:บทกวีหลานถิงซวี่:
บทกวีหลานถิงซวี่(หลาน แปลว่า กล้วยไม้ ถิง แปลว่า ศาลา ซวี่ แปลว่า บทกวี) ใครชอบเขียนพู่กันจีนก็ต้องรู้จักกวีบทนี้ดี ประพันธ์โดยนักเขียนพู่กันจีนลือชื่อของจีน หวางซีจือ ลายมือของท่านเป็นที่ชื่นชอบนับตั้งแต่องค์พระจักรพรรดิ์ลงมาจนถึงคนธรรมดามาจนทุกวันนี้ เนื้อหาบรรยายถึงการชุมนุมของกวีผู้มีชื่อเสียงที่ศาลาหลานถิง ในเดือนที่สามของปีที่เก้าแห่งราชวงศ์จิ๋น ปีคศ. ๓๕๓ อยู่ในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ ศาลานี้สร้างขึ้นในราชวงศ์ฮั่น อยู่ที่ชานเมือง Shao Xing นั่งรถไฟจากเมืองหังโจวราวชั่วโมงครึ่งก็ถึง

เล่ากันว่า วันขึ้นสามค่ำเดือนสามตามจันทรคติจีนเป็นวันคล้ายวันประสูติของพระแม่เจ้าตะวันตกผู้เป็นเทวี ชาวจีนถือพระแม่เจ้าเป็นสัญลักษณ์แห่งอายุยืนและคงความงามตลอดไปไม่ชรา ในหนังสือ "พระราชประวัติพระเจ้าฮั่นหวู่ตี้" จักรพรรดิของราชวงศ์ฮั่นบันทึกไว้ว่า พระแม่เจ้าตะวันตกพระราชทานผลท้อพันธุ์ "ผานถาว" ซึ่งมีผลสามพันปีครั้งหนึ่งแก่พระเจ้าฮั่นหวู่ตี้ จากนั้น มีการสร้างวัด "ผานถาวกง" ซึ่งเป็นวัดลัทธิเต๋าขึ้นในกรุงปักกิ่ง แต่ละปีพอถึงวันขึ้นสามค่ำเดือนสามวันคล้ายวันประสูติของพระแม่เจ้าตะวันตก ทางวัดผานถาวกงดังกล่าวก็จะจัดงานวัดอย่างมโหฬาร

วันขึ้นสามค่ำเดือนสามยังเป็นเทศกาลเที่ยวชมธรรมชาติช่วงฤดูใบไม้ผลิสำหรับชาวจีนด้วย เป็นประเพณีที่มีมาแต่โบราณ สามารถย้อนไปถึงสมัยราชวงศ์โจวเมื่อหลายพันปีก่อน ในวันมะเส็งแรกของเดือนสาม ผู้คนจะไปชำระร่างกายให้สะอาดที่ริมน้ำ เพื่อให้หายเจ็บไข้ได้ป่วย ชำระจิตใจให้สะอาดและปัดเป่าสิ่งอัปมงคลให้ออกไป ในสมัยราชวงศ์ฮั่น วันมะเส็งแรกเดือนสามได้กลายมาเป็นเทศกาลหนึ่

ต่อมาในสมัยราชวงศ์เว่ยและราชวงศ์จิ้นเมื่อพันกว่าปีก่อน มีการกำหนดให้วันขึ้นสามค่ำเดือนสามเป็นวันชำระร่างกายแทนที่จะเป็นวันมะเส็งแรกของเดือนสาม แล้วค่อยๆ พัฒนามาเป็นเทศกาลเที่ยวชมธรรมชาติช่วงฤดูใบไม้ผลิ และจัดงานเลี้ยงชุมนุมกันที่ริมน้ำ เป็นต้น เช่น หวางซีจือ นักอักษรศิลป์จีนสมัยราชวงศ์จิ้นเคยจัดงานเลี้ยงเพื่อนๆ ที่ศาลาหลานถิง ณ วันขึ้นสามค่ำเดือนสามปีที่ 9 รัชกาลหย่งเหอของพระเจ้าจิ้นมู่ตี้ บทกวีที่เพื่อนๆ แต่งขึ้นมานั้นได้รวบรวมเป็นเล่ม หวางซีจือได้เขียนบทนำในหนังสือเล่มนั้น บทนำดังกล่าวเรียกว่า "บทนำหนังสือรวบรวมหลานถิง" เป็นผลงานชิ้นเอกของหวางซีจือ จากนั้นก็มีประเพณีการแต่งกวีกันในวันขึ้นสามค่ำเดือนสาม

เดือนสามตามจันทรคติเป็นช่วงที่โลกตื่นจากหลับไหล อากาศกำลังอุ่นขึ้น ดอกไม้เริ่มบานสะพรั่ง เป็นโอกาสอันดีสำหรับผู้คนในภาคเหนือที่จะสามารถชมดอกไม้นานาพันธุ์ เช่น ดอกท้อ ดอกอิ๋งชุนหรือดอกต้อนรับวสันต์ และดอกสาลี่ เป็นต้น สำหรับชาวชนชาติจ้วงนั้น วันขึ้นสามค่ำเดือนสามเป็นเทศกาลที่คึกคัก จะมีการจัดงานร้องเพลงกันในวันนั้น หนุ่มสาวจะถือโอกาสนี้ร้องเพลงโต้ตอบกัน โยนลูกช่วงและเกี้ยวพาราสีกัน เป็นต้น ส่วนอาหารที่จะขาดเสียไม่ได้ในวันนั้นคือข้าวเหนียว

นอกจากนี้ในบางพื้นที่จะถือเอาวันขึ้นสามค่ำเดือนสามเป็นวันสมโภชพระภูมิเจ้าที่และเจ้าแห่งภูเขา ส่วนชนชาติหลีถือเอาวันขึ้นสามค่ำเดือนสามเป็นวันเซ่นไหว้บรรพบุรุษ จะมีการจัดกิจกรรมต่างๆ รอบกองไฟ เช่น การร้องเพลงชาวเขา การแข่งขันมวยปล้ำและการโล้ชิงช้า เป็นต้น หนุ่มสาวจะพูดคุยความในใจสู่กันฟัง ให้ของขวัญแก่กันและกัน และนัดกันว่าจะมาพบกันใหม่ในวันขึ้นสามค่ำเดือนสามในปีถัดไป
Hosted by www.Geocities.ws

1