นำเสนอบทความ โดย... สิริโรจนา  


    ประชาธิปไตยต้องมีพื้นฐานจริยธรรม
    โดย Pope John Paul II จาก "Soul" ฉบับ July-August 2000

    ในการเริ่มต้นสหัสวรรษที่ 3 คำถามสำคัญอันหนึ่งเผชิญหน้าระบอบประชาธิปไตย แนวโน้มก็คือ การมองเห็นเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการปกครอง แบบประชาธิปไตยในชีวิตการเมือง "ทฤษฎีของปัญญาชนสัมพันธ์ ซึ่งระบุว่า ความจริงและคุณค่าจริยธรรมมิได้เป็นสิ่งสมบูรณ์ครบครัน แต่ขึ้นอยู่กับบุคคลหรือกลุ่มชนที่ยึดมั่นในสิ่งเหล่านั้น" โดยความคิดเห็นเช่นนั้น ความจริงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนส่วนใหญ่ และผันผวนไปตามแนวความคิด ของการเมืองและวัฒนธรรม ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่มั่นใจว่า ความจริงแท้เป็นสิ่งสมบูรณ์ครบครันและคงอยู่ตลอดไป ถูกมองเห็นเป็นคนปราศจากเหตุผลและความเคารพนับถือ ในด้านตรงกันข้าม เราคริสตชนเชื่อมั่นว่า "ถ้าไม่มีความจริงแท้สมบูรณ์ครบครันคอยแนะนำและชี้ทางแก่กิจกรรมของการเมือง ความคิดเห็นและการตัดสินใจก็จะถูกผันแปรเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวในการยึดครองอำนาจ" ประวัติศาสตร์พิสูจน์ว่า "ระบอบประชาธิปไตยไร้คุณค่าได้กลายเป็น ลัทธิรวบรวมอำนาจ ที่แอบแฝงอยู่ในประชาธิปไตย" (Centesimus annus, เลขที่ 46)

    ฉะนั้น เราต้องช่วยคริสตชนให้เข้าใจว่า การพิทักษ์รักษาบรรทัดฐานสากลและถาวรของจริยธรรมเป็นการทำประโยชน์ ไม่ใช่ต่อบุคคลเท่านั้น แต่ต่อสังคมทั้งมวลด้วย บรรทัดฐานเหล่านั้น "ต้องเป็นพื้นฐาน ที่ไม่สั่นคลอน และหลักประกัน ที่มั่นคงของการอยู่ร่วมกัน อย่างเที่ยงธรรมและมีสันติสุข ในระบอบประชาธิปไตยเที่ยงแท้" (Veeritas splendor, เลชที่ 96) ความจริง ประชา ธิปไตยเป็นเครื่องมือชิ้นหนึ่ง ไม่ใช่การจบสิ้น และ "ประชาธิปไตยจะยืนหยัดหรือล่มสะลาย พร้อมกับคุณค่า ซึ่งประชาธิปไตยได้เสริมสร้างและส่งเสริม" (Evangelium vitae, เลขที่ 70) คุณค่าหล่านี้ไม่อาจตั้งอยู่บนความคิดเห็นที่ไม่แน่นอน แต่ต้องอยู่ในการยอมรับกฎจริยธรรม ซึ่งมีจุดมุ่งหมายอันชอบธรรมเท่านั้น และเป็นจุดอ้างอิงได้ตลอดเวลาเมื่อถึงคราวจำเป็น

    ในเวลาเดียวกันพระศาสนจักรไม่อาจยอมรับวิธีการรุนแรงหรือเคร่งครัด ซึ่งในนามของอุดมการช่างคิดช่างฝันแบบวิทยาศาสตร์หรือศาสนา อ้างสิทธิในการกำหนดให้คนอื่นเชื่อว่า ความคิดเห็นของตนเป็นสิ่งดีงาม ความจริงของศาสนาคริสต์ไม่ใช่อุดมการ แต่เป็นการยอมรับความเป็นจริงที่ว่า สังคมและการเมือง ซึ่งเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่อาจถูกจำกัดขอบเขตอยู่ในโครงสร้าง ที่ตายตัว ยืดหยุ่นไม่ได้ สิ่งที่พระศาสนจักรปฏิบัติก็คือ การยืนยันศักดิ์ศรีเหนือธรรมชาติของมนุษย์ และการปกป้องเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนอย่างสม่ำเสมอ เสรีภาพที่พระศาสนจักรส่งเสริมบรรลุการพัฒนาอย่างเต็มที่ ในการการยอมรับความจริงและการแสดงความจริงอย่างเปิดเผย "ในโลกที่ปราศจากความจริง เสรีภาพจะไม่เป็นพื้นฐาน และมนุษย์จะตกอยู่ภัยอันตรายแห่งความรู้สึกหลงไหลอันรุนแรง และการกระทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวอย่างเปิดเผยหรือแอบแฝง" (Centesimus annus, เลขที่ 46)

    ไม่สงสัยเลยว่า สหัสวรรษใหม่จะมองเห็นปรากฎการณ์ของโลกานุวัฒน์ดำเนินต่อไป โดยกรรมวิธีนี้ ประชาโลกจะเคลื่อนตัวเข้าหากัน ใกล้ชิดกัน เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็น น้ำหนึ่งใจเดียวกันทั้งโลก ในข้อความนี้ เราต้องจดจำว่า "การมีส่วนร่วมของประชากรทั้งมวล อย่างมีอิสระภาพและการรับผิดชอบ ในกิจการงานของรัฐ เป็นเครื่องวัด "สุขภาพ" ของชุมนุมชนการเมือง" ความจริง การมีส่วนร่วมนั้น เป็นเงื่อนไขหนึ่งที่จำเป็น และหลักประกันที่แน่นอน ในการพัฒนาบุคคลทั้งครบและประชากรทั้งมวล" (Sollicitudo rei socialis, เลขที่ 44) อีกนัยหนึ่ง หน่วยสังคมเล็กๆ ไม่ว่าจะเป็นประเทศชาติ ชุมนุมชน เผ่าพันธุ์ กลุ่มศาสนา ครอบครัว หรือบุคคลก็ตาม จะต้องไม่ถูกกลืนหายไปอย่างสิ้นชื่อในชุมนุมชนใหญ่ๆ โดยที่ความเป็นของตัวเองสูญหายไป และเอกลักษณ์ของเขาถูกแย่งชิงไป ด้วยเหตุนี้ เราจะต้องพิทักษ์รักษาและส่งเสริมเสรีภาพของสังคมแต่ละชั้นและ แต่ละองค์กรในถิ่นที่อยู่ของเขา นี่คือหลักการสังคมใหญ่อนุเคราะห์สังคมเล็ก ซึ่งระบุว่า ชุมนุมชนใหญ่ๆจะไม่เข้าแทรกแซงชีวิตภายในของชุมนุมชนเล็กๆ ทำให้เขาปฏิบัติงานไม่ได้เต็มที่ ชุมนุมชนใหญ่ควรสนับสนุนชุมนุมชนเล็ก และช่วยประสานกิจกรรมของเขากับชุมนุมชนอื่นๆในสังคม ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง (cf. Centesimus annus, เลขที่ 48) ความคิดเห็นของประชาชนต้องได้รับการศึกษา ในเรื่องความสำคัญของหลักการสังคมใหญ่อนุเคราะห์สังคมเล็ก เพื่อความอยู่รอดของสังคมในการปกครองแบบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

    การท้าทายทั่วโลก ที่ครอบครัวมนุษยโลกเผชิญหน้าในสหัสวรรษใหม่ ได้แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดถึงคำสั่งสอนของพระศาสนจักรเกี่ยวกับสังคมศาสตร์ เรามีหน้าที่ต้องร่วมมือกับทุกศาสนา และเป็นหนึ่งเดียวในศาสนาคริสต์

    ในศตวรรษที่พึ่งผ่านไปเราได้เห็นการความก้าวหน้าอันใหญ่หลวงของความคิดริเริ่มของหลายๆฝ่าย ในการปกป้องศักดิ์ศรีของมนุษยชนและส่งเสริมสันติภาพ บัดนี้เรากำลังเริ่มศักราชใหม่ ซึ่งแลเห็นการสานงานต่อจากความพยายามเหล่านั้น โดยการปฏิบัติงานของชายหญิงทุกคน ผู้มีน้ำใจดี อย่างพร้อมใจและสามัคคีกัน เราก็จะบรรลุผลยิ่งใหญ่ในการทำให้ "ประชาธิปไตยเที่ยงแท้" กลายเป็น "ประชาธิปไตยเพียบพร้อมด้วยคุณค่า" ฝันที่เป็นจริงของชายหญิงแห่งศตวรรษที่ 21

    จากคำปราศรัยของบิดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ ประทานแก่การประชุมครบองค์ครั้งที่ 6 ของสมณะบัณฑิตยสภาแห่งสังคมศาสตร์ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2000 ตีพิมพ์จากต้นฉบับภาษาอังกฤษ L'Osservatore Romano, 8 มีนาคม 2000


bCentral Counter  
  Send mail to [email protected] with question or comments about this web.
Copyright @ 1995 Data Computer's House.  2123-2125 Suebsiri Rd. Nai-muang,
Nakhon-Ratchasima. 30000 Thailand.   Last  

 

1