ซื้อ " พีซีราคาถูกต้อง " ระวังอะไร? 

              ถ้าเราสนใจจะซื้อพีซีที่เป็นเซตราคาถูก เราจำเป็นจะต้องรู้อะไรบ้าง และ ทางด้านผู้ขายจะมีลูกเล่นอะไรที่เราต้องระวังให้ดี ซึ่งสิ่งต่อไปนี้ ถือว่าสำคัญทีเดียว สำหรับการป้องกันตัวเองในยุคเศรษฐกิจฝืดเคืองเช่นนี้

             
อันดับแรกสำหรับการซื้อพีซีราคาถูกนั้น ก็คงต้องพูดกันถึงเรื่องราคาก่อน ราคาถูกในที่นี้จะต้องดูด้วยว่าถูกเพราะอะไร เป็นของเก่าตกรุ่น หรือ ของมือสองหรือเปล่า เพราะจากการสำรวจตลาดเมื่อปลายเดือนมีนาคมนี้ ปรากฏว่ามีบางร้านที่นำเซต Pentium 166 กลับมาขายในราคาประมาณ 17,000 บาท ซึ่งถูกแน่นอนในความคิดของคนหลายคนที่ไม่ได้สำรวจตลาด แต่ไม่ดีแน่กับการลงทุนครั้งนี้ เพราะมันคงจะไม่รองรับการใช้งาน Software ใหม่ๆ ในปัจจุบัน และคงไม่สามารถหาอะไหล่มาเปลี่ยนได้ยามเครื่องเสีย  ข้อแนะนำ เพิ่มเงินอีกสักนิดซื้อเป็นเป็นเซต Celeron หรือ K6-2 น่าจะเวิร์กกว่า เราจะได้ความเร็วที่มากกว่ากันหลายเท่าตัว พร้อมกับความมั่นใจที่ว่า เครื่องที่เราซื้อนี้ยังสามารถอัพเกรดต่อไปได้อีกในอนาคต ซึ่งปัจจุบันเครื่องที่ใช้เซลเลอรอน หรือ K6-2 นี้ก็มีราคาต่ำกว่า 20,000 บาท 

            
  อันดับที่สอง อย่าเห็นแก่ของแถม มีโฆษณาจากหลายร้านว่า แถม modem, แถม sound card, แถม display card แถมลำโพง ฟรี แต่พอเข้าไปสอบถามดูปรากฏว่าเป็นอุปกรณ์ที่ติดมากับ Mainboard อยู่แล้ว ทำให้ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเครื่องเซตนี้จึงถูก เพราะอุปกรณ์ประเภท on board สำหรับเมนบอร์ดที่ไม่มีชื่อเสียงนั้น จะมีราคาที่ถูกแต่ประสิทธิภาพต่ำกว่าประเภท card อยู่เล็กน้อย ซึ่งอุปกรณ์บางชนิดยิ่งมีข้อเสียหนักตรงที่เป็น on board ประเภทที่ไปใช้ส่วนของ memory ปกติร่วมกับ CPU คือ ไม่มี memory เป็นของตนเอง ทำให้เครื่องประเภทนี้ช้าเข้าไปอีก ดังนั้นต้องดูให้ดีนะครับ ถ้าจะเลือก on board ก็ให้เลือกเอาที่มีชื่อเสียงหน่อย และไม่ควรเลือกชนิดที่มีทุกอย่าง on board ทั้งหมด 

              ต่อมา
อันดับที่สาม เรื่องการปกปิดสเปก เมื่อเขาไม่ได้บอกมาให้หมด เราจำเป็นจะต้องเข้าไปคุยกับเขา บางร้านพูดจาดีก็พอคุยกันได้ แต่บางร้านหน่ะสิ  คงคิดว่าของเขาถูก เลยพูดจาไม่รักษาน้ำใจกัน จะซื้อก็ซื้อ ไม่ซื้อก็ไปให้พ้น แล้วเราจะไปสนใจเขาทำไมหล่ะ  เพราะสิ่งสำคัญที่ผู้ซื้ออย่างเราต้องการ ไม่ใช่เพียงสินค้าคุณภาพดีราคาถูก แต่เรายังต้องการความสบายใจในการซื้อ, การรับประกัน, และบริการหลังการขาย ซึ่งอันนี้ก็แน่นอนว่า Brand name computer และ Local Brand name computer ทั้งหลายจะทำได้ดีกว่า ทั้งนี้ จากสมการที่ว่า ราคาพีซี = ราคาชิ้นส่วนอุปกรณ์ + ราคาซอฟต์แวร์ + การรับประกัน + การบริการ + การโฆษณา ดังนั้นผลลัพธ์ที่ได้จากคอมพิวเตอร์ 2 ประเภทนี้ จึงมีราคาที่แพงกว่าพวก No name อย่างเห็นได้ชัด กลับมาที่เรื่องสเปก เรามาเจาะลึกกันลงไปอีกนิดถึง การดูสเปกให้เป็น และคำถามที่เราควรจะถามจากผู้ขายเพื่อป้องกันตัวเองจากการถูกหปิดหูปิดตา โดยจะแจงถึง 4 ชิ้นส่วนที่ผู้ขายมักจะมีลูกเล่นกับเรา

1) Mainboard ทางร้านจะพยายามเลือกรุ่นที่ fit กับตัว CPU คือเราจะไม่สามารถอัพเกรดได้ในภายหลัง อย่างเช่นถ้า CPU รุ่น Celeron 333 ก็จะใช้ Mainboard ที่รองรับได้สูงสุด 333 เช่นกัน อันนี้ต้องดูให้ดี เพราะเราไม่ได้ซื้อเครื่องมาใช้แค่วันนี้ แต่เราต้องให้มีความยืดหยุ่นสำหรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตด้วย นอกจากนี้ยังมีเรื่องสถาปัตยกรรม Mainboard ที่แทบทุกร้านเลยจะไม่บอกว่าเครื่องของตนเป็นแบบใด แต่โดยส่วนใหญ่แล้วพีซีราคาถูกก็จะเป็น AT ซึ่งขอแนะนำให้ใช้ ATX จะดีกว่า และเรื่องสุดท้ายสำหรับ Mainboard ก็เห็นจะเป็น chipset ถ้าสเปกเป็น Celeron แบบ Slot 1 ส่วนใหญ่ทางร้านจะใช้ EX ที่มีความเร็วบัสเพียง 66 MHz และก็ไม่รองรับกับ Pentium II แต่ทั้งนี้ก็ต้องตระหนักให้ดีว่า สิ่งที่คุณต้องการ กับงบประมาณจริงที่คุณมี สัมพันธ์กันหรือไม่ 
                สรุปว่า Mainboard เป็นหัวใจหลักชิ้นหนึ่งในการเลือกซื้อพีซี ดังนั้นเราจะต้องดูให้ดี อย่าเลือกรุ่นที่อัพเกรดต่อไปไม่ได้

2) RAM นอกจากระวังเรื่อง SDRAM ที่ใช้ PC 66 แทน PC 100 แล้วก็มีเรื่องหนึ่งที่เราน่าจะถามจากผู้ขาย คือ ความเร็วของ RAM ที่มีหน่วยเป็น nSec  ตั้งแต่เราหันมาใช้ SDRAM กัน ก็ไม่เคยมีร้านไหนที่จะบอกว่าสเปกของตนใช้ RAM ความเร็วเท่าไร อันที่จริงมันก็เป็นเรื่องเล็กน้อยแต่เราน่าจะให้ความสำคัญกับมันบ้าง  ต่อไปผู้ขายจะได้เลือก RAM เร็วๆ มาเป็นมาตรฐานกันซะที และอีกอย่างที่ไม่ควรลืมก็คือ ควรเลือก RAM ที่มีขนาด 32 เมกะไบต์เป็นอย่างน้อยสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ของคุณ

3) Sound card  Sound card เป็นอุปกรณ์ที่ไม่ค่อยมีความเคลื่อนไหว และก็ไม่ค่อยมีคนสนใจ ดังนั้น ผู้ขายจึงใช้จุดนี้ให้เป็นประโยชน์ โดยการไม่บอกอะไรเลยเกี่ยวกับมัน บอกเพียงแต่ว่าสเปกนี้มี Sound card ฟังเพลงได้, ดูหนังได้ แต่ไม่บอกว่าเป็นรุ่นไหน 3D หรือเปล่า, มี wave table ไหม, เป็น Full duplex หรือ Half duplex และอื่นๆ อีกมากมายที่ไม่ยอมบอกกัน 

4) Monitor นอกจากจะดูว่าขนาดกี่นิ้วแล้ว ก็ต้องดูว่า รองรับ resolution ได้สูงสุดเท่าไร, มีขนาด dot pitch เล็กแค่ไหน, มีอัตรา refresh rate สูงเพียงใด เพราะทั้ง 3 สิ่งนี้จะเป็นตัวกำหนดคุณภาพตาของเราในอนาคตด้วยว่า จะอยู่ในสภาพไหน ยังแจ่มแจ๋วเหมือนเดิมไหม ดังนั้น เราก็ไม่ควรที่จะประหยัดในจุดนี้ หากจะเปลี่ยนเป็นสเปกที่ดีขึ้นได้ ตอนนี้ก็มีมาตรฐานอยู่ที่ จอ 15 นิ้ว, รองรับ resolution มากกว่า 1280 * 1024, dot pitch เล็กกว่า 0.26 mm., มีอัตรา refresh rate สูงกว่า 60 Hz 

             
อันดับรองสุดท้าย อันดับที่ 4 หลังจากที่เราเห็นว่าร้านนี้มีสเปกที่น่าสนใจแล้ว แต่ยังติดใจอยู่นิดนึงว่าน่าจะเปลี่ยน หรือเพิ่มเติมอะไรบางอย่างเข้าไปอีก ก็อย่าเพิ่งตัดสินใจสั่งซื้อ เรา ควรจะสอบถามผู้ขายก่อนว่าถ้าเพิ่มโน่นนิด นี่หน่อยแล้วราคาจะเพิ่มเป็นเท่าไร เพราะบางร้านเหลี่ยมจัด ทำสเปกให้เกือบน่าสนใจ แต่ถ้าจะให้ดีต้องเพิ่ม RAM เข้าไปอีก เปลี่ยนจอให้ใหญ่ขึ้น แล้วส่วนต่างเหล่านี้ อาจทำให้เราเปลี่ยนใจไปซื้อร้านอื่นก็เป็นได้ 

               มาถึง
อันดับท้ายสุด  คือ ขอให้ระวังเรื่องความรับผิดชอบของผู้ขาย ไม่ว่าจะซื้อจากร้านไหน Brand name, Local brand name, หรือ No name ก็แล้วแต่ เราจะต้องตรวจสอบใบสั่งซื้อซึ่งระบุรายละเอียดของสเปกให้ดี ให้ผู้ขายแจงรายละเอียดทุกชิ้นส่วนทั้งรุ่นและ serial number ของผลิตภัณฑ์ลงในใบให้ครบถ้วน เวลามาขอใช้บริการจะได้ไม่มีปัญหา แล้วก็อย่าลืมเรื่องใบรับประกันจากทางร้านด้วย ซึ่งอุปกรณ์บางชิ้นส่วนอย่าง CPU ของ Intel, Hard disk ของ Quantum ก็จะมีให้ใบรับประกันต่างหากมาอีก 1 ใบ เพื่อยืนยันว่าเป็นของแท้แน่นอน และถ้าจะให้ดีต้องมีการระบุด้วยว่าการรับประกันนั้นๆ ให้บริการแบบ on site หรือเปล่า และจะมีการเก็บค่าบริการเพิ่มเติมอีกหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ เราจะต้องทวงถามจากผู้ขายให้ดี เพราะมันเป็นสิทธิของผู้บริโภคอย่างเรา

Hosted by www.Geocities.ws

1