รายงานเรื่องตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยที่ข้าพเจ้ารู้จัก
ข้าพเจ้าขอรายงานการเปลี่ยนสังคมของเทศบาลตำบลเลิงนกทา ซึ่งข้าพเจ้ารู้จักดังนี้
1. ประวัติความเป็นมา เทศบาลตำบลเลิงนกทา ได้เปลี่ยนแปลงฐานะจาก
สุขาภิบาลเลิงนกทา ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2542 ตามผลของพระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงฐานะสุขาภิบาลเป็นเทศบาล พ.ศ. 2542 ซึ่งสุขาภิบาลเลิงนกทา ได้จัดตั้งในปี 28 พฤศจิกายน 2499 เป็นที่ตั้งของที่ว่าการอำเภอเลิงนกทาตั้งอยู่ทางทิศเหนือของศาลากลางจังหวัดยโสธร ระยะห่างประมาณ 67 กิโลเมตร อยู่ห่างจากจังหวัดมุกดาหาร 50 กิโลเมตร ห่างจากจังหวัดอำนาจเจริญ 40 กิโลเมตร เนื้อที่และอาณาเขตห่างจากกรุงเทพฯ 700 กิโลเมตร เนื้อที่ประมาณ 4.1 ตารางกิโลเมตร จากจำนวน 3 หมู่บ้าน คือ หมู่ที่ 1 - 2 , 13 บางส่วน ตำบลสวาท สภาพภูมิประเทศและลักษณะภูมิอากาศเป็นที่ราบโดยทั่วไป อยู่เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง มีแม่น้ำไหลผ่าน ชื่อว่า "ลำเซบาย" พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบ ไม่มีภูเขา สภาพภูมิอากาศอากาศโดยทั่วไปจะร้อนจัดในฤดูร้อนและหนาวจัด ลมกรรโชกในฤดู หนาวปริมาณฝนตกอยู่ในเกณฑ์ดี
กระแสกระบวนการสมัยใหม่(Modernization) ที่มาพร้อมๆกับกระแสการพัฒนาตามแผนการพัฒนาเศรษฐกิจ พ.ศ 2504 เป็นต้นมาที่รัฐบาลมุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจด้วยสโลแกนที่ว่า "น้ำไหล ไฟฟ้าสว่าง ทางดี มีเงินใช้"ทำให้มีการตัดถนนสายต่างๆผ่านเทศบาลตำบลเลิงนกทาจำนวนหลายสาย เช่น เทศบาลตำบลเลิงนกทา ไปจังหวัดมุกดาหาร เทศบาลตำบลเลิงนกทาไปจังหวัดอำนาจเจริญ เทศบาลตำบลเลิงนกทาไปจังหวัดยโสธร เทศบาลตำบลเลิงนกทาไปจังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่จากเดิมถนนที่เคยเป็นถนนลูกรังมีเฉพาะถนนบรรทุกขนไม้วิ่ง แต่ปัจจุบันเป็นถนนลาดยางขนาด 4 ช่องจราจรและการไฟฟ้าประปา รวมทั้งมีการประกอบอุตสาหกรรมขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่ในเขตเทศบาล มีมินิมาร์ท มี Convenience store ,Super store ทำให้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เคยอยู่กันแบบชุมชนดั้งเดิม(Traditional Society) มีวิถีชีวิตแบบ
-2-
เรียบง่าย พึ่งพาอาศัยกันได้ตลอดเวลามีการช่วยเหลือกันทำงานในลักษณะของการไหว้ว่านซึ่งกันและกัน(ลงแขก) ทำงานแบบพออยู่พอกินแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน แต่ปัจจุบันวิถีเหล่านี้ได้เปลี่ยนไป การกินอยู่ได้เปลี่ยนแปลงไปแม่บ้านหันมากินกับข้าวถุง เพราะผู้หญิงก็ต้องออกทำงานนอกบ้าน มีร้านอาหาร Fast food มีเครื่องใช้ภายในบ้านที่ทันสมัย เช่น มีโทรทัศน์ ตู้เย็น และมีเครื่องอำนวยความสะดวกอื่นๆมากมายทำซึ่งมาพร้อมกับกระแสความทันสมัย (Modernization)จำเป็นที่คนในชุมชนต้องหาเงินมาซื้ออุปกรณ์ความสะดวกดังกล่าวคนที่ไม่มีก็ต้องการอยากจะมีจึงต้องพยายามหาเงินมาซื้อ ทำให้วิถีการทำงานของคนในชมุชนได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เคยไหว้วานกันได้ก็ได้เปลี่ยนมาเป็นการทำสัญญาเป็นทางการขึ้น(Reutilization)เพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ตรงตามเป้าหมาย ค่านิยมในการทำงานของคนก็เปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยทำงานเพื่อพออยู่พอกินก็ได้เปลี่ยนมาเป็นทำงานเพื่อเงินถือเงินเป็นใหญ่ อันเนื่องมาจากนโยบายของรัฐบาลสมัยนั้น ที่ประกาศออกทางวิทยุกระจายเสียงเป็นประจำว่า "งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข" และ "การศึกษาดี มีเงินใช้ ไร้โรคา พาให้สุขสมบูรณ์"ทำให้รัฐบาลมาสนับสนุนให้ประชาชนมีการศึกษา ในชุมชนเทศบาลในยุคนั้นก็มีโรงเรียนราษฎร์(โรงเรียนเอกชน)จำนวน 2 แห่งคือโรงเรียนศรีบุญเรือง สอนตั้งแต่ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีโรงเรียนรัฐบาล 2 แห่ง ที่เข้ามาพร้อมกับกระแสความทันสมัย (Modernization) ซึ่งจะพบว่าจะเกี่ยวข้องกับประเด็นทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองของเทศบาลพอแยกเป็นประเด็นใหญ่ได้ดังนี้
1.วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชนได้เปลี่ยนแปลงไปโดยมีการดำเนินชีวิตหลายอย่างได้เปลี่ยนไปเลียนแบบคนกรุงเทพฯ(ซึ่งคนกรุงเทพฯก็เลียนแบบมาจากตะวันตก (Westernization))เช่นการแต่งกายใส่สูทผูกไท้ในงานสำคัญต่างๆ มีการกินอาหารตามสั่ง(Fast Food)
2.มีการนำเทคโนโลยี่ใหม่ๆเข้ามาใช้ในการทำงานในกระบวนการทำงานอย่างไรในชุมชน เช่น โรงสีข้าวจ่าวพงษ์ ได้นำเครื่องคอมพิวเตอร์เข้ามาควบคุมการใช้แรงงานคน มีการนำเครื่องจักรลำเลียงกระสอบข้าวแทนการใช้คนแบกเหมือนแต่ก่อน ซึ่งถือว่าเป็นกระบวนการ Industrialization
-3-
3.มีคนอพยพเข้ามาทำงานจำนวนมาก ทำให้เกิดความเป็นเมือง(Urbanization) เกิดปัญหาต่างๆตามมากมายเช่น ปัญหาการเป็นอยู่ที่แออัด ปัญหาขยะมูลฝอย ปัญหาอัตราค่าครองชีพสูงขึ้น ปัญหามลพิษด้านอื่นๆมากมายที่ตามมาจากความเป็นเมือง
4.เทศบาลซึ่งเป็นหน่วยงานในการดูแลความสุขความทุกข์ของประชาชนก็พยายามฝึกอบรมส่งเสริมอาชีพต่างๆมากมาย มีโรงงานขนาดกลาง ขนาดใหญ่เกิดขึ้นในเขตชุมชน มีความหลากหลายในการประกอบอาชีพของประชาชน มีการนำเครื่องมือและเทคโนโลยี่ที่ทันสมัยเข้ามาใช้ในการทำงานในชุมชน การผลิตการยังชีพอันเป็นการเพิ่มรายได้เพิ่มขึ้น นั้นก็คือประชาชนมีความอยู่ดีกินดีมากขึ้น เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจ( Economic Development)
5.Social mobilization หมายถึงกระบวนการซึ่งกลุ่มความยึดมั่นผูกพันทางสังคมเศรษฐกิจและจิตวิทยาแบบเก่าๆ ผุกร่อนหรือแตกสลายไปและประชาชนจึงพร้อมที่จะรับเอาแบบแผนของการเรียนรู้และพฤติกรรมใหม่ๆ คนในชุมชนเทศบาลตำบลเลิงนกทา มีการศึกษาที่ดีขึ้น เนื่องจากมีรายได้เพิ่มขึ้น ได้รับข้อมูลข่าวสารต่างๆมากมายทั้งในรูปของสื่อวิทยุโทรทัศน์และสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ และเทศบาลเองยังมีการรณรงค์ให้ประชาชนได้สนใจข้อมูลข่าวสารต่างๆของบ้านเมืองให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารงานเทศบาลซึ่งเป็นการปกครองส่วนท้องถิ่นระดับรากหญ้าของประชาธิปไตย ทำให้ประชาชนมีวิธีการที่เป็นวิทยาศาสตร์ที่มีเหตุผลในการแก้ปัญหาของตน
6.จากการสนับสนุนและประชาสัมพันธ์ของเทศบาลให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ของสังคม (Participation) จากการที่คนมีความรู้มากขึ้น จึงสนใจเรื่องการเมืองมากขึ้นตลอดจนกิจกรรมต่างๆของสังคม มีการรวมตัวกันของกลุ่มอาชีพกลุ่มต่างๆจำนวนหลายกลุ่มในชุมชน
7.Differentiation หมายถึงโครงสร้างของสังคมมีความแตกต่างหลากหลายและสลับซับซ้อนยิ่งขึ้นกว่าเดิม มีระดับของความชำนาญการเฉพาะด้านสูง(Specialization) เกิดอาชีพต่างๆ เช่น สมาคมพ่อค้าเลิงนกทา สมาคมวัฒนธรรมเลิงนกทา กลุ่มผู้ประกอบการรับซื้อข้าว สมาคมโรงสีข้าวเลิงนกทา เป็นต้น
-4-
8.Secularization ประชาชนมีการดำเนินชีวิตที่เป็นเหตุเป็นผลมากขึ้นไม่เชื่ออะไรแบบงมงายเหมือนแต่ก่อน ไม่เชื่อเรื่องผีสางเทวดามากมายเดิมก่อนก่อน
นั้นเป็นชี้ให้เห็นถึงความเป็นสมัยใหม่(Modernization) ของชุมชนเทศบาลตำบลเลิงนกทา ที่เปลี่ยนแปลงมาจากสังคมแบบดังเดิม(Traditional Society) ซึ่งการแยกให้เห็นการเปลี่ยนแปลงเป็นด้านต่างๆดังนี้
2.สภาพเศรษฐกิจและสังคมโดยภาพรวม ราษฎรตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่บรรพ
บุรุษ(มีลักษณะเป็นชุมชนดั้งเดิม : Traditional Society)ไม่มีการอพยพละทิ้งถิ่นฐาน ราษฎรส่วนใหญ่ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์มีอาชีพเกษตรกรรมโดยส่วนใหญ่จะทำการเกษตรนอกเขตเทศบาลแบบกึ่งสมัยโบราณเช่นมีการทำการเกษตรเพื่อพอยังชีพไม่เน้นเพื่อการค้าขายโดยใช้แรงงานคนแรงงานสัตว์และกึ่งสมัยใหม่ได้มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำการเกษตรกรรมเช่นการใช้ครื่องจักรกลมาทดแทนแรงงานคน เพื่อลดต้นทุนการผลิตและเป็นการกระทำเพื่อการค้า มีการทำปศุสัตว์ เพื่อการค้า และมีประชากรประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์มีอาชีพทำการค้าขายในแหล่งชุมชน เช่น ร้านค้าขายของชำ(โซฮ่วย) ร้านขายวัสดุก่อสร้าง มินิมาร์ท กิจการรับซื้อผลผลิตทางการเกษตร จะเป็นการรองรับผู้บริโภคที่มาจากรอบนอกเขตเทศบาลเป็นส่วนใหญ่เพราะรอบเขตเทศบาลพื้นที่ประมาณ 60 ตารางกิโลเมตรจะมีสังคมแบบเกษตรกรรมดั้งเดิมทั้งสิ้น ดั้งนั้นเขตเทศบาลจึงเป็นศูนย์กลาง(Core/center) ในการติดต่อค้าขายทุกอย่างเป็นแหล่งรับซื้อผลผลิตทางการเกษตร เช่น ข้าวเปลือกจากประชาชนรอบนอก เพราะมีโรงสีข้าวขนาดใหญ่เป็นศูนย์ในการรับซื้อข้าวเปลือก และเทศบาลฯยังมีลานสินค้าชุมชุมไว้รองรับให้ประชาชนทั้งในเขตเทศบาลตลาดจนบริเวณใกล้เคียงนำสินค้า ผลิตทางการเกษตร สินค้าหัตถกรรมมาทำการแลกเปลี่ยนค้าขายกันในเขตเทศบาลประชาชนส่วนใหญ่มีฐานะเพียงแก่การยังชีพในชุมชน
ในการพัฒนาภาครัฐบาลได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสังคมเทศบาลตำบลเลิงนกทา ซึ่งเดิมเป็นสังคมชุมชนคนอาศัย(Traditional Society)ได้เปลี่ยนมาเป็นชุมชนที่มีความสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ(Economic Development) เพราะชุมชนเทศบาลฯได้กลายมาเป็นศูนย์กลางความเจริญทางเศรษฐกิจของอำเภอเลิงนกทารัศมีโดยรอบ
5
ประมาณ 60 กิโลเมตร เป็นศูนย์กลางความเจริญความทันสมัยทุกอย่าง ทำให้วิถีชีวิตแบบเดิมที่เคยอยู่กันแบบพี่น้องเปลี่ยนมาเป็นการอยู่แบบต้องพึ่งพาเศรษฐกิจเงินตราเพราะสังคมชุมชนดังเดิม(Traditional Society) ได้เปลี่ยนมาเป็นเมือง(Urbanization) คนมีการอพยพย้ายถิ่นฐานที่อยู่อาศัยเข้ามาทำงานในเขตเทศบาล ทำให้การอยู่อาศัยอย่างหนาแน่นทำให้เกิดชุมชนซึ่งมีตัวบ่งชี้ความเป็นเมืองของเทศบาลดังนี้
1.สังคมมีความหลากหลาย(Social Heterogeneity) มีอาชีพหลากหลายมากขึ้นกว่าเดิม แต่ก่อนการดำรงชีวิตจะมีอาชีพเพียงไม่กี่ชนิด เช่น อาชีพการเกษตร ทำไร่ทำนา ค้าขายเล็กๆน้อยๆ แต่ปัจจุบันอาชีพได้มากมายกว่าเดิม เช่น มีพนักงานบัญชีที่โรงงานเจียระไนเพชร หรือพนักงานแคชเชียร์คิดเงินที่ร้านนิมิมาร์ท มีผู้ประกอบการร้านอาหารและอื่นมากมาย ลักษณะการแต่งกายก็หลากหลายกว่าแต่ก่อน
2.ความสัมพันธ์ในสังคมมีความเป็นทุตติยภูมิ(Secondary Association)มีความสัมพันธ์ของคนในชุมชนซับซ้อนเป็นทางการมากกว่าเดิม แต่ก่อนอยู่กันแบบพี่แบบน้องพึ่งพาอาศัยกันได้ทุกเรื่อง คนทั้งชุมชน เทศบาลแทบจะรู้กันทั้งหมด แต่ปัจจุบันสังคมได้เปลี่ยนไปการดำเนินชีวิตพึ่งพาสภาวะเศรษฐกิจมากขึ้นมีความสัพันธ์ในลักษณะที่เป็นทางการมากขึ้น การทำงานจะมีการจัดทำเป็นสัญญาจ้างสัญญาซื้อที่เป็นทางการ (Routinization)คือการกระทำทุกอย่างอย่างมีเหตุผล มีหลักมีเกณฑ์
3.สังคมมีการยอมรับกันมากขึ้นแม้ว่าจะมีความแตกต่างกัน(Social Tolerance) ในสภาพของสังคมสมัยใหม่การเป็นอยู่ที่แออัดคนก็จะมีความอดทนมากขึ้นยอมรับการกันมากขึ้น อาจมีเสียงดังมากกว่าเดิม ไม่มีเวลาการทำงานที่แน่นนอนทำงานทั้งกลางวันกลางคืนอันเนื่องมาจากการมีพลังงานไฟฟ้ามาใช้แทนพลังงานแสงอาทิตย์ที่แต่ก่อนทำงานเฉพาะกลางวันมาทำงานทั้งกลางวันกลางคืน คนที่นับถือศาสนาพุทธศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ก็อยู่ในชุมชนเดียวกันได้แม้จะมีความแตกต่างกันมาก มีโบสถ์ คริสต์และวัดของพุทธอยู่ใกล้ๆกันเป็นต้น
4.มีลักษณะที่ควบคุมกันโดยทุตติยภูมิ(Secondary Control) แต่ก่อนการควบคุมกันในสังคมจะใช้จารีต ขนบธรรมเนียมประเพณี เช่น ห้ามลักทรัพย์ เดี๋ยวจะบาป
6
หรือยังมีการลักขโมยจริงๆ ก็มีการตัดสินคดีกันที่บ้านผู้ใหญ่บ้านแล้วก็เลิกแล้วต่อกันไปแต่สมัยปัจจุบัน จะต้องเรียกตำรวจ ใช้ศาลตัดสินคดีความ ให้ราชทัณฑ์เป็นที่ลงโทษ
5.มีการรวมตัวกันสมาคมมากขึ้น(Voluntary Association) มีการรวมกลุ่มสมาคมต่างๆมากมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มตน
6.มีความเป็นปัจเจกชนนิยมหรือความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น(Individualism)การดำเนินชีวิตของคนในชุมชนปัจจุบันไม่จำเป็นต้องทำตามคนอื่นเหมือนแต่ก่อน มีการสนใจเรื่องของคนอื่นน้อยลง แต่ก่อนถ้ามีการนินทากันต้องสนใจ เพราะว่าการนินทากันคือการควบคุมทางสังคม เช่นถ้ามีคนไม่สนใจกิจกรรมส่วนรวมต่างๆก็จะนินทาจนคนๆนั้นต้องออกมาให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมร่วมกับสังคม
จากตัวชี้วัดสภาพสังคมชุมชนเทศบาลตำบลเลิงนกทาข้างต้นนั้นอาจจะไม่เป็นสังคมสมัยใหม่ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มแต่ก็ถือว่าอย่าอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน(Transition)จากสังคมประเพณี(Tradition)ไปสู่สังคมสมัยใหม่ (Modernity) ที่ยังมีการผสานระหว่างสิ่งเก่ากับสิ่งใหม่ เช่น เพราะในสังคมจะมีทั้งความทันสมัยและความเป็นดั้งเดิมผสมกันอยู่
3. ระบบสาธารณูปโภคสาธารณูปการ
3. 1.การคมนาคม/ขนส่ง
ก. มีเส้นทางคมนาคมหลักไปสู่อำเภออื่นและตัวจังหวัดคือ ถนนสาย
เลิงนกทา - จังหวัดมุกดาหาร , ถนนสายเลิงนกทา - จังหวัดอำนาจเจริญ , ถนนสายเลิงนกทา - อำเภอกุดชุม - อำเภอทรายมูล - จังหวัดยโสธร
ก. เส้นทางคมนาคมภายในเขตเทศบาลส่วนใหญ่เป็นถนนลาดยาง ,
ถนนคอนกรีต และมีบางสายเป็นถนนลูกรัง สามารถใช้ได้ตลอดทั้งปี
ก. การคมนาคมขนส่งสะดวกสบายสามารถเดินทางได้ตลอดเวลา มี
การคมนาคมเฉพาะทางบก โดยรถยนต์
3.2.การไฟฟ้า ราษฎรมีไฟฟ้าใช้ทุกครัวเรือน โดยประมาณ 100% ใช้ไฟฟ้า
ถูกต้องตามระเบียบแต่อีกส่วนหนึ่งใช้ไฟฟ้าแบบพิเศษที่ต้องเสียค่าไฟฟ้าในราคาสูงกว่าปกติ เนื่องจากอยู่นอกเขตบริการไฟฟ้า
3.3.การประปา มีการประปาส่วนภูมิภาค สาขาเลิงนกทา บริการประปาให้
7
เกือบทุกครัวเรือน และบริการใช้ตลอดทั้งปีโดยใช้แหล่งน้ำกินจากลำเซบาย
1. 4.การสื่อสารและโทรคมนาคม สามารถติดต่อสื่อสารได้ดีทั้ง ไปรษณีย์
โทรเลขและโทรศัพท์ ประชาชนมีโทรศัพท์ทุกครัวเรือน มีโทรศัพท์ใช้ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์
3. 5.การใช้ที่ดิน ที่ดินภายในเขตเทศบาลส่วนใหญ่ใช้เป็นที่อยู่อาศัย มี
เอกสารสิทธิ์โดยถูกต้อง มีที่ดินสาธารณประโยชน์และมีที่ดินราชพัสดุ ซึ่งให้ราษฎรเช่าทำการค้าขาย
3.6.การจราจร เนื่องจากเป็นชุมชนไม่หนาแน่น จึงไม่มีปัญหาด้านจราจรติด
ขัดในพื้นที่ แต่จะมีรถยนต์ประเภทต่าง ๆ เดินทางผ่านไปมาจำนวนมาก แต่มีระบบสัญญาณจราจรที่ทันสมัยจากเดิมที่ไม่สัญญาณไฟจราจร
เส้นทางคมนาคมดังกล่าวนั้นแต่เดิมจะเป็นถนนดิน ถนนลูกรัง แต่ปัจจุบันได้เป็นถนนลาดยาง ขนาด 4 ช่องจราจร การคมนาคมส่งขนสดวกสบายมีรถยนต์โดยสารวิ่งตลอดเวลามีสามารถเดินทางเข้าสู่กรุงเทพฯได้ตลอดเวลาและเดินทางได้โดยตรงสายเดียว(ไม่ต้องมีการต่อรถ)อันเป็นผลมาจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ(Economic Development) ของรัฐบาลตั้งแต่ในช่วงแผนพัฒนาฯฉบับที่ 1 สโลแกนที่ว่า " น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีเงินใช้ " ทำให้รัฐบาลได้มุ่งการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ในด้านการคมนาคม สาธารณูปโภค สาธารณูปการ เส้นทางคมนาคมาขนส่ง และเปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆตามกระแสของความเป็นสมัยใหม่(Modernization) ที่ขยายตัวออกมาจากเมืองใหญ่มาสู่ภูมิภาค ซึ่งโครงการของรัฐบาลที่มีผลต่อการพัฒนาท้องถิ่นที่รู้จักกันในชื่อ" โครงการกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคและท้องถิ่น" ในการพัฒนาในด้านระบบสาธารณูปโภคสาธารณูปการ ดังกล่าวข้างต้นนำมาซึ่งการพัฒนาเศรษฐกิจ (Economic Development )ที่จะก้าวไปสู่การเป็นสังคมสมัยใหม่(Modernization) ซึ่งความทันสมัยนั้นจะมาพร้อมกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ การพัฒนาเทคโนโลยี การพัฒนาทางนิเวศน์ การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนาธรรม ที่มาพร้อมกับเส้นทางคมนาคมที่สะดวกสบาย
4.ด้านเศรษฐกิจ/รายได้ของประชากร
8
โครงสร้างทางเศรษฐกิจ/รายได้ประชากรรายได้เพิ่มขึ้นาจากนโยบายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของรัฐบาล จากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานข้างต้นทำให้การคมนาคมขนส่งสะดวกสบายทำให้เกิดอาชีพใหม่ๆขึ้นจำนวนมากในชุมชนเทศบาล เช่น มีพนักงานขาย แคชเชียร์ พนักงานรักษาความปลอดภัย พนักงานการบัญชีที่มาพร้อมกับ ร้านมินิมาร์ท Convenience store ,Super store
การพาณิชยกรรม/การบริการ การค้าขายจะดำเนินธุรกิจบริเวณตลาดสดเทศบาลฯและบริเวณโดยรอบ ได้แก่ ร้านค้าขายของเบ็ดเตล็ด กิจการรับสินค้าทางการเกษตร ร้านจำหน่ายสินค้าต่างๆ ในเขตชุมชนเทศบาลฯจะถือว่าเป็นเขตเมืองที่มีธุรกิจประเภทต่างไว้เพื่อรองรับความต้องการของประชาชนทั้งในเขตเทศบาลฯและรอบนอกเขตเทศบาลฯอีกจำนวนประมาณ 60 ตารางกิโลเมตร เทศบาลจะเป็นศูนย์กลางความเจริญ
5. ด้านสังคม
5.1 การศึกษา และวัฒนธรรม
- การศึกษาประชากรจะมีการศึกษามากขึ้นกว่าาเดิมด้วยการพัฒนาทาง
เศรษฐกิจประชาชนมีรายได้มากขึ้น ก็มีการศึกษามากขึ้นเพราะพ่อแม่สามารถส่งลูกๆเรียนได้สูงๆ ซึ่งจะต่างจากแต่ก่อนที่คนในชุมชนนี้ส่วนใหญ่จะจบแค่การศึกษาภาคบังคับ จากการสำรวจข้อมูลการศึกษาของประชาชนในเขตเทศบาลโดยเทศบาลตำบลเลิงนกทา พบว่าประชาชนจบการศึกษาภาคบังคับประมาณ 98เปอร์เซ็นต์ จบมัธยมศึกษาตอนต้นประมาณ 95 เปอร์เซ็นต์นั่นหมายถึงว่าคนที่จบการศึกษาภาคบังคับแล้วไม่ได้เรียนต่อแค่เพียงประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ จบมัธยมศึกษาตอนปลายประมาณ70 เปอร์เซ็นต์ และได้เรียนต่อระดับอุดมศึกษาประมาณ 60เปอร์เซ็นต์ จากกระแสของความทันสมัย(Modernization)ทำให้ค่านิยมของคนในชุมชนนิยมส่งให้ลูกหลานของตนให้รับการศึกษาสูง
- วัฒนธรรม แต่เดิมความเป็นอยู่ของคนในชุมชนเทศบาลตำบลเลิงนกทามีการความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย พึงพาอาศัยกัน อยู่กันเหมือนพี่เหมือนน้อง เอื้ออาทรณ์ต่อกัน แต่ปัจจุบันวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนได้เปลี่ยนแปลงไปไม่ต่าง
อะไรกับคนในเมืองหลวงที่ต้อง รีบเร่งในการทำงานทั้งวันทั้งคืน คนบ้านใกล้กันแคบไม่รู้
9
จักกัน วัฒนธรรมการกิน การแต่งกาย การดำเนินชีวิตต่างๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมโดยได้รับเอาวัฒนธรรมบางอย่างมาจากเมืองหลวง(เมืองหลวงก็รับมาจากประเทศตะวันตกอีกครั้ง) เช่นมีการจัดงานเทศกาลวันคริสมาสต์ การแต่งกายใส่เสื้อสูทไปในงานต่างๆ ซึ่งเป็นลักษณะของการหยิบยืมกันทางวัฒนธรรม(Cultural Borrowing) มาจากตะวันตก เอามาปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสังคมของเทศบาลตำบลเลิงนกทา (Adaptation) วัฒนธรรมการกินก็เปลี่ยนแปลงไป มีการกินอาหาร Fast Food ที่มีความสะดวกสบายรวดเร็ว ซึ่งเป็นลักษณะของการแพร่กระจายทางวัฒนธรรม(Cultural Diffusionism) มาจากตะวันตก แต่คนในชุมชนก็ยังอนุรักษ์วัฒนธรรมอันดีงานของท้องถิ่นไว้เช่น การนับถือผู้อาวุโส การปฏิบัติขนบธรรมเนียมประเพณีดังดิม
5.2การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนประชาชนไปใช้สิทธิเลือกตั้งทุก
ระดับคิดเป็นร้อยละ 80 มีการจัดตั้งประชาคมหมู่บ้านและจัดตั้งชุมชน มีคณะกรรมการบริหารชุมชน ประชาชนจะสนใจการเมืองและเข้ามามีส่วนร่วมในทางการเมือง(Political Participation) มากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก เนื่องจากสังคมมีความทันสมัย(Modernization)จะมีการนำเอานวัตกรรม(Innovation)ใหม่ๆเข้ามา ทำให้เกิดความเป็นเมือง(Urbanization) ทำให้คนรู้หนังสือมากขึ้น(Literacy) ทำให้คนติดต่อสัมพันธ์กับสื่อมากขึ้น (Mass Media Exposure) การเผยแพร่ข่าวสารมีมากขึ้น ส่งผลให้คนมีรายได้มากขึ้น (Income) ก็จะส่งผลต่อพฤติกรรมทางการเมือง การเลือกตั้งที่เปลี่ยนไป มีเหตุผลที่ดีในการเลือกตั้ง (Voting)
5.3 การอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมีตู้
ยามตำรวจภูธรตั้งอยู่ในเขตเทศบาล ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง
- มีรถยนต์ดับเพลิง พร้อมเจ้าหน้าที่บริกการตลอด 24 ชั่วโมง
- มียามท้องถิ่นคอยตรวจสอดส่องดูแลความเรีียบร้อยของชุมชน
ซึ่งแต่เดิมนั้นกิจกรรมดังกล่าวจะเป็นหน้าที่ของชุมชนจะต้องดูแลกันเอง
จัดเวรยามดูแลทรัพย์สินเองแต่พอสังคมมีความทันสมัยขึ้น รัฐบาลเข้ามามีบทบาทในการให้บริการประชาชนมากขึ้น วิถีประชาแบบเดิมๆก็ได้เปลี่ยนแปลงไป เป็นหน้าที่ของรัฐบาลจะต้องเข้ามาดูแลในเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับประชาชน
10
การกระทำทุกอย่างจะเป็นทางการมีระเบียบแผน การติดต่อสื่อสารจะทำกันในรูปของสัญญา(Contract)มากกว่าสถานภาพ (Status) ภาระต่างๆจะตกมาอยู่กับรัฐจะต้องเป็นผู้ให้บริการ
จากสภาพความเป็นทั่วไปของเทศบาลตำบลเลิงนกทานั้นจะเป็นลักษณะสังคมดั้งเดิมหรือสังคมประเพณี(Traditional Society)ซึ่งมีฐานการผลิตภาคเกษตร ของประชากรประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะอยู่โดยรอบของเขตชุมชุนเทศบาลฯ(จะอาศัยอยู่ในเขตเทศบาลฯแล้วไปประกอบอาชีพซึ่งมีที่ดินอยู่นอกเขตเทศบาลฯ)ส่วนอีก ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ของประชากรจะมีการประกอบอาชีพประเภทกิจการพาณิชย์(เช่นการค้าขาย ร้านขายสินค้าต่างๆ สถานบริการการบันเทิงต่างๆ เป็นต้น) ในเขตชุมชน ซึ่งถือว่าเป็นเขตเมือง จะสอดคล้องกับ ทฤษฎี การพึ่งพิงหรือพึ่งพา (Dependency Theory) ดังนี้
Periphery
เทศบาลตำบลเลิงนกทาจะเป็นศูนย์กลางความเจริญคือจะมีการติดต่อค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้า ทางการเกษตร สินค้าหัตถกรรม เป็นศูนย์กลางความบันเทิง เป็นที่จำหน่ายสินค้าประเภทต่างๆที่เกี่ยวกับการดำรงชีพของประชาชนที่อยู่ในเขตเทศบาลฯและที่รอบนอกเขตเทศบาลฯ ประชาชนในชุมชนเทศบาลฯจึงมีรายได้ต่อหัวประชากรมากกว่าประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณรอบนอก เป็นสถานที่รับซื้อขายสิ้นค้าทุกประเภท จะมีความเจริญเติบโตของเมืองมาก (Urbanization)โดยสังเกตได้จาก โครงสร้างพื้น
11
ฐานทางเศรษฐกิจ เช่น ระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการ ถนน ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ เครื่องอำนวยความสะดวกในครัวเรือน เป็นต้น
ส่วนที่อยู่โดยรอบนอกของเทศบาลฯนั้นจะเป็นพื้นที่ทางการเกษตรของประชาชนในเขตเทศบาลฯ และที่อยู่อาศัยของประชาชนในเขตชนบทซึ่งเป็นพื้นที่ขององค์การ
บริหารส่วนตำบลสวาท พื้นที่ประมาณ 60 ตารางกิโลเมตร มีประชากรประมาณ 14,000 คน จะต้องนำสินค้าทางการเกษตร สินค้าหัตกรรม และผลิตภัณฑ์ต่างๆที่เกิดจากการผลิตเข้ามาจำหน่ายในเขตเทศบาลฯ และจะเข้ามาซื้อสิ้นค้าอุปโภค บริโภคที่สำคัญต่อการดำรงชีพในชีวิตประจำวันกลับไปด้วย จึงเป็นการนำเงินมาใช้จ่ายในเขตเทศบาล ฯจึงทำให้เศรษฐกิจในเขตเทศบาลฯดี ดังนั้นเขตเทศบาลฯจึงมีการพัฒนาเศรษฐกิจ (Economic Development)มากกว่าบริเวณโดยรอบ และความทันสมัย(Modernization) ในด้านวัตถุมากกว่า และในเขตเทศบาลฯยังเป็นแหล่งจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องที่จำเป็นในการประกอบอาชีพและการดำรงชีพของประชาชนที่อาศัยอยู่รอบนอกด้วย
C.W.Mills ว่า การเปลี่ยนแปลง คือสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต เกี่ยวกับบทบาทและสถาบัน การจัดระเบียบโครงสร้างทางสังคมรวมทั้งการเกิดขึ้น การขยายตังและการลดลงของสิ่งดังกล่าวด้วย หรือ Moore ได้ให้นิยาม การเปลี่ยนแปลงคือ การเปลี่ยนในโครงสร้าง ซึ่งคือแบบแผนการกระทำระหว่างกัน รวมทั้งผลกระทบของโครงสร้างทางสังคมที่มีต่อบรรทัดฐานและค่านิยมด้วย
นิยามการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวข้างต้น ชุมชนเทศบาลตำบลเลิงนกทาได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จากสังคมชนบท แบบดั้งเดิม (Tradition)มาเป็นสังคมช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transition)ไปยังสังคมสมัยใหม่(Modernity)ที่ยังมีการผสมผสานกันอยู่ระหว่างสิ่งเก่ากับสิ่งใหม่ เพราะว่าในสังคมเทศบาลตำบลเลิงนกทานั้นจะมีทั้งความทันสมัยและความเป็นดังเดิมผสมกันอยู่ วิถีการดำเนินชีวิตแบบเดิมๆยังมีอยู่ยังมีความเชื่อแบบไม่มีเหตุผลคือผีสางเทวดาอยู่บ้าง ยังมีประเพณีเลี้ยงผีตาแฮก (ผีที่เฝ้าที่ไร่ที่นา) อยู่บ้าง
12
กระบวนการความทันสมัย(Modernization) จะมาพร้อมกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ(Economic Development) การพัฒนาด้านเทคโนโลยี การพัฒนาทางนิเวศน์ การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
ชุมชนเทศบาลตำบลเลิงนกทาก็ได้มีความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลง
และแปรรูปสภาพแวดล้อม โครงสร้าง กระบวนการ พฤติกรรม ของระบบปัจเจกบุคคล ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ในแง่ที่เป็นการยอมรับกันว่าดีขึ้น เจริญงอกงามขึ้นกว่าเดิม เพื่อสนองตอบข้อเรียกร้อง และความต้องการของมวลมนุษย์ชาติ ในแง่ของความเขลาหรือความไม่รู้ความเจ็บไข้ได้ป่วย และความหิวโหย ซึ่งจะมุงเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นหรือ เป็นการพัฒนาให้ดีขึ้นในทุกๆด้าน จะเห็นว่าเทศบาลตำบลเลิงนกทาจะมี การเปลี่ยนแปลงค่อยเป็นค่อยไป (Gradual Change) เพราะเป็นสังคมที่มีการตั้งถิ่นฐานมาแต่ดั้งเดิม (Traditional society)จึงทำให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ
เทศบาลตำบลเลิงนกทาถือว่าได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองส่วนท้องถิ่นมาแล้วเนื่องจากแต่ก่อนที่เทศบาลฯจะเปลี่ยนแปลงฐานะจากสุขาภิบาลนั้นเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่บริหารงานในรูปของคณะกรรมการสุขาภิบาลซึ่งมีตัวแทนของส่วนราชการเข้าไปเป็นกรรมการโดยการแต่งตั้ง และกรรมการโดยการเลือกตั้งจำนวน 9 คน ซึ่งถือว่าไม่เป็นการปกครองในระบบประชาธิปไตย จึงได้มีการเปลี่ยนแปลงฐานะสุขาภิบาลเลิงนกทาเป็นเทศบาลตำบลเลิงนกทาในวันที่ 25 พฤษภาคม 2542 ตามพระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงฐานะสุขาภิบาลเป็นเทศบาล พ.ศ.2542 เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน มาตรา 285 ที่กำหนดให้องค์กรปกครองท้องถิ่นมีสภาท้องถิ่นและคณะผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นมาจากการผู้บริหารท้องถิ่น โดยให้สมาชิกสภาท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ส่วนผู้บริหารท้องถิ่นหรือคณะผู้บริหารท้องถิ่นนั้นให้มากจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนหรือโดยความเห็นชอบของสภาท้องถิ่น ซึ่งจะมีวาระในการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี ในการบริหารเทศบาลนั้นจะเลียนแบบมาจากการปกครองในระดับประเทศ ซึ่งถือเป็นการพัฒนาการเมือง(Political Development) เป้า
13
หมายคือการปกครองที่ดี คือการปกครองในระบบประชาธิปไตย ซึ่งอำนาจอยู่ที่ประชาชน(Populist)
ถ้าเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นคือ "การพัฒนา" (Development ) จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง (Change) มีความทันสมัย ความเป็นสมัยใหม่ (Modernization)และ การเจริญเติบโต(Growth) ก็แสดงว่าเทศบาลตำบลเลิงนกทาก็มีการพัฒนา ตามทฤษฎีการพัฒนาแล้ว
การพัฒนาของเทศบาลตำบลเลิงนกทาที่ผ่านมาจะสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาระหว่างประเทศ(International Development strategy) คือ
1.ได้มีการส่งเสริมการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ โครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นที่ฐาน เช่น ถนน ขยายเขตไฟฟ้า ระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการต่างๆ เพื่อการส่งเสริมการลงทุนในภาคเกษตร และอุตสาหกรรมขนาดเล็กให้ความสำคัญกับการพัฒนาสังคม เช่นส่งเสริมกิจกรรมด้านการส่งเสริมคุณภาพชีวิต ส่งเสริมการเล่นกีฬา แก้ไขปัญหายาเสพติด ดูแลเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ประชาชนในเขตเทศบาลตำบลเลิงนกทาจะให้ความสนใจในการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลมากเพราะถือว่าเป็นเรื่องใกล้ตัว ประชาชนกับการคณะผู้บริหารเทศบาลจะใกล้ชิดกันมากตั้งแต่มีการเลือกตั้งมาแล้ว 2 ครั้ง คือ 4 กรกฎาคม 2542 และ 25 มีนาคม 2543 ตั้งแต่ได้รับการเปลี่ยนแปลงฐานะ
2.มีการให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ดูจากแผนพัฒนาเทศบาลฯ แผนพัฒนา 5 ปี แผนพัฒนาประจำปี ล้วนเน้นไปด้านการส่งเสริมให้คนในชุมได้รับความรู้รับทราบข้อมูลข่าวสารต่างๆของทางราชการและการดำรงชีวิตประจำวัน
3.ให้ความสนใจกับการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม มีโครงการฝึกอบรมสัมนาเกี่ยวกับเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมหลายโครงการทั้งที่เทศบาลฯดำเนินการเองและหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง เช่นกระทรวงวิทย์ฯเข้ามาดำเนินการฝึกอบรมในเขตเทศบาลฯ
4.มีส่งเสริมโครงการส่งเสริมอาชีพของประชาชนโดยให้ประชาชนมีอาชีพเสริม ให้มีอาชีพรองจากอาชีพหลักปฏิบัติอยู่เป็นประจำทุกวัน เช่น การส่งอาชีพอิสระต่างๆ
14
ช่างตัดเสื้อ ทำขนม ช่างไฟฟ้า จัดตั้งประชาคมหมู่บ้าน มีการจัดตั้งสหกรณ์หมู่บ้าน ซึ่งเป็นที่มาของรายได้ของประชาชน
เทศบาลตำบลเลิงนกทามีการพัฒนา(Development)ที่มีการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป(Gradual Change) ซึ่งเริ่มตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองจากระบบการปกครองท้องถิ่นแบบสุขาภิบาลมาเป็นเทศบาลเพราะระบบการปกครองเดิมไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2540 มาตรา 258 เพราะเป็นการปกครองในรูปคณะกรรมการจึงได้มีการเปลี่ยนรูปแบบการปกครองมาเป็นเทศบาลซึ่งเลียนแบบรูปแบบการปกครองการบริหารมาจากการบริหารประเทศคือ ระบบรัฐสภา และก็มีการจัดทำแผนพัฒนาเทศบาล มีทั้งแผนพัฒนาระยะปานกลาง (แผนพัฒนา 5 ปี)และแผนพัฒนาเทศบาลประจำปี สำหรับใช้กรอบในการบริหารงานเทศบาลซึ่งจะต้องสอดคล้องกับแผนพัฒนาอำเภอ แผนพัฒนาจังหวัด และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาระหว่างประเทศ(International Development strategy)
สรุปจากการเปลี่ยนแปลงข้างต้นนั้นจะเห็นว่าจะทั้งรูปของการพัฒนาให้ดีขึ้นตามทิศทางตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ของรัฐบาลคือ ประชาชนมีความการศึกษามากขึ้น มีรายได้มากขึ้น มีการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง(Participation)มากขึ้นมีความเป็นสมัยใหม่(Modernization)มากขึ้นตามสโลแกนของรัฐบาลในช่วงของการพัฒนาตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 "น้ำไหลไฟสว่าง ทางดี มีเงินใช้" ก็จะพบว่าในเขตเทศบาลตำบลเลิงนกทาได้มีระบบคมนาคมขนส่ง ระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการ ที่สะดวกสะบาย และจากคำขวัญที่ว่า" งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข"เมื่อมีการพัฒนาโครงพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่สะดวกสบายก็นำมาซึ่งการลงทุน การมีงานที่หลากหลาย คนก็มีรายได้ และมีการศึกษาที่ดีขึ้นดังคำขวัญว่า "การศึกษาดี มีเงินใช้ ไร้โรคา พาสุขสมบูรณ์" นี้ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น
แต่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายตามที่กล่าวข้างต้นก็จะพบว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นมีทั้งผลดีและผลเสีย ดังได้มีผลสรุปผลการดำเนินงานหลังสิ้นแผนพัฒนา
15
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับ 7 ว่า " เศรษฐกิจดี สังคมมีปัญหา เป็นการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน" ซึ่งชุมชนเทศบาลตำบลเลิงนกทาก็อยู่บริบทนี้ด้วย จากกระแสความเป็นสมัยใหม่(Modernization) กระแสค่านิยมตะวันตก(Westernization) ที่รับเอาวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาแบบผิดๆ โดยไม่มีการปรับให้เข้ากับสังคมเรา(Adaptation) เป็นการรับเอามาผิดๆ จึงก่อให้เกิดปัญหาสังคมตามมามายมากเช่น ค่านิยมในการแต่งกาย เส้นเดี่ยวเกาะอก ซึ่งเด็กวัยรุ่นนิยมมากก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรมตามมาหรือการรับเอาวัฒนธรรมการแต่งกายใส่เสื้อสูทในงานต่างๆทุกงาน ทำให้เสื้อผ้าที่เกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้าน(Indigenous Knowledge)ไม่ได้รับความนิยมทำให้คนไปนิยมของนอกซึ่งราคาแพงๆแต่ก็ไม่ได้มีคุณภาพดีกว่าสินค้าไทยทำให้ไทยต้องสูญเสียเงินตราต่างประเทศโดยไม่จำเป็น