ห้องข่าว
เช้านี้
สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จ.สตูล
หน้าแรก    ประวัติ    บุคลากร   ฝ่ายรายการ    ฝ่ายข่าว    ฝ่ายช่างเทคนิค

ข่าวประจำวัน สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์
01 กุมภาพันธ์ 2547
หัวข้อข่าว :. ปตท.ระบุก๊าซที่พบในอำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ไม่ส่งผลกระทบกับประชาชน
ผู้จัดการแผนกบำรุงรักษาท่อส่งก๊าซ เขต 2 ภาคกลาง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
ยืนยันแหล่งก๊าซที่พุ่งขึ้นมาจากผิวดินไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชนในบริเวณใกล้เคียง

หลังจากที่คนงานของบริษัท รุ่งเรืองเข็มเจาะ จำกัด ใช้เครื่องเจาะเป็นท่อลึกลงไปใต้ดิน ประมาณ 12 เมตร ที่บริเวณริมถนนพหลโยธิน
ช่วงหลักกิโลเมตรที่ 66-67 หมู่ที่ 2 ตำบลชะแมบ อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยาแล้วพบว่ามีกลิ่นก๊าซฟุ้งขึ้นมาตามแนวท่อจนสามารถติดไฟได้นั้น นายวิชัย
วุฒิวิมล ผู้จัดการแผนกบำรุงรักษาท่อส่งก๊าซ เขต 2 ภาคกลาง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า
เบื้องต้นน่าจะเป็นก๊าซชีวภาพที่เกิดจากการหมักหมมของซากพืชซากสัตว์
เพราะบริเวณดังกล่าวไม่มีแนวท่อส่งก๊าซของ ปตท. แต่ขอให้ประชาชนอย่าได้ตื่นตระหนก
เพราะเชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบกับประชาชนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง
ผู้จัดการแผนกบำรุงรักษาท่อส่งก๊าซ เขต 2 ภาคกลาง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้ ผู้เชี่ยวชาญทางธรณีวิทยาจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ
กระทรวงพลังงาน จะเข้ามาตรวจสอบจุดพบก๊าซธรรมชาติดังกล่าว
เพื่อดูว่าเป็นก๊าซชนิดใด และมีปริมาณมากเพียงใด เพื่อจะได้นำแหล่งก๊าซจากส่วนตรงนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์
สำหรับปริมาณก๊าซที่พบนั้นไม่มาก สังเกตจากการดันตัวของเปลวไฟที่สูงประมาณ 1
เมตร และไฟอาจจะดับด้วยตัวเองหากก๊าซหมดแรงดัน หรือปริมาณก๊าซใต้ดินถูกดันขึ้นมาจนหมดสิ้น
แต่ยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะอีกนานเท่าใด เพราะยังไม่ทราบปริมาณก๊าซที่แท้จริง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเฝ้าระวังโดยจุดไฟให้เกิดการลุกไหม้ที่ปลายท่อตลอดเวลา
เพื่อให้เกิดการลุกไหม้ไม่ให้ก๊าซฟุ้งกระจายไปทั่ว และถ้าหากเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติจริงจะต้องขุดลึกลงไปอย่างน้อย 700 เมตรจนถึง
1,000 เมตร หรือ 1 กิโลเมตร และกรณีดังกล่าวกรมทรัพยากรธรณีเคยเจอมาแล้ว
โดยเฉพาะเมื่อมีการขุดเจาะบ่อบาดาลในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราช

เสกสม แจ้งจิต ส.ปชส.พระนครศรีอยุธยา รายงาน
ผู้สื่อข่าว : พระนครศรีอยุธยา ( ส.ปชส. )
rewriter : ธนวัฏ เสือแย้ม

 

 

บีบีซีนิวส์ - ผลการศึกษาชิ้นใหม่พบว่านอกจาก ชา หรือไวน์แดง ที่รู้กันดีว่ามีสารแอนตี้ออกซิแดนท์
หรือสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันโรคได้หลายโรค รวมถึงยังป้องกันผลกระทบจากอายุที่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน
ยังมีอาหารอีกชนิดหนึ่ง นั่นก็คือ "โกโก้" ที่มีคุณสมบัติมากกว่าเครื่องดื่มเสริมสุขภาพที่ว่ามาเสียอีก

นักวิทยาศาสตร์ในสหรัฐอเมริกาศึกษาพบว่า โกโก้ร้อน 1 ถ้วยนั้นอุดมไปด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระ
มากกว่าเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีเช่น ชา หรือ ไวน์แดง
ทั้งนี้ เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผลการศึกษาหลายชิ้นได้เน้นถึงคุณสมบัติในการเสริมสร้างสุขภาพทีพบใน
ชา ไวน์แดง และโกโก้ โดยมีงานวิจัยในจีน ตีพิมพ์เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้วพบว่า
คนที่ดื่มน้ำชาเป็นประจำนั้นมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งน้อยกว่าคนที่ไม่ดื่มกว่าครึ่งหนึ่ง

ปีที่แล้ว นักวิจัยในฝรั่งเศสรายงานว่า ดื่มไวน์แดงวันละแก้ว อาจช่วยลดโอกาสความเสี่ยงของโรคหัวใจ และในปี 1998
ได้มีการศึกษากับคนอเมริกันกว่า 8,000 คนพบว่าช็อกโกแลต ซึ่งผลิตมาจากโกโก้ นั้นอาจช่วยให้อายุยืนขึ้น เนื่องจากอุดมไปด้วย
โพลีฟีนอล ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่จะช่วยกวาดล้างของเสียที่ผลิตจากร่างกาย โดยของเสียเหล่านั้นมีส่วนทำลายเซลล์
และก่อให้เกิดมะเร็งได้ในการศึกษาล่าสุดนี้ ดร. ชาง ยง ลี และคณะ จากมหาวิทยาลัยคอร์แนล ในนิวยอร์ก
ได้ทำการทดสอบโดยวัดระดับสารต่อต้านอนุมูลอิสระใน ชา ไวน์แดง และโกโก้ พบว่าโกโก้ถ้วยหนึ่งนั้นมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์มากที่สุด
โดยมีมากกว่า ไวน์แดง 1 แก้วถึง 2 เท่า มากกว่าชาเขียว 1 ถ้วยถึง 3 เท่า และมากกว่าชาดำถึง 5 เท่าเลยทีเดียว
แม้ว่าโกโก้จะถูกนำไปทำเป็นอาหารหลายอย่างรวมทั้ง ช็อกโกแลต แต่นักวิจัยเผยว่าทางที่ดีที่สุดที่จะได้รับคุณค่าสารอาหารอย่างเต็มที่
ก็คือการดื่มโกโก้ โดยตรง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าในช็อกโกแลต 1 แท่งอุดมไปด้วยไขมัน โดยช็อกโกแลตแท่ง ขนาด 40
กรัมนั้นมีไขมันมากถึง 8 กรัม ขณะที่โกโก้ร้อน 1 ถ้วยมีไขมันเพียงแค่ประมาณ 0.3 กรัมเท่านั้น
"แม้เรารู้ว่าสารต่อต้านอนุมูลอิสระนั้นดีต่อสุขภาพของเรามาก แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าในแต่ละวัน เราต้องการสารนี้กันจำนวนเท่าใด" ดร. ลี กล่าว
"แต่กระนั้น โกโก้ร้อน ถ้วยหรือ สองถ้วย ก็ช่วยในด้านของความอร่อย ดื่มแล้วก็ทำให้รู้สึกอุ่นและช่วยเสริมสร้างสุขภาพจากสารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่ได้รับอีกด้วย"
ผลการศึกษาตีพิมพ์ใน
วารสารของของสมาคมการแพทย์อเมริกัน



ข่าวประจำวัน สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์English Site
01 กุมภาพันธ์ 2547
หัวข้อข่าว :. แพทย์ศิริราช ระบุเด็กหญิงจากจังหวัดชัยนาทที่เข้ารับการรักษาที่ รพ.ศิริราช มีโอกาสติดเชื้อไข้หวัดนกถึงร้อยละ 90
เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา นางสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมอาการป่วยของเด็กหญิงวัย 5 เดือน
ซึ่งเดินทางมาจากจังหวัดชัยนาทเพื่อเข้ารับการรักษาตัวที่หออภิบาลผู้ป่วยเด็กด้วยโรคระบบทางเดินหายใจ
หรือ RCU โรงพยาบาลศิริราช ด้วยอาการคล้ายติดเชื้อโรคไข้หวัดนก นพ.เหลือพร ปุณณกันต์ หัวหน้าภาควิชากุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช
แพทย์ผู้ให้การรักษา กล่าวว่า ดูจากอาการของเด็กหญิงรายนี้แล้วน่าจะมีโอกาสติดเชื้อไข้หวัดนกถึงร้อยละ 90
แต่ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนโดยต้องรอผลจากห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ก่อน ส่วนการรักษาหลังจากรับตัวผู้ป่วยมารักษาได้ให้ยาต้านไวรัส
และจะให้ต่อเนื่องเป็นเวลา 5-7 วัน จากนั้นรอดูอาการว่าดีขึ้นหรือไม่ โดยขณะนี้อาการถือว่า 50-50 ส่วนผู้ป่วยเด็กอีกรายเป็นเด็กชายวัย 4
ขวบซึ่งเข้ารับการรักษาด้วยอาการเดียวกันก่อนหน้านี้ประมาณ 1 สัปดาห์ อาการเริ่มดีขึ้น ทั้งนี้แพทย์ผู้ให้การรักษา เปิดเผยว่า
เด็กรายนี้เข้ารับการรักษาเร็วทำให้สามารถตรวจพบเชื้อและให้ยาได้ทัน ด้านนางสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้ค้นหาผู้ป่วยที่อาจติดเชื้อในเชิงรุกเพื่อรักษาอาการได้ทันท่วงที โดยขณะนี้ได้สั่งนำเข้ายาต้านไวรัสไข้หวัดนก 1 หมื่นเม็ด ซึ่งเป็นตัวยาที่มีผลดีหากผู้ป่วยมีอาการไม่เกิน 48 ชั่วโมงโอกาสหายเป็นไปได้มาก พร้อมกับย้ำถึงผู้ปกครองให้ดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด
โดยเฉพาะบ้านที่เลี้ยงไก่ หรือ มีฟาร์ม เนื่องจากเด็กมีภูมิคุ้มกันต่ำชิดเชื้อได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ จึงต้องรักษาความสะอาดเป็นสำคัญ
ผู้สื่อข่าว : อังคณา ประเสริฐสังข์

มท.๑ ย้ำ แผนยุทธศาสตร์ใต้ต้องเสร็จก่อน ๑๗ พ.ย.นี้ ก.ต่างประเทศ ๗ พ.ย.- มท.๑ เผยยุทธศาสตร์ใต้ เน้นอิสลามศึกษา
ผลิตครัวอิสลาม ย้ำยุทธศาสตร์เพื่อเน้นการบริหารที่มีประสิทธิภาพ แต่ยังให้โอกาสมีทั้งพี่เลี้ยง และประเมินเชิงชี้แนะ พร้อมระบุ
แผนยุทธศาสตร์ใต้จะต้องเรียบร้อย ก่อน ๑๗ พ.ย. นี้นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าว
ก่อนการประชุมกลั่นกรองยุทธศาสตร์การพัฒนากลุ่มจังหวัด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ว่า การจัดยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัดทางภาคใต้
จะเน้นการติดต่อกับทางประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย ซึ่งจังหวัดสงขลาจะทำร่วมกับจังหวัดสตูลส่วนทางภาคใต้ตอนล่างจะเน้นการผลิตอาหารฮาลาลเพื่อไปจำหน่ายกับประเทศมุสลิมในตะวันออกกลาง
และเน้นการศึกษาอิสลามสำหรับนานาชาติ เพราะว่ามีมหาวิทยาลัยอิสลาม
ทั้งมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และภาคเอกชน นอกจากนั้น จะทำการค้าชายแดน การท่องเที่ยว สำหรับทาง ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้
จะเน้นเรื่องการแก้ปัญหาความสงบเรียบร้อย ซึ่งต้องใช้คณะกรรมการแก้ไขปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้านความมั่นคง
มาช่วยประสานจัดการ” นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวผู้สื่อข่าวถามถึง กรณีที่ยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัดบางส่วนยังไม่มีความชัดเจน
นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการกลั่นกรองได้มอบให้สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)และผู้ช่วยรัฐมนตรีบางคนเข้าไปเสริม เข้าไปแก้แล้ว นอกจากนั้น ยังให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปเสริมศักยภาพยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัดอีกด้วย

“จะต้องทำให้เสร็จก่อนวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน โดยเน้นความกระชับชัดเจน และภาพรวมทั้งประเทศ ของแต่ละภาค ให้มีความเชื่อมโยงกัน
โดยการประเมินนี้จะให้ชัดเจนที่เดียวคงจะยาก เพราะเป็นยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัด ต้องมีการปรับแก้ไข
เพราะเป็นการนำเสนอการบริหารงานของจังหวัด ที่มียุทธศาสตร์นำเป็นครั้งแรก คงต้องมีข้อบกพร่องอยู่
แต่ต่อไปคงจะดีขึ้น” นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวส่วนจะเป็นการเพิ่มความแรงกดดันผู้ว่าฯ ที่ต้องทำผลงาน
ขณะที่ยุทธศาสตร์ ที่ยังไม่มีความชัดเจนหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ผู้ว่าฯ มีทีมงานของจังหวัด และมีพี่เลี้ยงคอยดูแล
การดำเนินการทุกอย่างเพื่อเพิ่มขีดความสามารถ และประสิทธิภาพในการทำงาน ผู้ว่าฯ จะทำงานเรื่อยๆ รอรับคำสั่งจากข้างบนไม่ได้
จะต้องเปิดยุทธศาสตร์ดูตลอดเวลา ว่าการบริหารงานใดไม่เข้าเป้า และจะเร่งตรงไหน มีเป้าหมายชัดเจน สามารถประเมินและวัดได้
ซึ่งก่อนหน้านี้เราไม่มีแนวทางยุทธศาสตร์ชัดเจนในการประเมิน และวัดผล “ต่อจากนี้ไปจะต้องเซ็นสัญญาการทำงานกับปลัดกระทรวงมหาดไทยว่า
จะทำงานให้ตรงตามเป้าหมายที่กำหนดในยุทธศาสตร์ในเวลาที่กำหนดไว้ ต่อจากนั้นปลัดกระทรวงมหาดไทยจะต้องเซ็นต์สัญญากับนายกรัฐมนตรีว่า จะควบคุมการทำงานของผู้ว่าฯ ให้เป็นไปตามที่วางเป้าหมายไว้
รัฐมนตรีเองก็ต้องเซ็นต์สัญญาด้วย ทุกฝ่ายมีสัญญามีพันธะ มีการประเมินผลหมด โดยหลักการประเมินจะขึ้นอยู่กับสภาพของแต่ละจังหวัด
รวมถึง ตัวเลขบ่งชี้อื่นๆ ใครที่ทำงานไม่ได้ตามเป้าหมายก็ต้องมีการโยกย้าย แต่เมื่อครั้งนี้เป็นการประเมินครั้งแรก
ก็ต้องดำเนินการเชิงแนะนำไปด้วย เพราะทุกฝ่ายเองก็เพิ่งเดินเตาะแตะไป”
นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าว .-ส.๑๔


 
 
 
 
Hosted by www.Geocities.ws

1