News

 

 

Richie Jen : Recalls his bright career together

Cherish Richie Jen

The 4th Annual Esquire Men of The Year 2007

Mens Uno Magzine (China)

Richie Jen : Men's style Magazine

เยิ่นเสียนฉี - I'm not a good man

"Bad Bad Good Man Richie" จากนิตยสาร Girlfriend - May 2003

"Chinese Version of 007 is Very Attracting"

"Sincere" โดย พั่งพั่ง

"Sincere" English version by Maina

"Talkies HK Magazine"

"V Magazine (vision of life)" Leisurely Looking At Life

"Men's Uno Hongkong edition 6 (June)"

"My Wardrobe | My History"

Ming Xing No. 5

"iFEEL (Modern Family Entertainment Magazine)" –September issue

East Week Magazine 38: RICHIE JEN



 

 

 

 

 

 


 

" Bad Bad Good Man Richie " จากนิตยสาร Girlfriend - May 2003

 

ปกติแล้วเวลาสัมภาษณ์ดาราคนอื่นๆ จะใช้เวลาไม่เกิน 15 นาที และสองชั่วโมงก็เป็นเวลาที่นานที่สุดที่สามารถมีได้เพื่อศึกษาและรู้จักกับดาราคนหนึ่ง แต่คราวนี้จากการเชิญจาก Omega เจนได้ใช้เวลาเจ็ดวันในการท่องเที่ยวที่เมือง Auckland (ประเทศนิวซีแลนด์) กับพรีเซนเตอร์ของ Omega นั่นคือ Richie Jen จากทุกวันที่ได้ศึกษาในการพูดคุยแบบตรงไปตรงมาเหมือนกัน ในที่สุด เจนก็ตระหนักได้ว่า ทำไมผู้ชายที่มองแล้ว "ไม่เลวนัก" คนนี้ถึงสามารถดังและเป็นที่นิยมในเอเซียได้ คำพูดติดปากของริชชี่ คือ "ก็ไม่เลว" เขามักใช้มันขึ้นต้นเวลาตอบคำถาม ทุกวันนี้มีคนมากมายที่เข้ามาในวงการแสดงเพื่อที่จะหยิบ "ชิ้นเค้ก" ในฮ่องกงและไต้หวัน มีทั้งคนที่หล่อ น่ารัก บุคลิกโดดเด่น เท่ห์ สดใส มีความสามารถ แม้กระทั่งคนที่มีครอบครัวที่ร่ำรวยสนับสนุน ท่ามกลางคลื่นลูกใหม่เหล่านี้ ดาราชายอย่าง ริชชี่ ซึ่งดูไม่ได้หล่อมากนัก การร้องเพลงก็ไม่เลวนัก ต้องเผชิญกับการถูกเข้ามาแทนที่ได้ตลอดเวลา แต่ริชชี่กลับเป็นที่นิยมมากขึ้นทุกๆ วัน ตารางงานของเขาถูกวางไว้ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปลายปี

 

 

จากการอยู่ร่วมกัน ฉันสามารถพิสูจน์ได้อีกครั้งว่า "คนที่มีองค์ประกอบที่ยอดเยี่ยม อาจจะไม่รุ่งในวงการดารา มีเพียงแต่คนที่มีความสามารถที่จะจัดการ และในเวลาเดียวกัน ก็ฉลาดในการรู้ว่าจะวางตัวอย่างไรให้เหมาะสม สามารถอยู่รอดในวงการได้ และริชชี่ก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น

 

ริชชี่ผงกหัว ผมพยายามให้ดีที่สุด ผมเพียงแค่สามารถช่วยคนอื่นได้ไม่เกินความสามารถของผม ถ้าพวกเขาขอให้ลอดห่วงไฟด้วย ผมก็ทำไม่ได้แน่หล่ะ

ตายจริง..คุณจะไปหาผู้ชายที่เอาใจใส่ทุกคนอย่างงี้ได้ที่ไหน! ให้เครดิตริชชี่มากขึ้นเลย!

 


 

"Sincere" No. 5 โดย พั่งพั่ง ภาพ โก้

UP


"Sincere" English version by Maina

Ren Xian Qi [Melted-heart smile]

Although the month of love has passed for a while, but sweetly-scented still in my heart. Because last month ago, we had a chance to meet hot star of romantic-movie Ren Xian Qi (Richie) I had fell in love with him for the film "Fly me to Polaris" in 1998. When I knew that I would have a chance to meet him in person and closely, I almost faint down on the floor immediately. Just beginning the first question for him, my hands were shaking. My heart skipped a beat every time that he gave me his friendly smile. Ahaaa…better keep working before I think much more….

 

UP


"Talkies HK Magazine"

 

แม้ว่าจะมีตารางงานนับไม่ถ้วน Richie Jen ก็ยังฟิตเปรี๊ยะมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในฐานะ Mr. Nice Guy นอกจากภาษาท้องถิ่นแล้ว ริชชี่พูดกวางตุ้งคล่องมากและภาษาอังกฤษดีมากทีเดียว เพราะได้เคยดูแลนักเรียนแลกเปลี่ยนของอเมริกาตอนที่อยู่ไฮสคูลก่อนที่จะถูกพาไปยังที่นัดหมาย เขาได้เซ็นต์ลายเซ็นต์ให้แฟนๆ และหยุดเพื่อทักทายแฟนๆ ที่มุ่งเข้ามาที่ประตูแม้อากาศจะหนาวและฝนตก อากาศที่เลวร้ายนี้ได้ทำลายแผนงานของ OMEGA สำหรับริชชี่ที่ไปถึงร้านบูติกเกี่ยวกับของโปรดของเค๊า : มอเตอร์ไซด์ เจม บอนด์ ในแนว sci-fi, Siver Hawk ซึ่งสร้างโดยมิเชลและกำกับโดยจิงเกิ้ล มา เป็นเรื่องแรกที่พลิกแนวของริชชี่ เขาสลัดส่วนดีไปเป็นตำรวจที่ดูเซ่อๆ ซ่าๆ ในบางครั้ง (และต้องขอบคุณช่างแต่งผมและเคราเล็กๆ ใต้คางที่ทำให้เค้าดูเหมือน Shaggy จากเรื่อง Scooby-Doo) และเล่นคู่กับราชินีตลกอย่างมิเรียมในเรื่อง Elixir of Love ที่ออกฉายในช่วงวาเลนไทน์ การแสดงหนังรักคอมมาดี้เป็นแนวถนัดของริชชี่ เขาถ่ายทอดความเป็นธรรมชาติออกมาได้ดีในหนังใหญ่ และที่ฮิตรวมถึงการเล่นคู่กับ Sammi ใน Summer Holiday (ซึ่งกำกับโดย Ma, 2000) และ Marry a Rich Man (Vincent Kok, 2002) เขาไม่ต้องการที่จะต่อความยาวเรื่องความสามารถของเค้า อย่างไรก็ดี เป็นที่ตื่นเต้นเกี่ยวกับบทในเรื่องถึดไปที่รับบทเป็นโจร ซึ่งเค้ากำลังอยู่ในระหว่างการถ่ายทำขณะที่ให้สัมภาษณ์นี้ มันฟังดูดีแต่ริชชี่ไม่สามารถให้ข้อมูลอื่นไ้ด้ "ผู้กำกับให้พวกเราสัญญาว่าจะยังไม่พูดถึงมันในตอนนี้" ริชชี่พูดแบบขอโทษ

การเล่นหนังทำให้ริชชี่ต้องหยุดงานด้านการร้องเพลงเมื่อปีที่แล้วและการถ่ายทำเรื่อง Silver Hawk ที่ล่าช้ากว่ากำหนดเป็นเหตุให้เค้าต้องยกเลิกคอนเสิร์ต แต่แฟนเพลงจะเบาใจได้ที่ได้ยินว่าเค้าเพิ่งอัดอัลบั้มใหม่เสร็จ ริชชี่เป็นนักร้อง, ดีเจ และพรีเซ็นเตอร์ในไต้หวันตั้งแต่ปี 1988 การมีชื่อเสียงยังคงหลีกหนีเค้าจนกระทั่งปี 1996 ได้ออกเพลง Too Soft-hearted, เป็นหนึ่งในคอเล็คชั่นเพลงรัก หลังจากนั้นเค้าเป็นที่รู้จักในต่างแดนมากกว่าที่บ้านเกิดตัวเอง "ที่ไต้หวัน อัลบั้มทำได้แค่ ก็ดี แต่เพื่อนๆ ที่มาจากตะวันออกเฉียงใต้มาบอกว่า "ให้ตายเถอะ พระเจ้า นายดังมากเลยนะ" ดูจะเกินเป็นจริงเกี่ยวกับริชชี่ "แล้วผมก็เลยกลับไปเยี่ยมบ้านที่ฮูนาน (ในหูเป่ย, ประเทศจีน) ทุกร้านในถนนทุกเส้นที่เดินผ่านต่างก็เปิดเพลงของผม มันรู้สึกเยี่ยมมากเลย แต่ไม่มีใครจำผมได้สักคน พวกเค้ารู้ว่ามันฮิตแต่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนร้อง"

ความเป็นนิรนามไม่ได้อยู่อีกแล้ว ตอนนี้ริชชี่เป็นหนึ่งในดาราเอเชียที่ดังมาก เค้าเป็นชายหนุ่มอายุ 37 ปี พร้อมกับชื่อเสียงที่มั่นคงและบุคลิกที่มีเสน่ห์ ริชชี่ในชุดเสื้อหนังสีดำและกางเกงสีดำกับโซ่ และผมที่ตัดสั้น เขาดูน่าดึงดูดจากที่เคยเห็นในจอมากกว่าทุกครั้งที่เป็น ความสำเร็จทางภาพยนต์ที่ได้รับไปเร็วกว่าอาชีพการร้องเพลงของเค้า มีทั้งที่ฮิตและไม่ฮิตบ้าง ซึ่งเค้าก็เล่าออกมาด้วยความสนุกสนาน ริชชี่ได้เข้ามหาวิทยาลัยพละศึกษาและกีฬาใน Taoyuan ซึ่งเป็นหลักสูตรของสถาบัน ซึ่งเค้าร้องว่า ไม่ใช่สิ่งที่เค้าต้องการเลย การได้มีโอกาสเล่นดนตรีเป็นอะไรที่แปลกใหม่ โดยครูสอนภาษาอังกฤษตอนไฮสคูลที่ชอบเพลง country และตะวันตก เค้าใช้เวลาหลายชั่วโมงตอนที่ว่างเล่นในวงและออกไปเล่นตามร้านดนตรีข้างนอก การแสดงครั้งแรกของเค้าเป็นตอนปี 1998 เขาและเพื่อนถูกขอให้มาช่วยเล่นเพราะวงที่จะเล่นมาช้า "บอสเดินมาหาผมและพูดว่า 'เธอเล่นได้มั้ย' ผมบอก 'แน่นอน ผมจะพยายาม' ผมไว้ผมยาวดังนั้นผมเลยดูเหมือนพวกศิลปินร็อคแอนด์โรล ลูกทีมเห็นผมแล้วคิดว่า "ใช่เลย นายคนนี้ดูเจ๋งดี" ริชชี่รำลึกความหลังด้วยท่าทีมั่นใจในตัวเอง

เขาเล่าเรื่องตลกสมัยก่อน "ครูสอนกีต้าร์ได้งานเป็นโปรดิวเซอร์ในบริษัทเทปท้องถิ่นและถามว่าผมอยากจะเซ็นต์สัญญาเป็นดารารึเปล่า" ในตอนนั้นที่ไต้หวันไม่มีร็อคสตาร์เลย มีแค่นักร้องเพลงพื้นบ้าน และพวกเค้าก็ไม่ยอมให้คนผมยาวออกทีวี ตอนที่ผมไปที่บริษัทและถามถึงครูของผม พวกเค้าบอกว่า "เสียใจด้วยเจ้าหนู เค้าถูกไล่ออกไปแล้ว" ไม่มีใครรู้เกี่ยวกับผมหรือข้อสัญญาของผม ซึ่งผมได้เซ็นต์ระหว่างกินข้าวเย็นกับผู้ชายคนนั้นที่ร้านอาหาร ผมกำลังยุ่งกับการกินอยู่ ก็เลยไม่รู้ว่าเซ็นต์อะไรไป" ริชชี่หยุดหัวเราะ "ตอนท้าย พวกเค้าก็รับผมไว้ แต่สิ่งที่พวกเค้าต้องการเป็นอันดับแรกคือตัดผมของผม"

ริชชี่อาจจะไม่เห็นด้วยนักกับวิธีที่เค้าถูกปฎิบัติ แต่เค้ายอมรับว่าอัลบั้มแรกก็ "ใช้ได้" เขาออกอัลบั้ม 3 ชุดใน 1 ปี เขียนเพลงด้วยตัวเอง "เฮ้ คุณรู้มั้ยว่าทำไม" ริชชี่ถาม หยุดท่าทางไว้แป๊บนึงก่อนที่จะแย๊บออกมาว่า "เพราะมันไม่มีงบสำหรับนักแต่งเพลงน่ะสิ"

ต้นปี 1990 อาชีพนักร้องของริชชี่หยุดชะงักเมื่อหลังจากกลับมา 2 ปี จากการเป็นทหารแล้วพบว่าบริษัทถูกปิด Rock Record ได้ดึงสัญญาของเค้าไปแต่ก็เป็นกลางปี 90 เค้าก็เลยมีเวลาว่างมากที่จะทำงานอดิเรกซึ่งรวมถึงกีฬาผาดโผนและการแข่งรถ "ผมได้แข่งรถมอเตอร์ไซด์และรถยนต์ แต่ในปี 1995 เมื่อผมไม่มีอะไรจะทำก็บังเอิญผ่านหน้าร้านมอเตอร์ไซด์ เจ้าของร้านถามผมว่าอยากร่วมทีมของเค้าหรือเปล่า ริชชี่เล่าต่ออย่างกระตืนรือร้น การแข่งวิบากเป็นอะไรที่แตกต่างมาก (กับการแข่งในเส้นทางปกติ) มันน่าตื่นเต้นมากๆ คุณจะกระโดดได้อย่างน่าอัศจรรย์ เหมือนการบินโดยไม่มีปีก ผมเป็นนักร้อง หนังเป็นความฝันของผม ริชชี่ตอบอย่างอ่อนน้อมถ่อมตัวเมื่อถูกถามถึงตอนที่เค้าก้าวเข้ามาในวงการหนังครั้งแรก "ผมต้องการที่จะเอาใจใส่ความฝันของผม ผมไม่ต้องการจะเล่นหนังเพียงเพื่อนเงิน ดังนั้นผมจะอ่านสคริปต์อย่างระมัดระวังและเลือกอันที่เหมาะกับตัวเอง เมื่อผมอ่าน Fly me to polaris มันประทับใจผมมาก ผมออกไปซื้อหนังที่จิงเกิ้ล หม่า กำกับมาดูหลายเรื่อง และผมคิดว่าผมสามารถเชื่อใจเค้าได้ก่อนที่จิงเกิ้ล หม่า จะบินมาที่ไต้หวันเพื่อพบผม เขาบอกว่าถ้าเค้ารู้สึกว่าใช่ตอนที่เราพบกันเค้าก็จะให้บทนั้นกับผม

ริชชี่ถูกถามว่าจากดาราสาวที่เคยร่วมงานมา 3 คน คนไหนที่เป็นแบบที่เค้าชอบ ริชชี่มีคำตอบที่น่าฟังสำหรับพวกเธอทุกคน "Cecilia เป็นแค่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ตอนที่เราร่วมงานกันใน Fly me to polaris แต่เธอเอาใจใส่ผม เธอเหมือนเป็นพี่สาวผมยังไงยังงั้น เธอปฎิบัติเหมือนกับผมเป็นน้องชายของเธอ ส่วน Sammi เป็นคนดีมากและระหว่างการถ่ายทำเราก็กลายเป็นเพื่อนสนิทกัน เมื่อผมได้ยินว่า จะได้มาร่วมงานกับ Michelle ผมกังวลเล็กน้อย เพราะว่าเธอเป็นคนมีชื่อเสียง แต่ครั้งแรกที่คุณได้พบเธอ เธอก็เหมือนสาวข้างบ้านเรานี่เอง"

การได้ร่วมงานกับดาราสาวมากมายทำให้แฟนสาวซึ่งคบมา 15 ปี Tina Chan บ่นบ้างหรือเปล่า แน่นอน ริชชี่บอกว่า Tina ซึ่งเป็นคนที่เค้าอยากจะกันออกมาจากความสนใจของประชาชนไม่อิจฉาแลยแม้แต่น้อย "เธอรู้สึกดีกับความสำเร็จของผม และแน่นอนเธอเข้าใจผมเป็นอย่างดี มันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของงานที่ต้องร่วมงานกับนักแสดงสาวสวยและ (เขาหยุดเพื่อยิ้มกว้าง) ผมสามารถแสดงให้เห็นถึงความซื่อสัตย์ของผม เมื่อถูกถามว่าเค้าจะแต่งงานกับ Tina รึเปล่า คำตอบของริชชี่ดูจะหลีกเลี่ยงมากกว่าซื่อสัตย์ "ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ยังไม่มีเวลาวางแผนสำหรับเรื่องนี้เลย ผมยุ่งมากๆ คุณรู้มั้ย ผมไม่ได้พบพ่อแม่มาเกือบครึ่งปีแล้ว การถ่ายทำที่หนัก ทัวร์โปรโมตที่เร่งรีบและการที่ต้องตื่นตี 5 ในวันอาทิตย์เป็นราคานึงที่ต้องจ่ายสำหรับการมีชื่อเสียง ริชชี่บอกอย่างซีเรียสว่า "ผมได้มามาก ดังนั้นผมก็เสียบางอย่างไป"

UP


"V Magazine (vision of life)" Leisurely Looking At Life

 

ครั้งแรกกับการพบ Richie Jen ท่ามกลางพายุฝนที่โหมกระหน่ำในความแรงระดับสามที่พัดอยู่ข้างนอก เขามาถึงสตูดิโอเร็วตามปกติ ริชชี่บอกว่า เขากลัวที่จะต้องพบกับคนที่ไม่ตรงเวลา แต่ว่าที่ฉันมาสายก็เพราะต้องรอไปรษณีย์ที่ทำงานในวันนั้น เพื่อที่จะรับแว่นตาที่เพิ่งมาถึงจากญี่ปุ่นมาที่สตูดิโอ

โชคดี ริชชี่ไม่ได้กลัวที่จะพบฉัน การสวมเสื้อผ้าหนารับแฟชั่นของฤดูหนาว การยืนอยู่ในที่ต่างๆ ท่ามกลางแสงไฟอันร้อนแรง คนคนนี้ต้องทำงานหนักครั้งใหญ่ แต่ไม่มีแม้แต่คำบ่นหลุดมาซักคำเดียว กระนั้นผู้ช่วยพูดด้วยคำชื่นชม เกรงว่าเขาจะเหนื่อย

ถึงตอนนี้ ริชชี่ซึ่งตอบคำถามทั้งหมดที่พุ่งมาที่เขา พูดว่าเขารู้สึกอย่างไรบ้างตลอดเวลา แต่ไม่มีคำว่า "เหนื่อย" ออกมาเลย หลังจากเสร็จการถ่ายทำ เขาได้จับมือกับพวกเราทุกคน แล้วยังขอให้ช่างภาพเซ็นต์บนรูปที่ถ่ายเป็นโพลาลอยด์ไว้เป็นที่ระลึก ในความคิดของฉัน ศิลปินที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางไปทั่วในจีน ฮ่องกง และไต้หวันอย่างเขา ยังคงมีความตั้งใจในการร่วมงานที่เป็นมิตรและเป็นมืออาชีพ ทั้งหมดนี้เพราะการเข้มงวดของพ่อตั้งแต่เด็ก เมื่อโตขึ้น ริชชี่ได้ยกย่องความเข้มงวดนี้ที่ทำให้เขามีสายตาที่ดีเยี่ยม คุณสายตาสั้นหรือเปล่า มีตอนไหนที่จำเป็นต้องใส่แว่นบ้างมั้ย

"ผมไม่เคยเรียนหนัก ก็เลยสายตาไม่สั้น (หัวเราะ) มันเป็นเพราะว่า ครอบครัวของผม พ่อของผมเป็นครู เค้ามักจะเข้มงวดมาก พ่อรอบคอบมากๆ เกี่ยวกับการวางท่าทาง แสงไฟ แม้กระทั้งรูปแบบของโต๊ะและเก้าอี้ที่ราทำงาน ภายใต้การดูแลของพ่อ ผมและลูกพี่ลูกน้องต่างมีสุขภาพที่สมบูรณ์ ดังนั้น แว่นตาสำหรับผมก็เป็นแค่รูปแบบของเครื่องประดับอย่างนึง มันช่วยให้คุณดูดีได้เมื่อใส่ให้เข้ากับชุดที่เหมาะสม ในความประทับใจของผม "

William So เป็นศิลปินที่มีสไตล์ของตัวเองในการเลือกแว่นตาที่ใส่ เค้ามักจะรู้ว่าจะใส่แว่นที่แตกต่างกันให้ดูดีได้ยังไง ทั้งหมดนี้เพราะการเข้มงวดของพ่อตั้งแต่เด็ก เมื่อโตขึ้น ริชชี่ได้ยกย่องความเข้มงวดนี้ที่ทำให้เขามีสายตาที่ดีเยี่ยม

อะไรที่คุณถือว่าเป็นการมองที่สนุกสนานที่สุด

"การมองผู้หญิงสวยๆ กับเสื้อผ้าสวยๆ สำหรับผมเป็นการมองที่ทำให้สนุกได้เยี่ยมที่สุด อะไรเป็นตัวพิจารณาความสวยของผู้หญิง นั่นไม่มีมาตรฐานหรอก มันเป็นเรื่องของความรู้สึก จริงๆ แล้วผู้หญิงทุกคนมีบุคลิกของตนเอง ไม่ว่าจะเป็น ใสซื่อ ร้อนแรง เปิดเผย ตราบใดที่พวกเธอแสดงตัวตนออกมา ทั้งข้างนอกและข้างในเหมือนกัน ไม่ทำให้คนอื่นรู้สึกว่าเป็นการหลอกลวงหรือไม่เป็นธรรมชาติ ถ้าเป็นอย่างนั้นพวกเธอก็มีความสวยงามอยู่แล้ว สำหรับเสื้อผ้าสวยๆ ผมเชื่อในของที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จัก ของมียี่ห้อชื่อดังมีชื่อเสียงได้เพราะพวกเขามีการตัดเย็บที่ปราณีต มันสามารถถ่ายทอดส่วนเว้าส่วนโค้งของร่างกายได้อย่างเต็มที่ และยังเปิดเผยให้เห็นถึงส่วนที่แข็งแกร่งของคุณและช่วยปกปิดส่วนที่ด้อยไว้ อย่างเช่น Prada หรือสูทของ Armani"

มันเป็นเรื่องที่เดาได้ เมื่อเดินเรื่อยเปื่อยไปตามถนน นอกจากการมองเสื้อผ้าสวยๆ แล้ว ในเวลาเดียวกัน การมองผู้หญิงสวยๆ บนถนนก็เป็นรูปแบบของกิจกรรมยามว่างที่ริชชี่ชอบมาก

ถ้าสมมุติว่า วันนึง คุณต้องสูญเสียการมองเห็นหรือไม่ก็เสียง แล้วคุณจำเป็นต้องเลือ อะไรที่นักร้องและนักแสดงอย่างริชชี่เลือกที่จะเสีย

"นั่นมันยากมากๆ เลย การที่มองไม่เห็นสิ่งที่สวยงามในโลกนี้เมื่อตาบอด แล้วก็ร้องเพลงไม่ได้เมื่อเป็นใบ้ แต่ถ้าหากว่าผมจำเป็นต้องเลือกจริงๆ แล้วล่ะก็ ผมเลือกที่จะเก็บดวงตาเอาไว้ เพราะว่าดวงตาเป็นอวัยวะที่สำคัญมากถ้าคุณสูญเสียการมองเห็นละก็ มันเป็นสิ่งที่หาอะไรมาทดแทนไม่ได้ ครั้งนึงผมเคยรับบทเป็นคนใบ้ตาบอดในหนังเรื่อง "Fly me to polaris" ผมรู้สึกลึกๆ ได้ว่ามันเป็นอย่างไร คุณจะรู้สึกไม่ปลอดภัยเมื่อคุณมองไม่เห็น แล้วการสื่อสารต่างๆ หลายอย่างระหว่างคนเราก็ขึ้นอยู่กับการแสดงออกทางสายตา ในทางกลับกัน ถ้าคุณพูดไม่ได้ คุณก็ยังสามารถใช้หูฟังแทนได้ คุณสามารถที่จะใช้ภาษามือหรือการเขียนในการสื่อสารกับผู้คน เมื่อได้ยินเพลงที่ไพเราะ คุณสามารถร้องตามเพลงนั้นในใจได้ มันไม่มีผลกระทบต่อชีวิตมากนัก ไม่พูดถึงการสูญเสียการมองเห็นของคุณทุกวันนี้จำนวนของประชากรในโลกที่มีปัญหาด้านสายตามีอยู่นับไม่ถ้วน,

ริชชี่เป็นหนึ่งในคนพิเศษที่มีสายตาปกติที่ไม่อยากจะสละของขวัญจากพระเจ้าชิ้นนี้ไป ถ้าคุณมีโอกาสเลือกสายตาของคนอื่นมาใส่แทนของคุณ, คุณจะเลือกของใคร?

"ผมจะเลือกของเจ้านายผม Peter Lam ผมมีความรู้สึกว่าการมีสายตาของเค้าก็ไม่***นัก เพราะว่าเขามีวิสัยทัศน์ที่เฉียบแหลมด้านการสร้างหนัง อย่างเรื่อง "Infernal Affairs"

หลังจากดูบทของเรื่องนี้ เค้าได้ตั้งใจใช้เงินทุนก้อนใหญ่ รวมถึงใช้นักแสดงระดับใหญ่ในหนังเรื่องนี้ นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้เพียงแค่ใช้เงินวิธีที่จะโน้มน้าวพวกเขาให้พัฒนาบุคลิกของตัวละครเป็นเรื่องที่ยากมากดังนั้นผมจึงรู้สึกว่าเขาเป็นนักธุรกิจคนหนึ่งที่มองการณ์ไกลและเฉียบแหลม Richie Jen ได้เซ็นต์สัญญากับ Media Asia Group สำหรับหนัง 6 เรื่องใน 3 ปี ทั้งหมดพูดได้ว่า เขาเป็นคนที่ลื่นไหลแบบกระล่อนหน่อย ดังนั้นแน่นอนหล่ะว่าเขารู้วิธีที่จะชื่นชมดอกไม้ที่เขาซื้อยังไง บุคคลที่มีซื่อเสียงคนไหนที่มีดวงตาที่ดึงดูดมากที่สุด? เหลียงเฉาเหว่ย การแสดงออกทางดวงตาของเค้ามีความลึกลับ ซ่อนความเศร้าไว้ คนจะถูกดึงดูดให้สนใจอยากรู้มากขึ้นเกี่ยวกับโลกที่ลึกลับของเค้า ผู้ชมที่เป็นผู้หญิงจำนวนมากที่ตกหลุมให้กับสายตาของเหลียงเฉาเหว่ยเป็นเรื่องที่เรารู้ๆ กันอยู่ แต่ไม่คิดว่าริชชี่ ซึ่งเป็นลูกผู้ชายเหมือนกัน ก็ยัง "เห็น" เหลียงเฉาเหว่ยในแนวที่ต่างออกไป ตั้งแต่เริ่มแสดงหนังมา

นักแสดงดวงตาของนักแสดงคนไหนที่การแสดงทางสายตามีผลกับคุณที่สุด?

น่าจะเป็น จางป๋อจือ (Cecilia Cheung) พวกเราร่วมงานกันในเรื่อง "fly me to polaris" หนังเรื่องนี้ถ่ายทำโดยมีความรักเป็นตัวดำเนินเรื่อง มีหลายฉากที่พวกเราต้องถ่ายโดยยืนตรงข้ามกัน เนื้อเรื่องก็เป็นเรื่องราวของความรัก ดังนั้นเป็นธรรมดาที่โอกาสในการสื่อสารด้วยตามีมาก ความสัมพันธ์ของพวกเราก็ออกมาไม่เลวนักหรอก!! จริงๆ

แล้วยังมีหนังรักอีกเรื่องที่ได้รับเสียงตอบรับจากผู้ชมเป็นอย่างดีคือ "Summer Holiday" ซึ่งเค้าแสดงกับเจิ้งซิ่วเหวิน (Sammi Cheng) ทั้งคู่มีข่าวลือระหว่างการถ่ายทำ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อสงสัยต่างๆ ที่อาจจะตามมา ริชชี่ก็เลยเลือกจางมาแทนเจิ้ง

คนหรือสิ่งไหนที่ช่วยเปิดกว้างในการมองของคุณ?

ปกติผมมักจะเดินทางไปในหลายๆ ประเทศและการได้เห็นสิ่งก่อสร้างแบบพิเศษต่างๆ ผมมีความรู้สึกว่า : นอกจากจะเป็นการเปิดกว้างแล้ว มันยังทำให้ผมรู้สึกตัวเล็กนิดเดียว อย่างเช่น สฟิงค์ของอิยิปต์ เป็นสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ที่สร้างขึ้นมากว่าห้าร้อยปี มันยากที่จะคิดว่าเค้าทำขึ้นมาได้ยังไง อนุสาวรีย์ต่างๆ มากมายที่สร้างขึ้นสำเร็จโดยไม่ต้องอาศัยเทคโนโลยีช่วยเลย แล้วเมื่อมองกลับมาที่เทคโนโลยีที่โลกเรามีอยู่ทุกวันนี้ พวกเราอาจจะไม่สามารถทำอะไรอย่างนั้นสำเร็จก็ได้ ยิ่งคุณเห็นมากเท่าไหร่ เรื่องของมนุษยชาติก็เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยสำคัญมากเท่านั้น นี่เป็นความรู้สึกในใจของริชชี่

เพราะฉะนั้นเค้ารู้สึกว่ามันไม่สำคัญว่าคุณจะอยู่มานานเท่าไร ตราบใดที่คุณมีความสุขเมื่อคุณอยู่ ลองจินตนาการถึงสิ่งมีคุณเห็นด้วยตาของคุณแล้วมีผลกับคุณมากที่สุด? ข่าวเกี่ยวกับภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ มันกระทบต่อผมอย่างมากทุกครั้งที่เห็น น้ำท่วม, แผ่นดินไหว, SARS ทั้งหมดทำให้รู้สึกว่าพลังการทำลายของธรรมชาติมีพลังยิ่งใหญ่เหลือเกิน แม้ว่าคุณจะรู้สึกอึดอัดอยู่ข้างใน แต่คุณก็ไม่มีพลังที่จะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้, คุณรู้สึกช่วยอะไรไม่ได้เลย นอกเหนือจากเหตุผลความไม่สำคัญของมนุษย์ วิธีที่มนุษย์ต่อสู้กับพลังของธรรมชาติก็ยิ่งไม่สำคัญเข้าไปใหญ่

 

Text: May Li / Photo: Jacky Chee / Styling: Jean Lau / Hair: Cliff
chan@ Hip
Hair Culture / Makeup: Angle Yip / Timepiece: Omega

Translation in English by JuLz
Photo from More's site

UP


"Men's Uno Hongkong edition 6 (June)"

How Girls Think About Richie
Deconstruction | Reflection | Richie Jen's Masculine Charm

 

ริชชี่เป็นที่ชื่นชอบของสาวๆ มากกว่าที่เราคาดไว้ นอกจากรูปร่างที่หล่อเหลาของเขาแล้ว บุคลิกของเขายิ่งน่าดึงดูดใหญ่ คุณต้องการจะเป็นคนที่พิชิตใจสาวด้วยหรือ? ครั้งนี้เราได้เชิญนักสัมภาษณ์ผู้หญิงเพื่อมาสัมภาษณ์ริชชี่โดยเฉพาะ ในการค้นหาความลับของริชชี่ที่ดึงดูดสาวๆได้มากมาย เมื่อได้รู้สิ่งนั้น คุณยังจะสามารถย้อนกลับมามองตัวเองได้ การรู้เขารู้เราเพื่อที่ชนะในทุกสนามรบ ริชชี่เป็นลูกผู้ชายมากๆ ดังนั้นเขาถึงเป็นที่นิยม แต่ตามคำอธิบายของ....(อันนี้เขาเว้นว่างไว้อ่ะ) โดย Lok Gok Soon ศัพท์ภาษาอังกฤษ "MAN" มีประมาณ 24 ความหมาย - MAN สามารถแปลว่า ผู้ชาย (สัตว์เพศผู้), มนุษย์, คำที่ใช้เรียกชื่อผู้ชาย, ลูกผู้ชาย, ที่รัก, พ่อบ้าน ; มันยังสามารถหมายถึง พี่ใหญ่, เพื่อนสนิท, คนรับใช้, เจ้านาย, ตัวแทนของชาติ, คนขายยา (ศัพท์แสลงของอเมริกา) , ตัวเดินในหมากรุก และอื่นๆ แล้วริชชี่เป็นผู้ชายแบบไหนกันหล่ะ? ชนิดของผู้ชายแบบไหนที่ริชชี่เหมาะจะเป็น?

Richie Jen ควรจะเป็นลูกผู้ชาย, พ่อบ้าน, พี่ใหญ่, ที่รัก, เจ้านาย, และตัวแทนของชาติ อย่างไรก็ตาม, สิ่งหนึ่งที่ดิกชันนารีเล่มใดก็ไม่สามารถอธิบายได้ ซึ่งก็คือคำที่จะใส่ก่อนหน้าคำว่า MAN มีคำบรรยายมากมายที่เหมาะสม : อย่างเช่น ดีและเลว, เสน่ห์แรง, น่ารัก, สดใส, สนุกสนาน, รับผิดชอบ, กระตือรือร้น, เห็นอกเห็นใจ, ทะเล้น และอื่นๆ การพิชิตใจหญิง

 

เคล็บลับที่ 1 : ผู้ชายที่น่ารักและมีเสน่ห์ มันมีเหตุผลเพียงพอที่จะเชื่อว่าริชชี่เป็นที่ชื่นชอบทั้งจากผู้ชายและผู้หญิง ตามที่เพื่อนร่วมงานและเพื่อนๆ บอกมา ถ้าริชชี่ใส่ชุดให้เซ็กส์ซี่อีกหน่อยและโชว์กล้ามอีกนิดบนปกอัลบั้มของเขา, อัลบั้มนั้นจะรับประกันได้เลยว่ายอดขายจะเพิ่มขึ้น เมื่อถามริชชี่ว่าเคยได้ยินคนพูดแบบนี้บ้างมั๊ย เขาหัวเราะในขณะที่ตาเริ่มหยี - นี่เป็นจุดที่น่าดึงดูดของเค้าที่เห็นได้ชัด, เขาว่า "เอ่อ..ผมไม่ยักกะรู้แฮะ!" ริชชี่ได้ฝึกซ้อมในการเล่นเซิรฟ์บอร์ดอย่างหนัก เพราะเขาบอกว่า: "ผู้ชายจะดูเซ๊กส์ซี่ได้ไงถ้ามีพุง?" ดังนั้น การเล่นเซิรฟ์ที่สวยงามและมีพลังของริชชี่มักจะเห็นได้บ่อยที่ท่าฮันนีมูนใน Yi Lan ไต้หวัน: "ผมจะดูมีเสน่ห์ที่สุดตอนที่ผมใส่ชุดโทรมๆ (หัวเราะ) ริชชี่พูดแบบทะเล้นด้วยสำเนียงฮ่องกงที่พัฒนาขึ้นมามาก นอกจากวันหยุดในการเล่นเซิร์ฟแล้ว ทุกปีริชชี่ยังให้ วันหยุดของลูกผู้ชายซึ่งเหมาะกับตัวเขาเอง- ไปแข่งรถที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ - งานนี้แฟนสาวไม่เกี่ยว "มันเยี่ยมมากเลย!! ปีนี้ผมไปแข่งรถที่ประเทศไทยกับกลุ่มผู้ชาย สนุกกับสัปดาห์ที่ตื่นเต้น ผู้ชายอยู่ร่วมกัน กินแล้วก็ดื่ม และแสดงออกเต็มที่ เราจะอยู่ได้ไงถ้าไม่มีวันหยุดที่เป็นของผู้ชายเท่านั้น?" ตาของเค้าเริ่มหยีอีก อีกทั้ง, เขายังซิท-อัพอยู่ทุกวัน สถิติสูงสุดอยู่ที่ 100 ครั้ง: เวลาที่ผมฟิทคนจะรู้สึกมีความสุข และผมก็รู้สึกมีความสุขไปด้วย การพิชิตใจหญิง

เคล็บลับที่ 2 : Salt-of-Youth MAN (ไม่รู้ว่าจะแปลว่ายังไงดีเหมือนกัน น่าจะเป็นพวกวัยหนุ่มที่ร่าเริงอะไรประมาณนั้นนั่นแหล่ะ) เหมือนกับตอนที่ริชชี่เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยและเรียนด้านพลศึกษา (เค้าบอกว่าพ่อของเขาต้องการจะให้เขาเรียนที่วิทยาลัยครูเพื่อจะได้เป็นครู แต่ว่าเขาก้าวขาข้างนึงเข้าไปในวงการแสดงแล้ว และการเรียนพละไม่จำเป็นต้องเรียนหนักและยังช่วยปลดปล่อยพลังงานได้อีกด้วย) เขาได้ตั้ง fighting club ของมหาวิทยาลัยขึ้นมาโดยมีกลุ่มเด็กที่สนใจเข้าร่วม อย่างไรก็ตามมันก็เหมือนกับที่เขาพูด: "อ่า! นักศึกษาไม่เหมือนกันนักเรียนหรอก ไม่มีใครสนใจเรื่องการต่อสู้จริงๆ เมื่อตอนผมอยู่ชั้นมัธยมปลาย ผมเป็นนักเรียนที่แย่มากๆ เพราะนักเรียนแย่ๆ นานๆ ถึงจะทำเรื่องดีๆ ให้คุณครูพิจารณา (หัวเราะ) กลับไปที่หัวข้อเรื่อง Fighting club เรามีสมาชิกมากมายและก็รูปแบบกังฟูที่หลากหลาย: สี่ปีในมหาวิทยาลัย ผมได้มีโอกาสได้สู้แค่ 1 ครั้ง มันเป็นตอนที่มีขโมยปีนเข้ามาในแค้มป์ พวกเราช่วยกันจับและสู้กับเขา มันเป็นโอกาสเดียวที่พวกเราสามารถสู้จนกระทั่งเหงื่อออกได้ เยี่ยมมากๆ! พวกเรายังเด็กกันอยู่เลย! งั้นคุณก็มัวยุ่งอยู่กับพวกสาวๆและไม่มีเวลาเรียนหน่ะสิในตอนนั้น? "เอ่อ!" เขาถอนหายใจอีก, "ไม่นะ มีผู้หญิงอยู่ที่นั่นแค่ 4 คนเองที่เล่นกีฬา แล้วพวกเธอก็สูงและแข็งแรงมาก คนที่เตี้ยที่สุดสูง 1.81 เมตร พวกเธอแข็งแรงกว่าพวกผมอีก เมื่อพวกผมเห็นพวกเธอ พวกผมจะเดินเลี่ยงไปอีกทางนึง พวกเราจะทำอะไรได้หล่ะถ้าพวกเธอชอบเราขึ้นมา?" แล้วคุณทำอะไรบ้างหล่ะตอนที่คุณเข้าฝึกทหาร เป็นเวลา 2 ปี? "อื้อ! ผมจะบอกคุณให้ มีคำแสลงของไต้หวัน ที่มีความหมายว่า ชายหนุ่มที่เข้าเกณฑ์ทหารซัก 2-3 ปี จะคิดว่าหมูตัวเมียดีกว่าเตียวชาน ( 1 ใน 4 สาวงามของจีน) ลองคิดดูสิ ทุกวันทุกคืน สิ่งที่พวกเราเห็นก็มีแต่ผู้ชายด้วยกัน ได้เห็นแต่ทะเลและภูเขามากกว่าจะได้เห็นผู้คน พวกเราได้หยุดพักแค่ 1-2 วันทุกเดือน ความหุนหันพลันแล่นแบบนี้ทำให้พวกเราแทบจะบ้า ดังนั้นถ้าเป็นเพศตรงข้ามละก็ยอมรับได้หมดหล่ะ ระหว่างการฝึกทหาร 2 ปี ริชชี่ได้เตรียมเข้าร่วมรบกับกองทัพเรือด้วย "แม้ว่าในช่วงนั้นเราจะเห็นแต่ทะเลทุกวัน แต่ผมก็โชคดีเพราะว่าคนเหล่านั้นดีกับผมมาก พวกเขาไม่ได้แกล้งแหย่ผมเลยแม้ว่าผมจะเป็นนักแสดง และผมก็ยังรู้สึกว่าวันเวลาในการฝึกทหารมีประโยชน์มากสำหรับผู้ชาย อย่างน้อยที่สุด มันก็ได้ฝึกให้พวกเรามีกำลังใจที่จะเผชิญหน้ากับปัญหา เมื่อพวกเราได้เผชิญกับความท้าทาย พวกเราจะไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เขายังเสริมอีกว่า: "มันยังทำให้พวกผมแข็งแรงด้วย ขณะที่พูดอย่างนั้น เขาไม่ลืมที่จะโชว์กล้ามให้ฉันดู การพิชิตใจหญิง

เคล็บลับที่ 3: ผู้ชายที่รับผิดชอบและเอาจริงเอาจัง ทุกครั้งที่ริชชี่ไปถ่ายหนังหรือออกคอนเสิร์ตที่ต่างประเทศ ถ้ามันไม่ใช่หนังแอ็คชั่น (กลัวว่าแฟนจะเป็นกังวลเพราะเขา) เขามักจะขอให้เธอไปกับเขา 2-3 วัน พยายามที่จะใช้เวลาด้วยกันให้มากขึ้น "ผู้ชายที่มีความรับผิดชอบจะไม่ปล่อยให้คนรักของเขาต้องเป็นกังวล ไม่เพียงแต่ต้องดูแลเธอไปตลอดชีวิต แต่ต้องเอาใจใส่ความต้องการของเธอด้วย!" เป็นคำพูดที่หนักแน่นมาก เมื่อแฟนสาวๆ ได้อ่านข้อความนี้ พวกเธอจะต้องอิจฉา Tina ซึ่งเป็นแฟนของริชชี่อย่างแน่นอน อีกอย่างในการแสดงเป็นชายหนุ่มที่ค่อนข้างซื่อบื้อในหนังเรื่องใหม่ Silver Hawk ริชชี่ยังได้สัญญากับมิเชล โหยวที่จะรับแสดงหนังแอ็คชั่นเรื่องต่อไปของเธอด้วย "ผมอยากที่จะได้ร่วมงานกับมิเชลอยู่แล้ว ในที่สุดผมก็ได้แสดงเป็นตำรวจสืบสวนที่เก่งกังฟูมาก ว้าว! เยี่ยมเลย!" ว้าว! การที่ได้เห็นความรักและตัวตนของริชชี่ ฉันก็รู้สึกเยี่ยมเหมือนกัน! ริชชี่อธิบายตัวเขาเองเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีเป็นธรรมชาติ อย่าง SARS ที่กำลังสร้างปัญหาให้ผู้คนอยู่เมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้ผู้คนเกิดอารมณ์รำคาญ ริชชี่มีคำแนะนำให้: "อย่าอยู่แต่ในบ้านแล้วก็คิดแต่เรื่องไร้สาระมากจนเกินไป การยิ้มเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับการสื่อสาร ถ้ามีเวลาหล่ะก็ ออกไปทะเลหรือภูเขาให้มากขึ้น หัวใจของคุณจะรู้สึกสดชื่นและได้ปลดปล่อยมากขึ้น"

Text: Manyann | Art Direction & Styling: Edwin | Assistance: Rain |
Photo:
Reilman C | Hair: Cliff Chan (Hair Culture) | Makeup: Angel Yip |
Wardrobe:
Calvin Klein cK jeans

แปลเป็นอังกฤษโดย Cherry 

แปลเป็นไทยแบบมั่วนิ่มโดย Maina จาก australia's family เดิม  

UP


My Wardrobe | My History

 

ข้อมูลจาก http://xmwb.news365.com.cn/20040521/ss/200405210142.htm

แปลอังกฤษโดย JuLz

แปลไทยโดย Maina  

 

ถ้วยกาแฟหนึ่งถ้วยและนิตยสารในมือ แม้แต่ตอนถ่ายรูป ริชชี่ก็ยังดูเหมือนพอใจและเพลิดเพลินผ่านท่าทางของเค้านี่เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนชื่มชม(รายละเอียดยุบยับไม่มีเวลาพิมพ์...ขอเอาแบบคร่าวๆ ข้ามโน่นนิด...นี่หน่อยแล้วกันนะ)

ความเคยชินที่เห็นริชชี่เป็น Mr. Good man มันอึดอัดนิดหน่อยที่เห็นการจ้องอย่างดุร้ายของเค้า?? ดูเหมือนริชชี่ยังไม่ได้ออกจากตัวละครที่เค้าเล่นในเรื่อง Breaking News อย่างเต็มตัวเท่าไรนัก ริชชี่แนะนำให้ใช้กุหลาบขาวเป็นส่วนหนึ่งในการถ่ายรูปด้วย มันก็ไม่ได้เป็นความคิดที่แย่นัก เกี่ยวกับ concert ที่เซียงไฮ้ครั้งนี้ ริชชี่ได้เตรียมตัวไว้แล้ว เพราะว่า Hong Kou stadium เป็นสถานที่ที่คุ้นเคยและเซี่ยงไฮ้ยังเป็นเมืองที่เค้าชอบและซื้อบ้านไว้อยู่ที่นี่ด้วย ดังนั้น เค้าเลยตั้งชื่อ concert ว่า "sing together" เค้าคิดแม้กระทั่งเรื่องขี่มอเตอร์ไซด์และขับรอบ Hong Kou stadium เพื่อให้ concert ที่เซี่ยงไฮ้แตกต่างเล็กน้อย

ในการเป็นศิลปิน ริชชี่มักจะได้ชื่อเสียงในด้านดีมาตลอดในวงการนี้ แม้แต่นักข่าวบันเทิงเมาท์กันเอง ริชชี่ก็ยังได้รับแต่คำชื่นชม (จริงๆ นักข่าวคงไม่กล้าเมาท์แล้วนินทาเฮียหรอก แบบว่ากลัวเฮียเอาฟันกระต่ายแทะหัวเอาหน่ะ 555) นี่เป็นเพราะว่าเค้าปฏิบัติต่อทุกคนด้วยความจริงใจและห่วงใยผู้อื่น อย่างเช่น เมื่อเค้ารู้ว่าเราต้องการถ่ายรูป เค้าจะเอาเสื้อผ้ามาด้วยเพื่อให้พวกเราเลือกและเมื่อถึงตอนที่เค้าควรวางท่าทางยังไงในการถ่าย เค้าจะให้คำแนะนำมากมาย เอากุหลาบขาวใส่แก้ววางไว้ก็เป็นความคิดของเค้า (แน่ใจว่าเฮียคิดดีแล้วนะ) เสื้อผ้าที่ริชชี่เอามาด้วย 99% เป็นเสื้อแขนสั้นหรือไม่ก็ทีเชิ๊ตแขนกุด เขาว่า "อากาศมันร้อนขึ้นเรื่อยๆ และผมก็ต้องใส่ชุดแฟนซีใน concert ดังนั้นสำหรับเวลาอื่น ผมอยากจะทำให้มันเรียบง่ายเท่าที่จะทำได้" แต่ไม่ว่าเสื้อผ้าจะเรียบง่ายแค่ไหน ริชชี่ยังให้ความสนใจเรื่องเครื่องประดับเป็นอย่างมาก โซ่เงินแนว metal กับสร้อยคอและนาฬิกาแนว sport ทั้งหมดเข้ากันได้ดีกับเสื้อทีเชิ๊ตสีเทาของเค้า การเข้าชุดกันของเครื่องประดับเป็นเรื่องสำคัญมาก เมื่อพูดเกี่ยวกับหลักในการแต่งตัวของเค้า ริชชี่เน้นถึงความสำคัญของการ "สะอาด ปราณีตและเข้ากัน สำหรับงานที่เป็นทางการ คุณต้องรอบคอบเกี่ยวกับทุกรายละเอียด จากสูทไปไทด์..รองเท้าไปถึงนาฬิกา คุณไม่สามารถที่จะใส่อะไรที่มากเกินไปสำหรับบุคลิกคุณ ในขณะที่ในงานปาร์ตี้ คุณสามารถแต่งตัวได้ตามอิสระ ;คุณแต่งตาม style ที่ชอบได้ แม้ว่ามันอาจจะดูแปลกกว่าชาวบ้านบ้างนิดหน่อย เมื่อเค้าออกไปซื้อเสื้อผ้าเอง เค้ามักจะไปที่ฮ่องกงเพราะแฟชั่นที่นั่น update เร็ว และเค้าก็มักจะไปที่ร้านแบรนด์เนมที่เค้าคุ้นเคยกับ style ไม่กี่ร้าน เพราะเค้าเชื่อว่าแบรนด์ที่มีชื่อเสียงมักจะมีรูปแบบของตัวเองไม่เหมือนทั่วไป

แม้แต่ก่อนที่ริชชี่จะเข้าวงการ เค้าก็เป็นพวกที่ค่อนข้างระวังสิ่งที่ตัวเองใส่ เค้าจำได้แม่นว่าของแบรนด์เนมที่เค้าซื้อครั้งแรกก็คือรองเท้ากีฬาของ Adidas ตอนนี้ หลายปีผ่านมา เค้ามีโอกาสได้เป็นเจ้าของสาขาเอง "ตอนนี้ผมเป็น boss ไม่ใช่แค่ พรีเซ็นเตอร์ เจ้านายสามารถจะใส่อะไรก็ได้ที่เค้าชอบในขณะที่พรีเซ็นเตอร์ต้องใส่ตาม style ที่เจ้านายบอก ฮ่าๆ" ริชชี่ดูเหมือนจะพอใจมากๆ ดูจากคำพูดของเค้า ริชชี่บอกว่าเค้ามีส่วนร่วมในการออกแบบสำหรับ concert รวมถึงการออกแบบเสื้อผ้าด้วย "ผมรู้สึกว่าดนตรีเป็นอะไรที่สามารถนำความคิดหลายหลายมาสู่ผู้คน ที่ฮ่องกง concert ริชชี่บอกว่าเค้าชอบชุดเกราะโบราณสีทองที่สุด (อ่า...เป็นชุดที่ตอนแรกเราดูแว่บแรกแล้วรับไม่ได้นะนั่น...แต่พอดูนานๆ เฮียเหมือนจะหล่อ...อิอิ) หลังจากออก concert มาหลายครั้ง ริชชี่ยังคงเตรียมตัวในการแสดงทุกครั้ง เพราะความรู้สึกแตกต่างไปทุกครั้ง มันเป็นสิ่งที่มีค่าในการเก็บสะสม เหมือนที่เค้ามักจะเก็บเสื้อผ้าที่เค้าใส่ บางทีเป็นเพราะการออกแบบที่ต่างกันจะช่วยให้นึกถึงส่วนต่างๆ ที่อยู่ในความทรงจำของเค้า (จริงๆ ไม่อยากซื้อบ่อยก็บอกเหอะเฮีย...เห็นใส่ซ้ำซะบ่อยเชียวนิ) บางทีเมื่อริชชี่ตัดสินใจจะเขียนประวัติส่วนตัวภายหลัง ที่เค้าต้องทำก็แค่เดินเข้าไปในตู้เสื้อผ้าของตัวเอง  

UP


"Chinese Version of 007 is Very Attracting"

 ข่าวช่วงวันที่ 27 มีนา 46 โน่นแหน่ะ..นานมากแล้ว ที่ปักกิ่ง

 

ริชชี่ปรากฎตัวพร้อมกับอิมเมจใหม่ที่ไว้หนวด สวดชุดหนังและขี่มอเตอร์ไซด์ ทำเอาช่างภาพถ่ายรูปไม่ได้หยุดทีเดียว ดูเมือนว่า ริชชี่มีความสุขกับอิมเมจใหม่ของเค้ามาก เค้ารู้สึกว่าหนวดที่เพิ่งไว้ทำให้เค้าดูมีเสน่ห์ของลูกผู้ชายมากขึ้น : "ผมพยายามที่จะลองบุคลิกใหม่ๆ ดูบ้าง! ผมต้องแสดงเป็นตำรวจสืบสวนในหนังเรื่องนี้ เพราะว่าผมไม่เคยเล่นบทตำรวจมาก่อน ผู้กำกับเลยอยากให้ผมลองบุคลิกใหม่ๆ ในหนังเรื่องนี้ เกี่ยวกับเรื่องการไว้หนวด เพราะว่าผู้กำกับก็ไว้หนวดเหมือนกัน และเขาคิดว่ามันดูดี ดังนั้นเขาก็เลยอยากให้ผมลองบ้าง (ฮ่าๆ)! ผมไม่ได้โกนหนวดมาประมาณอาทิตย์กว่าแล้ว ถือโอกาสนี้ดูว่าผมไว้หนวดแล้วดูเป็นยังไง เดือนหน้า ช่างแต่งตัวของเราจะตัดสินใจอีกครั้งตามบุคลิกของพวกเรา

 

นักข่าว : งั้นคุณเล่นเป็นตำรวจสืบสวนแบบไหนหล่ะ? ทะเล้นหรือเจ๋ง?

Richie : นอกจากส่วนประกอบของบทบทบู๊ หนังเรื่องนี้ยังมีส่วนที่คลายเครียดด้วย ผู้กำกับต้องการให้ผมสังเกตว่าตัวละครตัวนี้เป็นคนที่ซีเรียสและฉลาดเวลาทำงานแต่ว่าก็มีสถานการณ์ที่ตลกเข้ามาในชีวิตประจำวันด้วย อย่างเช่น การจีบสาวๆ มักจะมีปัญหาเกิดขึ้นอยู่เสมอ เป็นเรื่องที่สนุกแล้วก็เรื่องราวเชิงตลกขบขัน พวกเราหวังว่าจะได้รับผลตอบรับที่ดีโดยใช้ยุทธวิธีคลายความเครียด

นักข่าว : คุณได้ฝึกกังฟูสำหรับหนังเรื่องนี้รึเปล่า? คุณฝึกนานแค่ไหน?

Richie : (หัวเราะ) ตอนที่ฝึกกังฟู ผมกลัวการยืดหยุ่นที่สุด ซึ่งการยืดขาเนี่ย มันมักจะทำให้ผมรู้สึกแปลกๆตอนที่เดินทุกที! ผมมักจะกลัวการยืดหยุ่นตอนที่เล่นกีฬาในโรงเรียน เพราะเราเล่นยกน้ำหนักกัน ดังนั้นพวกเราจึงมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงและฟิตเชียวหล่ะ แต่มันลดความยืดหยุ่นของพวกเรา ดังนั้นผู้กำกับจึงมุ่งไปที่การฝึกการยืดหยุ่นของพวกเรา ทำไมหนังกังฟูของจีนจึงเป็นที่นิยมในตะวันตก? นั่นเพราะกังฟูของจีนไม่เพียงแค่มีพลังและแอ๊คชั่นที่ว่องไวเท่านั้น มันยังมีองค์ประกอบของการเต้นรำผสมอยู่นิดหน่อยด้วย ซึ่งต้องนุ่มนวล มีจังหวะและไสตล์ของแอ๊คชั่นอยู่ด้วย ดังนั้นเมื่อเราถ่ายหนัง เราต้องเน้นพลังและความยืดหยุ่นให้ต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้แอ๊คชั่นเป็นที่น่าจับตามากขึ้น

นักข่าว : คุณเล่นบทแอ๊คชั่นด้วยตัวเองรึเปล่า?

Richie : แน่นอน อย่างแรกเรามีความสนใจในหนังแอ๊คชั่น อย่างที่สองเรามีเวลาเตรียมตัวพอ ดังนั้นพวกเราจึงทำให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ แต่บทบู๊บางอันก็ยากเกินไป และเราก็ไม่อาจจะทำได้ เราก็อาจจะใช้แสตนอิน ก่อนที่ผมจะถ่าย ผมมักจะทำด้วยตัวผมเองเกือบทั้งหมด แต่ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้หรือขับรถ ทุกอย่างถูกออกแบบไว้ให้เหมาะกับเนื้อเรื่องและสถานการณ์ นี่เป็นเรื่องที่สำคัญทีเดียว ไม่ใช่ทำแอ๊คชั่นไว้สำหรับแอ๊คชั่น

นักข่าว : คุณมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการไม่ได้ยินนิดหน่อยด้วยไม่ใช่เหรอ? มันจะกระทบต่อการแสดงของคุณในหนังแอ๊คชั่นรึเปล่า?

Richie : (หัวเราะ) ขอบคุณที่เป็นห่วงนะครับ! หูของผมจริงๆ แล้วไม่ใช่ปัญหาใหญ่หรอก เมื่อผมขับรถแข่งผมจะใช้เครื่องป้องกันหูไว้ มันยังไม่มีผลกระทบมากนักในการถ่ายหนังแอ๊คชั่น นอกจากมีการระเบิดหรือการประทุ เพราะว่ามันค่อนข้างน่ากลัว แต่ถ้าผมใช้เครื่องป้องกันหู ผมจะไม่ได้ยินการนับ "หนึ่ง, สอง, สาม, ระเบิด!" ในข้างนั้น แต่ผมจะได้ยินทันทีในข้างนี้ (หัวเราะ) แต่ไม่ต้องห่วงนะ ผมจะระวัง

นักข่าว : นี่เป็นครั้งแรกที่คุณร่วมงานกับมิเชล แต่รู้สึกว่าสไตล์ของคุณเปลี่ยนไปนะ?

Richie : หนังที่ผมเล่นมาก่อนทั้งหมดเป็นหนังโรแมนติก ครั้งนี้ผู้กำกับจะเปลี่ยนสไตล์ผมไปเลย ผมคิดว่ามิเชลเป็นผู้หญิงที่มีเสน่ห์ บางครั้งเธอดูทะเล้น เธอเหมาะกับบทที่เล่นในหนังมากๆ คนที่กล้าหาญ ชอบช่วยเหลือผู้คน ชอบการผจญภัย และขี้เล่น ดังนั้นหนังเรื่องนี้จะตามไปในทิศทางนี้ ในหนัง ผมมีฉากที่ต้องต่อสู้กับเธอด้วย กังฟูของเธอเก่งกว่าผม แต่ผมเป็นผู้ชาย ความทะนงของลูกผู้ชายส่งผลต่อการกระทำของผม การที่ได้เห็นผู้หญิงเก่งกว่าตัวเอง และต้องพยายามที่จะรักษาหน้าตัวเอง มันจึงมีเรื่องสนุกๆเกิดขึ้น น่าสนใจไม่น้อย ผมเชื่อว่าผู้ชมจะสนใจและหัวเราะหลังจากได้ดูหนังเรื่องนี้

นักข่าว : รู้สึกว่าคุณจะเป็นคนมีอารมณ์ขัน แต่ว่าคราวนี้คุณต้องเปลี่ยนสไตล์ตัวเอง เป็นเพราะผู้กำกับต้องการจะฝึกคุณให้เป็นนักแสดงแบบเฉินหลงที่เล่นหนังตลกแนวบู๊รึเปล่า?

Richie : ผมไม่เคยคิดที่จะเป็นเหมือนพี่ใหญ่เฉินหลง ความสำเร็จของเค้ามันมากเหลือเกิน ผมแค่รู้สึกว่านักแสดงที่ดีควรจะแสดงเป็นคนที่เค้าแสดงอยู่ ผู้กำกับให้บทผม บทให้ตัวละครตัวหนึ่งกับชีวิตของตัวละคนนั้น ผมควรคิดและฝึกฝนมัน เหมือนกับการเป็นนักร้องที่ต้องร้องเพลงต่างๆ ด้วยอารมณ์ที่ต่างกัน นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงร้องเพลงและเล่นหนังไปด้วยกัน หลายครั้ง ผมจะทำตัวเองให้ว่างเปล่า ทำให้ตัวเองจมลงไปในความคิด แล้วผมก็ใส่ตัวละครที่ผู้กำกับให้ลงไปในตัวผม แน่นอน, ผมยังคงบางส่วนของตัวเองในส่วนที่เหมือนกับตัวละครไว้ พัฒนาและเก็บรายละเอียดมัน เพราะผมคิดว่า ในหนังคุณควรจะทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าคุณเป็นตัวละครตัวหนึ่ง ไม่ใช่ Richie Jen

นักข่าว : แต่ส่วนมากในหนังของคุณ มันเหมือนกับที่คุณเล่นเป็นเรื่องจริง เหมือนเป็นตัวคุณเองเลย

Richie : บางทีนั่นเพราะหนังทั้งหมดเป็นเรื่องราวแบบโรแมนติก ตัวละครพวกนั้นก็เหมือนผมในชีวิตจริง อย่างเรื่อง Summer Holiday ผมก็เป็นอย่างนั้นตอนวันหยุดในชีวิตจริง แต่ว่าก็มีหลายอย่างที่แตกต่างกัน ดังนั้น ผมต้องเลือกตัวเลือกหลายอย่าง ผมยังคงบางส่วนของผมที่เหมือนกับตัวละครไว้และทิ้งส่วนที่ไม่ชอบไป แต่ผมโชคดีกว่าคนอื่น เพราะว่าตัวละคนที่ผมเล่นทั้งหมดเป็นที่นิยมและชื่นชอบ (นี่เป็นการโฆษณานิดๆ รึเปล่า?) (หัวเราะ) เพราะว่าหนังที่ผมเล่นเป็นหนังที่เน้นเรื่องกำไร ซึ่งเป็นที่นิยมในคนหมู่มาก ดังนั้นพวกมันจึงมีองค์ประกอบเน้นไปทางการตลาด เพราะฉะนั้นพวกมันจึงยากที่จะได้รับรางวัล ฮ่าๆ! มันยากที่จะได้รับความสำเร็จทั้งทางศิลปะและธุรกิจ

นักข่าว : ฉันได้ยินมาว่าหนังเรื่องนี้เป็น James BOND ฉบับฮ่องกง แต่อิมเมจคุณดูแตกต่างจาก James BOND นะ หรือว่า 007 ของจีนจะเป็นหนังตลก?

Richie : จริงเหรอ? ที่จริงผมคิดว่าหนังตลกไม่ใช่แค่จะทำให้ตลกอย่างเดียว เพราะว่าคนหลายคนที่มีอารมณ์ขันโดยธรรมชาติ อย่างเช่น BOND ในหนังของเค้ามีหลายฉากที่ตลกแต่พวกเขาจะหยุดเมื่อตลกไปถึงจุดๆ หนึ่ง ทำให้คนหัวเราะเล็กๆน้อยๆ พวกเค้าจะไม่ไปไกลจนเกินไปและทำให้คนหัวเราะออกมาดังๆโดยใช้ภาพหรือภาษาที่เกินจริง มันน่าสนใจมากเลย ปีที่แล้วมีการลงคะแนนออนไลน์ คนจำนวนมากโหวตให้ผมเป็น 007 ของเอเชีย เพราะว่าคนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับอิมเมจของผมในโฆษณาของ OMEGA ผมมีความสุขมากทีเดียว และรู้สึกว่าผมอาจจะทำได้ ในโฆษณาชามะนาว Mr. Kong ผมมีอีกอิมเมจนึง ใน OMEGA ก็เป็นอีกอิมเมจนึง (หัวเราะ) แน่นอนผมจะไม่แสร้งทำแบบตั้งใจมากเกินไปหรอก ดังนั้นผมจึงต้องพิสูจน์ตัวเองเพื่อทำให้ผู้ชมเห็นด้วยและยอมรับผมมากขึ้น ผู้กำกับต้องการให้ผมมีอิมเมจของ James BOND ในหนังเรื่องนี้ เขาควรจะซีเรียสและเยือกเย็น แต่ก็ต้องมีอารมณ์ขันอยู่ด้วย มักจะทำเรื่องผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ และจะทำทุกอย่าง แม้กระทั่งทำเรื่องโง่ๆ เพื่อศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย คล้ายๆ กับอย่างงั้น มันจึงไม่ใช่แบบที่จะเล่นแต่ตลก

นักข่าว : ทำไมคุณถึงอยากจะเล่นหนังแอ๊คชั่น?

Richie : ที่จริงผมมักจะคิดเกี่ยวกับการถ่ายหนังแอ๊คชั่นอยู่บ่อยๆ เพราะผมคิดว่าผู้ชายทุกคนก็ต้องการ การได้เห็นตัวเองเก่งกังฟูโลดแล่นอยู่บนแผ่นฟิล์มเป็นเรื่องที่มีเกียรติ อย่างไรก็ตาม ผมเป็นนักดนตรี ผมไม่ได้มีประสบการณ์ในการเล่นหนังหรือละครมากนัก ผมเป็นแค่นักเรียนรู้ในหนังที่เล่น อีกอย่าง ผมยังได้อีกเยอะในการถ่ายหนัง นอกจากจะได้ประสบการณ์การแสดงแล้ว ผมยังได้เพื่อนอีกด้วย นักดนตรีอาจจะเจอกันบ่อย แต่อาจจะไม่รู้จักกันละกันดีนัก เพราะว่าพวกเขาจะเจอกันแค่ในงานมอบรางวัลหรือตามคอนเสิร์ท นอกเสียจากพวกเขาจะทำธุรกิจร่วมกันถึงจะมีเวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น แต่เวลาที่ถ่ายหนังคุณจะมีโอกาสหลายเดือนเลยที่จะอยู่ร่วมกับเพื่อนๆ นักแสดง และการถ่ายหนังก็เป็นเรื่องที่เหนื่อยมากๆ ระหว่างนั้นคุณจะได้เห็นอารมณ์และตัวตนที่แท้จริงของแต่ละคน ทุกครั้งที่ผมถ่ายหนังผมจะรู้สึกเหมือนเข้าร่วมงานปาร์ตี้ของชีวิต แน่นอนว่า เมื่อหนังถ่ายจบ ผมรู้สึกมีความสุขแต่ก็รู้สึกเสียดายที่ต้องจากเพื่อนดีๆไป มันเหมือนกับงานรับปริญญา เพราะฉะนั้นผมชอบความรู้สึกในประสบการณ์ของชีวิตจริงและการได้เพื่อนดีๆเวลาถ่ายหนัง

นักข่าว : คุณได้วางเงินจำนวนมากในการประกันชีวิตสำหรับหนังเรื่องนี้ใช่มั๊ย?

Richie : แน่นอน วงเงินประกันของผมสูงทีเดียว แต่ผมหวังว่าจะไม่ต้องใช้มันนะ (หัวเราะ) หลายล้านเลยหล่ะ! แน่นอนว่าหนังแอ๊คชั่นต้องมีอันตรายมาก ดังนั้นผมคิดว่าจำเป็นต้องทำประกันชีวิต แต่วงเงินที่ผมวางตอนแข่งรถมากกว่าเยอะ แต่ผมก็โชคดีมาก ผมได้ต่อสัญญาอีกปีกับมาเซราติ ซึ่งช่วยสนับสนุนผมมากทีเดียว อย่างเช่น ช่วยผมให้เข้าซ้อมในการแข่งรถที่สนามแข่งเฟอรารี่ของอิตาลี่

นักข่าว : ตัวละครที่คุณเล่นทั้งหมดเป็นแนวโรแมนติก คุณกังวลว่าแฟนๆ จะไม่ยอมรับคุณในอิมเมจใหม่บ้างมั๊ย?

Richie : ไม่เป็นไรหรอก! ตราบใดที่คุณสร้างตัวละครออกมาดี ผู้คนจะคิดว่าคุณเป็นนักแสดงมืออาชีพ มันไม่ได้หมายความว่าพวกเค้าจะไม่ยอมรับถ้าคุณเปลี่ยนสไตล์ตัวเองไปมาก นี่เป็นสิ่งที่แตกต่างกัน 2 อย่าง ยกตัวอย่าง ไอด้อลของผม โจวเหวินฟะ เขาเป็นนักฆ่าใน Hero เขาแสดงได้น่าประทับใจในเรื่อง The Fairytale of Autumn, ใน Anna and the King เขาเล่นได้มีพลังมาก และเป็นอีโร่ในเรื่อง Crouching Tiger, Hidden Dragon ดังนั้นมันไม่มีปัญหาอะไรเลยตราบที่คุณแสดงออกมาได้ดี

นักข่าว : คุณมีแผนสำหรับเพลงในหนังเรื่องนี้รึเปล่า?

Richie : ผมจะทุ่มเพื่อมันเต็มที่ ผมจะขอให้ผู้กำกับช่วยดูว่าเพลงแบบไหนที่เค้าอยากจะให้มีในหนังเรื่องนี้ แล้วผมจะพยายามให้ดีที่สุดเพื่อแต่งเพลงออกมา เพราะผมยังไม่เคยเล่นหนังแอ๊คชั่นมาก่อน ดังนั้นผมจะลองดูว่าเพลงแบบไหนถึงจะเหมาะ ผมจะแต่งเพลง แต่ก็แค่ขอลองดูก่อนหน่ะ ถ้าไม่ดีก็คงจะไม่ใช่มันหรอก (หัวเราะ) Michelle YEUNG: Completely Finish the Fighting! แม้ว่ามิเชลจะอายุ 40 แล้ว แต่เธอก็ยังคงมีเสน่ห์อยู่มาก และกังฟูของเธอก็เยี่ยมมาก มิเชลกล่าวว่า ในหนังเรื่องนี้เธอจะเปลี่ยนจากอิมเมจที่ดูเป็นทอมบอย เธอจะไว้ผมยาวในหลายๆ แบบในหนังเรื่องนี้ แต่ว่าเธอก็จะตัดผมให้กลายเป็นผมสั้นที่ดูสมาร์ทให้ผู้ชมดู ในหนังเรื่องนี้ เธอจะพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่าง พี่สาวและน้องชายกับ Mr. silver hawk Richie Jen รึเปล่า? เกี่ยวกับความสงสัยของนักข่าว มิเชลบอกว่า เมื่อมีผู้ชายกับผู้หญิงในหนัง แน่หล่ะว่ามันจะต้องมีความสัมพันธ์เกิดขึ้น

ฮ่าๆ! และคุณก็เห็นว่าหนังทุกเรื่องจะดูผิดธรรมดาถ้าไม่มีบทรัก และครั้งนี้ดารานำชายของเรา (Richie Jen) หล่อและเท่ห์มากซะด้วย แน่นอนว่าควรจะมีเรื่องความรักเข้ามาเอี่ยว ถ้าไม่มีหล่ะก็ฉันจะเพิ่มบทลงไปเอง! (คุณไม่กังวลว่าคนดูจะรู้สึกว่ามันเหมือนความรักของพี่สาวกะน้องชายเหรอ?) คุณกำลังจะบอกว่าเค้าหนุ่มเกินไป หรือว่าชั้นดูแก่เกินไปเหรอ? ฮ่าๆ! ฉันคิดว่าสิ่งสำคัญก็คือพวกเราเล่นได้ดีและทำให้ผู้ชมรู้สึกพอใจ แล้วชั้นก็จะบอกเค้าให้เล่นเป็นลูกผู้ชาย อย่าเป็นเหมือนเด็ก ฮ่าๆ!

 

ภาพประกอบตัดมาจาก richiesfamily

แปลเป็นอังกฤษโดย Cherry จาก australia's family เดิม

แปลไทย Maina  

UP


iFEEL(Modern Family Entertainment Magazine) –September issue

"Richie Jen: truthfulness his kind of charm"

 

มันง่ายที่จะบอกว่าเขาเป็นคนใจดีและอบอุ่นและที่จริงแล้ว เค้าก็เป็นคนที่ ยิ้มง่าย ตอบง่าย จริงใจ - นี่คือ Richie Jen

คืนนึงเมื่อสองปีก่อน ฉันฟังเพลงที่ไม่ได้ฟังมานานแล้ว ความสิ้นหวัง,เหน็ดเหนื่อย และความรู้สึกหวงแหนถูกพัดหายไปกับเนื้อเพลง ฉันสับสนมาก เดินออกจากห้องที่น่าอึดอัดและเริ่มเดินเตร่ไปตามถนน เพราะความแร้นแค้นในฤดูหนาว, เพลงนี้หวนกลับมาสู่ชั้น "ไม่ต้องการนอนหลับในคืนที่เหน็บหนาว คุณยังคงคิดถึงเธออยู่ใช่มั๊ย? ไปและลืมเธอซะเถอะ.........'

อะไรคือเสน่ห์ในการร้องของเค้า? มันเป็นเพราะความจริงใจของเค้า,ชั้นคิด ความสิ้นหวังที่เค้าเคยได้รับส่งมาถึงพวกเรา : "Yi Kao", "Yi Ke Ren", "Ai De Lu Shang Zi You Wo He Ni" เนื้อเพลงเหล่านี้เรียบง่าย เจ็บปวดแต่ว่าอบอุ่น ความเรียบง่ายและความเชื่อถูกใส่ลงไปในเพลงของเค้า ผู้ชายบนจอเงินเป็นคนดีและเข้าถึงง่าย; เหมือนกับตอนอยู่ข้างหลังฉาก ใช่แล้ว ผู้ชายคนนี้ที่โด่งดังหลังจากเพลง "Xin Tai Ruan" ร้องบอกว่าเค้าเป็น "คนใจแข็ง"

"โดยส่วนตัวแล้ว ผมใช่คนที่พูดจาหวาน มันเป็นเพราะว่าผมเป็นคนใจแข็งพอควร หลักของผมคือ การทำผิดต้องถูกลงโทษ" เชื่อหรือไม่ว่า คนที่บอกว่าตัวเองใจแข็งหน่ะ จริงๆ แล้วอ่อนโยนมาก คุณคิดว่าตัวเองเป็นคนพูดเก่งรึเปล่า? ตอนนี้ผมคิดว่าตัวเองพูดเก่งขึ้นเรื่อยๆ และอยากที่จะสื่อสารกับคนอื่นๆ ในอดีต ผมพูดน้อย แต่แล้วผมก็ได้เรียนรู้ว่าจะต้องเปิดใจให้กว้างและพยายามเข้าใจคนอื่นถ้าเราอยากจะมีความสัมพันธ์ที่ดี

ไม่แค่เป็นอัจฉริยะ

ศิลปินทุกวันนี้ไม่สามารถแบ่งแยกได้ง่ายๆ แล้วว่าเป็น "อัจฉริยะทางความสามารถ" หรือ "เป็นไอด้อล"พวกเค้าสามารถทำได้ไปพร้อมๆกันอย่างดีเยี่ยมทั้งการร้องเพลงและการแสดง ดูตามริชชี่ ถ้าจะแบ่งสิ่งที่เค้าเป็น เค้าน่าจะเป็นประเภทไอด้อลมากกว่า ชั้นพบว่าคำตอบที่ได้รับไม่คาดคิดเลยจริงๆ "ในอดีต ผมคิดว่าผมเป็นพวก มีความสามารถ แต่ตอนนี้ผมหวังว่าจะเป็นพวกไอด้อล "เค้าคิดว่าเค้าจะทำได้เหรอ? "เอ่อ..ผมไม่รู้หรอก แต่ผมจะทำให้ดีที่สุด! ลองดูสิ ตอนนี้มีไอด้อลที่หนุ่มและนักร้องที่ดูดีมากมายอย่าง F4…..ความจริงใจนี้ออกมาจากริชชี่ทำให้เค้าน่าชื่มชมเป็นอย่างมาก

เสน่ห์มาจากบุคลิกภาพ

คุณคิดว่าเสน่ห์ของคุณอยู่ตรงไหน? "เสน่ห์เหรอ? อืม..ผมไม่รู้แฮะ ผมไม่ได้ดูดีซะด้วย อย่างมาก คุณก็พูดได้ว่าผมเป็นคนมีบุคลิก ตามที่ริชชี่บอก อย่าง F4 อธิบายได้ว่า "4 ดอกไม้เหมือนผู้ชาย" ผู้ชายสามารถเหมือนดอกไม้ได้ ชั้นเชื่อว่าในสายตาหลายๆ คน ริชชี่ที่จริงแล้วดูดีมาก อย่างที่ชาวจีนชอบพูดกันว่า ความสวยงามอยู่ที่มุมมอง อย่างไรก็ตามคนเราไม่ได้ถูกชื่นชมแค่เพียงเพราะหน้าตา มันเป็นเพราะว่าบุคลิกที่มีเสน่ห์ของเค้าทำให้เค้าดูดี

ถ้าวันนั้นมาถึง.....

เหมือนศิลปินคนอื่นๆที่ร้องและแสดงในเวลาเดียวกัน ริชชี่ก็มีความรู้สึกที่แตกต่างเกี่ยวกับการร้องเพลงและการแสดง "การแสดงและการร้องเพลงให้ความรู้สึกพอใจคนละแบบกับผม การแสดงคือการใช้ชีวิตของคนอื่นในขณะที่การร้องเพลงมาจากหัวใจเราเอง ผมชอบเพลงและหนังที่ผมได้ร้องและได้เล่นทั้งหมด ศิลปินส่วนมากพบว่ามันใช้เวลานานที่จะถอนตัวเองออกจากบทที่พวกเค้าเล่นในหนัง ในส่วนของริชชี่ เค้าต้องเตรียมตัวสำหรับบทที่ได้รับก่อนที่จะสามารถเข้าไปถึงมันได้ ระหว่างการถ่ายทำ ตัวเค้าและบุคลิกจะเปลี่ยนไปตามบทที่เล่น แต่ว่าหลังจากการถ่ายทำ เค้าก็กลับมาเป็นตัวเองได้เป็นธรรมชาติเอามากๆ ผมหวังว่าผมสามารถจะทำหนังกับหลิวเต๋อหัวและโจวเหวินฟะได้ งั้นอยากจะให้เป็นหนังประเภทไหนหล่ะ? ผมยังไม่ได้คิดเกี่ยวกับเรื่องนั้นและคงจะไม่เรียกร้องหรอก แค่เพียงวันนั้นมาถึง ผมคงจะมีความสุขมาก

ผมเป็นคนที่สามารถรู้สึกพอใจได้ง่ายมาก มีหลายอย่างที่ทำให้ผมมีความสุขได้ สิ่งที่เค้าพูดทำให้ชั้นนึกถึงคำพูดที่ว่า มีสิ่งที่น่าเสียใจอยู่สองแบบในโลกนี้ หนึ่งคือ การไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ อีกอย่างคือ การได้ในสิ่งที่ต้องการ ชั้นชอบคำพูดนี้ บางทีความหมายของชีวิตอยู่ที่วิธีปฏิบัติ ถ้าเราสามารถรู้สึกได้ทุกวันในชิวิต เราก็สามารถมีความสุขกับมันได้ อย่างที่ริชชี่บอกว่า มันเป็นความสุขและความสมหวังในการทำสิ่งที่ต้องการได้

คุณอยู่ที่นั่นพร้อมกับผมตลอดทาง...

ไต้หวันเป็นบ้านเกิด เค้าโตและถูกเลี้ยงดูที่นั่น ริชชี่พบว่าชีวิตในไต้หวันไม่ต้องรีบเร่ง "ผมโตในไต้หวันแต่ตอนนี้ทำงานในอ่องกง ผมเข้าใจทั้งสองที่เป็นอย่างดี สไตล์การใช้ชีวิตต่างกัน ชิวิตสงบสุขในไต้หวันไม่ต้องรีบเร่งนักและประสิทธิภาพไม่สูงมากนัก" ตามที่ริชชี่กล่าว เค้ารู้สึกเหนื่อยบางครั้งจากการที่ต้องเดินทางบ่อยๆ ระหว่างไต้หวันกับฮ่องกง แต่เค้าไม่โดดเดี่ยวเลยตลอดช่วงเวลานี้เพราะมีผู้คนมากมายอย่าง "ครอบครัวของริชชี่" ซึ่งให้การสนับสนุนเค้า ริชชี่บอกว่ามันเป็นสิ่งที่เยี่ยมมากที่ได้รับความรักจากพวกแฟนๆ "ความรักเป็นเรื่องสนุกสนาน ผมสามารถรู้สึกได้ว่าผู้คนให้ความจริงใจกับผมและผมสามารถก้าวไปพร้อมกับการให้กำลังใจและความจริงใจของพวกเค้า

เล่นให้หนัก

ถ้าเป็นไปได้ ริชชี่บอกว่าเค้าต้องการวันหยุดนานๆ ริชชี่พูดว่าเขาชอบเล่น เมื่อเค้าอยู่คนดียว เค้าชอบที่จะไปเล่นเซิร์ฟ การทำงานเป็นเรื่องยาก ดังนั้นเมื่อไม่ต้องทำงาน แน่นอนว่าผมอยากจะเล่นเยอะๆ จำได้มั๊ย? มีเพลงที่เขียนโดย Samuel Hui (ซูปเปอร์สตาร์ของฮ่องกง) ว่า "ต้องสนุก" บรรทัดนึงเขียนว่า "ผู้ชายเกิดมาพร้อมความขี้เล่นเป็นธรรมชาติ;ต้องการสนุกสนานและไม่ถูกจำกัด" ชีวิตไม่ควรจะยึดติดอยู่กับงานอย่างเดียว หลังจากเสร็จงานแล้ว เราควรจะสนใจที่จะเล่นด้วย

เมื่อถูกถามว่าเค้าจะทำอะไรต่อถ้าไม่ได้ร้องเพลงหรือเล่นหนังแล้ว คำตอบของเค้าทำให้ชั้นประหลาดใจอีกหน : "ไม่มีอะไร!" "ไม่มี?" เค้าคิดประมาณ 2-3 วินาที "ผมคิดว่าบางทีจะทำพวกงานด้านการกุศล ผมอาจจะไปที่สถานที่ยากไร้แล้วช่วยเด็กๆ ที่ไม่สามารถไปโรงเรียนได้"

แสดงหนังจนถึง 70? ทำไมจะไม่ได้?

เมื่อถามว่าเค้าคิดจะออกจากวงการบ้างมั๊ย ริชชี่ว่า "ออกเหรอ? แน่นอนไม่! ผมอายุเท่าไหร่แล้วตอนนี้ เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ยังไงก็แล้วแต่อายุไม่ใช่ข้อจำกัดสำหรับอาชีพนี้ นักแสดงหลายคนก็อายุ 70 แล้วแต่พวกเค้ายังเยี่ยมอยู่เลย!" งั้น เค้าต้องการจะเล่นหนังจนถึง 70 เหรอ? "ผมไม่รู้หรอก ถ้าผมเล่นนะ ผมหวังว่ามันจะเป็นเพราะผมสนใจอยู่ไม่ใช่ต้องเล่นเพราะต้องหาเลี้ยงลูกๆ โอ..ไม่นะ!"

นี่หล่ะเยิ่นเสียนฉี

ชั้นยังจำได้ถึงความประทับใจต่อหนังที่ไปดูในโรง มันเป็นหนังโรแมนติก บางทีความรักที่งดงามสามารถกระทบใจคนดูได้อย่างมาก นักแสดงคือจางป๋อจือกับเยิ่นเสียนฉี ในหนัง โลกไม่ได้มืดมนเพราะว่าเค้ามองไม่เห็นหรือพูดไม่ได้ ขยับเข้าไปตัวหนังอีกนิด เค้าขอให้คนที่ฟังผ่านวิทยุ..หลับตาลงและรู้สึกถึงชีวิตด้วยหัวใจไปกับเค้า และเพลงที่ไพเราะอย่างเพลง 365 แสงเทียน (candle light) ก็ประทับใจชั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า การสัมภาษณ์หยุดลงตรงนี้ ชั้นพบว่ารอยยิ้มและการแสดงออกของริชชี่เรียบง่าย แน่นอนว่ามันไม่ได้ง่ายแบบ 1+1 เท่ากับ 2 มันเป็นความเรียบง่ายที่เป็นธรรมชาติ,จริงใจและตรงไปตรงมา อืมมม..ชั้นชอบริชชี่แบบนี้นะ  

UP


East Week Magazine

38: RICHIE JEN

Carina Lau ครั้งนึงเคยพูดว่า : ผู้หญิงที่อายุ 26 จะอยากกลับไปตอนที่ตัวเองอายุ 16 และผู้หญิงที่อายุ 36 อยากกลับไปตอนที่พวกเธออายุ 26 แล้วผู้ชายอายุ 38 หล่ะ พวกเค้าจะคิดอะไรกันบ้าง? เรื่องที่พวกเค้าจะสนใจจะเป็นผู้หญิง, ของเล่น, รถสปอร์ต หรือหน้าที่การงาน มีชายอายุ 38 อยู่ดาษดื่นในวงการ บางส่วนสะเพร่าและเกียจคร้าน ขณะที่บางส่วนเต็มไปด้วยพลังและกระตือรือร้น ริชชี่ในช่วงอายุ 38 ตัดสินใจว่าจะไปช้าๆ และทำสิ่งที่เค้าชอบ แต่มันไม่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่ทำได้แต่แรก ชื่อเสียงเข้ามาเพียงเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ตอนนี้ริชชี่สามารถโชคดีและพูดได้อย่างชัดเจนว่า “ผมหามาพอแล้ว! ผมสามารถปลดระวางได้ทุกเมื่อ” เค้ามีแฟนที่คอยให้กำลังใจ ซึ่งคบมา 18 ปี Tina ; และอยู่ในฐานะราชาของเอเชีย ; เค้ามีทั้งรถและบ้านพักตากอากาศ และเป็นผู้ชายแสนดีในใจของผู้หญิงนับพัน ยังจะมีอะไรอีกหล่ะ?


ในวันที่อากาศ 8 องศาที่ไต้หวัน ริชชี่ไปถ่ายรูปหลังกินมื้อที่แสนอุ่นไปแล้ว เค้าเดินไปตามทางรถไฟอย่างช้าๆ เพื่อถ่ายรูป แม้ว่าจะมีเวลาไม่มากนัก แต่เพื่อให้ได้ผลที่น่าพอใจ ทุกอย่างดำเนินไปอย่างไม่รีบร้อน เหมือนอย่างอาชีพการงานของเค้าที่ค่อยๆ สร้างขึ้นจากการทำงานอย่างหนักในช่วง 8 ปี เมื่อมันเลือกไปทางที่ผิดก็ปล่อยให้มันพังไป แล้วเก็บไว้คอยเตือนตัวเองเป็นบทเรียน แน่หล่ะว่ามันอาจพาให้ไม่มีลม ฝน หรือฟ้าที่สดใส แต่สำหรับผู้ชายอายุ 38 มันเป็นสิ่งปลอดภัยที่สุด สามารถเผชิญหน้ากับตัวเอง ผมมีความสุขมากที่ได้ใช้เวลาช่วงตรุษจีนกับพ่อแม่และครอบครัว บุคลิกของผมและวิธีที่ผมมีความสุขกับชีวิตได้ง่ายๆ อาจจะเป็นเพราะได้มาจากพ่อของผม พ่อของผมมาจากไต้หวันเพราะสงคราม เพื่ออนาคตที่ดี เค้าเลยเรียนเพื่อเป็นครู ทุกเดือน,จะได้เงินเดือนเพียง 300 เหรียญไต้หวัน (80 เหรียญฮ่องกง) ครอบครัวยากจน แต่เราก็อบอุ่นมากในที่ของเรา แม้ว่าผมจะไม่สามารถแม้แต่จะซื้อเสื้อผ้าลำลอง และต้องไปออกไปเล่นในชุดนักเรียน ผมก็ไม่เคยไม่มีความสุขเพราะไม่มีเงิน ผมรู้ว่าพ่อทำงานหนักมากจริงๆ และให้สิ่งที่ดีที่สุดกับพวกเรา ถ้าพ่อรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ควรจะได้ เค้าก็จะให้สิ่งนั้นกับเรา อย่างเช่น เมื่อโตขึ้น ผมไม่เคยมีนาฬิกา พ่อเห็นว่าผมโตขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นก็เลยเอานาฬิกาของตัวเองที่มีอยู่เรือนเดียวให้ผม ตอนนี้ แม้ว่าผมจะมีนาฬิการาคาแพงมากมาย แต่เรือนที่สวยที่สุดและล้ำค่าที่สุดจะยังเป็นเรือนของพ่อผมอยู่ดี แม่ของผม ตอนนี้ยังคงน่ารักและเก็บเงินเพื่อครอบครัว บางครั้งผมเห็นแม่....โอ ตายหล่ะ แม่เก็บของที่ไม่อยากจะทิ้งไว้บานตะเกียง ผมไม่ค่อยจะเชื่อและบอกเธอเรื่องนั้น แต่อย่างไรก็ตาม ผมรู้ว่ามันเป็นเรื่องดี ตอนนี้ผมกลายเป็นพวกค่อนข้างจะขี้ขลาด ผมไม่บอกแม่ว่าเสื้อผ้าพวกนี้ราคาเท่าไหร่หรือกระดานโต้คลื่นอันนี้ราคาขนาดไหนหรือเรื่องอื่น ถ้าเธอรู้เข้าภายหลังหล่ะก็.... ผมเป็นลูกชายที่ดีมั๊ย? ก็ Ok นะ เมื่อผมยังเด็ก ผมค่อนข้างจะดื้อเลยแหล่ะ ผมไม่พูดกับพ่อ และไม่ว่าเค้าจะพูดอะไร ผมก็ไม่เคยฟัง ผมเป็นพวกมองโลกในแง่ดี เข้าสู่วงการบันเทิงหลังจากเรียนจบ หลายคนบอกว่าผมจะหาเงินได้มาก ใช่, ผมยอมรับว่ามีชื่อเสียงนิดหน่อย แต่มันก็ยังแค่นักร้องที่ยังไม่ค่อยดัง งานที่เข้ามาก็ไม่บ่อยและไม่ได้ราบรื่นไปทั้งหมด และแน่นอนว่าเรื่องเงินยิ่งไม่ต้องพูดถึง ในตอนนั้น แค่หาให้พอส่วนของตัวเองยังยาก ผมต้องทำงานเป็นนักร้องในบาร์และเป็นแขกรับเชิญตามรายการวิทยุเพื่อหากินใส่ท้องและจ่ายค่าที่พัก ในช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดนั้น ผมรอดมาได้ด้วยข้าวกล่อง ครั้งนึงผมขอโทษพ่อ ที่ไม่สามารถหาเงินมากๆ เข้าบ้านได้ ในตอนนั้น ผมเก็บเงินได้แค่นิดหน่อย และต้องการลงทุนทำร้านอาหารเมื่อผมต้องไปรับการฝึกทหาร ผมคิดว่าอยากจะให้มีรายได้เข้ามาในช่วง 2 ปีที่อยู่ที่แคมป์ทหาร แต่ไม่มีคนคอยดูแลร้าน หลัวจากนั้นมันก็ขาดทุนและเป็นหนี้คนอื่น แล้วไม่นานก็ต้องปิดตัวลง ในเวลานั้น ผมไม่มีความกล้าที่จะบอกพ่อ และไม่มีเพื่อนที่จะไว้ใจได้ หลังจากนั้นพ่อก็รู้เข้า แต่พ่อไม่ได้ตำหนิผม พ่อเพียงแต่ตบบ่าผมแล้วบอกว่า “ไม่เป็นไร ที่สำคัญคือลูกได้พยายามดีที่สุดแล้ว ตราบเท่าที่ลูกสามารถเผชิญหน้ากับตัวเอง” ในตอนนั้น ใจของผมมันเจ็บจริงๆ ผมคิดว่า ผมมีสมบัติอะไรบ้าง? มันก็คือครอบครัวนั่นเอง เป็นเรื่องนึงที่เป็นจริงสำหรับผม ไม่ถูกหลอกง่ายๆ ไม่ว่าผมจะไปทำงานที่ไหน ที่นั่นก็มักจะมีคนติดตามไปกับผม ครั้งนึงมีคนล้อผมเล่นว่า ผมเหมือนเฉินหลง ที่จริงการมีลูกทีมเป็นหน้าที่รับผิดชอบที่หนัก

ก่อนหน้านี้ ผมเคยทำตัวแปลกๆ เพราะเรื่องเล็กน้อย แต่ตอนนี้ผมเป็นหัวหน้า เป็นเจ้านาย ดังนั้นผมต้องมีความอดทนมากขึ้นเพื่อนำและดูแลทีมงาน บางครั้งเมื่อทีมงานทำผิดพลาด ผมจะไตร่ตรองดูก่อนว่ามันเป็นความผิดของเค้าจริงๆ รึเปล่า มันเป็นงาน ผมคิดว่ามันยากที่จะเป็นเจ้านาย คุณต้องโน้มน้าวลูกจ้าง และทำให้เค้าคิดพร้อมทั้งหาเงินมาจ่ายเข้ากระเป๋า มันเป็นเรื่องยาก โชคดีที่ทีมงานของผมตอนนี้เหมือนครอบครัว และผมก็มีความสุขและพอใจแล้ว บางทีคนอื่นคิดว่าผมถูกหลอกง่าย แต่จริงๆ แล้วผมค่อนข้างระมัดระวังตัว ผมประเมินคนอื่นอย่างรอบคอบ แล้วดูว่าเค้าจะสามารถทำงานของเค้าได้รึเปล่า ถ้าคนคนนั้นทำผิดมาก ผมจะไม่เพียงแค่ยอมรับแล้วก็ปล่อยมันผ่านไป นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงเคยไล่คนออกมาก่อน นอกจากจะไม่ทำงานของเค้าแล้ว คนงานยังเอาชื่อผมไปหลอกลวงคนอื่น; นายคนนั้นโชคดีแล้วที่ไม่ถูกผมต่อย

ผมไม่รู้ว่าตัวเองเป็นเจ้านายที่ดีรึเปล่า แต่แน่ใจว่าผมไม่ถูกหลอกง่ายๆ ผมปฏิบัติกับเพื่อนๆ ด้วยวิธีเดียวกัน ถ้าคุณบอกว่าต้องการใช้เงิน แม้ผมจะรู้ว่าคุณโกหก ; คุณไม่ทำงาน คุณใช้จ่ายอย่างสะเพร่า ฟุ่มเฟือย ไม่ว่าจะเงินหรือบัตรเครดิต ผมก็ยังจะคงช่วยคุณซักครั้งนึง แล้วผมก็จะรอดูว่าคุณจะคืนผมมั๊ย ที่จริงการขอเงินคืนมันยากกว่าการยืมเงินซะอีก ถ้าคุณแค่พูดแต่ไม่ทำตามที่ตกลง ไม่คืนเงินเลยแม้แต่นิด งั้นมันก็จบความเป็นเพื่อน ผมใช้เงินเพื่อดูว่าคุณเป็นคนประเภทไหนและดูว่าความสัมพันธ์ของเราควรจะเป็นยังไง ผมมีประสบการณ์มาก่อน แม้ว่าเงินจะไม่มากนัก แต่ผมก็ผิดหวังมากๆ เพราะว่าผมเสียเพื่อนไป ตอนนี้ผมหามาพอแล้ว!

การทำงานของศิลปินในวงการบันเทิงสามารถทำให้ชีวิตของพวกเค้าขึ้นๆ ลงๆ การเบลอระหว่างกลางวันกับกลางคืน ผมเคยชินกับการนอนและตื่นเร็ว และการมีการทำงานแบบสั่งการ สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผมก็คือการไม่ต้องโปรโมตกับการไม่ต้องทำงาน ให้ผมได้สนุกกับชีวิต แม้ว่าผู้จักการจะรบเร้าอยู่ตลอดไม่ให้ผมไปแข่งรถ แต่ผมรู้สึกว่าการแข่งทำให้ผมค้นพบตัวเอง โดยเฉพาะตอนนี้ ผมไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการหาเลี้ยงปากท้อง ทำไมไม่ไปทำสิ่งที่ผมชอบให้มากขึ้นหล่ะ? (ริชชี่ชอบขับรถและมอเตอร์ไซด์) เค้าเคยชนะการแข่งของเอเชียและได้รางวัลชนะเลิศ เค้ายังชอบรถราคาแพง และหนึ่งในนั้นก็คือยี่ห้อ มาเซราติ

ผมคิดว่าตอนนี้ผมโชคดีมากๆ ผมไม่ต้องทำงานเพื่อเงิน และชีวิตก็เรียบง่าย พ่อแม่ผมไม่ต้องเสี่ยงกับเจ้าหนี้ และรายได้ของผมก็ไม่เลวนัก ทุกวันนี้มีคนเสนอเงินจำนวนมากเพื่อให้ผมไปแสดงหรือโชว์ตัว ผมสามารถบอกพวกเค้าว่า “ไม่เป็นไร ผมไม่ทำหรอก” ผมไม่ต้องการยุ่งขนาดนั้น การสามารถเลือกงานได้เป็นสิ่งที่วิเศษสุด
ถ้าต้องปลดระวางตัวเองตอนนี้ ผมก็ทำได้ทุกเมื่อ

ก่อนนี้ ผมเคยคิดว่า ถ้าต้องปลดระวาง ผมก็อยากไปใช้ชีวิตอยู่ที่ไหนซักแห่งตรงภูเขาที่ไต้หวัน ผู้คนที่นั่นดีมากๆ และรอบๆ ก็วิเศษและเงียบ แต่ดูตอนนี้สิ มีทั้งแผ่นดินไหวและน้ำท่วม ; มันน่ากลัวจริงๆ! ในอดีต ผมเคยดูแลเด็กๆ ที่ไต้หวัน แต่เมื่อเกิดน้ำท่วม และพัดพวกเค้าไป มันเป็นเรื่องเศร้าอย่างแท้จริง ผมยังเคยคิดถึงการใช้ชีวิตอย่าง “Momocha” บนเกาะๆ หนึ่ง ตอนนี้? ซึนามิก็เป็นความคิดที่น่ากลัวขึ้นมา ว่าว, ทำไมทุกอย่างถึงเป็นอย่างนี้ได้นะ? กระทั่งสงครามที่อีรักก็ไม่ได้มีคนตายเยอะขนาดนี้ ชีวิตนี่ไม่สามารถคาดเดาได้เลย

ทำไมไม่ทำงานให้หนักแล้วก็เล่นให้หนักหล่ะ นั้นน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด “เล่น” ก็เป็นการเรียนรู้อย่างนึง การแข่งรถและเล่นเซิร์ฟก็เป็นวิธีการปลดปล่อยอีกวิธีนึง มันทำให้ผมลืมว่าตัวเองเป็นนักร้อง ครั้งแรกที่ผมเริ่มเข้าไปแข่ง มีบางคนพูดว่า “มีดารามาแข่งที่นี่ด้วย!” ผมจะใช้ความสามารถทั้งหมดที่มี คนจะเห็นว่าคุณมีความสามารถและทำได้ไม่เลว แล้วเค้าก็จะปฏิบัติต่อคุณในฐานะที่เป็นคู่แข่งที่แท้จริง การสามารถได้รับการยกย่องจากพวกเค้าเป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่าคุณได้ประสบความสำเร็จแล้ว

การแต่งงานเป็นเรื่องที่ต้องทำ!

พอถึงวันที่ 14 มีนาปีนี้ ผมก็จะรู้จัก Tina ครบ 18 ปีแล้ว “เมื่อไหร่พวกเราจะแต่งงาน?” เป็นคำถามที่ถูกถามเป็นพันครั้งแล้ว จริงๆ การแต่งงานมันเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิต ถ้าโชคดี ก็แต่งแค่ครั้งเดียว แต่ถ้าโชคไม่ดี บางคนก็อาจจะแต่งหลายครั้ง แต่การเดทกับการแต่งงานเป็นสองเรื่องที่ต่างกัน

Tina รู้ว่าผมซีเรียสในการพิจารณาการแต่งงาน พวกเราทั้งคู่เพิ่งจะอยู่ในช่วงอายุ 30 พวกเรายังสามารถจะแต่งกันได้เมื่อพวกเรา 80 แม้ว่าพ่อแม่จะรบเร้าให้ผมรีบแต่งงาน แต่ผมรู้ว่ามันเป็นเรื่องที่สำคัญในชีวิต ถ้าคุณพลาดคุณก็ต้องเสียใจไปตลอดชีวิต ผมจะต้องคิดว่าจะสอนลูกๆ ยังไง ครั้งนึงตอนที่ถ่ายหนังชุด นักแสดงในกองอวดรูปลูกๆ ของเค้าและพูดด้วยน้ำเสียงสะเทือนอารมณ์ว่า มันเป็นเรื่องน่าอายที่เค้าไม่ได้อยู่ดูพัฒนาการในการเติบโตของลูกๆ เหมือนผู้จัดการของผม เวลาเค้ากลับบ้าน เด็กๆ ไม่ยอมให้เค้ากอด ในอนาคตของผม ผมไม่ต้องการให้เวลาลูกชายเห็นผมแล้วเรียกผมว่า “คุณลุง”

Eric Wu Qi-Xian

ตอนบ่ายของช่วงตรุษจีน พวกเราไปหาภัตตาคารเล็กๆ ทางถนนตอนใต้ของไต้หวันเพื่อหาข้าวกลางวันกิน เมื่อเถ้าแก่เนี๊ยะเห็นพวกเรา เธอรีบเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนและจับมือริชชี่อย่างตื่นเต้น เธอพูดอะไรซักอย่างเป็นภาษาฮกเกี้ยน ริชชี่ยิ้มและไปเซ็นต์ชื่อบนผนัง แม้ว่านี่เป็นเหตุการณ์ที่ไม่ปกตินัก ทุกคนก็เริ่มขบขันกัน ดูเหมือนว่าเถ้าแก่จะเข้าใจว่าริชชี่คือ Eric Wu (Wu Qi Xian) แม้ว่าผู้ช่วยจะพยายามอธิบายให้เข้าใจอยู่หลายครั้ง แต่เธอก็เหมือนจะไม่เข้าใจ อย่างไรก็ตาม ริชชี่ไม่ได้ดูรู้สึกอึดอัดเลย เค้านั่งลงและสนุกกับการทานอาหาร หลังเที่ยง ริชชี่ผ่านไปที่ร้านพลัมตรงข้ามถนน ที่สุดมีคนจำเค้าได้ นั่นเป็นเรื่องดี น้ำขึ้นแล้วก็ลง ถูกจำได้เป็นความสบายใจ, การปลอบใจอย่างหนึ่ง ใช่มั๊ย? Eric Wu.

Magazine photos จาก Anita
แปลภาอังกฤษโดย Paige จาก One Richie Forum

UP


 

Hosted by www.Geocities.ws

1