| โรคลำไส้อักเสบติดต่อ (Canine Infectious Enteritis) |
โรคลำไส้อักเสบติดต่อนี้มีการระบาดครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2521 เชื้อที่ก่อให้เกิดโรคนี้จะแพร่กระจายทางอุจาระ อาการสำคัญ ได้แก่ การอาเจียน มีไข้ และท้องร่วงอย่างรุนแรง กลิ่นของอุจาระจะเหม็นคาวมาก ซึ่งเป็น ลักษณะเฉพาะของโรคนี้ พบว่าเกิดขึ้นบ่อยในลูกสุนัขที่อายุ 2-4 เดือน สำหรับสุนัขโตสามารถเกิดโรคได้เช่นกัน แต่อาการจะไม่รุนแรงเท่า และอาจหายได้เอง
จากการศึกษาพบว่ามีสุนัขบางพันธุ์ ได้แก่ Doberman และ Rottweiler มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคได้มากกว่าพันธุ์อื่นๆ
การวินิจฉัยโรคทำได้โดยนำตัวอย่างอุจาระส่งห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจหาเชื้อ หรือใช้วิธีตรวจหาระดับภูมิคุ้มกันในเลือด
สาเหตุที่ทำให้เกิดโรค
เกิดจากเชื้อไวรัส 2 ชนิด ได้แก่ Canine parvo virus หรือ Canine corona virus อย่างใดอย่างหนึ่ง ไวรัสเหล่านี้มีการค้นพบเป็นเวลานานแล้ว แต่เพิ่งพบว่าสามารถก่อให้เกิดโรคในสุนัขได้เมื่อไม่นานมานี้ โดยมีนักวิจัยเสนอว่าเชื้อไวรัสนี้น่าจะเป็นไวรัสที่กลายพันธุ์มาจาก Feline parvo virus ของแมว เชื้อทั้ง 2 ชนิดนี้ ทำให้เกิดโรคที่มีอาการใกล้เคียงกัน แต่ Parvo virus สามารถทำให้เกิดโรคได้รุนแรงกว่า Corona virus มาก
อาการ
ไวรัสจะมุ่งไปทำลายบริเวณที่เซลล์มีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว ได้แก่ ลำไส้ ไขกระดูก และ หัวใจของลูกสุนัข ทำให้สามารถแบ่งอาการได้เป็น 2 กลุ่มคือ Gastroenteritis เกิดบริเวณลำไส้ และ Myocarditis เกิดในหัวใจของลูกสุนัข ซึ่งยังมีการแบ่งเซลล์อยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม อาการ 2 กลุ่มนี้ มักเกิดขึ้นอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น เช่น หากลูกสุนัขเกิดอาการทางหัวใจ จะไม่พบอาการทางระบบทางเดินอาหาร
1) Gastroenteritis : สุนัขจะแสดงอาการซึม เบื่ออาหาร อาเจียน และ ท้องร่วงอย่างรุนแรง อุจจาระมีลักษณะเป็นน้ำ ระยะแรกมีสีปรกติ ต่อมาเมื่อโรคดำเนินไปมากขึ้น อุจจาระจะเป็นสีน้ำตาลมีกลิ่นเห็นมาก และเป็นกลิ่นเฉพาะของโรคนี้ สาเหตุ เนื่องมาจาก ไวรัสเข้าไปทำลายเนื้อผิว (epithelium) ของระบบทางเดินอาหาร ทำให้ villi ที่ประกอบจากเนื้อผิวสำหรับดูดซึมสารอาหารเสียสภาพ และ เกิดการอักเสบมีเลือดออก ระบบทางเดินอาหารของสุนัขจะไม่สามารถดูดซึมอาหารได้อีก จึงมีอาหารค้างอยู่ในลำไส้จนเน่า ทำให้สุนัขถ่ายเหลวมีกลิ่นเหม็น ขาดสารอาหาร และขาดน้ำอย่างรวดเร็ว ลักษณะเช่นนี้ จะทำให้สุนัขผอมและตายได้ในเวลาไม่นาน ดังนั้น อัตราการรอดของสุนัขจึงขึ้นอยู่กับชนิดของไวรัส และการดำเนินของโรค ถ้าติดเชื้อ Corona virus สุนัขจะไม่มีอาการรุนแรง และสามารถหายได้เอง สำหรับเชื้อ Parvo virus นั้นเป็นอันตรายมาก สามารถทำให้สุนัขตายได้ ดังนั้นจึงควรนำสุนัขไปพบสัตวแพทย์ทันทีที่เริ่มมีอาการ สุนัขจะมีโอกาสรอดได้มาก เพราะยังไม่เกิดพยาธิสภาพอย่างรุนแรงกับระบบทางเดินอาหาร
2) Myocarditis : พบได้น้อยกว่าอาการทางระบบทางเดินอาหาร เกิดในลูกสุนัขที่อายุน้อยกว่า 2 เดือน ซึ่งในช่วงนี้เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจกำลังแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว ลูกสุนัขจะหยุดดูดนมแม่ อาเจียน และมีอาการหายใจลำบาก เพราะ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ไม่สามารถทำหน้าที่ได้เต็มที่ จากนั้นจะตายด้วยอาการหัวใจวาย
3) Immunosuppression : เป็นอาการที่เกิดจาก Parvo virus เท่านั้น โดยเชื้อเข้าไปทำลายไขกระดูก และต่อมน้ำเหลือง ทำให้เม็ดเลือดขาวในร่างกายลดลง ภูมิคุ้มกันในร่างกายจึงลดลงตามภาวะเช่นนี้ ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนได้ง่าย เช่น โรคปอดบวมและหลอดลมอักเสบ, ช็อคเนื่องจากแบคทีเรีย
ความรุนแรงของโรค
เชื้อ Parvo virus ทำให้เกิดโรคที่มีความรุนแรงมาก และทำให้สุนัขตายได้ ส่วน Corona virus ทำให้สุนัขมีอาการคล้ายกับการติดเชื้อ Parvo virus แต่รุนแรงน้อยกว่า และหายเป็นปรกติได้เร็วกว่า ความรุนแรงของโรคยังขึ้นอยู่กับอายุของสุนัข ถ้าสุนัขอายุน้อย จะแสดงอาการที่รุนแรงมาก ในขณะที่สุนัขอายุมากอาการจะไม่รุนแรง และมีโอกาสรักษาให้หายได้มากกว่า
การรักษา
ต้องรีบนำสุนัขที่สงสัยว่าจะติดเชื้อไปพบสัตวแพทย์โดยเร็วที่สุด สัตวแพทย์จะให้ยาต่างๆ ตามอาการของสุนัข ได้แก่
1) น้ำ และแร่ธาตุ ชดเชยส่วนที่สูญเสียไปกับอุจาระและอาเจียน
2) กลูโคสเพื่อเป็นพลังงานสำหรับกระบวนการรักษาสมดุลย์ในร่างกาย
3) Antiemetic drug เพื่อระงับการอาเจียน และยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อนจากการที่ภูมิคุ้มกันลดลง
การป้องกัน
1) ฉีดวัคซีนป้องกันโรคลำไส้อักเสบ หรือฉีดวัคซีนรวม
2) ฆ่าเชื้อบริเวณที่สุนัขอยู่ด้วยยาฆ่าเชื้อ
ข้อมูลทั้งหมดนี้มิได้จัดทำขึ้นเพื่อให้คำแนะนำทางการแพทย์ และไม่จำเพาะสำหรับสุนัขพันธุ์ใดเป็นพิเศษ
The
Story of Jumbo Web Site
http://www.jumbo.get-2.com or http://www.geocities.com/prasitwutiwej
This Web Site is protected by copyright law. Copyright 2000 by Kwanchai Prasitwutiwej
All right reserved.