โปรโตคอลชั้นเชื่อมโยงข้อมูล
(Data Link Layar Protocol)
การติดต่อสื่อสารระหว่างอุปกรณ์สื่อสารปลายทางกับโครงข่าย ISDN นั้น นอกจากจะใช้วงจรเชื่อมต่อทางกายภาพแล้วยังต้องมีกฎ ระเบียบ และวิธีการปฏิบัติ เพื่อให้อุปกรณ์สื่อสารปลายทางและโครงข่าย ISDN สามารถตีความหมายข้อมูลได้ รวมทั้งสามารถบอกได้ว่าข้อมูลที่รับส่งนั้นมีความผิดพลาดขึ้น หรือข้อมูลที่รับได้มีความไม่สมบูรณ์ ตลอดจนสามารถที่จะป้องกันและแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการส่งข้อมูล ซึ่งสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้รวมเรียกว่า โปรโตคอล (Protocal) โปรโตคอลที่ใช้ในชั้นเชื่อมโยงข้อมูลนี้มีอยู่ด้วยกันหลายตัว แต่ละตัวก็จะมีหลักการพื้นฐานที่เหมือนกันและแตกต่างกันบ้างในรายละเอียดปลีกย่อยเท่านั้น ตัวอย่างของโปรโตคอลที่มีใช้ในชั้นเชื่อมโยงข้อมูลมีดังนี้
สำหรับโปรโตคอลที่ทำงานบนชื่องสัญญาณ D ที่ใช้ในโครงข่าย ISDN นั้นเราเรียกว่า LAP-D (Link Access Procedure on the D Channel) ซึ่งมีคุณสมบัติที่สำคัญคือ
โปรโตคอลที่ทำงานบนช่องสัญญาณ D ที่ใช้ในโครงข่าย ISDN เรียกว่า LAP-D ซึ่งทำหน้าที่ในการควบคุมการรับส่งข้อมูลในรูปของเฟรมข้อมูล การกำหนดรูปแบบของข้อมูล การตรวจสอบข้อผิดพลาดในการส่งข้อมูล และการควบคุมการไหลของข้อมูลผ่านโครงข่าย ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดของ CCITT Recs I.440 และ I.441 โดยมีพื้นฐานมาจากโปรโตคอล HDLC ที่กำหนดโดย ISO ในแบบจำลอง OSI เช่นเดียวกับโปรโตคอล LAP-B (Link Access Procedure Balanced) ในชั้นเชื่อมโยงข้อมูลของ X.25ทำให้โปรโตคอล LAB-D มีลักษณะคล้ายคลึงกับโปรโตคอล LAB-B โดยที่ทั้ง LAB-D และ LAB-B ก็เป็นซับเซต (Subset) ของโปรโตคอล HDLC อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างมีอยู่บ้างระหว่างโปรโตคอล LAB-D และโปรโตคอล LAB-B ดังแสดงใน ตารางที่ 1.1
ตารางที่ 1.1 แสดงความแตกต่างระหว่างโปรโตคอล LAB-B กับโปรโตคอล LAB-D
Some of the Difference between LAPB and LAPD
| LAPB |
LAPD |
|
One octet Address field |
Two octet Address field |
|
Two timers (TI & T3) and one timer parameter (T2) |
Four timers (T200, T201, T202 & T203) |
|
Three system parameters (N1, N2, & k) |
Four system parameters (N200, N201, N202 & k) |
|
Point-to-point only |
Supports point to-multipoint and statistical multiplexing of several logical links |
|
Modulo 8 (SABM) or 128 (SABME) sequencing |
Modulo 128 (SABMS) sequercing only |
|
Abort signal is 7-14 contiguous 1 bits |
Abort signal is 7 contigtous 1 bits |
|
Idele channel is indicated by 15 or more contiguous 1 bis |
Idle channel is indicated by 8 or more contiguous 1 bits |
|
8-bit Address used to differentiate commands commands from responses |
C/R-bit in Address field used to differentiate commands from responses |
หน้าที่ของโปรโตคอล LAP-D
โปรโตคอล LAP-D สามารถที่จะให้บริการเชื่อมโยงต่อแบบจุดต่อจุด หรือจุดต่อหลายจุดบนช่องทางการสื่อสารเดียวกันได้ ทำให้ผู้ใช้บริการโครงข่าย ISDN สามารถที่จะทำการเชื่อมต่ออุปกรณ์สื่อสารปลายทาง เพื่อรับส่งข้อมูลได้หลายตัวเพราะโปรโตคอล LAP-D อนุญาตให้มี Entity หลายตัวในชั้นเชื่อมโยงข้อมูล (ชั้นที่ 2) ที่ให้บริการกับ Entity ภายในชั้นโครงข่าย (ชั้นที่ 3) ได้ทำให้สามารถเชื่อมต่อวงจรสื่อสารข้อมูลในชั้นที่ 2 ได้มากกว่า 1 วงจร ด้วยการส่งข้อมูลที่มีรูปแบบในลักษณะเฟรมตามข้อกำหนดของโปรโตคอล LAP-D ที่เรียกว่า Data Link Connection Indentical (DLCI) ซึ่งเป็นตัวบ่งบอกถึงความแตกต่างของวงจรเชื่อมต่อข้อมูลแต่ละวงจร โปรโตคอล LAP-D ยังมีหน้าที่ในการกำหนดขอบเขตจัดรูปแบบของเฟรมข้อมูล ควบคุมลำดับการรับส่งเฟรมข้อมูลในวงจรเชื่อมต่อข้อมูลให้เป็นไปตามลำดับที่ถูกต้อง เพื่อทำให้สามารถส่งกลุ่มบิตข้อมูลไปในช่องสัญญาณ D ได้ และยังมีหน้าที่ในการตรวจสอบข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในวงจรเชื่อมต่อข้อมูล การแก้ไขข้อผิดพลาดที่ตรวจพบ ถ้าแก้ไขไม่ได้ก็จะแจ้งให้ชั้นที่สูงกว่าทราบ รวมทั้งการควบคุมการไหลของเฟรมข้อมูล
การรับส่งข่าวสาร ตามมาตรฐานของโปรโตคอล LAP-D ได้กำหนดให้มีการส่งข้อมูลผ่านจุดเชื่อมต่อมาตรฐานไว้ 2 รูปแบบด้วยกัน คือ การรับส่งข้อมูลแบบ Unacknowledged กับการรับส่งข้อมูลแบบ Acknowledged
การรับส่งข้อมูลแบบ Unacknowledged เป็นการส่งข้อมูลที่ไม่สามารถตรวจสอบได้เลย ว่า ข้อมูลไปถึงผู้รับหรือไม่ เพราะว่าข้อมูลที่ถูกส่งมาจากชั้นโครงข่าย (ชั้นที่ 3) จะถูกส่งออกไปโดย เฟรม U (จะกล่าวถึงรายละเอียดในหัวข้อต่อไป) และเมื่อทำการส่งเฟรมข้อมูลไปแล้วเครื่องส่งจะไม่รอสัญญาณตอบรับว่าได้รับเฟรมข้อมูลแล้ว แต่จะทำการส่งเฟรมข้อมูลต่อไป ทำให้เครื่องส่งข้อมูลไม่สามารถทราบได้ว่ามีเฟรมข้อมูลหายไประหว่างทางหรือไม่ รวมทั้งไม่สามารถควบคุมการไหลของข้อมูลได้ อย่างไรก็ตาม การรับส่งข้อมูลแบบ Unacknowledged ก็ไม่ข้อดีตรงที่สามารถส่งข้อมูลได้เร็วกว่าแบบ Acknowledged ซึ่งมีความเหมาะสมที่จะนำไปใช้ในการส่งข้อมูลแบบกระจายข่าว (Broadcast) และทำการส่งข้อมูลแบบจุดต่อจุด
การรับส่งข้อมูลแบบ Acknowledged เป็นการรับส่งข้อมูลที่มีลักษณะคล้ายกับโปรโตคอล LAP-B และโปรโตคอล HDLC ในการรับส่งข้อมูลแบบ Acknowledged นี้สามารถควบคุมการไหลของข้อมูลได้ การแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการส่งข้อมูล เนื่องจากข้อมูลที่ส่งมาจากชั้นโครงข่าย (ชั้นที่ 3) จะถูกส่งออกไปด้วย เฟรมข้อมูลนี้กำหนดขึ้นโดยโปรโตคอล LAP-D หลังจากที่ได้ส่งเฟรมข้อมูลออกไปแล้ว เครื่องส่งก็จะไม่สามารถที่จะส่งเฟรมข้อมูลต่อไปได้อีกจนกว่าจะได้รับสัญญาณตอบรับจากเครื่องรับว่าได้รับเฟรมข้อมูลที่ส่งไปให้เรียบร้อยแล้ว จึงเป็นการรับประกันได้ว่า เครื่องรับได้รับเฟรมข้อมูลที่ส่งไปอย่างแน่นอน โดยทั่วๆไป การรับส่งข้อมูลแบบ Acknowledged นี้ใช้ได้เฉพาะการรับส่งข้อมูลแบบจุดต่อจุดเท่านั้น ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 แบบดังนี้
2.รูปแบบของเฟรมข้อมูลกำหนดของโปรโตคอล LAP-D
ข้อมูลของผู้ใช้บริการและข่าวสารของโปรโตคอล จะถูกส่งออกไปในรูปของเฟรมซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดของโปรโตคอล LAP-D เพื่อทำให้อุปกรณ์สื่อสารข้อมูลทางด้านส่ง และอุปกรณ์สื่อสารรวมที้งแปลความหมายจากกลุ่มของสัญญาณที่รับได้ออกมาเป็นข่าวสาร และข้อมูลซึ่งข่าวสารที่ส่งมาในรูปของเฟรมนี้จะมีความยาวเป็นจำนวนเท่าของ 8 บิตหรือบางครั้งก็ไม่มีข่าวสารอยู่เลย ดังนั้น เราจึงสามารถแบ่งการจัดเฟรมของข้อมูลในโปรโตคอล LAP-D ออกเป็น 2 ชนิด คือ
โดยที่รูปแบบของเฟรมข้อมูลทั้งสองแสดงไว้ในรูปที่ 2.1
Format A no information field
| 01111110 |
Address |
Control |
FCS |
01111110 |
Format B information field is included
| 01111110 |
Address |
Control |
Information |
FCS |
01111110 |
รูปที่ 2.1 แสดงรูปแบบของเฟรมข้อมูลตามข้อกำหนด ของโปรโตคอล LAP-D
แฟล็ก (Flag)
ในการติดต่อสื่อสารระหว่างอุปกรณ์สื่อสารข้อมูล สัญญาณที่ใช้ส่งข้อมูล คือสัญญาณของเลขฐานสอง (มีสัญญาณทางไฟฟ้าที่แทนลอจิก 1 และ 0 เท่านั้น) ซึ่งจะถูกส่งจากอุปกรณ์สื่อสารทางด้านส่งอย่างต่อเนื่องจึงไม่ทราบว่าจุดใดเป็นจุดเริ่มต้นของเฟรมข้อมูลความเหมาะสมในการอ้างถึงของโปรโตคอล LAP-D ก็จะแบ่งส่วนของแอดเดรส ออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วน Terminal Endpoint Indentifier หรือ TEI และ Service Access Point Indentifier หรือ SAPI ดังแสดงในรูปที่ 2.2

รูปที่ 2.2 แสดงส่วนประกอบของ Address Field
โดยทั่วๆไป อุปกรณ์สื่อสารข้อมูลแต่ละตัวจะมีค่า TEI เฉพาะของแต่ละตัว อาจจะเป็นไปได้ว่า อุปกรณ์สื่อสารข้อมูลเครื่องเดียวได้รับการกำหนดค่า TEI ได้มากกว่า 1 ค่าได้ การกำหนด TEI จะกระทำได้ 2 วิธี คือ การกำหนดค่า TEI อย่างอัตโนมัติกับการกำหนดค่าโดยผู้ใช้บริการเอง ซึ่งในกรณีหลังจะต้องระมัดระวัง การเชื่อมต่ออุปกรณ์สื่อสารข้อมูลหลายตัวเข้ากับจุดเชื่อมต่ออุปกรณ์ ณ จุดเชื่อมต่อมาตรฐานจุดเดียวกัน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการกำหนดค่าของ TEI ค่าเดียวกันให้กับอุปกรณ์สื่อสารข้อมูลหลายตัว ส่วนข้อดีของการกำหนดค่า TEI แบบอัตโนมัติ ก็คือผู้ใช้บริการสามารถเปลี่ยนแปลงเพิ่ม หรือลดอุปกรณ์สื่อสารข้อมูลได้โดยที่ค่าของ TEI
3.การติดต่อสื่อสารภายในโครงข่าย ISDN
การติดต่อสื่อสารภายในโครงข่าย ISDN นั้นมีลักษณะการติดต่อสื่อสาร 2 รูปแบบด้วยกัน คือ การติดต่อสื่อสารระหว่างชั้นที่เท่ากัน และการติดต่อสื่อสารระหว่างชั้นที่ต่างกัน
การติดต่อสื่อสารระหว่างชั้นที่เท่ากันภายในโครงข่าย ISDN นั้นมีอยู่หลายระดับชั้น สำหรับในหัวข้อนี้จะกล่าวถึงการติดต่อสื่อสารระหว่างระดับชั้นที่ 2 ด้วยกัน ซึ่งโปรโตคอล LAP-D ควบคุมและดูแลการรับส่งเฟรมของข่าวสารข้อมูลบนสัญญาณ D โดยที่เฟรมที่รับส่งข่าวสารและข้อมูลสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ เฟรมคำสั่ง (Command Frame) ส่งออกไปเพื่อใช้ในการเริ่มต้นการทำงานอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือเพื่อสอบถามสถานะของอีกฝ่ายหนึ่ง หรือเฟรมโต้ตอบ (Response Frame) จะส่งออกไปเมื่อได้รับเฟรมคำสั่ง หรือเกิดเหตุการณ์ที่ผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่งกับวงจรเชื่อมต่อข้อมูลที่ทำการรับส่งข่าวสารและข้อมูลที่อยู่ในขณะนั้น
3.3 คำสั่งและคำตอบรับ (Commands and Responses) คำสั่งและคำตอบรับในลักษณะการรับส่งแบบ Acknowledged ตามข้อกำหนดของโปรโตคอล LAP-D จะประกอบด้วยการแลกเปลี่ยนข้อมูลในรูปแบบของเฟรม I เฟรม S และ เฟรม U ระหว่าง TE และโครงข่ายบนช่องสัญญาณ D โดยที่มีคำสั่งและคำตอบรับหลายชุดเพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสาร