทพฯ ก็มีโสมเต็มเลย กล่องหนึ่งราคาเป็นร้อย พอเถ้าแก่เอาโสมขึ้นรถเสร็จ เขาก็นั่งเครื่องบินไป รอรับของเลย เช็คเสร็จรับเงินแล้ว ก็กลับเลย วิธีการนี้เรียกว่า "ยัดไส้" การยัดไส้อีกรูปแบบหนึ่งคือทำให้กระบะรถมี 2 ชั้น ชั้นบนก็ใส่ของปกติดูไม่รู้ พื้นล่างมันมีที่บรรจุของ เวลาทำของพวกนี้ มันจะหักหลังกัน เหมือนอย่างพวกค้าผง ค้ายาบ้า ยาม้า ถ้าหากทำโดยไม่ให้ใครรู้มันก็ไม่มีทางโดนจับหรอก 1-2 เที่ยว แต่การค้าของ มันลงทุนทำกระบะ 2 ชั้น ข้างบนก็มีของอื่นๆ แต่ข้างล่างมันยัดไส้ ของอย่างยาบ้า เฮโรอีนที่อยู่ในยางอะไหล่มันก็ยังรู้เพราะมีสายรายงานให้กัน แล้วก็บอกว่าให้ไปจับกันไกลๆ (อย่างออกจากที่นี่จะไปกรุงเทพฯ จริงๆ รู้แล้วว่ามียาเสพย์ติดแต่จะไม่จับแถวๆ นี้เพราะสายที่รายงานจะอันตราย ก็ให้ไปจับที่ประจวบฯ แทน)
           เมื่อก่อน ผมรับของหนีภาษีมาแล้ว ก็เอามาไว้ที่บ้านแล้วจะมีคนมารับซื้อเอง แต่ก่อนมาส่งโรงงานที่คลองแงะ เมื่อ 10 ปีที่แล้วมีรถเข้าโรงงานเป็นแถวเลย บรรทุกน้ำมันปาล์มอย่างเดียว พอถึงโรงงาน พนักงานก็เอาของลง น้ำมันที่มาจากมาเลฯ เป็นถุงใหญ่สีดำ ไม่ใช่ปี๊บแล้ว เอามาก็มาเทลงอ่างใหม่ แล้วบรรจุถุงใหม่ ก่อนขายส่ง ถ้ายังเป็นถุงมาเลฯ อยู่เขาจะจับ ก็เลยต้องมาเทแล้วทำถุงใหม่เป็นถุงบ้านเรา สมัยก่อนเราจะส่งปี๊บเปล่าไปแล้วบรรจุน้ำมัน ไม่ติดตราเลย เราก็ไปรับ มาส่งเข้าโรงงาน โรงงานก็ติดตราส่งกรุงเทพฯ น้ำมันปาล์มเดี๋ยวนี้ที่บ้านเราขายไม่ดีตั้งแต่ที่สาธารณสุขประกาศว่าไขมันมันไม่ละลาย แต่เอาไปใช้ ในอุตสาหกรรม อย่างพวกมาม่า แล้วมันสั่งเยอะเพราะมาม่ามันขายดี ขายไปทั่วโลก แต่ราคาน้ำมันปาล์มมันถูกกว่าซื้อน้ำมันกุ๊ก ถ้าจะทอดเป็นกระทะ ต้องใช้น้ำมันพวกนี้อยู่ น้ำมันมาเลฯ มันขายเป็นถุงๆ ละกิโลฯ พอดี ถุงหนึ่ง 18 บาท ถ้าเราไปซื้อน้ำมันกุ๊กขวดพลาสติกตอนนี้ราคามันต่างกันมาก ตอนนี้ผมก็เลยเลิก หยุดกิจการไป ให้แม่บ้านเขาไปขายของที่คลองแงะ ไปซื้อที่เขาเซ้งที่เขาเป็นแผงกว้าง 5 เมตรลึก 1.5 เมตร ในราคา 50,000 บาท ขายของปาดังฯ บ้าง ของบ้านเราบ้าง ส่วนมากก็ของฝรั่ง ไปซื้อของเขาให้เขามาส่งให้แล้วเราก็ขาย เช่น กาแฟซอง มาม่ามาเลฯ น้ำมันเป็นถุง กระเทียม ข้าวโอ้ดเป็นซอง ฯลฯ คลองแงะ ทุ่งลุง จะมีของปาดังฯ ขายมากในตลาดสด เดียวนี้เขาสั่งไปที่เถ้าแก่มาเลฯ ว่าจะเอาของอะไรกี่อย่างแล้วเถ้าแก่ก็จะส่งมาให้ ก็ใช้รถที่นี่ บรรทุกรับจ้าง ไปส่งให้เขา แล้วเถ้าแก่ก็มาเก็บตังค์เอง ค่ารายการเถ้าแก่ก็เสียเอง ผมไม่ลืมบุญคุณกับเถ้าแก่ปาดังฯ นะ สนับสนุนผมให้ลูกผมเรียนหนังสือ ได้เงินปาดังฯ นั่นแหละ 7 วันไปจ่ายที ถึงเวลาเปิดเทอม ไม่มีเงินก็เอาเงินจีน (เงินที่ขายของได้ และเตรียมจะมาให้เถ้าแก่) มาจ่ายก่อน ตอนนี้เถ้าแก่ถามว่าทำไมไม่ไปเอาของ ผมก็บอกเถ้าแก่ว่า จะเอาไปขายใครหละ ตอนนี้ เขาค้ากันเองหมดแล้ว มีพ่อค้าแม่ค้าเต็มไปหมดแล้วที่ตลาด คนที่ซื้อของเราเมื่อก่อนเขาเป็นคนขายเองแล้ว เขาขนเอง ก็เลยเลิกไปเลย แต่ก่อนที่นี่เป็นเส้นทางใหญ่ เรามาดูเส้นทางยุทธศาสตร์ที่ค้าขาย มาดูแม่ค้าที่เขาค้าจริงๆ แต่รายใหญ่ๆ เขาไม่เปิดเผย เขาไม่ให้ข้อมูลหรอก เขาจะปฏิเสธทันทีเลยเขาจะไม่เล่น ไม่ให้สัมภาษณ์
          ผมมีสวนยางไม่ถึง 10 ไร่ ลูกผมเรียนหนังสือผมจ้างคนมาเลี้ยงลูกวันละ 5-10 บาทนะ ลูกผมเรียนหนังสือจบทุกคน ผมไม่ลืมบุญคุณเถ้าแก่ และที่พวกค้าของ ระดับกลาง ที่มันไม่ค้า เพราะพวกระดับใหญ่มันมาตัดหน้า มีทุนหนากว่าเลยมาเล่นเอง พวกนี้ก็เลยยุบลง คนค้าระดับกลาง ที่อยู่ไม่ได้ เพราะตรงนี้ ไม่ใช่เพราะโดนจับมาก โดนเพราะพวกพ่อค้าใหญ่ มันเล่นตรงเลย สถานีรถไฟคลองรำกับท่าข่อย ขายขาดทุน เพราะมีแต่ค้าของหนีภาษี ล้นตลาด รถไฟเอาของที่ออกมาจากปาดังฯ เสร็จแล้วมันขึ้นรถไม่ได้ เพราะว่ามีเถ้าแก่เขาจ้างรถมอเตอร์ไซค์ขนมาขึ้นที่ท่าข่อย เสร็จแล้วจะเอาของขึ้นสถานีไม่ได้ ต้องมาจอดครึ่งทาง ก็จ่ายเงิน 500 บาทให้รถไฟหยุดกลางทาง แม่ค้าก็จ่ายให้พนักงานขับรถพวกห้ามล้อ กินกันหมดเลย สามารถเล่นกันถึงพนักงานขับรถไฟได้ สั่งให้หยุดตรงไหนก็ได้ แม่ค้าสั่งให้หยุดตรงไหนก็ได้ แม่ค้าลงขันกันบางที 5,000 บาท แม่ค้ามันพูดกันได้ เดี๋ยวนี้ไม่มี เดี๋ยวนี้แม่ค้าท่าข่อย คลองรำ ทุ่งลุงเลิกหมดแล้ว จุดที่รับ-ส่งสินค้ามีสถานีปาดังฯ คลองแงะ หาดใหญ่ ทุ่งลุงเลิกหมดแล้ว สถานีย่อยก็ไม่จอดแล้ว เมื่อก่อนจอดทุกสถานี เพราะพวกแม่ค้า เอาของหนีภาษีลง เดี๋ยวนี้พอรถไฟไม่จอดก็ไม่ได้ค้าแล้ว เมื่อก่อนจอดสถานีท่าข่อย คลองรำ ก็ทุ่งลุง และบ้านพรุ ตอนนี้เลิกหมด เหลือเฉพาะคลองแงะ ที่สินค้ามาจากโกลก มาขึ้นที่คลองแงะ แล้วเข้าไปมาเลฯ คนที่ขนมันมาจากยะลา จากนาทวี จากสะเดา มันขึ้นรถไฟไปกรุงเทพฯ มีรถขบวนพิเศษ(สีเขียว) วิ่งจากสิงคโปร์ ไปกรุงเทพฯ อาทิตย์ละเที่ยว อย่างบัทเตอร์เวิร์ธมันตั้ง 700 กว่าบาท จากหาดใหญ่ไปกรุงเทพฯ พอๆ กับไปสิงคโปร์ ระยะทางเป็นพันกิโลฯ เมื่อก่อนบ้านที่ขายของหนีภาษี เป็นบ้านไม้ มีเข่งใส่แอปเปิ้ล มาตั้งขายอยู่หน้าร้าน ชิมได้ไม่ต้องซื้อถ้าไม่พอใจ ตอนผมเด็กๆ ผมชิมทุกร้านเลยแล้วไม่ต้องจ่ายเงิน แต่เดี๋ยวนี้ ที่ตั้งเป็นเข่งไม่มีแล้ว ลูกอินทผลัมใส่เข่งปาดังฯ ใหญ่ๆ เรากินจนอิ่ม ไม่ซื้อก็ไม่เป็นไรเขาไม่ว่าเพราะมันถูกมาก ต่อไปเขาจะเปิดเสรี เรื่องการเก็บภาษี ค้ากันได้ อย่างสะดวกสบาย แต่ตอนนี้การนำเข้าส่งออกมันเป็นของบริษัท ของเล็กๆ น้อยๆ เดี๋ยวนี้ก็ไม่ค่อยมี รู้สึกว่าจะซบเซา ที่ปาดังฯ หากคนมาเลฯ ไม่ออกมาเที่ยวก็เงียบ ดูได้จากที่เราไปดูที่ด่านมีคนน้อยมาก ปกติเมื่อก่อนมีคนเยอะมากเลย คนมาเลฯ ออกมาเที่ยวบาร์ เที่ยวผู้หญิงกันเยอะ ตอนนี้ไม่มีแล้ว บาร์ก็เจ๊งไปหลายรายแล้ว ด่านพวกนี้มันก็ชักจะเซ็งๆ เหมือนกัน ต่อไปที่ปาดังฯ คนคงไม่มาเที่ยวแล้ว คนมาเลฯ มาเที่ยวก็เที่ยวซ้ำแล้วซ้ำอีก มีทางเดียวคือ บีบของหาดใหญ่ให้แพงขึ้น แล้วคนจะได้มาซื้อของที่ปาดังฯ เท่านั้นเอง ที่หาดใหญ่แม่ค้ามาก ต่างคนต่างขาย เพราะแม่ค้าที่มาซื้อของเราเมื่อแต่ก่อน เดี๋ยวนี้มันขายเองหมดแล้ว แล้วเราจะไปขายใคร ต่างคนต่างไปซื้อของมาเลฯ เองหมด ของเข้ามาจากมาเลฯ เยอะ ของเลยไม่มีราคา ทำให้พ่อค้าน้อยลง ไปเพราะกำไรไม่ดี ต้องสานต่อไปถามพ่อค้า ที่รับจากหาดใหญ่เข้ากรุงเทพฯ ที่เขาเอาจากหาดใหญ่เลย อย่างเครื่องใช้ไฟฟ้าถ้าจะมาซื้อที่ปาดังฯ ให้ไปซื้อที่หาดใหญ่ดีกว่า ถูกกว่าซื้อปาดังฯ เพราะร้านที่หาดใหญ่มันเยอะ มาซื้อที่ปาดังฯ ดีไม่ดีอาจถูกจับ ไปซื้อที่หาดใหญ่ดีกว่า สบาย แต่เราจะหาคน ที่ค้าจากหาดใหญ่ ไปกรุงเทพฯนี้ยาก ไม่รู้เป็นใคร หาดใหญ่-กรุงเทพฯ ค่ารายการมันมาก ที่ส่งตรงจากปาดังฯ ไปกรุงเทพฯ ก็มีแต่เป็นระดับเจ้าพ่อ แต่เขาจะไม่เปิดเผย ถ้าเปิดเผยแล้วเขาจะลำบาก
           เมื่อก่อน ผมรับจ้างบรรทุกของหนีภาษีด้วยนะ ตั้งแต่พ่อยังอยู่เป็นกำนัน ทำให้พ่อรู้ไม่ได้ จากปาดังฯ หาดใหญ่ตอนนั้นน้ำมันราคาถูกลิตรละ 3-5 บาท เที่ยวหนึ่ง 200 บาท ผมซื้อรถปิกอัพตอนนั้นราคา 80,000 บาทได้ ได้กำไรวันละ 200 บาทเดือนหนึ่ง 6,000 บาทผ่อนรถเดือนละ 2,000 บาท ทำเที่ยวเดียวก็หยุด ผ่อนรถ 100 บาทต่อวัน เหลืออีก 100 บาทไว้ใช้สบาย อยู่ได้ บางทีตอนเย็นรับจ้างบรรทุกน้ำตาลทรายส่งมาเลฯ เมื่อก่อน เขาขาดแคลนน้ำตาลทรายกับข้าวสาร เขาแย่งกันมาซื้อนะ เที่ยวหนึ่งพอเราไปลงเขารีบเอาเราเข้าไปในบ้านเลยแล้วจ่ายเงินเลย ขออย่างเดียวคือ ให้ผ่านมาจากที่ริมรั้วที่กั้นอยู่ แล้วเขาจะฉีกรั้วออกแล้ววิ่งเข้าทางรั้ว พอพ้นรั้วก็หมายความว่าทางตำรวจ ทางด่านหมดสิทธิจับเราแล้ว แล้วทางมาเลฯ เขาก็รอรับทางนั้นเลย คนไทยก็ตัดรั้ว และฉีกออกแล้วส่งของ บางทีเอาข้าวสารเข้าไปก่อนตัวบางทีโดนจับ แต่ของมันจับไม่ได้เพราะผ่านแล้ว บางคนยอมเททิ้งเลยแล้วก็ไปโกยเก็บเอาเอง ใช้คีมตัดลวดที่รั้วออกหมดเลย อย่างขนของทางรถไฟอย่ารอให้รถไฟจอด ถ้ารอให้รถไฟจอดมันจะตะครุบเลย ต้องรับลงก่อน ที่รถไฟจะจอด พอเริ่มเข้าสถานีปาดังเบซาร์พวกแม่ค้าพ่อค้าก็เริ่มแบกกันแล้วกระโดดลงเลย จังหวะวิ่งคือ ต้องวิ่งไปข้างหน้า ถ้าลงไปยืนตรงจะล้มทันที หัวเข่ากระแทกหินหมดเลย ผมได้เที่ยวละ 20 บาท พอเราส่งข้าวสารผ่านไปแล้วมันไม่จับเราแล้ว ตำรวจทำอะไรไม่ได้แล้ว พ่อค้าแม่ค้าฝั่งเขา มายืนแย่งของกันเลย แล้วทางมาเลฯ ก็ไม่จับพวกที่นำเข้ามา เพราะเราเอาของไปให้เมืองเขา เขาขาดข้าวสาร เด็กๆ ถือแบงค์ 500 แบก 10-20 กิโลกรัม ราวๆ 15-20 ปีมาแล้ว พวกที่ขนทางรถไฟ ที่ไปนั่งบนหลังคา ก็ถูกสะพานตีตายไปหลายคน หลังคารถไฟกับคานสะพานจะแคบ พื้นรถไฟจะไม่ลื่น ผมเคยวิ่งมาแล้ว ยิ่งถ้าใส่รองเท้ายางมันจะจับทันที อย่าไปใส่ของเท้าคัชชูเพราะมันจะลื่น ใส่รองเท้ายางวิ่งบนหลังคารถไฟสบายเลย แต่พอถึงสะพาน ต้องนอนราบกางมือแนบไปเลยนะ เพราะมันห่างกันนิดเดียวเองกับสะพาน นั่งไม่ได้พอถูกสะพานตีแล้วเละเลย บนหลังคนรถมันมีลูกน้องขนคนละ 20 กิโลกรัม เสร็จแล้วนายหัวจะเก็บรายการให้นาย (ตำรวจรถไฟ) เก็บมาเลยว่าลูกน้องคุณขนมากี่ถุง มีกี่คนจะเสียคนละเท่าไหร่ก็ว่ากันไปเลย ตำรวจรถไฟได้รายได้เยอะ ในสมัยนั้น แย่งจะย้ายเข้ามาประจำแถวนี้เลย วันไหนที่กองปราบขึ้นมาจะมาจับ ก็หนีกัน เราก็วิ่งจากข้างบนลงไปข้างล่าง พอมันไปดักข้างหน้า เราก็วิ่งกลับมาข้างหลัง วิ่งจนกว่ารถไฟ จะถึงปาดังฯ พวกกองปราบนี้ ไม่กล้าขึ้นไปบนหลังคารถไฟ และพวกขนของพวกนี้วิ่งเร็ว วิ่งชำนาญ จนเหมือนวิ่งในสนามบอลเลย เขาจะจับของเพราะเราเอาของขึ้นบนหลังคา นั่งกันเหมือนรถบรรทุกเรียงกันสวยเลย ตำรวจไม่กล้าขึ้นหลังคา เพราะไม่ชำนาญ ช่วงจังหวะข้อต่อ ระหว่างโบกี้ มันกระโดดข้ามไปตอนที่รถไฟยังวิ่งอยู่เลย เพียงอย่าลืมหลบสะพานเท่านั้น แต่พวกที่อยู่ข้างหน้ามันจะบอก ถ้าหลบไม่ทันสภาพศพจะเหมือนโดนมีดสับ จะเละเลย สะพานตี บางคนมือขาด ขาขาดกันก็หลายคน เส้นทางรถไฟนี้ตายกันไม่ใช่น้อยๆ เพราะมันประมาท ตอนออกจากปาดังฯ พวกนี้จะเอาของจากปาดังฯ ออกและแบก ของที่ขนจะราวๆ 20 กิโลกรัมก็นั่งถือกันมา พอถึงสะพานก็เอนหลังหลบกัน พวกที่ประมาท ที่มันเดินไปมา ก็โดนสะพานตีค้างอยู่กับที่บนสะพานเลย เมื่อก่อนนี้ค้ากันไม่ง่ายแต่สนุก เสี่ยง
           เดี๋ยวนี้ไม่ต้องไปซื้อของที่ปาดังฯ แล้ว ไปซื้อที่หาดใหญ่พอ มันกลายเป็นปาดังฯ ไปอยู่ที่โน่นซะแล้ว ไปอยู่หาดใหญ่ อยู่คลองแงะ ตลาดสดแถวนี้ มีแต่ของปาดังฯ ทั้งนั้น ถ้ากำไรดีๆ เหมือนแต่ก่อนผมก็ไม่เลิก แต่ตอนนี้ลงทุน 500 บาทได้ 20-30 บาทเท่านั้นเอง มันไม่คุ้ม น้ำมันถุงละ 500 บาท เรามาขาย 530 บาท เราซื้อจากโน่นมาซื้อเป็นเงินสด แต่พอมาขายคนซื้อมาซื้อเงินเชื่อ แล้วกำไรเรา 20-30 บาทเราก็เจ๊ง เลยจบไปเองเลยพวกพ่อค้า เมื่อก่อน เราเอาน้ำมัน เข้าโรงงาน เขาก็คิดให้วันนั้นก็ได้ 3 วัน 7 วันคิดให้ทีหนึ่งก็ได้ พอได้เงินมา 300,000 บาทเราจะโกงเถ้าแก่ที่มาเลฯ ก็ได้เพราะเขาก็ทำอะไรเราไม่ได้ แต่เราก็คิดว่าเงิน 300,000 จะเอาไปทำอะไรเราก็ส่งให้ เขาก็ไว้ใจ เชื่อมือ คนไทยเราบางคนไปโกงเขาทีเดียว เถ้าแก่ก็ไม่ให้แล้ว แต่เราถือว่าซื่อกินไม่หมด คดกินไม่ได้นาน เรามีงานอะไรเขาก็มาช่วย
          คนที่ค้าของปาดังฯ จะมาโดนตรวจจับที่ทุ่งลุงเยอะ เพราะว่ามันออกไปทางอื่นไม่ได้ ต้องผ่านทุ่งลุงก่อน เดี๋ยวนี้ด่านก็เปลี่ยนพาหนะ จากรถจี๊ป มาเป็นรถปิกอัพ มีกันชนใหญ่ๆ แล้วเพื่อต้องการมาไล่ให้เข้าป่า
ของตอนนี้มันออกมาจากมาเลฯ 2-3 ทางมันมาสตูลฯ ปาดังฯ โกลก ท่าเรือ หลายอย่าง ของเสียภาษีก็มีมาเหมือนกัน เดี๋ยวนี้เราไปต้องไปเอาเอง เถ้าแก่เขามาส่งให้ ที่แผงก็ขายของกิน รับของจาก 2 ทางคือปาดังฯ กับสตูล รับมากที่สุดคือรับจากปาดังฯ เพราะมันอยู่ใกล้ๆ สั่งจากพ่อค้าให้ส่งตรงมาเลย บางอย่างก็ซื้อมาค้า แม่ค้ารายย่อยให้มาส่งก็มี บางอย่างมาจากกรุงเทพฯ ก็มีจากท่าเรือคลองเตย บางอย่างก็ถูกกว่าของมาเลฯ อีก ถูกกว่าเยอะ มีหลายอย่าง เช่น สาหร่าย บ๊วย จะมาทางกรุงเทพฯ และถูกกว่าเยอะ อย่างบ๊วยเราขายเป็นถุง ซื้อเป็นลังก็มาแกะเป็นถุงขาย ขายเป็นกิโลกรัม เป็นเทคนิคการขาย ของที่เอามาจากคลองเคย เสียภาษีถูกกฎหมาย มีการที่เจ้าหน้าที่ไปจับของที่ขายหนีภาษี บางทีด่านก็ไปจับตามแผงที่ทำโดยจับปีละ 2 ครั้ง อาจจะเป็นการเอาผลงาน ของทางราชการ โดยเฉพาะที่เพิ่งย้ายมาใหม่ เราไม่รู้ล่วงหน้าว่าจะมาจับเมื่อไหร่ แต่เมื่อก่อนเขาส่งสัญญาณกันก่อน แต่เดี๋ยวนี้จะมีหลักเกณฑ์ในการจับ ให้เหมือนกันหมดทุกแผง คือปรับ 4,000-5,000 บาทต่อแผง หรือ 2,000-3,000 บาทต่อแผง
           ธุรกิจช่วงนี้เป็นช่วงขาลง ขายไม่ดี แต่กำลังฟื้นตัวขึ้นมาหน่อย ผมค้ามาสิบกว่าปี ของทั้งหมดในตลาดประมาณต่อเดือนที่หมุนเวียนในช่วงขาลงจะไม่มาก ขนมาส่งในแผงมากจริง แต่ขายได้น้อย ทยอยขายไปเรื่อยๆ เฉพาะของผมที่ขายได้มันไม่แน่นอน อย่างน้อย 30,000-50,000 บาทถ้าเป็นช่วงขาขึ้น ทั้งขายปลีกและขายส่ง กำไรต่อวันก็ไม่มาก แต่เดี๋ยวนี้ 1,000 บาทก็ไม่ได้ ถ้าลงทุน 1,000 บาทจะได้กำไร 20 บาท ร้านค้ามันมากขายไม่ออก
ค่าเช่าแผง จะรับช่วงต่อจากบริษัทจ่ายแป๊ะเจี้ย 20,000 บาทต่อปีเพื่อให้ได้สิทธิขาย จากนั้นจะจ่ายค่าเช่าอีก 3,600 บาทต่อเดือน เส้นทางการส่งของ มาหลายทางเหมือนกัน เครื่องไฟฟ้าที่ขายอยู่ส่วนใหญ่เป็นของคนไทย แล้วไปบอกว่า เป็นของมาเลเซีย เพราะคนไทยชาตินิยมมาเลเซีย ก็เลยต้องหลอกว่า เป็นของมาเลเซีย ของมาเลเซียจริงๆ ก็มีแต่แพง ของที่ไทยทำจะถูกกว่า ถ้าราคาแพงๆ จะเป็นของนอกแน่ แต่เวลาคนขายเขาก็บอกว่า เป็นของมาเลเซียทั้งนั้น ที่จริงคือ made in Thailand ทั้งนั้น ที่หาดใหญ่ ก็มีรับของมาสกรีนยี่ห้อได้ บางทีตัวเครื่องกับชิ้นส่วนข้างในก็คนละยี่ห้อ แผ่น CD ก็ถูกซื้อมา 35 บาท ขาย 80 บาท ก็มีการจับแผ่น CD ที่ละเมิดลิขสิทธิ์เหมือนกัน ที่ตลาดยงดี แผงของผมจะขายส่งให้กรุงเทพฯ แล้วก็จะส่งต่อไปที่ต่างๆ เช่น เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช ภูเก็ต พังงา แล้วแต่เขาจะสั่ง ของที่ตีตราของฮ่องกงจะมาจากการหนีภาษีของมาเลเซียโดยทางเรือ ของจะพักไว้ที่มาเลเซียไม่ได้ ต้องหลบเข้ามาที่ไทย ซึ่งสินค้าพวกนี้ จะมาจากสิงคโปร์ ถือว่าหนีภาษีเหมือนกัน แต่จะเป็นการแล่นผ่านประเทศ ทางมาเลเซียเขาก็ถือว่าหนีภาษีเหมือนกัน ของเราที่นำเข้าไปมาเลเซีย ที่แน่ๆ คือปลากระป๋อง ไปติดยี่ห้อที่มาเลเซียแล้วส่งกลับมาขายที่ไทย ถ้าจะขายได้ในไทยต้องเป็นยี่ห้ออื่น เหมือนมันทอด ที่คนไทยซื้อที่ห้างจะแพง ซื้อที่มาเลเซียถูกกว่า จริงๆ แล้วมีการตีตราภาษาไทย ทำในเมืองไทยแล้วไปตีตราทางมาเลเซีย มีการบอกว่า ทำที่สตูลแต่ห้ามขาย เพราะเป็นข้อตกลงการค้า และการลงทุน เราเป็นประเทศผู้ผลิต จึงห้ามขาย เขาก็ไปติดป้ายมทาเลเซียแล้วมาขาย เมื่อก่อนเราก็เคยใช้ตราไก่ขายในเมืองไทยจริงๆ แล้วทำด้วยเนื้อปลาโอ ใช้วัตถุดิบที่ไทย โรงงานใหญ่ๆ ที่สตูลที่ใกล้ๆ กับอิสลามประจำจังหวัดสตูล ใช้วัตถุดิบไทย แรงงานไทย แต่ห้ามขาย ต้องไปตีตราที่มาเลเซียก่อน สินค้าบางตัวมาจากหลายทาง มาจากกรุงเทพฯ ก็มี คือสินค้าที่ตั้งบนแผงไม่ใช่มาจากมาเลเซียทุกอย่าง แต่ส่วนใหญ่ ก็มาจากมาเลเซีย เส้นทางเข้าจากสตูลมาหาดใหญ่ จะเสียค่ารายการน้อย แม้ว่าจะมีระยะทางไกลกว่าก็ตาม เพราะจำนวนด่านจะมีไม่มาก อ้อมเข้าทางปะเหลียนก็ได้ เหล้า บุหรี่ก็เข้ามาจากสตูลมาก ทางด่านปาดังเบซาร์เดี๋ยวนี้มีสินค้าออกมาน้อยกว่าแต่ก่อนมาก ทางนี้พ่อค้าใหญ่ก็ไม่มี ต้องทางสตูลที่เขาส่งสินค้ามาทางเรือใหญ่ บางทีถ้ารู้ว่าจะถูกจับ ก็จะล่มเรือไปเลย และคอยเก็บสินค้า ที่ยังใช้ได้เอามา เพราะกลัวว่าจะสืบไปถึงผู้มีอิทธิพลระดับเจ้าพ่อ สินค้าที่มาคลองเตยก็เป็นของนอก และเรือใหญ่ที่มามาจากมาเลเซีย สิงคโปร์ ข้าราชการถ้าไม่โกงไม่ค้านี่หายาก เขาให้กินพอดีๆ ตอนนี้ที่ถูกจับและปรับก็มีมูลค่าเท่าๆ กับการเสียภาษีแล้ว เสียที 40,000-50,000 บาท ถ้ารัฐเก็บภาษีได้ตามที่ว่านี้รัฐรวย แต่มันไม่ไปถึงรัฐ มันมาเลี้ยงกันตรงนี้ ผมเคยถามว่าผลไม้พอจับแล้วส่งเอาไปไหน นายด่านก็บอกว่า เอาไปแบ่งๆ กัน ที่จริงน่าจะแบ่งคืนให้หลวงบ้าง แต่ส่วนมากเขาก็กินกันเปล่าๆ สินค้าหนีภาษียังครองหาดใหญ่ได้ในขณะนี้ ถ้าไม่มีตัวนี้ก็จะไม่มีเงินเดินสะพัด ถ้าไม่มีของพวกนี้ หาดใหญ่ก็เจ๊งไปแล้ว ที่เขามาหาดใหญ่ เขาก็มาซื้อหาของพวกนี้ เถ้าแก่ที่มาเลเซีย เขาก็มานอนที่หาดใหญ่ มาเก็บเงินค่าของที่ส่ง แล้วก็มาเที่ยวกัน เถ้าแก่มาเลเซียเขาเข้ามาส่งของเอง มาเช็คเอง มาเก็บเงินเอง ถ้าจะมีคนกลางต้องเป็นคนที่ไว้ใจเชื่อถือได้ เขามาดูยอดเงินที่ค้า มาเก็บเงิน มาเที่ยวผู้หญิง ของที่สิงคโปร์นี่แพงที่สุด เพราะเป็นของนอกของแท้


ที่มา : เส้นทางการค้าข้ามพรมแดนไทย-มาเลเซีย ทางด่านปาดังเบซาร์
Counter


Mar 23, 2009
Hosted by www.Geocities.ws

1