:บทกวีจีนแต่โบราณ:
โพธิ์มิใช่ไม้
คันฉายมิใช่แท่น
ความจริงไร้ทุกสิ้ง
ไยต้องเปื้อนธุลี  

นั้นเป็นโศลกของท่าน ฮุ่ยเหนิง ที่ท่านแต่งไว้ (ในขณะท่านยังเป็นเบ๊ทำงานตำข้าวกับตักน้ำในห้องครัวของวัด) โดยเป็นการแย้งโศลกของพระรูปหนึ่ง ท่าน เสินซิ่ว (ศิษย์เอกประจำวัด) ซึ่งต่างก็พยายามที่จะตอบคำถามของท่านสังฆราชนิกายเซ็น คนที่ห้า ท่าน หงเหริ่น

โดยท่าน หงเหริ่น บอกว่าขอให้ทุกคนพยายามเขียนโศลก ซึ่งบอกถึงสิ่งที่ตัวเองคิดได้จากการการศึกษาพระธรรม  ผู้ที่ตอบได้ถูกใจท่าน จะได้สืบตำแหน่งสังฆราชของท่านต่อไป

ี้ซึ่ง ท่าน เสินซิ่ว ในฐานะศิษย์เอกได้แต่งโศลกขึ้นมาว่า โดยท่าน เสินซิ่วได้แอบออกไปเขียนโศลกนี้ไว้บนกำแพงอาราม ซึ่งท่าน เขียนไว้ว่า

เซิน ซื่อ ผู ถี ซู่ว์ (ตัว(เรา)คือต้นโพ)

ซิน หรู หมิง จิ้ง ไถ (ใจ(เรา)ดั่งกระจกเงาใส)

สชือว์ สชือว์ ฉิน ฝู ชซื่อ (จงหมั่นเช็ดถูเป็นนิจ)

มั่ว สฉือว์ โหย่ว เฉิน อาย (อย่าให้(กระจก)มีฝุ่นจับ)

เมื่อท่าน หงเหริ่น เห็น โศลกนี้ ก็บอกว่าการฝึกฝนอย่างพากเพียรนั้นย่อมมีประโยชน์ แต่ว่า การฝึกฝนอย่างเดียวนั้นก็ไม่จำเป็นที่จะช่วยให้คนเราสามารถรู้แจ้งได้

ในขณะเดียวกันก็มีคนนำโศลกนี้ไปท่อง โดยบังเอิญ ท่าน ฮุ่ยเหนิง ไปได้ยินเข้า จึงบอกกับคนนั้นว่า คนแต่งโศลกนี้ยังไม่รู้แจ้งเห็นจริง แล้วก็อยากจะวานให้คนนี้ช่วยเขียนโศลกของตน ข้าง ๆ โศลกของท่าน เสินซิ่ว ซึ่งโศลกของท่าน ฮุ่ยเหนิง ก็คือ

ผู ถี เปิ่น อู๋ ซู่ว์ (ไม่มีซึ่งต้นไม้ ไยจะมีต้นโพได้)

หมิง จิ้ง อี้ เฟย ไถ (ไร้ซึ่งกระจกเงา)

เปิ่น ไหล อู๋ อี อู้ (แต่เดิมในเมื่อไม่มีอะำไร)

เหอ ชู่ เหร่อ เฉิน อัย (แล้วจะมีที่ไหนให้ฝุ่นมาจับเกาำะได้)

ซึ่งเมื่อท่าน หงเหริ่น เห็นโศลกนี้เข้า ท่าน ก็ถามว่าใครเป็นคนแต่ง ให้ไปเรียกตัวมา เมื่อท่านฮุ่ยเหนิงมาถึง ท่าน หงเหริ่น ไม่พูดพร่ำทำเพลง จัดการถอดรองเท้า ใช้รองเท้าลบโศลกของท่านฮุ่ยเหนิงทิ้ง แล้วก็ทำการตบหัวท่าน สามครั้ง แล้ว คืนนั้นยามสาม ท่านฮุ่ยเหนิงก็ไปพบท่าน หงเหริ่น โดยท่าน หงเหริ่น ก็ได้ถ่ายทอดตำแหน่งสังฆราช นิกาย เซ็น พร้อมกับสัญลักษณ์ ซึ่งก็คือ จีวร และ บาตร ของท่านตั๊กม้อ ให้ท่าน ฮุ่ยเหนิง ไป

ต่อมา นิกาย เซ็น ในประเทศจีน จึงมีการแบ่งแยกออกเป็น สอง แขนง คือ สายเหนือ กับ สายใต้ โดย ท่าน เสินซิ่ว เป็น ตัวแทนของสายเหนือ และท่าน ฮุ่ยเหนิง เป็นตัวแทนของสายใต้

Hosted by www.Geocities.ws

1