พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า
รัชกาลที่ 3 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เป็นพระราชโอรสพระองศ์ใหญ่
ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และเจ้าจอมมารดาเรียม ซึ่งต่อมาได้รับการสถาปนาพระอิสริยศักดิ์ขึ้นเป็น
สมเด็จพระศรีสุลาลัย เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันจันทร์ที่ 31 มีนาคม
พ.ศ.2330 ณ พระราชวังเดิม กรุงธนบุรี ทรงสวรรคต เมื่อวันที่ 2
เมษายน พ.ศ.2394 รวมพระชมมายุ 63 พรรษา กับ 11 วัน เสด็จดำรงในสิริราชสมบัติ
25 ปี 7 เดือน กับ 23 วัน
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระนามเดิมว่าพระองค์เจ้าชายทับ
พระองค์ได้ปฏิบัติราชการแผ่นดินตั้งแต่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
ซี่งขณะนั้นสมเด็จพระบรมชนกนาถ ยังทรงดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล
พระองค์ทรงได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติราชการในตำแหน่งสำคัญๆ สืบมา
ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ใน พ.ศ.2356 เมื่อพระชนมพรรษาได้
26 พรรษา ทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นเจ้าต่างกรม ทรงพระนามว่า
พระเจ้าลูกเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ โดยทรงได้รับการไว้วางใจพระราชหฤทัยจากสมเด็จพระบรมชนกนาถ
ให้ทรงกำกับราชการกรมท่า กรมพระคลังมหาสมบัติ กรมพระตำรวจว่าความฏีกา
นอกจากนี้ยังโปรดเกล้าฯ ให้รับราชการต่างพระเนตรพระกรรณด้วย
พระราชกรณียกิจที่สำคัญโดยสังเขป
ในด้านการเศรษฐกิจ
กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงได้จัดส่งสำเภาไปค้าขายกับต่างประเทศ
โดยเฉพาะกับประเทศจีน ทำให้ประเทศไทยมีรายได้จากการค้าขายกับต่างประเทศสูงมาก
เงินตราในท้องพระคลังที่พระองค์ทรงค้าขายได้ซึ่งเรียกขานว่า เงินถุงแดง
ได้นำมาใช้เป็นค่าปฎิกรรมสงครมในปี รศ.112 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ 5 ทำให้ประเทศไทยรอดพ้นจากการถูกยึดครองแผ่นดินจากชาติยุโรป
และด้วยเหตุนี้เอง พระองค์จึงถูกขนานพระนามว่า "เจ้าสัว" นอกจากนี้พระองค์ยังทรงริเริ่มระบบการเก็บภาษีแบบเจ้าภาษีนายอากรคือมีตัวแทนเก็บภาษีทำให้สามารถเก็บภาษีเข้าสู่ท้องพระคลังเป็นจำนวนมาก
ในด้านการปกครอง
ใน พ.ศ.2362 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงโปรดให้พระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์
กับเจ้าพระยาพระคลัง เป็นแม่กองสร้างเมืองสมุทรปราการให้มีป้อมปราการต่างๆ
เพื่อป้องกันภัยทางทะเลทางฝั่งตะวันออก 4 ป้อม คือ ป้อมประโคนชัย
ป้อมนารายณ์ปราบศึก ป้อมปราการ และป้อมกายสิทธิ์ และส่วนเกาะหน้าเมืองด้านตะวันตกอีก
2 ป้อม คือ ป้อมผีเสื้อสมุทร และป้อมนาคราช และในรัชกาลของพระองค์บ้านเมืองยังคงต้องประสบปัญหากับการรุกรานจากญวนอยู่
รวมทั้งกับการล่าอาณานิคมของชาติยุโรปอีกด้วย
ในด้านการศาสนาและการศึกษา
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างพระอารามขึ้นใหม่
19 วัด ทรงปฏิสังขรณ์วัดเก่า 17 วัด ทรงบูรณะพระอารามร่วมกับเจ้านาย
และข้าราชบริพานอีก 33 วัด และอื่นๆ อีกมากมายส่วนการศึกษาพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดให้เด็กตามโรงทานมีโอกาสศึกษา
โปรดให้จารึกตำรา และวิทยาการต่างๆ ลงบนแผ่นหินประดับในวัดสำคัญหลายวัดเช่น
วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามได้ขื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย
ในรัชสมัยนี้มีตำราเรียนเกิดขึ้น 3 เล่ม คือ โคลงจิดามณี ประถม
ก กา และปฐมมาลา อีกทั้งยังมีการพิมพ์หนังสือด้วยแท่นพิมพ์เป็นครั้งแรกในประเทศไทยอีกด้วย
พระราชสดุดี
จากการที่กล่าวมาแล้วจะเห็นได้ว่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงบำเพ็ยพระราชกรณียกิจด้านต่างๆ
อันแสดงถึงพระอัจฉริยภาพ และพระปรีชาที่ทรงเห็นการณ์ไกลยังความมั่นคง
เจริญรุ่งเรือง ให้แก่ประเทศไทยอย่างยากที่จะพรรณาได้ ตั้งแต่ยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์
ครั้นเมื่อพระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ได้ทรงกำกับงานราชการอย่างใกล้ชิด
มีการตรากฎหมายที่สำคัญเช่น พระราชกำหนดโจรห้าเส้นสำหรับใช้ในการปราบโจรผู้ร้าย
ทรงโปรดตั้งกลองวินิจฉัยนารีไว้ให้ราษฎร์ร้องทุกข์ ประกาศเลิกสูบฝิ่น
เป็นต้น ดังนั้นคณะรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษาเมื่อวันที่ 17 เมษายน
พ.ศ.2540 แล้ว ลงมติเห็นชอบในหลักการให้ถวายพระราชสมัญญามหาราชแด่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
โดยเหตุที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจต่างๆ ที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง
และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญาพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
"พระมหาเจษฎาบดินทร์" ซึ่งมีความหมายว่า พระมหาราชเจ้าผู้มีพระทัยตั้งมั่นในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ
และคณะรัฐมนตรีรับทราบแล้วเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ.2540