รู้จักกับสุริยุปราคา


"เมื่อดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และโลกโคจรมาอยู่ในแนวเส้นตรงเดียวกัน
จะทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า สุริยุปราคา ขึ้น"

วงแหวนมหัศจรรย์             คำอธิบายง่ายๆ สั้นๆ ในเชิงเรขาคณิตทำให้เรานึกถึงภาพบนกระดาน 2 มิติ ที่มีวงกลม 3 วงใหญ่เล็กไม่เท่ากันมาเรียงกัน ซึ่งเป็นภาพที่ชินตา แต่จะมีสักกี่คนที่มีโอกาสเผชิญหน้ากับปรากฏการณ์ดังกล่าว เบื้องหลังกลไกที่แท้จริงของการเกิดสุริยุปราคาไม่ง่ายอย่างที่ล่าวข้างต้น ทุกอย่างต้องเป็นความลงตัวทั้ง 4 มิติ คือ ขนาดปรากฏของดวงจันทร์ที่ใกล้เคียงกับดวงอาทิตย์ ระยะห่างที่เหมาะสม และช่วงเวลาที่พอดี ปรากฏการณ์จึงจะเกิดขึ้นได้

เดือนสุริยุปราคา
            เวลาหนึ่งเดือนตามความหมายที่เราใช้กันอยู่ ก็คือ ระยะเวลาที่ดวงจันทร์ใช้ในการโคจรรอบโลกครบ 1 รอบพอดี ถ้าเช่นนั้นทุกๆ เดือนดวงจันทร์จะโคจรมาอยู่ระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์เสมอ แล้วทำไมจึงไม่เกิดสุริยุปราคาทุกเดือนเล่า ?

            เหตุผลก็คือ ระนาบการโคจรของดวงจันทร์จะเอียงประมาณ 5 องศากับระนาบการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์จึงมักเคลื่อนไปอยู่ทางเหนือหรือทางใต้ของเส้นตรงระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์เสมอ เงาของดวงจันทร์จึงไม่ตกทดลองบนโลก แต่ทอดลงไปในอวกาศแทน ช่วงที่จะเกิดสุริยุปราคา ดวงจันทร์จะต้องอยู่ที่จุดตัดหรือใกล้จุดตัดของระนาบเท่านั้น ซึ่งปกติวงโคจรของดวงจันทร์จะตัดกับวงโคจรของโลกเพียง 2 จุดเท่านั้นตลอดระนาบโคจร จุดตัดระนาบ 2 จุดก็ไม่ใช่จุดตัดเดิมทุกครั้ง แต่จะเคลื่อนจากทิศตะวันออกไปยังดะวันตก หรือเรียกว่าการเดินถอยหลัง (regression) การเคลื่อนไปทางตะวันตกเกิดเนื่องจากความแตกต่างของเวลาที่เรารู้จัก คือ เดือน นั่นเอง เดือนมีหลายแบบ แบบที่เราคุ้นกันดีคือ
  • เดือนซินโหนดิค (synodice month) นับเดือนจากจันทร์เพ็ญหนึ่งจนถึงจันทร์เพ็ญถัดไป ซึ่งเดือนตามจันทรคตินี้มี 29.53 วัน
  • เดือนไซเดอเรียล (sidereal month) นับเวลาครบรอบการเคลื่อนที่ของดวงจันทร์โดยเปรียบเทียบกับตำแหน่งดาวบนท้องฟ้า เดือนไซเดอเรียลจะมีจำนวนวันน้อยกว่าเดือนซินโนดิคประมาณ 2 วัน คือ 27.32 วัน
  • เดือนอุปราคา หรือ เดือนสุริยุปราคา (eclipse หรือ draconic month) นับจากคาบการโคจรจากจุดตัดระนาบจุดใดๆ ไปยังจุดถัดไปทางทิศตะวันตก มีจำนวนวันเท่ากับ 27.21 วัน
            จุดตัดระนาบสองจุดเรียกว่า จุดโหนด (nodes) ซึ่งยังแบ่งออกเป็น โหนดขึ้น (ascending node) และโหนดลง (descending node) ขี้นอยู่กับจังหวะการตัดระนาบของดวงจันทร์ เช่น ดวงจันทร์โคจรตัดระนาบวงโคจรของโลกจากทิศใต้ขึ้นไปยังทิศเหนือ จุดตัดดังกล่าว เรียกว่า ขึ้นโหนด ตรงกันข้ามหากดวงจันทร์โคจรตัดระนาบจากทิศเหนือลงสู่ทิศใต้ จุดตัดระนาบดังกล่าวก็เรียกว่า โหนดลง

            สุริยุปราคาวันที่ 24 ตุลาคม 2538 เป็นช่วงโหนดขึ้น ถัดจากนี้ไปอีก 6 เดือน (เดือนสุริยุปราคา) จะเกิดสุริยุปราคาแบบโหนดลงในวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2539 และถัดจากนั้นอีก 6 เดือน (เดือนสุริยุปราคา) ก็จะกลับมาเกิดสุริยุปราคาแบบโหนดขึ้นอีกในวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2539

            องค์ประกอบที่ทำให้เกิดสุริยุปราคาแบ่งออกเป็นหลายประเภท เนื่องจากระยะห่างของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และโลกนั่นเอง วงโคจรของดวงจันทร์รอบโลกและโลกรอบดวงอาทิตย์ไม่เป็นวงกลมแต่เป็นวงรี ระยะห่างของควงอาทิตย์และระยะห่างของควงจันทร์ ถึงโลกจึงแตกต่างกันไปในแต่ละเดือน ซึ่งมีผลต่อขนาดปรากฏเล็กใหญ่ของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ด้วย คือ หากดวงอาทิตย์และดวงจันทร์อยู่ห่างโลกมาก ก็จะเห็นขนาดเล็กตามไปด้วย ในความเป็นจริงโลกจะเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุดในเดือนมกราคม บางคนอาจแย้งว่า ทำไมตอนเดือนมกราคมจึงหนาวล่ะ หากโลกเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากก็น่าจะร้อนสิ สาเหตุเรื่องความร้อนหนาวอยู่ที่แกนเอียงของโลกต่างหาก เนื่องจากโลกเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ในเดือนมกราคม แต่ทว่ากลับหันด้านใต้เข้าหาดวงอาทิตย์คนส่วนใหญ่ที่อยู่ซีกโลกเหนือจึงไม่รู้จักร้อนนั่นเอง ในเดือนมกราคมโลกเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าช่วงเดือนมิถุนายนถึง ร้อยละ 3 (ประมาณ 4.8 ล้านกิโลเมตร) .

            ส่วนระยะห่างระหว่างโลกกับดวงจันทร์จะแตกต่างกันค่อนข้างมาก คือใกล้สุด 47,294 กิโลเมตร ไกลสุด 398,581 กิโลเมตร แตกต่างกันถึง 15 เปอร์เซ็นต์ คาบเวลาที่นับจากจุดใกล้สุด จนถึงจุดใกล้สุดครั้งต่อไปกินเวลา 27.55 วัน เรียกว่า เดือนอะโนมาลิสติก (Anomalistic month)

            ระยะการเรียงตัวของโลก ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ ยังมีผลต่อขนาดเงาของดวงจันทร์ที่ตกลงบนโลกในช่วงที่เกิดสุริยุปราคาแต่ละครั้งด้วย เงาของดวงจันทร์ที่ตกลงบนโลกมี 2 ส่วน คือ เงามืด (umbra) และ เงามัว(penumbra) เงามืดที่เคยตกทอดถึงโลกเคยมี ขนาดกว้างที่สุดถึง 272 กิโลเมตร ส่วนเงามัวจะกินอาณาบริเวณเลยออกจากเงามืดไปนับพันกิโลเมตร ผู้คนที่อยู่ในเขตเงามืดก็จะเห็นเป็นสุริยุปราคาเต็มดวงส่วนผู้ที่อยู่ในเขตเงามัวก็จะเห็นเป็นสุริยุปราคาบางส่วน

สุริยุปราคา 3 แบบ
            สุริยุปราคาจะปรากฏเป็น สุริยุปราคาเต็มดวง สุริยุปราคาวงแหวน หรือ สุริยุปราคาแบบวงกลม ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ 2 ประการ คือ ตำแหน่งของดวงจันทร์ อยู่ใกล้จุดโหนดแค่ไหน และขนาดเล็กใหญ่ ของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์บนท้องฟ้า สุริยุปราคาส่วนใหญ่เกิดขึ้นขณะที่ดวงจันทร์เฉียดผ่านจุดโหนด ดวงจันทร์จะบังดวงอาทิตย์เพียงเสี้ยวเดียว เรียกว่า สุริยุปราคาบางส่วน ประมาณ 35 เปอร์เซ็นต์ของการเกิดสุริยุปราคาจะเกิดแบบสุริยุปราคาบางส่วนสามารถเห็นได้ครอบคลุมพื้นที่กว้าง คนส่วนใหญ่จึงเคยมีประสบการณ์ในการเห็นสุริยุปราคาบางส่วนไค้ ดวงจันทร์อาจบดบังดวงอาทิตย์เพียง 1 เปอร์เซ็นต์หรือบังถึง 99 เปอร์เซ็นต์ ก็นับรวมเรียกว่า สุริยุปราคาบางส่วน
Beeded             สุริยุปราคาแบบวงแหวน นับเป็นสุริยุปราคาที่พบได้มากเป็นอันดับสอง ภาษาอังกฤษเรียกสุริยุปราคานี้ว่า AnnuIar Eclipse คำว่า Annular มีรากศัพท์จากลาตินแปลว่า วงแหวน ขณะเกิดสุริยุปราคาวงแหวน แสงอาทิตย์จะปรากฏเป็นวงกลมคล้ายแหวนล้อมรอบดวงจันทร์ดำมืดตรงกลาง แม้ว่าดวงจันทร์จะมาบังอยู่ตรงกลางดวงอาทิตย์พอดีแต่บังไม่มิด เพราะขนาดปรากฏเล็กกว่า หมายความว่า ดวงจันทร์อยู่ในตำแหน่งที่ไกลจากโลก หรือ ดวงอาทิตย์อยู่ในตำแหน่งที่ใกล้โลกจึงเห็นดวงใหญ่ แสงสว่างจากวงแหวนจะกลบโคโรนา และบรรยากาศชมพูของโครโมสเฟียร์ที่สวยงาม สุริยุปราคาแบบวงแหวนจะเกิดขึ้นประมาณ 32 เปอร์เซ็นต์
            สุริยุปราคาประเภทที่น่าสนใจที่สุดและสวยที่สุด ก็คือ สุริยุปราคาเต็มดวง จะมีโอกาสเกิดขึ้นประมาณ 28 เปอร์เซ็นต์ ผู้ที่ได้พบเห็นมักจะประทับใจที่ได้เห็นท้องฟ้าเวลากลางวันแปรเปลี่ยนเป็นเวลากลางคืนจนเห็นดวงดาว และที่พิเศษ รอบดวงอาทิตย์จะเห็นแสงเงินยวงของรัศมีโคโรนาคล้ายมงกุฎที่ครอบดวงอาทิตย์เอาไว้
            สุริยุปราคาแบบสุดท้าย คือ สุริยุปราคาแบบวงแหวน-เต็มดวง แบบนี้เกิดขึ้นน้อยมาก เพียงแค่ 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และไม่น่าสนใจนัก เพราะจะเกิดเป็นวงแหวนไม่นาน และเมื่อกลายเป็นเต็มดวงก็จะเกิดเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น
Eclipse
นาทีแห่งความประทับใจ
            ช่วงเวลาการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงนั้นน้อยเสมอ เวลานานสุดที่ช่วงคราสจับเต็มดวงเท่าที่เคยเกิดขึ้นบนโลกไม่เกิน 7 นาที 8 วินาที ส่วนใหญ่จะเกิดในเวลาสั้นกว่านี้มาก เช่น สุริยุปราคาเต็มดวงในวันที่ 24 ตุลาคม 2538 ที่ผ่านมาจะเต็มดวงนานเพียง นาทีกับ 58 วินาทีเท่านั้น สุริยุปราคาวงแหวนก็มักจะเกิดในเวลาไม่กี่นาทีเช่นกัน แต่ที่นานที่สุดเคยเกิดนานถึง 12 นาที 24 วินาที ส่วนสุริยุปราคาบางส่วนนั้นอาจเกิดเพียงไม่กี่วินาทีจนถึง มากกว่า 2 ชั่วโมง แต่สำหรับการเกิดสุริยุปราคาแบบเต็มดวงและแบบวงแหวนนั้น ผู้ชมยังจะได้ชมการเกิดสุริยุปราคาบางส่วน ก่อนและหลังการเต็มดวงเป็นเวลานานหลายชั่วโมงอีกด้วย

            ช่วงเวลาการเกิดสุริยุปราคาสั้นหรือยาวขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายประการ เรื่องแรกคือ ขนาดปรากฏระหว่างดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์ หากดวงจันทร์มีขนาดปรากฏใหญ่กว่าดวงอาทิตย์มาก ก็จะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงได้นาน แต่หากดวงจันทร์มีขนาดปรากฏเล็กกว่าดวงอาทิตย์มากก็จะเกิดสุริยุปราคาแบบวงแหวนได้นาน
            องค์ประกอบตัวต่อมาที่เป็นตัวกำหนดระยะเวลาการเกิดสุริยุปราคาก็คือ ตำแหน่งละติจูดของโลกที่เงาของดวงจันทร์กระทบ อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าทุกๆ จุดบนโลกนี้หมุนรอบตัวเอง ครบ 1 รอบ ใช้เวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน แต่ใช้ความเร็วในการหมุนไม่เท่ากันทุกจุด ขึ้นอยู่กับตำแหน่งบนผิวโลก ถ้าเรายืนอยู่บนเส้นศูนย์สูตรที่ผ่ากึ่งกลางซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้เท่าๆ กัน เราจะใช้ความเร็วในการหมุนรอบโลกเท่ากับ 1,500 กิโลเมตร/ชั่วโมง ไปทางทิศดะวันออก แต่ถ้าเรายืนอยู่บนเส้นรุ้ง (ละติจูค) ที่ 40 องศาเหนือ หรือที่ 40 องศาใต้ เราจะใช้ความเร็วเพียงแค่ 900 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้นในการหมุนครบรอบ โดยเฉพาะที่ขั้วโลกไม่ต้องใช้ความเร็วเลย เงาของดวงจันทร์ที่ตกกระทบผิวโลกมีทิศทางเคลื่อนที่จากตะวันตกไปทางตะวันออกด้วยความเร็วประมาณ 2,500 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เคลื่อนไปในทิศทางเดียวกับที่โลกเคลื่อนที่ หมายความว่า ความเร็วของโลกที่บริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตร สามารถชะลอความเร็วของดวงจันทร์ได้นานกว่าบริเวณใกล้ขั้วโลก สุริยุปราคาที่เกิดบริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตรจึงมีโอกาสเกิดนานกว่านั่นเอง มีความพยายามที่จะใช้เครื่องบินไล่เงาจันทร์เพื่อจะได้เพิ่มโอกาสเห็นสุริยุปราคาได้นานขึ้นผลก็คือ เครื่องบินโดยสารคองคอร์ดทำได้ถึง 70 นาที
            องค์ประกอบ 2 ประการสุดท้ายที่มีผลต่อระยะเวลาการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงและวงแหวนก็คือ การเลือกตำแหน่งสังเกตการณ์ที่เหมาะสมจากแนวเงาตะวันตกถึงตะวันออกประการหนึ่ง และการเลือกตำแหน่งกึ่งกลางคราสอีกประการหนึ่ง เป็นที่ทราบกันดีว่าแนวเงามืดจะเกิดไล่จากทิศตะวันตกไปยังทิศตะวันออกในช่วงต้นของการเกิดคือเวลาเช้า และในช่วงปลายของการเกิดคือ ในเวลาเย็น เงาดวงจันทร์ที่มาตกกระทบจะเอียงทำมุมกับผิวโลกมาก ในลักษณะเช่นนี้ ความเร็วของเงาจะมากกว่าบริเวณที่เงาตกกระทบตรงๆ หมายความว่าในการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงหรือวงแหวนแต่ละครั้ง ช่วงต้นและช่วงปลายจะเกิดสั้นกว่าช่วงกลาง

เปลวมหัศจรรย์ เปลวมหัศจรรย์
วัฎจักรสุริยุปราคา
            การเกิดสุริยุปราคาสามารถคำนวณล่วงหน้าและย้อนหลังได้ โดยอาศัยกฎเกณฑ์ทางคณิตศาสตร์ และวิชากลศาสตร์ท้องฟ้า
            จากความสัมพันธ์ระหว่างเดือนประเภทต่างๆ นั้นพบว่าเดือนตามปกติ หรือ เดือนซินโหนดิค ซึ่งมี 29.53 วันนั้นมีความสำคัญเนื่องจากเป็นเดือนที่ใช้กำหนดข้างแรมข้างขึ้น เดือนสุริยุปราคาที่มี 27.21 วัน ก็มีความสำคัญเพราะใช้กำหนดตำเเหน่งที่ดวงจันทร์เข้าใกล้จุดโหนด และ เดือนอะโนมาลิสติก 27.55 วัน ก็ขาดไม่ได้เช่นกัน เพราะตำแหน่งใกล้ไกลของดวงจันทร์จากโลกในวงโคจร เป็นตัวกำหนดว่าจะเกิดสุริยุปราคาแบบเต็มดวงหรือวงแหวนจากความสัมพันธ์ของเดือนดังกล่าวจะพบว่า
  • 223 เดือนซินโหนดิค = 6585.32 วัน
  • 242 เดือนสุริยุปราคา = 6585.35 วัน
  • 239 เดือนอะโนมาลิสติก = 6585.53 วัน
            เราพบว่าตัวเลข 6585.32 วันมีค่าเท่ากับ 18 ปี กับ 11 1/3 วัน หมายความว่า ทุกๆ 18 ปีกับอีก 11 1/3 วัน ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และโลกจะโคจรกลับมาอยู่ในแนวตรงกันในตำแหน่งเดิมในอวกาศ และสุริยุปราคาที่เคยเกิด ขึ้นเมื่อ 18 ปีก่อน ก็จะย้อนกลับมาปรากฏอีกครั้ง เป็นสุริยุปราคาชุดเดียวกัน แต่ไม่ได้เกิดตำแหน่งเดิม แต่จะเลื่อนไปเกิดห่างจากบริเวณเดิมบนผิวโลกประมาณ 120 องศา เป็นเพราะว่าเศษเวลา 1/3 วันนั้น โลกเคลื่อนไป 120 องศาแล้วนั่นเอง

            วัฏจักรการเกิดสุริยุปราคาที่ถูกค้นพบนี้ ถูกเรียกว่า ซารอส และมีการตั้งชื่อให้ด้วยว่าเป็น ซารอสที่ 1 ซารอสที่ 2 ยกตัวอย่างเช่น ซารอสที่ 136 สุริยุปราดาเต็มดวงชุดนี้เป็นสุริยุปราคาเต็มดวงที่เกิดนานที่สุดชุดหนึ่ง คือเกิดใน ค.ศ. 1919 , 1937 , 1955, 1973 และที่ลืมไม่ได้คือ ในปี 1991
            นักดาราศาสตร์เปรียบเทียบ ซารอส เหมือนเป็นอนุกรมหรือสายพันธุ์ฟังดูแล้วเหมือนสุริยุปราคามีชีวิต มีต้นสังกัด มีเกิดแก่ตายเหมือนมนุษย์เลยทีเดียว สุริยุปราคาซารอสหนึ่ง หรือสายพันธุ์หนึ่งจะมีอายุยืนไม่ต่ำกว่า 1200 ปี หากลองนำเอาตัวเลข 18 ปี กับอีก 11 1/3 วันไปหาร 1200 ก็จะได้ประมาณ 68 หมายความว่า สุริยุปราคาซารอสหนึ่งจะเวียนมาปรากฏให้เห็นไม่ต่ำกว่า 68 ครั้ง แล้วก็ตายไป แต่ก็มีซารอสใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ ประมาณกันว่าทุกๆ 29 ปี ก็จะมีซารอสใหม่เกิดขึ้นมาเสริม ถ้ามองภาพรวมก็คือ จะมีซารอสเด็ก ซารอสหนุ่ม ซารอสแก่ สังกัดค่ายต่างๆ กันอยู่ปนเปกันไป
            เวลาที่สุริยุปราคาซารอสใหม่จะถือกำเนิดขึ้นนั้น จะเกิดขึ้นบริเวณขั้วโลกก่อนจะขั้วเหนือหรือขั้วใต้ก็ย่อมได้ เกิดครั้งแรกจะเกิดเป็นสุริยุปราคาบางส่วนพอเวียนมาในรอบ 18 ปี 11 1/3 วันต่อไปเรื่อยๆ ก็จะกลายจากสุริยุปราคาบางส่วนไปเป็นสุริยุปราคาวงแหวน และกลายเป็นสุริยุปราคาเต็มดวง ค่อยๆ เกิดไล่จากขัวโลกด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่งและเมื่อเวียนมาครบประมาณ 68 ครั้งหรือประมาณ 2000 ปีดังกล่าว ในช่วงรอบท้ายๆ จะกลับมาเป็นสุริยุปราคาบางส่วนอีก แล้วก็หลุดจากขั้วโลกไปเลย เช่น ถ้ามาเกิดที่ขั้วเหนือก็จะตายในขั้วใต้ ดูไปแล้ววัฏจักรสุริยุปราคาช่างเหมือนกับวัฎจักรของสรรพชีวิตในเอกภพนี้ไม่ผิดเพี้ยน

ประสบการณ์ครั้งเดียวในชีวิต
            สุริยุปราคาเต็มดวงนับเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ที่มนุษย์ไม่มีโอกาสพบได้บ่อยนักในชีวิตประจำวัน มนุษย์เดินดินคนหลายคนที่ตั้งแต่เกิดจนตายไม่มีโอกาสเห็นสุริยุปราคาเต็มดวงเลยก็มีอยู่มากมายสุริยุปราคาบางส่วนหรือสุริยุปราคาวงแหวน เมื่อเทียบคุณค่าและความประทับใจแล้ว เทียบกับสุริยุปราคาเต็มดวงไม่ได้แม้แต่น้อย คำพูดคำอธิบายใดๆ ก็ไม่สามารถใช้อธิบายปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวงได้ เป็นประสบการณ์ชีวิตที่ทุกคนต้องสัมผัสด้วยตนเอง แม้ว่าท้องฟ้าจะมีเมฆมากก็ตาม ภายใต้เงาจันทร์สัมผัสแห่งอุณหภูมิสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปโดยฉับพลัน ทำให้หลายคนถึงกับเอ่ยปากว่า ใต้เงาจันทร์คือโลกต่างดาว คือ โลกในจินตนาการไม่ผิดเพี้ยน

 

 

 

Hosted by www.Geocities.ws

1