ความรู้เบื้องต้นในการดูแล และใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์

ข้อควรปฏิบัติ และไม่ควรปฏิบัติ (DO & DON'T)

ข้อควรปฏิบัติ

- เมื่อพบเครื่องที่เป็นไวรัส หรือสงสัยว่าติดไวรัส เพื่อป้องกันการแพร่ต่อไปยังเครื่องอื่น ๆ หรือ ไวรัสไปทำลายข้อมูลต่าง ๆ เพิ่มเติมได้ ต้องทำการ scan พร้อมทั้งกำจัด virus ทันที

- หากเครื่องมีปัญหาจำเป็นต้องปิดเปิดเครื่องใหม่ ให้ปิดเครื่องแล้วรอประมาณ 10 วินาที จึงเปิด เครื่องได้ ไม่ควรย้าย หรือถอดสายใดๆ ที่ต่อกับอุปกรณ์ของเครื่อง ในขณะที่กำลังใช้งานอยู่

- หากมีปัญหาเกี่ยวกับเครื่อง ควรขอคำแนะนำจากคนที่ท่านคิดว่าให้คำแนะนำแก่ท่านได้

- ควรตรวจสอบงานที่จะพิมพ์ให้ถูกต้องบนหน้าจอก่อนพิมพ์ (Print Preview)

- เพื่อเป็นการประหยัด ใช้กระดาษที่เสียไปหน้าเดียว สำหรับพิมพ์งานร่าง

- ปิดเครื่องทุกครั้งที่เลิกทำงานแล้ว

- ใช้ฟอนต์ภาษาไทยมาตรฐานโปรแกรมของ Windows (ที่ลงท้ายชื่อฟอนต์ด้วย UPC) เพื่อให้ ข้อมูล สามารถใช้งานร่วมกันได้สะดวก

- ออกจากโปรแกรม Windows ก่อนการปิดเครื่องเสมอ เนื่องจาก Windows มักเปิดไฟล์ต่าง ๆ ทิ้งไว้

- ควรติดตั้งเครื่องพีซีและอุปกรณ์ในที่ ๆ มั่นคง เพราะการสั่นสะเทือน หรือแรงกระแทกจะทำให้ เกิดความเสียหายต่อเครื่องได้

- การปิดหรือเปิดเครื่อง บ่อย ๆ จะทำให้อายุการใช้งานของเครื่องและอุปกรณ์สั้นลง

- หมั่นทำความสะอาดเครื่องอย่างน้อยทุก ๆ 3 เดือน

- หัวอ่านดิสก์นั้นจะต้อง ทำความสะอาดด้วยชุดล้างหัวอ่านดิสก์ อย่างน้อยปีละครั้ง

- ข้อมูลต่าง ๆ ควรจะต้องเก็บสำรองแยกต่างหากอีกอย่างน้อย 1 ชุด ทั้งนี้ขึ้นกับความสำคัญของ ข้อมูลนั้น ๆ ว่าจะต้องสำรองข้อมูลบ่อยขนาดไหนและจะสำรองกี่ชุด

- สายเชื่อมต่อเช่นสายต่อเครื่องพิมพ์ต้องได้รับการดูแลตรวจสอบให้เรียบร้อยการเชื่อมต่อต่าง ๆ ต้องไม่ หลุดหรือหลวม

- ควรทำการสร้างไดเรกทอรีส่วนตัว เพื่อทำการเก็บข้อมูลโดยแยกตามชนิดของแฟ้มข้อมูล เช่น แฟ้มข้อมูลที่เป็น Word ก็ควรเก็บไว้ในไดเรกทอรี่หนึ่ง เช่น C:\user1\word เป็นต้น

- การเก็บรักษาแผ่น diskette ควรเก็บไว้ในที่ร่มเพื่อไม่ให้ถูกแสงแดด และเก็บให้ห่างจากควมร้อน ความชื้น และฝุ่นละออง

- ในการพกพาแผ่น diskette ควรหากล่องมาใส่เพื่อป้องกันฝุ่นละอองและการเกิดรอยบนแผ่นแม่ เหล็ก

- ตำแหน่งในการวางเครื่องคอมพิวเตอร์ควรวางให้ด้านหลังของเครื่องห่างจากผนังประมาณ 6 นิ้ว

- ควรหาผ้ามาคลุมเครื่องคอมพิวเตอร์ไว้เพื่อป้องกันฝุ่นละออง ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความเสียหาย ต่อ chip และแผงวงจรได้

ข้อไม่ควรปฏิบัติ

- ไม่นำโปรแกรมต่างๆ มาใช้งานก่อนการตรวจสอบไวรัส

- ไม่นำโปรแกรมเกมมาลง หรือเล่นในเครื่องของบริษัท

- ข้อมูลไม่ใช้งานแล้วให้ลบทิ้ง หรือทำสำรองไว้ที่แผ่นดิสค์ส่วนตัว หรือบีบข้อมูลเก็บไว้

- ไม่ควรนำอาหาร เครื่องดื่ม หรือสูบบุหรี่ใกล้กับตัวเครื่อง เพราะอาจเป็นเหตุให้เกิดวามเสียหาย ได้

- ไม่ตั้งชื่อไฟล์หรือไดเร็กทอรี เป็นภาษาไทย เพราะจะใช้งานไม่ได้

- ไม่เปิดเครื่องหรือเปิดโปรแกรมทิ้งไว้โดยไม่ใช้งาน เพื่อให้ผู้อื่นสามารถใช้เครื่องได้

- ไม่วางของไว้บนเครื่องคอมพิวเตอร์

สิ่งที่ควรปฏิบัติประจำวันในการใช้งานคอมพิวเตอร์

การดูแลรักษาเครื่องคอมพิวเตอร์ให้ทำงานได้ดีเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเมื่อใดก็ตามที่เครื่องคอมพิวเตอร์ไม่สามารถทำงานได้หรือทำงานผิดปกติ ก็อาจจะทำให้งานที่ทำอยู่เกิดหยุดชะงัก จึงขอแนะสิ่งที่ควรปฏิบัติประจำวันในการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ ดังนี้

หลังจากกดปุ่มเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ และเมื่อบูตเครื่องเสร็จควรรอประมาณ 8-10 วินาที ก่อนเริ่มช้งาน เพื่อให้เครื่องได้พักจากนั้นทำการตรวจสอบ hard disk เพื่อดูว่า hard disk มีความเสียหายหรือไม่ เช่น อาจจะเกิด lost chain หรือ cross-linked เป็นต้น โดยคำสั่งที่ใช้ในการตรวจสอบคือ “ chkdsk /f “เมื่อพิมพ์คำสั่งนี้แล้วกดปุ่ม enter โปรแกรมก็จะทำการค้นหาข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นภายใน hard disk พร้อมทั้งทำการแก้ไขให้โดยอัตโนมัติ (การใช้งานคำสั่งนี้โดยละเอียดจะอธิบายไว้ในตอนท้ายของบทนี้)

หลังจากทำการตรวจสอบ hard disk แล้ว สิ่งที่ควรทำต่อไปคือ การตรวจหาไวรัส ซึ่งการใช้คำสั่ง scan virus จะอธิบายไว้ในบทที่ 3ในการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์หลายท่านอาจจะพบอาการที่เครื่องคอมพิวเตอร์ไม่มีการตอบสนองต่อคำสั่งใด เช่น ไม่มีการตอบรับคีย์บอร์ด ซึ่งอากานี้จะเรียกว่าอาการ hang ซึ่งอาจจะเนื่องจากมีการโหลดข้อมูลไปเก็บไว้ในหน่วยความจำมากเกินไป หรืออาจจะพบว่าการทำงานของเครื่องผิดปกติ วิธีการแก้ไขคือ ทำการบูตเครื่องใหม่ ในการบูตเครื่องมีอยู่ 2 วิธี คือ Cold boot และ Warm boot

- Cold Boot คือ การกดปุ่มปิด-เปิดเครื่องใหม่ ซึ่งอาจจะทำได้โดยการกดปุ่ม reset แต่ถ้าบางเครื่องที่ไม่มีปุ่ม reset ก็อาจทำได้โดยการกดปุ่มปิด-เปิดเครื่องก็ได้ ซึ่งการบูตเครื่องแบบนี้ข้อมูลที่อยู่ในหน่วยความจำก็จะถูกล้างออกไป

- Warm Boot คือ การกดปุ่ม control + alt + delet ซึ่งมีหลายท่านที่ใช้วิธีการนี้ แต่วิธีนี้จะไม่มีการเคลียร์ข้อมูลที่อยู่ในหน่วยความจำดังนั้น ในการบูตเครื่องถ้าต้องการบูตเพื่อเคลียร์หน่วยความจำควรใช้การบูตแบบ Cold boot

การใช้คำสั่ง CHKDISK (ตรวจสอบและซ่อมแซม disk)

CHKDSK ย่อมาจาก Check Disk เป็นคำสั่งที่มีประโยชน์มากในการตรวจสอบสภาพและซ่อมแซมสิ่งผิดพลาดบนแผ่นดิสด์ในลักษณะต่าง ๆ ซึ่งโดยทั่วไปเราไม่ค่อยได้สังเกตกันจนกว่าจะมีปัญหาเกิดขึ้นเสียก่อน

รูปแบบ CHKDSK [drive] [/f]

/f หมายถึง fix คือ ให้ทำการซ่อมแซมโครงสร้างใหม่บนแผ่นดิสก์ ถ้าไม่ใส่จะไม่ซ่อมแซมให้ เพียงแต่ตรวจสอบดูเท่านั้น ถ้าไม่ใส่ชื่อไดรว์ CHKDSK จะทำงานกับไดรว์ปัจจุบัน

ปัญหาที่ CHKDSK เกี่ยวข้องและสามารถช่วยได้มีหลายลักษณะ คือเนื้อที่บางส่วนบนดิสก์ใช้งานไม่ได้หรือหายไป (lost cluster)ทั้งนี้ไม่ได้เกิดจากเชคเตอร์เสีย แต่จะเป็นข้อมูลใน FAT (File Allocation Table คือ ตารางที่บอกว่าไฟล์ไดถูกเก็บไว้ที่ส่วนใดของ hard disk) เกิดความผิดพลาดทำให้เกิด “กลุ่มของเชคเตอร์” หรือที่เราเรียกว่า “คลัสเตอร์” ที่ดูเหมือนถูกใช้งาน แต่ความจริงไม่มีไฟล์ไหนใช้เลย (lost cluster) คำสั่ง CHKDSK จะตรวจหากลุ่มของเชคเตอร์เหล่านี้ และนำมันมาสร้างเป็นไฟล์เพื่อให้คุณตรวจสอบดูด้วย test editor หรือโปรแกรมอื่น ๆ ว่ามีข้อมูลที่จะใช้อยู่บ้างหรือไม่ ถ้าไม่มีค่อยลบทิ้งไปเองภายหลัง เพื่อให้เนื้อที่ส่วนดังกล่าวสามารถใช้งานได้ดีอีกครั้งหนึ่ง คำสั่ง CHKDSK ในกรณีนี้จะรายงานถึงข้อมูลอื่น ๆ เกี่ยวกับสภาพของดิสก์และหน่วยความจำภายในเครื่องออกมาด้วย ตัวอย่างเช่น จากรูปจะเห็นว่า file ที่ 2 จะประกอบไปด้วย 3 cluster แต่ปรากฎว่า cluster อยู่ 1 cluster ที่ไม่มีการเชื่อมต่อจาก cluster ที่ 1 และ file ที่ 4 จะประกอบไปด้วย 4 cluster แต่ปรากฎว่า cluster อยู่ 3 cluster ที่ไม่มีการเชื่อมต่อจาก cluster ที่ 1 ซึ่ง cluster ทั้ง 4 ที่ไม่มีขาดการเชื่อมต่อนี้จะเรียกว่า lost cluster

หลังจากนี้ CHKDSK จะเริ่มแจ้งข้อผิดพลาดที่พบ ซึ่งโดยทั่วไปคือกลุ่มของเชคเตอร์ที่หายไป หรือ lost cluster เช่น เมื่อพิมพ์คำสั่ง chkdsk c: /f เพื่อทำการตรวจสอบ hard disk และถ้าพบว่ามี lost cluster ก็จะมีข้อความขึ้นมา ดังนี้

lost cluster found in 1 chains พบกลุ่มของเชคเตอร์ที่หายไป

convert lost chains to file (y/n)?

แปลงกลับเป็นไฟล์หรือไม่? (ถ้าแปลงให้ตอบ Y)

bytes disk space would be free

บนเนื้อที่ที่สามารถเรียกคืนมาได้ในดิสก์

CHKDSK จะแปลงข้อมูลใน lost cluster ที่ต่อเนื่องกัน chain ใน FAT) แต่ละ chain มาเป็นแต่ละไฟล์ โดยเริ่มจากไฟล์ file0000.chk file0001.chk ไปเรื่อย ๆ เมื่อคุณตรวจดูไฟล์เหล่านี้เป็นที่พอใจแล้วก็อาจจะซ่อมแซม แก้ไข หรือลบทิ้งไปได้ตามต้องการ เนื้อที่ของไฟล์เหล่านี้ก็จะเป็นที่ว่างที่ใช้ได้อีกครั้งหนึ่ง

ไฟล์บนดิสก์ถูกเก็บโดยไม่ต่อเนื่องกัน (fragmented) ไฟล์บนดิสก์ถูกเก็บแยกกันอยู่ในเชคเตอร์หรือคลัสเตอร์จำนวนมากที่ไม่ต่อเนื่องกัน ทำให้โปรแกรมที่ใช้ดิสก์ทำงานช้าลง เนื่องจากหัวอ่านของดิสก์ไดรว์เสียเวลามากในการเลื่อนไปเลื่อนมาเมื่ออ่านหรือบันทึกข้อมูลลงไป การที่ไฟล์ถูกเก็บในเนื้อที่ที่ไม่ต่อเนื่องกันนี้เป็นผลมาจากการที่ไฟล์มีขนาดใหญ่ขึ้น จากการแก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อมูลจนล้นที่เดิม ต้องข้ามไปใช้เนื้อที่ว่างที่อื่นดังรูป

ผลก็คือไฟล์ที่แตกเป็นส่วน ๆ หรือ fragmented file นั่นเอง ซึ่งนอกจากจะมีผลให้โปรแกรมทำงานช้าลงแล้ว ยังเป็นปัญหาเวลาต้องกู้ไฟล์หรือ Undelete ไฟล์ที่ลบทิ้งคืนมาด้วย

ไฟล์พันกัน (cross-linked)

กรณีที่ไฟล์มีข้อมูลผิดไปจากที่ควรจะเป็น หรืออ่านโดยโปรแกรมที่สร้างไฟล์นั้นเองไม่ได้ ซึ่งน่าจะเป็นเพราะมีโปรแกรมบางโปรแกรมไปแก้ไขไฟล์นั้นให้ผิดรูปแบบไป ซึ่งกรณีหนึ่งซึ่งเป็นไปได้แต่ไม่พบบ่อยนัก คือ โปรแกรมอื่นแก้ไขไฟล์อื่นแล้วมามีผลกระทบถูกไฟล์ของเราโดยไม่เจตนา ทั้งนี้เพราะโปรแกรมนั้นมองบางส่วนในไฟล์ของเราเป็นไฟล์ของมัน ซึ่งอาจเกิดจากโปรแกรมทำงานผิดพลาดเองหรือระบบเก็บข้อมูลในดิสก์ที่ FAT ผิดพลาดไป (เช่น ไฟฟ้าขัดข้องขณะใช้งานหรือโดยไวรัสเล่นงาน) ทำให้บางคลัสเตอร์ไป ปรากฎอยู่ในไฟล์มากกว่า 1 ไฟล์ พร้อม ๆ กัน ซึ่งเรียกว่าไฟล์เหล่านั้น “พันกัน” (cross-linked) ผลคือทุกโปรแกรมต่างก็มองเห็นไฟล์นั้นเป็นของตัวเอง ต่างก็แก้ไขข้อมูลไปตามหน้าที่ของตน ทำให้ข้อมูลจริงในดิสก์เป็นไปตามที่โปรแกรมสุดท้ายแก้ไขไว้

Hosted by www.Geocities.ws

1