บทความวิทยุกระจายเสียง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดสตูล รายการ "รัฐสภาของเรา"
คลื่นความถี่ เอฟ.เอ็ม. 95.50 MHz เวลา 17.10 - 18.00 ¹.
หน้าหลัก    สถานที่ท่องเที่ยว    ข่าวประจำวัน   บุคลากร

 เรื่อง การกระจายอำนาจทางการศึกษา  


ท่านผู้ฟังที่เคารพครับ การกระจายอำนาจทางการศึกษา ได้กลายเป็นประเด็นสำคัญทางการเมืองในช่วงการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยกลุ่มครูได้ออกมาแสดงความคิดเห็น คัดค้านรูปแบบของการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ร่างพระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ. 2542 คณะกรรมาธิการเห็นความสำคัญของการกระจายอำนาจทางการศึกาาจึงได้กำหนดไว้ในมาตรา 9 วรรคสองว่า ให้มีการกระจายอำนาจไปสู่เขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และในมาตรา 39 ให้กระทรวงกระจายอำนาจการบริหาร และจัดการศึกษาทั้งด้านวิชาการ งบประมาณ การบริหารงานบุคคลและการบริหารทั่วไปยังคณะกรรมการและสำนักงานการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมเขตพื้นที่ศึกษาและสถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษาโดยตรง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 289 วรรคสอง กล่าวว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นย่อมมีสิทธิ์ที่จะจัดการศึกษาอบรมและการฝึกอาชีพตามความเหมาะสมและความต้องการภายในท้องถิ่นนั้น และเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา อบรมของรัฐ แต่ต้องไม่ขัดต่อมาตรา 43 และมาตรา 81 ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ ในมาตรา 43 วรรค 2 กล่าวว่า การจัดการศึกษาของรัฐต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ ส่วนมาตรา 81 พูดถึงบทบาทของรัฐในการจัดการศึกษาอบรม

ท่านผู้ฟังครับ อันที่จริงแล้วคณะกรรมการยกร่างพระราชบัญญัติการศึกษา ต้องการเป็นวิวัฒนาการของการปกครองส่วนท้องถิ่น โดยกล่าวถึงการจัดเก็บภาษีอากรเป็นของตนเอง และเมื่อมีรายได้แล้วก็ขยายขอบเขตการจัดการศึกษา รวมทั้งเสนอรัฐบาลให้จัดสรรงบประมาณสมทบ การกระจายอำนาจทางการศึกษา เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญต้องการให้สิทธิแก่องค์กรปกครองท้องถิ่น จัดตามความพร้อม แต่มิได้หมายความว่า ในระดับรัฐหรือกระทรวงจะละทิ้งภารกิจหลักของตน แต่ความมุ่งมั่นส่งเสริมให้ท้องถิ่นรวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทมากขึ้นตามสถานภาพในการบริหารจัดการของท้องถิ่น โดยไม่ต้องหยิบยกประเด็นเรื่องการโอนสถานศึกษาหรือครูว่าจะไปสังกัดยังหน่วยงานใด


-----------------------------------------------------------


เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ


ท่านผู้ฟังที่เคารพครับ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 313 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจะกระทำได้ก็แต่โดยอาศัยหลักเกณฑ์และวิธีการดังต่อไปนี้

1. ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมต้องมาจากคณะรัฐมนตรี หรือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร หรือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภามีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะเสนอหรือร่วมเสนอญัตติดังกล่าวได้เมื่อพรรคการเมืองที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นสังกัดมีมติให้เสนอได้ สำหรับญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐจะเสนอมิได้

2. ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมต้องเสนอเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมและให้รัฐสภาพิจารณาเป็นสามวาระ

3. การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่หนึ่งขั้นรับหลักการให้ใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผย และต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยในการแก้ไขเพิ่มเติม ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ทั้งสองสภา

4. การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่สองขั้นพิจารณาเรียงลำดับมาตราให้ถือเอาเสียงข้างมากเป็นประมาณ

5. เมื่อการพิจารณาวาระที่สองเสร็จสิ้นแล้ว ให้รอไว้สิบห้าวัน เมื่อพ้นกำหนดนี้แล้วให้รัฐสภาพิจารณาในวาระที่สามต่อไป

6. การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่สามขั้นสุดท้าย ให้ใช้วิธีเรียกชื่อลงคะแนน โดยเปิดเผย และต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยในการที่จะให้ออกใช้รัฐธรรมนูญมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา

7. เมื่อการลงมติได้เป็นไปตามที่กล่าวแล้วให้นำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย และให้นำบทบัญญัติมาตรา 93 และมาตรา 94 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

-----------------------------------------------------------

เรื่อง การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองส่วนท้องถิ่น


ท่านผู้ฟังที่เคารพครับ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2540 ได้สร้างแนวทางให้ประชาชนในท้องถิ่นสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมไว้หลายแนวทางด้วยกันคือ

1. ตามบทบัญญัติในหมวด 9 ว่าด้วย การปกครองส่วนท้องถิ่น
1.1 มีส่วนร่วมในการถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น ในอดีตการถอดถอนสมาชิกส่วนท้องถิ่น หรือบริหารท้องถิ่น รัฐเท่านั้น ที่เป็นผู้ดำเนินการได้โดยผ่านทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานไทย หรือผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแทนประชาชนแต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้ให้ประชาชนใช้สิทธิถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นได้ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้
1.2 ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น ในอดีตข้อบัญญัติใดที่ปรชาชนต้องการแต่ไม่ตรงกับความคิดเห็นของสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ข้อบัญญัตินั้นก็จะไม่ได้รับการพิจารณา ในปัจจุบันรัฐธรรมนูญได้บัญญัติสิทธิดังกล่าวไว้โดยชัดแจ้ง โอกาสในการเข้าไปมีส่วนร่วมในนโยบายสาธารณะเพื่อสนองความต้องการและแนวทางในการแก้ปัญหาท้องถิ่นของตนเองได้ซึ่งถือว่าเป็นการมีส่วนร่วมโดยตรงของประชาชน
1.3 ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนเลือกผู้แทนของตนเข้าไปบริหารงาน นอกจากนั้นยังเปิดโอกาสให้ประชาชนที่มีความรู้ความเข้าใจในการปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าร่วมกับองค์การบริหางานบุคคลส่วนท้องถิ่นในระดับต่าง ๆ
2. การมีส่วนร่วมตามกฎหมายรัฐธรรมนูญว่าด้วย สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย
2.1 ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นของตนการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ถือได้ว่าเป็นจุดสำคัญประการหนึ่งของการกระจายอำนาจอำนาจการปกครองระบอบประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง เพราะหากท้องถิ่นไม่ดูแลอาจนำมาซึ่งผลกระทบอย่างรุนแรง ต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งนี้ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ชุมชนสามารถดูแลได้นั้น คือ
2.1.1 การดูแลจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมใกล้ตัว เช่น การอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ การดูแลทุ่งหญ้าสำหรับเลี้ยงสัตว์ การดูแลประมงและสัตว์น้ำชายฝั่ง และการดูแลแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค

2.1.2 การดูแลจัดการทรัพยากรส่วนรวม โดยอาศัยความช่วยเหลือจากภาครัฐและการให้ความเห็นต่อการตัดสินใจในการแก้ปัญหา ทั้งมาตรการไต่สวนก่อนภาครัฐจะตัดสินใจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งลงไปต่อธรรมชาติ หรือทรัพยากรส่วนรวม
2.1.3 องค์กรชุมชน เป็นองค์กรท้องถิ่นที่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อจัดการทรัพยากรท้องถิ่นได้ดีที่สุด
2.2 ให้ประชาชนในท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม โดยการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของราชการส่วนท้องถิ่น
2.3 ให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการทำประชาพิจารณ์ในกรณีที่พบว่าการดำเนินการตามโครงการของท้องถิ่น อาจมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม อาชีพ ความปลอดภัย วิถีชีวิตหรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชุมชน หรือสังคมประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย สามารถร้องขอต่อผู้ว่าราชการจังหวัดให้จัดประชาพิจารณ์ขึ้นได้

ท่านผู้ฟังครับ สำหรับผลการประชาพิจารณ์ เป็นแนวทางในการประกอบการตัดสินใจในการดำเนินการซึ่งภาครัฐจะดำเนินการหรือไม่ก็ตาม แต่อย่างน้อยที่สุดการมีส่วนร่วมของประชาชนในเรื่องนี้ก็จะเกิดประโยชน์ในท้องถิ่นเป็นอันมาก นอกจากการไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นแล้ว การติดตามการทำงาน การเอาใจใส่ต่อท้องถิ่นของตนโดยการมีส่วนร่วมตามวิธีการต่าง ๆ ที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเปิดช่องให้ก็เป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคนที่สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องร่วมมือกันเพื่อท้องถิ่นของเรานั้นเองครับ

-----------------------------------------------------

เรื่อง การสรรหาคณะกรรมการการเลือกตั้ง


ท่านผู้ฟังที่เคารพครับ การสรรหาการเลือกตั้งประธานกรรมการการเลือกตั้งและกรรมการการเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 138 ได้บัญญัติไว้ว่า การสรรหาและการเลือกประธานกรรมการการเลือกตั้งให้ดำเนินการดังต่อไปนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดให้มีคณะกรรมการสรรหา กรรมการเลือกตั้งจำนวน 10 คน ซึ่งประกอบด้วยประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด อธิการบดีของสถาบันการศึกษาของรัฐที่เป็นนิติบุคคลทุกแห่ง ซึ่งเลือกกันเองให้เหลือแค่สี่คน และยังมีผู้แทนพรรคการเมืองทุกพรรคที่มีสมาชิกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคละหนึ่งคนแล้วก็มาเลือกกันเองให้เหลือแค่สี่คน ทำหน้าที่ที่พิจารณาสรรหาผู้มีคุณสมบัติที่สมควรเป็นสมควรเป็นกรรมการการเลือกตั้งจำนวนห้าคน แล้วเสนอต่อประธานวุฒิสภา โดยต้องเสนอพร้อมความยินยอมของผู้ได้รับการเลือกเสนอชื่อเช่นกัน

สำหรับการเสนอชื่อนั้นให้กระทำภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีเหตุ ที่ทำให้ต้องมีการเลือกบุคลให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว ในกรณีที่กรรมการสรรหาไม่อาจเสนอชื่อได้ภายในเวลาที่กำหนดหรือไม่อาจเสนอชื่อได้ครบจำนวน ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณาเสนอชื่อแทนจนครบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ครบกำหนดต้องเสนอชื่อแล้ว ให้ประธานวุฒิสภาเรียกประชุมวุฒิสภา เพื่อมีมติเลือกผู้ได้รับการเสนอชื่อ ซึ่งต้องกระทำโดยลงคะแนนมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภาเป็นผู้ได้รับเลือกเป็นกรรมการการเลือกตั้ง แต่ถ้าจำนวนผู้ได้รับเลือกตั้งไม่ครบห้าคนให้นำรายชื่อผู้ไม่ได้รับเลือกตั้งในคราวแรกนั้นมาให้สมาชิกวุฒิสภาออกเสียงลงคะแนนอีกครั้งหนึ่ง

ท่านผู้ฟังครับสำหรับกรณีที่ได้กล่าวมานี้ ให้ถือว่าผู้ได้รับคะแนนเสียงสูงสุดเรียงลงไปจนครบห้าคนเป็นผู้ได้รับเลือกอีกครั้งหนึ่งให้เป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง และในครั้งหลังนี้ถ้าผู้ได้คะแนนเท่ากันในลำดับใดอันเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับเลือกตั้งเกินห้าคนให้ประธานวุฒิสภาจับสลากว่าผู้ใดเป็นผู้ได้รับเลือก และสำหรับการเลือกประธานกรรมการการเลือกตั้งนั้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติว่า ให้ผู้ได้รับเลือกห้าคนประชุมและเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานกรรมการการเลือกตั้ง และแจ้งผลให้ประธานวุฒิสภาทราบ และให้ประธานวุฒิสภานำกราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้งต่อไป


-----------------------------------------------------


เรื่อง ประชาธิปไตยน่ารู้


ท่านผู้ฟังที่เคารพครับ เมื่อกล่าวถึงเรื่องประชาธิปไตย ก็คือ เป็นการปกครองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน เพราะเป็นความหายที่คนส่วนใหญ่จะเคยได้ยินจนคุ้นหู ประชาชนปกครองก็คือ ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจในการตัดสินใจ ก่อนที่ประชาชนจะใช้อำนาจตัดสินใจในเรื่อง ๆ ทั้งเรื่องส่วนรวม และเรื่องส่วนตัว นั่นก็คือการรู้จักปกครองตนเองให้ดีก่อน และเมื่อรู้จักปกครองตนเองแล้วหมายถึงรู้จักปกครองตนเองไปในทางที่ถูกที่ควรที่เหมาะสมนำมาปฏิบัติก็จะทำให้สังคมเจริญก้าวหน้าไปด้วย สิ่งที่จะมาควบคุมให้คนเราปฏิบัติ เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงนั้นก็คือ หลักการ กติกา และกฎหมาย แต่ประการสำคัญที่สิ่งเหล่านี้ จะทำให้คนเรานั้นอยู่ในสังคมประชาธิปไตยได้อย่างมีความสุขต้องประกอบด้วยองค์ประกอบหลายด้านคือ

1. ด้านความรู้ความเข้าใจ ประชาชนต้องมีความรู้ความเข้าใจในหลักการ กฎเกณฑ์ กติกา และกฎหมายนั้นว่า อะไรคือสิ่งที่ถูกต้อง รู้จักใช้สติปัญญาในการปฏิบัติงาน

2. ด้านจิตใจ ต้องมีจิตใจที่ยึดมั่นต่อความจริง ความถูกต้อง การใฝ่ความดี เพราะถ้าคนเราเข้าใจหลักการดีทุกอย่าง แต่จิตใจเฝ้าแต่คิดถึงเรื่องไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม ก็จะไม่ทำเกิดประโยชน์สิ่งใดในการมีประชาธิปไตย

3. ด้านพฤติกรรม คนเราต้องสามารถควบคุมพฤติกรรม การแสดงออกของตนให้อยู่ในกฎระเบียบและกติกา หรือที่เรียกว่า การมีวินัย ซึ่งจะทำให้เกิดความรับผิดชอบในการกระทำต่าง ๆ

อำนาจของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย มีเพียงใดนั้น ท่านผู้ฟังครับ คำว่าอำนาจในระบอบประชาธิปไตย กฎหมายรัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ให้ใช้ได้เท่าที่ไม่ขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายและต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ และเสรีภาพตามกฎหมาย ของผู้อื่นด้วย ในการใช้สิทธิของประชาชนต้องเข้าใจว่า เป็นการใช้สิทธิที่อยู่ตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นสิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง หรือความเป็นอยู่ส่วนตัว (กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 34) สิทธิในชีวิตและร่างกายสิทธิเหล่านี้ย่อมได้รับความคุ้มครอง ใครจะมาล่วงละเมินไม่ได้
ท่านผู้ฟังครับดังนั้นในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนทุกคนจึงมีสิทธิเสรีภาพในการกระทำกิจการต่าง ๆ อย่างเสมอภาค ไม่มีใครมีอำนาจเหนือกว่ากัน เมื่อเป็นเช่นนี้การจะตัดสินวินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม จึงจำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์ในการตัดสิน นั่นก็คือการเคารพในเสียงส่วนใหญ่ หรือเสียงข้างมาก แต่นั่นก็ต้องหมายความว่า เสียงข้างมากที่ใช้ในการตัดสินนั้น ต้องเป็นเสียข้างมากของบุคคลที่มีความรู้ ความเข้าใจ มีพฤติกรรมที่ดี และจิตใจงาม เคารพตามกฎหมาย กติกา และกฎหมาย จึงจะถือว่าตัดสินใจวินิจฉัยชี้ขาดนั้นเป็นการตัดสินของสังคมประชาธิปไตยที่แท้จริง
แต่ต้องทำความเข้าใจไว้อีกประเด็นหนึ่งด้วยว่า ในความเสมอภาคนั้นอาจทำให้เกิดการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันได้ถ้าเกิดกรณีที่ต่างคนต่างคิดกันว่า ตนเองมีสิทธิเสรีภาพที่จะทำอะไรก็ได้หรือคิดแต่เพียงว่า คนเราต้องเท่าเทียมกันเพียงอย่างเดียว จะเหนือกว่ากันไม่ได้เลย โดยไม่คำนึงความรู้ความสามารถสามัคคี รู้จักการทำงานเป็นกลุ่ม ให้ความร่วมมือกับชุมชนในการกระทำกิจกรรมต่าง ๆยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น แม้บางครั้งความคิดของผู้อื่นอาจไม่ตรงกับความต้องการของตนเองนัก แต่เมื่อส่วนใหญ่มีความคิดเห็นเป็นเอกฉันฑ์ ก็ต้องรู้จักเคารพการตัดสินใจของสังคม แต่ใช่ว่าจะต้องยอมรับเพียงอย่างเดียว สิ่งใดที่เห็นว่าไม่ถูกต้อง ก็มีสิทธิออกเสียงแสดงความคิดเห็น แต่ต้องไม่ใช่ลักษณะที่ถกเถียงหรือทะเลากัน ต้องเป็นการแสดงเหตุผลให้เกิดการยอมรับกันขึ้น

ท่านผู้ฟังครับ อย่างไรก็ตามนะครับ คำว่าประชาธิปไตยนั้น จะเอานิยามมาจำกัดความให้ชัดเจนและให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ทีเดียวคงเป็นไปได้ค่อนข้างยาก นอกเสียจากว่า ประชาชนคนไทยทุกคนจะร่วมแรงร่วมใจกันศึกษาและให้ความสนใจในการปกครองระบอบประชาธิปไตยให้มากขึ้น พัฒนาตนเองให้อยู่ในกฎเกณฑ์ระเบียบสังคม ให้มากที่สุด เพียงเท่านี้แหละครับทุกคนก็จะเข้าใจในความหมายของประชาธิปไตยโดยปริยาย และยังช่วยให้การอยู่ร่วมกันของคนในสังคมดีขึ้นด้วยครับ

-----------------------------------------------------
เรื่อง สิทธิในการถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นและคณะผู้บริหารส่วนท้องถิ่น


ท่านผู้ฟังที่เคารพครับ สำหรับการใช้สิทธิในการถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น และคณะผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 286 นั้น เป็นการตรวจสอบนักการเมืองระดับท้องถิ่นด้วยเสียงของประชาชนโดยตรง ในขณะนี้การตรวจสอบการใช้อำนาจของนักการเมืองระดับชาติ จะต้องกระทำโดยผ่านมติของวุฒิสภา ดังนี้ การลงคะแนนเสียงถอดถอนนักการเมืองระดับชาติ จะต้องกระทำโดยผ่านมติของวุฒิสภา ส่วนการลงคะแนนเสียงถอดถอนนักการเมืองระดับท้องถิ่นเป็นมิติใหม่ที่ประชาชนทั่วไปควรทราบถึงสิทธินี้

เมื่อราษฎรในท้องถิ่นเห็นว่า สมาชิกสภาท้องถิ่น คณะผู้บริหารท้องถิ่นถิ่นหรือผู้บริหาร ท้องถิ่นใด ไม่สมควรดำรงตำแหน่งต่อไป สามารถกระทำได้โดยราษฎรผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวนไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาลงคะแนนเสียง เพื่อร่วมกันแสดงความเห็นนี้

แต่ทั้งนี้ในการลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งนั้น จะต้องมีสิทธิเลือกตั้งมาลงคะแนนไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด จึงจะสามารถใช้สิทธิในการเข้าชื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือคณะผู้บริหารท้องถิ่น

สำหรับคำร้องของให้ถอดถอนต้องมีรายละเอียดดังนี้

1. ชื่อ ที่อยู่ และลายมือชื่อของผู้เข้าชื่อทุกคน พร้อมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน

2. ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ที่แสดงว่าสมาชิกสภาหรือผู้บริหารท้องถิ่นไม่สมควรดำรงตำแหน่งต่อไป

3. รายชื่อผู้แทนของผู้เข้าชื่อ ที่มีอำนาจดำเนินการเกี่ยวข้อง

4. คำรับรองของผู้แทนของผู้เข้าชื่อ ว่าผู้เข้าชื่อทุกคนเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งในท้องถิ่นและเข้าชื่อด้วยตนเอง

ให้ยื่นคำร้องนั้นต่อผู้ว่าราชการจังหวัด เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดได้รับคำร้องแล้วให้ดำเนินการดังนี้

1. ให้จัดส่งคำร้องนั้นให้บุคคลที่ถูกต้อง ให้มีการลงคะแนนเสียงถอดถอนภายใน 7 วัน และให้บุคคลนั้นทำคำชี้แจงข้อเท็จจริงยื่นต่อผู้ว่าราชการจังหวัดภายใน 30 วัน

2. ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแจ้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งทราบภายใน 7 วันเพื่อดำเนินการจัดให้มีการลงคะแนนเสียงถอดถอนต่อไปนี้

3. ถ้าคณะกรรมการการเลือกตั้งมอบหมายให้กรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดดำเนินการแทน ก็ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแจ้งให้คณะกรรมการเลือกตั้งประจังหวัดทราบ

-----------------------------------------------------------


เรื่อง หน้าที่ตามกฎหมายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น


ท่านผู้ฟังที่เคารพครับ กฎหมายรัฐธรรมนูญ 2540 ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ไว้ว่าจะต้องบัญญัติข้อกฎหมายเพื่อส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยกฎหมายนั้นอย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้

1. การจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในเขตพื้นที่

2. การเข้าไปมีส่วนในการบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่อยู่นอกเขตพื้นที่ เฉพาะในกรณีที่อาจมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่ของตน

3. การมีส่วนร่วมในการพิจารณาเพื่อริเริ่มโครงการหรือกิจกรรมใดนอกเขตพื้นที่ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมหรือสุขภาพอนามัยของประชาชนในพื้นที่
ในส่วนของอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กฎหมายได้กำหนดไว้ให้มีความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบาย การบริหาร การปกครอง การเงินการคลัง การบริหารงานบุคคลและมีอำนาจหน้าที่ของตนเองโดยเฉพาะตามที่กฎหมายการปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ บัญญัติไว้ โดยกฎหมายรัฐธรรมนูญให้มีสิทธิ และอำนาจหน้าที่เพิ่มเติม ดังนี้
1. บำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น

2. การจัดการ การบำรุง และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในเขตพื้นที่

3. การเข้าไปมีส่วนร่วมในการบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมที่อยู่นอกเขตพื้นที่ เฉพาะกรณีที่อาจส่งผลกระทบต่อคนในพื้นที่

4. การมีส่วนร่วมในการพิจารณาเพื่อริเริ่มโครงการหรือกิจกรรมใดนอกเขตพื้นที่หรืออาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือคนในพื้นที่


5. มีสิทธิจัดการศึกษาอบรมและฝึกอาชีพตามความเหมาะสม และความต้องการในท้องถิ่น รวมทั้งเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาอบรมของรัฐ

6. การมีส่วนร่วมจัดระบบบริหารสาธารณะระหว่างรัฐกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเอง

7. การมีส่วนร่วมในการจัดส่วนภาษีอากรระหว่างรัฐกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเอง

ท่านผู้ฟังครับ นอกจากสิทธิและอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังกล่าวแล้วนั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ยังได้อำนาจจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองโดยเข้าชื่อเสนอข้อญัตติท้องถิ่น และการตรวจสอบโดยการออกเสียงลงคะแนนถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นให้พื้นที่จากตำแหน่งได้

-------------------------------------------------------------
เรื่อง องค์การบริหารส่วนจังหวัด


ท่านผู้ฟังที่เคารพครับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดหรือ อบจ. นั้น เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของการปกครองส่วนท้องถิ่นครับ โดยแต่ละจังหวัดจะมีองค์การบริหารส่วนจังหวัดละ 1 แห่ง ยกเว้นกรุงเทพมหานครครับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดทำหน้าที่บริหารกิจการส่วนจังหวัดภายในอาณาเขตของจังหวัด ซึ่งซับซ้อนกับพื้นที่ขององค์กรปกครองท้องถิ่นอื่น ๆ ที่อยู่ในเขตจังหวัด เช่น เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล

สำหรับโครงสร้างขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนั้นประกอบด้วย สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดและฝ่ายบริหารขององค์การบริหารส่วนจังหวัด โดยจะแยกอธิบายดังต่อไปนี้ครับ โดยสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดประกอบด้วย สมาชิกที่ราษฎรเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนในจังหวัดนั้น ๆ โดยใช้เขตอำเภอเป็นเขตเลือกตั้ง ทั้งนี้ จำนวนสมาชิกขององค์การบริหารส่วนจังหวัดแต่ละจังหวัดจะแตกต่างกันไปนั้นขึ้นอยู่กับจำนวนราษฎรของจังหวัดนั้น ๆ เป็นเกณฑ์ โดยมีหลักเกณฑ์คือ จังหวัดใดที่มีประชากรไม่เกินห้าแสนคนมีสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้ 24 คน และจังหวัดที่มีประชาชนห้าแสนกับหนึ่งคนขึ้นไปแต่ไม่เกิน 1 ล้านคน มีสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้ 30 คน และจังหวัดที่มีประชากรตั้งแต่หนึ่งล้านกับ 1 คน แต่ไม่เกินหนึ่งล้านห้าแสนคนมีสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้ 36 คน ประชากรหนึ่งล้านห้าแสนคน แต่ไม่เกินสองล้านมีสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้ 48 คน ประชากรเกินกว่าสองล้านคนมีสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้ 48 คน

สำหรับฝ่ายบริหารขององค์การบริหารส่วนจังหวัดจะประกอบด้วย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดหนึ่งคน ซึ่งสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดจะเลือกสมาชิกหนึ่งคนเพื่อเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดจะเป็นผู้แต่งตั้งรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด สำหรับจำนวนของรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนั้นจะขึ้นอยู่กับจำนวนสมาชิกองค์การบริหารในแต่ละแห่ง

สำหรับการเลือกตั้งสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนั้นได้มีพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นได้กำหนดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งผู้สมัครได้ไม่เกินจำนวนสมาชิกสภาท้องถิ่น โดยให้ถือเขตอำเภอเป็นเขตเลือกตั้งในกรณีที่อำเภอใดมีสมาชิกได้เกินหนึ่งคน ให้แบ่งเขตอำเภอเป็นเขตเลือกตั้งเท่ากับจำนวนสมาชิกที่พึงจะมีได้ในอำเภอครับ

-----------------------------------------------------------

เรื่อง การกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น


ท่านผู้ฟังที่เคารพครับ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร พุทธศักราช 2540 มาตรา 78 กำหนดให้รัฐต้องกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นพึ่งตนเอง และตัดสินใจในกิจการของท้องถิ่นได้เอง และในมาตรา 282 - 290 กำหนดให้รัฐต้องให้ความเป็นอิสระแก่ท้องถิ่นตามหลักการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น โดยท้องถิ่นมีอิสระในการกำหนดนโยบายการปกครอง การบริหาร การบริหารงานบุคคล การเงินและการคลัง โดยรัฐบาลเป็นผู้กำกับดูแลเท่าที่จำเป็นภายในกรอบของกฎหมายมีการตราพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 กำหนดให้มีคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีอำนาจหน้าที่จัดทำแผนการกระจายอำนาจและแผนปฏิบัติการเพื่อขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและรายงานต่อรัฐสภา

การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น แบ่งออกเป็น 3 ช่วง

ช่วงแรก พ.ศ. 2544 - 2547 เป็นช่วงการปรับปรุงระบบการบริหารงานภายในรวมทั้งการพัฒนายุทธศาสตร์ การสร้างความพร้อมในการรองรับการถ่ายโอนภารกิจ บุคลากร งบประมาณ และทรัพย์สิน รวมทั้งการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ช่วงที่สอง พ.ศ. 2548 - 2553 มีการปรับบทบาทที่จะเรียนรู้ร่วมกันในการถ่ายโอนภารกิจ ปรับกลไกความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับราชการบริหารส่วนภูมิภาคอย่างกลมกลืน

ช่วงที่สาม พ.ศ. 2554 เป็นต้นไป ประชาชนในท้องถิ่นจะมีคุณภาพที่ดีขึ้น มีบทบาทในการตัดสินใจ การกำกับดูแลและตรวจสอบ ตลอดจนสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมของท้องถิ่นอย่างเต็มที่ มีอิสระมากขึ้น ราชการบริหารส่วนภูมิภาคจะเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือทางวิชาการและกำกับดูแลเท่าที่จำเป็น และการปกครองส่วนท้องถิ่นจะเป็นการปกครองตนเองของประชาชนในท้องถิ่น

แนวคิดการกระจายอำนาจจะเน้นความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการเพิ่มบทบาทให้ท้องถิ่นพึ่งตนเอง ตัดสินใจในกิจการของตนเองได้มากขึ้น รวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชน ภาคประชาสังคม และชุมชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจดำเนินงานและติดตาม ตรวจสอบและในการถ่ายโอนภารกิจนั้นจะต้องไม่ครอบคลุมงานหรือกิจกรรมเกี่ยวกับความมั่นคง การถ่ายโอนภารกิจนั้นถ่ายโอนภารกิจของส่วนราชการเป็นหลัก โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าและการประหยัดจากขนาดการลงทุนที่เหมาะสม การถ่ายโอนในช่วงแรกจะเป็นภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนและชุมชน หากมีภารกิจอื่นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความพร้อมก็สามารถถ่ายโอนไปในช่วงแรกได้ การถ่ายโอนภารกิจจะเป็นกระบวนการบริการสาธารณะให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น ด้านโครงสร้างพื้นฐาน งานส่งเสริมคุณภาพชีวิต การจัดระเบียบชุมชน การวางแผน การบริหารจัดการ ด้านศิลปะ วัฒนธรรม จารีตประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่น


-----------------------------------------------------


เรื่อง การประชุมร่วมกันของรัฐสภา


ท่านผู้ฟังที่เคารพครับ มาตรา 193 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้กล่าวไว้ว่า ในกรณีต่อไปนี้ ให้รัฐสภาประชุมร่วมกัน

1. การให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามมาตรา 19
2. การปฏิญาณตนของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต่อรัฐสภาตามมาตรา 21
3. การรับทราบการแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันติวงศ์ พ.ศ. 2467 ตามมาตรา 22
4. การรับทราบหรือให้ความเห็นชอบในการสืบราชสมบัติตามมาตรา 23
5. การปรึกษาร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญใหม่ตามมาตรา 94
6. การมีมติให้รัฐสภาพิจารณาเรื่องอื่นในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติได้ตามมาตรา 159
7. การให้ความเห็นชอบในการปิดสมัยประชุมตามมาตรา 160
8. การเปิดประชุมรัฐสภา ตามมาตรา 161
9. การให้ความเห็นชอบให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามมาตรา 173
10. การให้ความเห็นชอบให้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญต่อไปตามมาตรา 178 วรรคสอง
11. การตราข้อบังคับการประชุมรัฐสภาตามมาตรา 194
12. การแถลงนโยบายตามมาตรา 211
13. การเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 213
14. การให้ความเห็นชอบในการประกาศสงครามตามมาตรา 223
15. การให้ความเห็นชอบหนังสือสัญญาตามมาตรา 224
16. การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามมาตรา 313


มาตรา 194 ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาให้ใช้ข้อบังคับการประชุมรัฐสภาในระหว่างที่ยังไม่มีข้อบังคับการประชุมรัฐสภาให้ใช้ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรโดยอนุโลมสำหรับมาตรา 195 ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ให้นำบทที่ใช้แก่สภาทั้งสองมาใช้บังคับโดยอนุโลม เว้นแต่ในเรื่องการตั้งคณะกรรมาธิการ กรรมาธิการซึ่งตั้งจากผู้ซึ่งเป็นสมาชิกของแต่ละสภาจะต้องมีจำนวนตามหรือใกล้เคียงกับอัตราส่วนของจำนวนสมาชิกของแต่ละสภาครับ

-----------------------------------------------------------

เรื่อง การเลือกตั้งประธานวุฒิสภาและรองประธานวุฒิสภา


ท่านผู้ฟังที่เคารพครับ ในการเลือกตั้งประธานวุฒิสภาและรองประธานวุฒิสภาครั้งแรกให้เลขาธิการวุฒิสภาเชิญสมาชิกผู้มีอายุสูงสุดซึ่งอยู่ในที่ประชุมสภาเป็นประธานชั่วคราวของที่ประชุมเพื่อให้การประชุมวุฒิสภาดำเนินการเลือกตั้งประธานวุฒิสภาและรองประธานวุฒิสภา และเพื่อให้ที่ประชุมวุฒิสภาดำเนินการในเรื่องอื่นที่จำเป็นจะต้องประชุมปรึกษาในการประชุมครั้งนั้นด้วย

ในการดำเนินการเลือกตั้งตามวรรคหนึ่ง ถ้าผู้เป็นประธานชั่วคราวของที่ประชุมได้รับการเสนอชื่อเป็นประธานวุฒิสภาหรือรองประธานวุฒิสภา ให้สมาชิกผู้มีอายุสูงสุดในลำดับถัดไปซึ่งอยู่ในที่ประชุมเป็นประธานชั่วคราวของที่ประชุม ในการเลือกประธานวุฒิสภา สมาชิกแต่ละคนมีสิทธิเสนอชื่อสมาชิกได้หนึ่งชื่อ การเสนอนั้นต้องมีผู้รับรองไม่น้อยกว่าสิบคน ก่อนที่จะดำเนินการเลือกตั้งประธานวุฒิสภาให้ผู้ได้รับการเสนอชื่อตามวรรคหนึ่ง กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ในการที่จะดำรงตำแหน่งเป็นประธานวุฒิสภาต่อที่ประชุมวุฒิสภา ถ้ามีการเสนอชื่อผู้ใดเพียงชื่อเดียวให้ถือว่าผู้นั้นได้รับเลือก ถ้ามีการเสนอชื่อสองชื่อหรือมากกว่าสองชื่อ ให้มีการลงคะแนนเลือกโดยการเขียนชื่อผู้ซึ่งตนประสงค์จะเลือกลงบนแผ่นกระดาษใส่ซองที่เจ้าหน้าที่จัดให้ แล้วให้เรียกชื่อสมาชิกตามลำดับอักษรมาลงคะแนนเป็นรายคน โดยนำซองใส่ลงในภาชนะที่จัดให้ไว้เพื่อการนั้น ในการตรวจนับคะแนนให้ประธานของที่ประชุมเชิญสมาชิกไม่น้อยกว่าห้าคนเป็นกรรมการตรวจนับคะแนน

ท่านผู้ฟังครับ กรณีมีการเสนอชื่อสองชื่อ ให้ผู้ได้คะแนนสูงสุดเป็นผู้ได้รับเลือก ถ้าได้คะแนนสูงสุดเท่ากัน ให้เลือกใหม่อีกครั้งหนึ่ง แต่ถ้าคะแนนเท่ากันอีก ให้ใช้วิธีจับสลาก ถ้ากรณีมีการเสนอชื่อมากกว่าสองชื่อ ให้ผู้ได้คะแนนสูงสุดและมีคะแนนไม่น้อยกว่า กึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกที่มาประชุมเป็นผู้ได้รับเลือก แต่ถ้าผู้ได้คะแนนสูงสุมีคะแนนไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกที่มาประชุม ให้ดำเนินการดังนี้

1. ถ้ามีผู้ได้คะแนนสูงสุดลำดับแรกหนึ่งคน และผู้ได้คะแนนสูงสุดลำดับที่สองหนึ่งคนให้นำชื่อผู้ได้คะแนนสูงสุดสองลำดับดังกล่าวมาใช้สมาชิกลงคะแนน

2. ถ้ามีผู้ได้คะแนนสูงสุดลำดับแรกเกินกว่าหนึ่งคน ให้นำชื่อผู้ได้รับคะแนนสูงสุดดังกล่าวมาให้สมาชิกลงคะแนน

3. ถ้ามีผู้ได้รับคะแนนสูงสุดลำดับแรกหนึ่งคนและมีผู้ได้คะแนนสูงสุดลำดับที่สองเกินกว่าหนึ่งคน ให้นำชื่อผู้ได้คะแนนสูงสุดลำดับแรกและลำดับที่สองทุกคนมาให้สมาชิกลงคะแนน ทั้งนี้ให้ผู้ได้คะแนนสูงสุดเป็นผู้ได้รับเลือก แต่ถ้าคะแนนเท่ากัน ให้ใช้วิธีจับสลาก และให้ประธานของที่ประชุมประกาศชื่อผู้ได้รับเลือกต่อที่ประชุมวุฒิสภา

4. ในการเลือกรองประธานวุฒิสภาให้นำความมาใช้บังคับโดยอนุโลม ในกรณีที่วุฒิสภามีมติให้มีรองประธานวุฒิสภาสองคนให้เลือกรองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่งก่อน แล้วจึงเลือกรองประธานวุฒิสภาคนที่สอง

ท่านผู้ฟังครับ ในการเลือกประธานวุฒิสภาหรือรองประธานวุฒิสภาแทนตำแหน่งที่ว่างให้นำความมาใช้บังคับโดยอนุโลม และเมื่อได้เลือกประธานวุฒิสภาและรองประธานวุฒิสภาแล้วให้เลขาธิการวุฒิสภาแจ้งไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูล เมื่อพระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้งประธานวุฒิสภาและรองประธานวุฒิสภาแล้ว ให้เลขาธิการวุฒิสภาส่งสำเนาประกาศพระบรมราชโองการไปยังสภาผู้แทนราษฎรและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเพื่อทราบด้วยครับ

-----------------------------------------------------------

เรื่อง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ


ท่านผู้ฟังที่เคารพครับ มาตรา 297 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประกอบด้วยประธานกรรมการหนึ่งคน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอื่นอีกแปดคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา

กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติต้องเป็นผู้ซึ่งมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์มีคุณสมบัติและไม่มีลักาณะต้องห้ามตามมาตรา 256 การสรรหาและการเลือกกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติให้นำบทบัญญัติมาตรา 257 และมาตรา 258 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ทั้งนี้ โดยให้คณะกรรมการการสรรหากรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติจำนวนห้าสิบคน ประกอบด้วยประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด อธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่เป็นนิติบุคคลทุกแห่งซึ่งเลือกกันเองให้เหลือเจ็ดคน ผู้แทนพรรคการเมืองทุกพรรคที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคละหนึ่งคน ซึ่งเลือกกันเองให้เหลือห้าคน เป็นกรรมการ ให้ประธานวุฒิสภาลงนามรับเสนอพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

มาตรา 298 กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมีวาระการดำรงตำแหน่งเก้าปีนับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่ากรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่จะเข้ารับหน้าที่ การพ้นจากตำแหน่ง การสรรหาและการเลือกกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้นำบทบัญญัติมาตรา 260 และมาตรา 261 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา 301 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
1. ไต่สวนข้อเท็จจริงและสรุปสำนวนพร้อมทั้งทำความเห็นเสนอต่อวุฒิสภาตามมาตรา 305
2. ไต่สวนข้อเท็จจริงและสรุปสำนวนพร้อมทั้งทำความเข้าใจความเห็นส่งไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามมาตรา 308

3ไต่สวนและวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐร่ำรวยผิดปกติ กรทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมเพื่อดำเนินการต่อไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
4.ตรวจสอบความถูกต้องและความมีอยู่จริงรวมทั้งความเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งตามาตรา 291 และมาตรา 296 ตามบัญชีและเอกสารประกอบที่ได้ยื่นไว้
5.รายงานผลการตรวจสอบและผลการปฏิบัติหน้าที่พร้อมข้อสังเกตุต่อคณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ทุกปีและนำรายงานนั้นออกพิมพ์เผยแพร่ต่อไป
6.ดำเนินการอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ

ให้นำบทบัญญัติมาตรา 146 และมาตรา 265 มาใช้บังคับกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ โดยอนุโลม

-----------------------------------------------------


เรื่อง ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา


ท่านผู้ฟังที่เคารพครับ มาตรา 196 ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภามีจำนวนไม่เกินสามคนซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภาจากผู้ซึ่งเป็นที่ยอมรับนับถือของประชาชน มีความรอบรู้และมีประสบการณ์ในการบริหารราชการแผ่นดิน วิสาหกิจ หรือกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ร่วมกันของสาธารณะ และมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ให้ประธานวุฒิสภาลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา

คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม การสรรหา และการเลือกผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ให้เป็นไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภามีวาระการดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว มาตรา 197 ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภามีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

1. พิจารณาและสอบสวนหาข้อเท็จจริงตามคำร้องเรียนในกรณีดังต่อไปนี้ครับ

1.1 การไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือปฏิบัตินอกเหนืออำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น

1.2 การปฏิบัติหรือละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องเรียนหรือประชาชนโดยไม่เป็นธรรม ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่ก็ตาม

1.3 กรณีอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ

2. จัดทำรายงานพร้อมทั้งเสนอความเห็นและข้อเสนอแนะต่อรัฐสภา

มาตรา 197 ในกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาเห็นว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมาย กฎข้อบังคับ หรือการกระทำใดของบุคคลตามมาตรา 197 มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญให้ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาเสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองเพื่อพิจารณาวินิจฉัย ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลปกครองแล้วแต่กรณี ให้ศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครอง แล้วแต่กรณี พิจารณา วินิจฉัยเรื่องที่ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาเสนอตามวรรคหนึ่งโดยไม่ชักช้า
..............................................................................................................


เรื่อง สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย


ท่านผู้ฟังที่เคารพครับ มาตรา 26 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย การใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กร ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ และเสรีภาพตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ มาตรา 27 สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้โดยชัดแจ้ง โดยปริยาย หรือโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมได้รับความคุ้มครอง และผูกพันรัฐสภาคณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐโดยตรงในการตรากฎหมาย การใช้บังคับกฎหมาย
และการตีความกฎหมายทั้งปวง ในมาตรา 28 บุคคลย่อมอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชนบุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้ สามารถยกบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้เพื่อใช้สิทธิทางศาลหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลได้

มาตรา 29 การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้และเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้กฎหมายตามวรรคหนึ่งต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไปและไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง ทั้งต้องระบุบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจในการตรากฎหมายนั้นด้วยบทบัญญัติวรรคหนึ่งและวรรคสองให้นำมาใช้บังคับกับกฎหรือข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายด้วย โดยอนุโลม

มาตรา 30 บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน
ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกันการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล
ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้มาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น ย่อมไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามวรรคสาม

มาตรา 3๑ บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย การทรมาน ทารุณกรรม หรือการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรม จะกระทำมิได้ แต่การลงโทษประหารชีวิตตามที่กฎหมายบัญญัติ ไม่ถือว่าเป็นการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรมตามความในวรรคนี้ การจับ คุมขัง ตรวจค้นตัวบุคคล หรือการกระทำใดอันกระทบต่อสิทธิ และเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

มาตรา 32 บุคคลจะไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่จะได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่บุคคลนั้นจะหนักกว่าโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำความผิดมิได้
มาตรา 33 ในคดีอาญา ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิดก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้

มาตรา 34 สิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง หรือความเป็นอยู่ส่วนตัว ย่อมได้รับความคุ้มครองการกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลาย ซึ่งข้อความหรือภาพไม่ว่าด้วยวิธีใดไปยังสาธารณชน อันเป็นการละเมิดหรือกระทบถึงสิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง
หรือความเป็นอยู่ส่วนตัว จะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน

มาตรา 35 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในเคหสถานบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครองในการที่จะอยู่อาศัยและครอบครองเคหสถานโดยปกติสุข การเข้าไปในเคหสถานโดยปราศจากความยินยอมของผู้ครอบครอง หรือการตรวจค้นเคหสถาน จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

มาตรา 36 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการเดินทางและมีเสรีภาพในการเลือกถิ่นที่อยู่ภายในราชอาณาจักรการจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบท
บัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของ
ประชาชน การผังเมือง หรือเพื่อสวัสดิภาพของผู้เยาว์การเนรเทศบุคคลผู้มีสัญชาติไทยออกนอกราชอาณาจักร หรือห้ามมิให้บุคคลผู้มีสัญชาติไทยเข้ามาในราชอาณาจักร จะกระทำมิได้

มาตรา 37 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการสื่อสารถึงกันโดยทางที่ชอบด้วยกฎหมายการตรวจ การกัก หรือการเปิดเผยสิ่งสื่อสารที่บุคคลมีติดต่อถึงกัน รวมทั้งการกระทำด้วยประการอื่นใดเพื่อให้ล่วงรู้ถึงข้อความในสิ่งสื่อสารทั้งหลายที่บุคคลมีติดต่อถึงกันจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
มาตรา 38 บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนา นิกายของศาสนาหรือลัทธินิยมในทางศาสนา และย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติตามศาสนบัญญัติหรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือของตน เมื่อไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของพลเมืองและไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนในการใช้เสรีภาพดังกล่าวตามวรรคหนึ่ง บุคคลย่อมได้รับความคุ้มครองมิให้รัฐกระทำการใด ๆ อันเป็นการรอนสิทธิหรือเสียประโยชน์อันควรมีควรได้เพราะเหตุ
ที่ถือศาสนา นิกายของศาสนา ลัทธินิยมในทางศาสนา หรือปฏิบัติตามศาสนบัญญัติหรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือ แตกต่างจากบุคคลอื่น

มาตรา 39 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูดการเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ
เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัวหรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชนการสั่งปิดโรงพิมพ์ สถานีวิทยุกระจายเสียง หรือสถานีวิทยุโทรทัศน์ เพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้ จะกระทำมิได้การให้นำข่าวหรือบทความไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจก่อนนำไปโฆษณาในหนังสือพิมพ์ สิ่งพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง หรือวิทยุโทรทัศน์ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะกระทำในระหว่างเวลา ที่ประเทศอยู่ในภาวะการสงครามหรือการรบ แต่ทั้งนี้จะต้องกระทำโดยอาศัยอำนาจตาม บทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งได้ตราขึ้นตามความในวรรคสอง
เจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ การให้เงินหรือทรัพย์สินอย่างอื่นอุดหนุนหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นของเอกชน รัฐจะกระทำมิได้

มาตรา 40 คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และวิทยุโทรคมนาคม เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง และกำกับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติการดำเนินการตามวรรคสองต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ทั้งในด้านการศึกษา วัฒนธรรม ความมั่นคงของรัฐ และประโยชน์สาธารณะอื่น รวมทั้งการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม

มาตรา 4๑ พนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนที่ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง หรือวิทยุโทรทัศน์ ย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นภายใต้ข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐรัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าของกิจการนั้น แต่ต้องไม่ขัดต่อจรรยาบรรณแห่งการประกอบวิชาชีพข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ในกิจการวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ ย่อมมีเสรีภาพเช่นเดียวกับพนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนตามวรรคหนึ่ง

มาตรา 42 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในทางวิชาการการศึกษาอบรม การเรียนการสอน การวิจัย และการเผยแพร่งานวิจัยตามหลักวิชาการ ย่อมได้รับความคุ้มครอง ทั้งนี้ เท่าที่ไม่ขัดต่อหน้าที่ของพลเมืองหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

มาตรา 43 บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายการจัดการศึกษาอบรมของรัฐต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
การจัดการศึกษาอบรมขององค์กรวิชาชีพและเอกชนภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ ย่อมได้รับความคุ้มครอง ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา 44 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธการจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ และเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะการสงคราม หรือในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก
มาตรา 45 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกันเป็นสมาคม สหภาพ สหพันธ์ สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร องค์การเอกชน หรือหมู่คณะอื่นการจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อคุ้มครองประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันมิให้มีการ
ผูกขาดตัดตอนในทางเศรษฐกิจ

มาตรา 46 บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมย่อมมีสิทธิอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะหรือวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติ และมีส่วนร่วมในการจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

มาตรา 47 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกันจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองเพื่อสร้างเจตนารมณ์ทางการเมืองของประชาชนและเพื่อดำเนินกิจการในทางการเมืองให้เป็นไปตามเจตนารมณ์นั้น ตามวิถีทางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้การจัดองค์กรภายใน การดำเนินกิจการ และข้อบังคับของพรรคการเมือง ต้องสอดคล้องกับหลักการพื้นฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นสมาชิกของพรรคการเมือง กรรมการบริหารของพรรคการเมือง หรือสมาชิกพรรคการเมืองตามจำนวนที่กำหนดในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งเห็นว่ามติหรือข้อบังคับในเรื่องใดของพรรคการเมืองที่ตนเป็นสมาชิกอยู่นั้นจะขัดต่อสถานะและการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือขัดหรือแย้งกับหลักการพื้นฐานแห่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีสิทธิร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามติหรือข้อบังคับดังกล่าวขัดหรือแย้งกับหลักการพื้นฐานแห่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ให้มติหรือข้อบังคับนั้นเป็นอันยกเลิกไป

มาตรา 48 สิทธิของบุคคลในทรัพย์สินย่อมได้รับความคุ้มครอง ขอบเขตแห่งสิทธิและการจำกัดสิทธิเช่นว่านี้ ย่อมเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ การสืบมรดกย่อมได้รับความคุ้มครอง สิทธิของบุคคลในการสืบมรดกย่อมเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

มาตรา 49 การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อการอันเป็นสาธารณูปโภค การอันจำเป็นในการป้องกันประเทศ การได้มาซึ่งทรัพยากรธรรมชาติ การผังเมือง การส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม การพัฒนาการเกษตรหรือการอุตสาหกรรม การปฏิรูปที่ดิน หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น และต้องชดใช้ค่าทดแทนที่เป็นธรรมภายในเวลาอันควรแก่เจ้าของตลอดจนผู้ทรงสิทธิบรรดาที่ได้รับความเสียหาย
ในการเวนคืนนั้น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติการกำหนดค่าทดแทนตามวรรคหนึ่ง ต้องกำหนดให้อย่างเป็นธรรมโดยคำนึงถึงราคาที่ซื้อขายกันตามปกติ การได้มา สภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์และความเสียหายของผู้ถูกเวนคืน กฎหมายเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ต้องระบุวัตถุประสงค์แห่งการเวนคืน และกำหนดระยะเวลาการเข้าใช้อสังหาริมทรัพย์ไว้ให้ชัดแจ้ง ถ้ามิได้ใช้เพื่อการนั้นภายในระยะเวลาที่กำหนดดังกล่าว ต้องคืนให้เจ้าของเดิมหรือทายาท การคืนอสังหาริมทรัพย์ให้เจ้าของเดิมหรือทายาทตามวรรคสาม และการเรียกคืนค่าทดแทนที่ชดใช้ไป ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา 50 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรมการจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐหรือเศรษฐกิจของประเทศ การคุ้มครองประชาชนในด้านสาธารณูปโภค การรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การจัดระเบียบการประกอบอาชีพ การคุ้มครองผู้บริโภค การผังเมือง การรักษาทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม สวัสดิภาพของประชาชน หรือเพื่อป้องกันการผูกขาด หรือขจัดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน
มาตรา 5๑ การเกณฑ์แรงงานจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อประโยชน์ในการป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะอันมีมาเป็นการฉุกเฉิน หรือโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งให้กระทำได้ในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะการสงครามหรือการรบ หรือในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก
มาตรา 52 บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการทางสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน และผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติการบริการทางสาธารณสุขของรัฐต้องเป็นไปอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ
โดยจะต้องส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชนมีส่วนร่วมด้วยเท่าที่จะกระทำได้
การป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตราย รัฐต้องจัดให้แก่ประชาชนโดยไม่คิดมูลค่าและทันต่อเหตุการณ์ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา 53 เด็ก เยาวชน และบุคคลในครอบครัว มีสิทธิได้รับความคุ้มครองโดยรัฐจากการใช้ความรุนแรงและการปฏิบัติอันไม่เป็นธรรมเด็กและเยาวชนซึ่งไม่มีผู้ดูแล มีสิทธิได้รับการเลี้ยงดูและการศึกษาอบรมจากรัฐ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

มาตรา 54 บุคคลซึ่งมีอายุเกินหกสิบปีบริบูรณ์และไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา 55 บุคคลซึ่งพิการหรือทุพพลภาพมีสิทธิได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะและความช่วยเหลืออื่นจากรัฐ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา 56 สิทธิของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการบำรุงรักษาและการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ และในการคุ้มครอง ส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ดำรงชีพอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่อง ในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ หรือคุณภาพชีวิตของตน ย่อมได้รับความคุ้มครอง ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรง
ต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อ คุณภาพสิ่งแวดล้อม รวมทั้งได้ให้องค์การอิสระซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม ให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการดังกล่าว ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติสิทธิของบุคคลที่จะฟ้องหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่นของรัฐ เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ย่อมได้รับความคุ้มครอง

มาตรา 57 สิทธิของบุคคลซึ่งเป็นผู้บริโภคย่อมได้รับความคุ้มครอง ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
กฎหมายตามวรรคหนึ่งต้องบัญญัติให้มีองค์การอิสระซึ่งประกอบด้วยตัวแทนผู้บริโภคทำหน้าที่ให้ความเห็นในการตรากฎหมาย กฎ และข้อบังคับ และให้ความเห็นในการกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค
มาตรา 58 บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับทราบข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น เว้นแต่การเปิดเผยข้อมูลนั้นจะกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประชาชน หรือส่วนได้เสียอันพึงได้รับความคุ้มครองของบุคคลอื่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา 59 บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับข้อมูล คำชี้แจง และเหตุผล จากหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ก่อนการอนุญาตหรือการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมใดที่อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสำคัญอื่นใดที่เกี่ยวกับตนหรือชุมชนท้องถิ่น และมีสิทธิ แสดงความคิดเห็นของตนในเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้ ตามกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา 60 บุคคลย่อมมีสิทธิมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการปฏิบัติราชการทางปกครองอันมีผลหรืออาจมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของตน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา 6๑ บุคคลย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องราวร้องทุกข์และได้รับแจ้งผลการพิจารณาภายในเวลาอันสมควร ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา 62 สิทธิของบุคคลที่จะฟ้องหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐรัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่นของรัฐ ที่เป็นนิติบุคคล ให้รับผิดเนื่องจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้าง ของหน่วยงานนั้น ย่อมได้รับความคุ้มครอง ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา 63 บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้าง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทาง ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ มิได้
ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้รู้เห็นการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว แต่ทั้งนี้ ไม่กระทบกระเทือนการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำการดังกล่าวในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้พรรคการเมืองใดเลิกกระทำการตามวรรคสอง ศาลรัฐธรรมนูญอาจสั่งยุบพรรคการเมืองดังกล่าวได้

มาตรา 64 บุคคลผู้เป็นทหาร ตำรวจ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ พนักงาน ส่วนท้องถิ่น และพนักงานหรือลูกจ้างขององค์การของรัฐ ย่อมมีสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป เว้นแต่ที่จำกัดในกฎหมาย กฎ หรือ ข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการเมือง สมรรถภาพ วินัย หรือจรรยาบรรณ

มาตรา 65 บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใด ๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้

...............................................................................


เรื่อง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น


ท่านผู้ฟังที่เคารพครับ กฎหมายรัฐธรรมนูญ 2540 หมวด 9 ได้กำหนดให้ว่ารัฐจะต้องให้ความเป็นอิสระแก่ท้องถิ่นตามหลักแห่งการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น (มาตรา 282) โดยท้องถิ่นใดที่มีลักษณะที่จะปกครองตนเองได้ ย่อมมีสิทธิได้รับสิทธิจัดตั้งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การกำกับดูแล ต้องเป็นไปเพื่อการคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นหรือประโยชน์ของประเทศชาติเป็นส่วนรวม แต่ทั้งนี้ จะกระทบถึงสาระสำคัญแห่งหลักการปกครองของตนเองมิได้ สำหรับโครงสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้กำหนดไว้ตามมาตรา 285 แห่งรัฐธรรมนูญ 2540 ว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีสภาท้องถิ่นและคณะผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ส่วนผู้บริหารส่วนท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นนั้น แยกได้เป็น 2 กรณี คือ

- มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน
- มาจากความเห็นชอบของสภาท้องถิ่น

ในการเลือกตั้งนั้น ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ เพื่อทำการเลือกสมาชิกสภาท้องถิ่นและคณะผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น

การเลือกตั้ง โดยวิธีโดยตรงและลับนั้น หมายความว่า ผู้มีสิทธิลงคะแนนหนึ่งคนเลือกได้ตามที่กฎหมายกำหนดให้เลือกสมาชิกสภาหรือผู้บริหารแล้วแต่กรณี โดยการเข้าคูหาเลือกตั้งด้วยตนเองและนำบัตรใส่ลงในหีบบัตร นั้นคือ เลือกเองเป็นการเลือกตั้งโดยตรง เมื่อนำบัตรใส่หีบ ถือเป็นความลับว่าจะไม่มีใครทราบว่าเลือกใคร หลังจากนั้นคอยนับคะแนนรวมเพื่อทราบว่า ผู้สมัครคนไหนจะได้รับการเลือกตั้ง

ท่านผู้ฟังครับ เมื่อสมาชิกสภาท้องถิ่น คณะผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นได้รับการเลือกตั้งเข้ามาทำงานตามหน้าที่แล้ว หากอยากทราบว่า พวกเขาเหล่านี้จะทำงานกันได้นานแค่ไหน

มาตรา 85 วรรค 5 แห่งรัฐธรรมนูญ 2540 ได้กำหนดวาระการดำรงตำแหน่งไว้คราวละสี่ปี่ ดังนี้ เมื่อครบกำหนดตามวาระ คณะทำงานที่ได้รับการเลือกตั้งมานี้ก็เป็นอันสิ้นสุดลงเพื่อให้มีการเลือกตั้งคณะทำงานคณะใหม่เข้ามาทำงานต่อไป

ในวรรค 6 ได้มีข้อห้ามในเรื่องของคณะผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้บริหารไว้ว่าจะเป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินประจำ พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจหรือของส่วนราชการส่วนท้องถิ่น ไม่ได้ครับ

-----------------------------------------------------


 กลับหน้าหลัก

Hosted by www.Geocities.ws

1