โปรโตคอลชั้นกายภาพ (Physical Layer Protocal)
การที่จะเข้าไปใช้บริการภายในโครงข่ายบริการสื่อสารร่วมระบบดิจิตอลหรือ IDSN ผู้ใช้บริการจะต้องทำการเชื่อต่ออุปกรณ์สื่อสารของตนเข้ากับโครงข่าย ISDN การเชื่อมต่อนี้ก็จะต้องมีกฎ ระเบียบ และวิธีปฏิบัติ หรือที่เรียกว่า โปรโตคอล (Protocal) ของโครงข่าย ISDN ทางสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือ CCITT ได้กำหนดรูปแบบการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์สื่อสารกับโครงข่าย ISDN ไว้ 2 แบบ คือ Basic Rate Interface (BRI) และ Primary Rate Interface (PRI) โดยแยกคุณสมบัติการเชื่อมต่อตามแบบโปรโตคอลของแบบจำลอง OSI ออกเป็น 3 ชั้น คือ ชั้นที่ 1 เป็นโปรโตคอลชั้นกายภาพ (Physical Layer Protocal) ชั้นที่ 2 เป็นโปรโตคอลชั้นเชื่อมโยงข้อมูล (Data Link Layer Protocal) และชั้นที่ 3 เป็นโปรโตคอลชั้นโครงข่าย (Network Layer Protocal) การเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์สื่อสารกับโครงข่ายนั้นตำแหน่างการเชื่อมต่อทางกายภาพอาจจะเกิดที่จุดเชื่อมต่อมาตรฐานใดๆ (R, S, T และ U) ก็ได้ ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์สื่อสารที่จะนำมาต่อ
โปรโตคอลชั้นที่ 1 หรือโปรโตคอลชั้นกายภาพ เป็นโปรโตคอลที่กล่าวถึง กฎ ระเบียบ และวิธีการเชื่อมต่ออุปกรณ์สื่อสารเข้ากับโครงข่าย ISDN แสดงคุณสมบัติที่แท้จริงในการเชื่อมต่อ เช่น ไลน์โคดดิ่ง , สัญญาณที่ใช้ติดต่อใช้รหัสอะไร, แรงดันไฟฟ้าเท่าไรแทนบิต 1 ในขณะที่แรงดันไฟฟ้าเท่าไร แทนบิต 0 ลักษณะของเต้าเสียบหรือตัวเชื่อมต่อ, จำนวนเข็ม (Pin) และหน้าที่ของแตะละเข็มของเต้าเสียบ, จังหวะใดเลิกส่งข้อมูล เป็นต้น โดยที่มีชื่อเรียกมาตรฐานวงจรเชื่อมต่อที่แตกต่างกันไป ตามแต่สถาบันและบริษัทผู้ผลิต มาตรฐานสำหรับวงจรเชื่อมต่อได้แสดงไว้ในตารางที่ 5.1 จากตารางที่ 5.1 จะเห็นว่า แต่ละสถาบันหรือบริษัทก็ได้กำหนดมาตรฐานขึ้นมาใช้เอง เช่น Electronic Industries Association หรือ EIA ได้สร้างมาตรฐาน Recommended หรือ RS และสหภาพโทรคมนาคมหรือ CCITT ได้สร้างมาตรฐานการเชื่อมต่อตระกูล V และ X เป็นต้น
มาตรฐานการเชื่อมต่อ คือ การกำหนดลักษณะของเต้าเสียบ, จำนวนเข็มและหน้าที่ของแต่ละเข็มของเต้าเสียบ, แรงดันไฟฟ้าที่ใช้แทนบิต 0 และ 1 รวมไปถึงสายเคเบิลที่ใช้เชื่อมระหว่างอุปกรณ์ปลายทางข้อมูล (Data Terminal Equipment หรือ DTE) กับอุปกรณ์ปลายทางวงจรข้อมูล (Data Circuit Terminal Equipment หรือ DCE) ในหัวข้อนี้จะกล่าวถึงมาตรฐานการเชื่อมต่อที่ใช้ในปัจจุบัน และยังคงมีการใช้งานในโครงข่าย ISDN
ฟังก์ชันที่ทำหน้าที่ควบคุมและทดสอบฟังก์ชันใน DCE
ฟังก์ชันที่ทำหน้าที่ควบคุมสถานะการส่งทอดข้อมูลของ DCEเพื่อสนับสนุนระบบการสื่อสารข้อมูล
ฟังก์ชันทำหน้าที่ควบคุมการเลือกความถี่ในการรับส่งข้อมูล
ฟังก์ชันที่ให้บริการสัญญาณกราวด์ (Ground) ทางด้านรับและส่ง
3. รูปแบบการเชื่อมต่อวงจร
รูปแบบการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์สื่อสารข้อมูลกับโครงข่ายสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ รูปแบบการเชื่อมต่อแบบจุดต่อจุด ซึ่งการทำงานในขณะใดขณะหนึ่งจะมีเครื่องส่งและเครื่องรับที่กำลังทำการรับส่งข้อมูลที่จุดเชื่อมต่อมาตรฐานเพียงทิศทางละ 1 เครื่องเท่านั้น กับอีกแบบหนึ่งซึ่งเป็นการเชื่อมต่อแบบจุดต่อหลายจุด ซึ่งการทำงานในขณะใดขณะหนึ่งจะมีเครื่องรับและเครื่องส่งที่กำลังทำการรับส่งข้อมูลในทิศทางใดทิศทางหนึ่งมากกว่า 1 เครื่องได้
3.1 การเชื่อมต่อแบบจุดต่อจุด การเชื่อมต่อแบบนี้จะมีวงจรเครื่องรับและเครื่องส่งอยู่ด้านละ 1 ชุดเท่านั้น กล่าวคือ ทางด้านหนึ่งจะมีเครื่องรับ 1 เครื่อง และเครื่องส่ง 1 เครื่อง ส่วนอีกด้านหนึ่งจะมีเครื่องรับ 1 เครื่องและเครื่องส่ง 1 เครื่อง เช่นกัน โดยที่ระยะทางระหว่าง TE และ NT จะยาวไม่เกิน 1 กิโลเมตร ระยะทางนี้ถูกกำหนดจากอัตราการลดทอนของสายนำสัญญาณที่ความถี่ 96 KHz (ตามมาตรฐานของ ISDN นั้น กำหนดให้ความเร็วข้อมูลที่ส่งไปในโครงสร้างช่องสัญญาณ แบบ BAI จะต้องมีความเร็ว 192 kbps และสัญญาณที่ใช้ในไลน์โคดดิงเป็นแบบ AMI ที่มีช่วงใช้งาน (Duty circle) 50 % เมื่อทำการวิเคราะห์ สเปกตรัม (Spectrum) ของสัญญาณข้อมูลที่ความเร็ว 192 kbps จะพบว่า เพาเวอร์สเปกตรัม (Power Spectrum) ของสัญญาณมีแบนด์วิดท์ 96 KHz จะต้องลดทอนสัญญาณมากที่สุด 6dB และระยะเวลาที่สัญญาณข้อมูลเดินทางไปกลับในช่องสัญญาณ D จะต้องอยู่ในช่วงเวลา 10 ถึง 42 ไมโครวินาที (Microsecond)
3.2 รูปแบบการเชื่อมต่อแบบจุดต่อหลายจุด การต่อแบบนี้จะมีวงจรเครื่องรับและเครื่องส่งอยู่มากกว่า 1 ชุด ดังแสดงในรูปที่ 5.6 เมื่อพิจารณาเวลาขณะใดขณะหนึ่ง อาจจะมีเครื่องรับและเครื่องส่งทำงานได้มากกว่า 1 ชุดก็ได้ เช่น มีเครื่องส่งต่ออยู่กับเครื่องรับเพียงเครื่องเดียว หรือมี เครื่องรับหลายเครื่องต่ออยู่กับเครื่องส่งเพียงเครื่องเดียว การต่อวงจร TE กับ NT ในลักษณะจุดต่อหลายจุดนั้น ผู้ใช้บริการโครงข่าย ISDN สามารถที่จะนำ TE จำนวนหลายชุดมาเชื่อมต่อกับ NT ได้จำนวน TE ที่นำมาต่อนั้นจะถูกจำกัดโดยกำลังของสัญญาณที่ส่งออกมาจาก NT และกำลังที่สูญเสียไปในสายนำสัญญาณ กล่าวคือ ยิ่งนำ TE มาต่อกับ NT มากขึ้นเท่าไร ก็จะเป็นการเพิ่มกำลังสูญเสียในสายนำสัญญาณมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น CCITT จึงได้กำหนดให้ผู้ใช้บริการสามารถต่อ TE ได้มากที่สุดจำนวน 8 ชุด สำหรับยุคเริ่มต้นของ ISDN หรือ Narrow Band ISDN แต่ความยาวของสายนำสัญญาณที่ใช้ในการเชื่อมต่อระหว่าง NT กับกลุ่มของ TE ขึ้นกับลักษณะของตำแหน่งที่เชื่อมต่อ TE บนสายนำสัญญาณ กล่าวคือ ถ้านำ TE ไปต่อกับสายนำสัญญาณที่ต่อออกมาจาก NT ในลักษณะที่กระจายจุดเชื่อมต่อ TE ไปบนสายนำสัญญาณโดยที่ระยะห่างระหว่าง TE เท่ากันหมดในกรณ๊นี้เราสามารถใช้สายนำสัญญาณที่ยาวกว่าในกรณีเรานำ TE ทั้งหมดไปต่อที่ปลายสายนำสัญญาณซึ่งอยู่คนละด้านกับ NT ดังนั้น รูปแบบการเชื่อมต่อวงจร TE กับ NT จึงมีผลต่อความยาวของสายนำสัญญาณที่ต่อมาจาก NT
ลักษณะการต่อวงจร TE กับ NT สามารถแบ่งออกเป็น 3 แบบ คือ
กระบวนการเชื่อมต่อ (Interface Procedure)
กระบวนการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ปลายทาง (Terminal Equipment) หรือ TE กับจุดเชื่อมต่อปลายทางของโครงข่าย (Network Terminal) ซึ่งมีโปรโตคอลที่ใช้กับช่องสัญญาณ D ที่เรียกว่า LAP-D (Link Access Protocal on The D Channel) จะทำหน้าที่ควบคุมการใช้งานช่องสัญญาณ B ในลักษณะการเชื่อมต่อแบบจุดต่อจุดหรือแบบจุดต่อหลายจุด และยังควบคุมการส่งข้อมูลในช่องสัญญาณ D ให้เป็นไปตามลำดับก่อนหลัง เพื่อไม่ให้เกิดการชนกันของข้อมูลเมื่อมี TE มากว่า 2 ตัวขึ้นไป ต้องการติดต่อกับช่องสัญญาณ D ในเวลาเดียวกัน ดังนั้น ในขณะใดขณะหนึ่งจะมี TE เพียงตัวเดียวเท่านั้น ที่จะติดต่อกับ NT ได้ด้วยการใช้เทคนิคที่ว่า CSMA-CR (Carrier Sense Multiple Access with Collision Resolution) มากไปกว่านั้นยังสามารถควบคุมสถานภาพของ TE ให้อยู่ในสภาวะไวงาน (Activate) หรือเฉื่อยงาน (Deactivate) และยังรวมไปถึงการให้ความสำคัญก่อนหลัง (Poiority) ในการใช้งานช่องสัญญาณ D ซึ่งแบ่งความสำคัญก่อนหลังออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่
ระดับที่ 1 มีค่าเริ่มต้นของความสำคัญในระดับนี้มีค่าเท่ากับ 8 และจะเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่ TE สามารถติดต่อกับช่องสัญญาณ D ของ NT
ระดับ 2 มีค่าเริ่มต้นของความสำคัญเท่ากับ 10 และจะเพิ่มขึ้นทุกครั้งถ้ามี TE ในชั้นที่ 2 ติดต่อกับช่องสัญญาณ D ได้สำเร็จ
การควบคุมการใช้ช่องสัญญาณ D (D Channel Access Control) ตามที่ได้กล่าวมาแล้วว่า เมื่อมีการต่อ TE หลายตัวเข้ากับ NT อาจจะเกิดกรณีที่มี TE 2 ตัวหรือมากกว่าที่ต้องการใช้ช่องสัญญาณ D พร้อมกัน จึงต้องมีการควบคุมการใช้ช่องสัญญาณ D เพื่อไม่ให้เกิดการชนกันของข้อมูลที่ส่งมาจาก TE หลายตัว ด้วยการใช้แฟล็กซึ่งมีรูปแบบ 01111110 คั่นแยกแฟรมข้อมูลที่ส่งมาจากชั้นเชื่อมโยงข้อมูลออกจากกัน พร้อมกับการแทรกบิต 0 เข้าไปในข้อมูลที่มีบิต 1 ติดต่อกัน 5 ตัว เพื่อป้องกันการส่งข้อมูลที่มีรูปแบบเดียวกันกับแฟล็ก
โปรโตคอลชั้นเชื่อมโยงข้อมูล
(Data Link Layar Protocol)
การติดต่อสื่อสารระหว่างอุปกรณ์สื่อสารปลายทางกับโครงข่าย ISDN นั้น นอกจากจะใช้วงจรเชื่อมต่อทางกายภาพแล้วยังต้องมีกฎ ระเบียบ และวิธีการปฏิบัติ เพื่อให้อุปกรณ์สื่อสารปลายทางและโครงข่าย ISDN สามารถตีความหมายข้อมูลได้ รวมทั้งสามารถบอกได้ว่าข้อมูลที่รับส่งนั้นมีความผิดพลาดขึ้น หรือข้อมูลที่รับได้มีความไม่สมบูรณ์ ตลอดจนสามารถที่จะป้องกันและแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการส่งข้อมูล ซึ่งสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้รวมเรียกว่า โปรโตคอล (Protocal) โปรโตคอลที่ใช้ในชั้นเชื่อมโยงข้อมูลนี้มีอยู่ด้วยกันหลายตัว แต่ละตัวก็จะมีหลักการพื้นฐานที่เหมือนกันและแตกต่างกันบ้างในรายละเอียดปลีกย่อยเท่านั้น ตัวอย่างของโปรโตคอลที่มีใช้ในชั้นเชื่อมโยงข้อมูลมีดังนี้
สำหรับโปรโตคอลที่ทำงานบนชื่องสัญญาณ D ที่ใช้ในโครงข่าย ISDN นั้นเราเรียกว่า LAP-D (Link Access Procedure on the D Channel) ซึ่งมีคุณสมบัติที่สำคัญคือ
โปรโตคอลที่ทำงานบนช่องสัญญาณ D ที่ใช้ในโครงข่าย ISDN เรียกว่า LAP-D ซึ่งทำหน้าที่ในการควบคุมการรับส่งข้อมูลในรูปของเฟรมข้อมูล การกำหนดรูปแบบของข้อมูล การตรวจสอบข้อผิดพลาดในการส่งข้อมูล และการควบคุมการไหลของข้อมูลผ่านโครงข่าย ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดของ CCITT Recs I.440 และ I.441 โดยมีพื้นฐานมาจากโปรโตคอล HDLC ที่กำหนดโดย ISO ในแบบจำลอง OSI เช่นเดียวกับโปรโตคอล LAP-B (Link Access Procedure Balanced) ในชั้นเชื่อมโยงข้อมูลของ X.25ทำให้โปรโตคอล LAB-D มีลักษณะคล้ายคลึงกับโปรโตคอล LAB-B โดยที่ทั้ง LAB-D และ LAB-B ก็เป็นซับเซต (Subset) ของโปรโตคอล HDLC อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างมีอยู่บ้างระหว่างโปรโตคอล LAB-D และโปรโตคอล LAB-B ดังแสดงใน ตารางที่ 1.1
ตารางที่ 1.1 แสดงความแตกต่างระหว่างโปรโตคอล LAB-B กับโปรโตคอล LAB-D
Some of the Difference between LAPB and LAPD
| LAPB |
LAPD |
|
One octet Address field |
Two octet Address field |
|
Two timers (TI & T3) and one timer parameter (T2) |
Four timers (T200, T201, T202 & T203) |
|
Three system parameters (N1, N2, & k) |
Four system parameters (N200, N201, N202 & k) |
|
Point-to-point only |
Supports point to-multipoint and statistical multiplexing of several logical links |
|
Modulo 8 (SABM) or 128 (SABME) sequencing |
Modulo 128 (SABMS) sequercing only |
|
Abort signal is 7-14 contiguous 1 bits |
Abort signal is 7 contigtous 1 bits |
|
Idele channel is indicated by 15 or more contiguous 1 bis |
Idle channel is indicated by 8 or more contiguous 1 bits |
|
8-bit Address used to differentiate commands commands from responses |
C/R-bit in Address field used to differentiate commands from responses |
หน้าที่ของโปรโตคอล LAP-D
โปรโตคอล LAP-D สามารถที่จะให้บริการเชื่อมโยงต่อแบบจุดต่อจุด หรือจุดต่อหลายจุดบนช่องทางการสื่อสารเดียวกันได้ ทำให้ผู้ใช้บริการโครงข่าย ISDN สามารถที่จะทำการเชื่อมต่ออุปกรณ์สื่อสารปลายทาง เพื่อรับส่งข้อมูลได้หลายตัวเพราะโปรโตคอล LAP-D อนุญาตให้มี Entity หลายตัวในชั้นเชื่อมโยงข้อมูล (ชั้นที่ 2) ที่ให้บริการกับ Entity ภายในชั้นโครงข่าย (ชั้นที่ 3) ได้ทำให้สามารถเชื่อมต่อวงจรสื่อสารข้อมูลในชั้นที่ 2 ได้มากกว่า 1 วงจร ด้วยการส่งข้อมูลที่มีรูปแบบในลักษณะเฟรมตามข้อกำหนดของโปรโตคอล LAP-D ที่เรียกว่า Data Link Connection Indentical (DLCI) ซึ่งเป็นตัวบ่งบอกถึงความแตกต่างของวงจรเชื่อมต่อข้อมูลแต่ละวงจร โปรโตคอล LAP-D ยังมีหน้าที่ในการกำหนดขอบเขตจัดรูปแบบของเฟรมข้อมูล ควบคุมลำดับการรับส่งเฟรมข้อมูลในวงจรเชื่อมต่อข้อมูลให้เป็นไปตามลำดับที่ถูกต้อง เพื่อทำให้สามารถส่งกลุ่มบิตข้อมูลไปในช่องสัญญาณ D ได้ และยังมีหน้าที่ในการตรวจสอบข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในวงจรเชื่อมต่อข้อมูล การแก้ไขข้อผิดพลาดที่ตรวจพบ ถ้าแก้ไขไม่ได้ก็จะแจ้งให้ชั้นที่สูงกว่าทราบ รวมทั้งการควบคุมการไหลของเฟรมข้อมูล
การรับส่งข่าวสาร ตามมาตรฐานของโปรโตคอล LAP-D ได้กำหนดให้มีการส่งข้อมูลผ่านจุดเชื่อมต่อมาตรฐานไว้ 2 รูปแบบด้วยกัน คือ การรับส่งข้อมูลแบบ Unacknowledged กับการรับส่งข้อมูลแบบ Acknowledged
การรับส่งข้อมูลแบบ Unacknowledged เป็นการส่งข้อมูลที่ไม่สามารถตรวจสอบได้เลย ว่า ข้อมูลไปถึงผู้รับหรือไม่ เพราะว่าข้อมูลที่ถูกส่งมาจากชั้นโครงข่าย (ชั้นที่ 3) จะถูกส่งออกไปโดย เฟรม U (จะกล่าวถึงรายละเอียดในหัวข้อต่อไป) และเมื่อทำการส่งเฟรมข้อมูลไปแล้วเครื่องส่งจะไม่รอสัญญาณตอบรับว่าได้รับเฟรมข้อมูลแล้ว แต่จะทำการส่งเฟรมข้อมูลต่อไป ทำให้เครื่องส่งข้อมูลไม่สามารถทราบได้ว่ามีเฟรมข้อมูลหายไประหว่างทางหรือไม่ รวมทั้งไม่สามารถควบคุมการไหลของข้อมูลได้ อย่างไรก็ตาม การรับส่งข้อมูลแบบ Unacknowledged ก็ไม่ข้อดีตรงที่สามารถส่งข้อมูลได้เร็วกว่าแบบ Acknowledged ซึ่งมีความเหมาะสมที่จะนำไปใช้ในการส่งข้อมูลแบบกระจายข่าว (Broadcast) และทำการส่งข้อมูลแบบจุดต่อจุด
การรับส่งข้อมูลแบบ Acknowledged เป็นการรับส่งข้อมูลที่มีลักษณะคล้ายกับโปรโตคอล LAP-B และโปรโตคอล HDLC ในการรับส่งข้อมูลแบบ Acknowledged นี้สามารถควบคุมการไหลของข้อมูลได้ การแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการส่งข้อมูล เนื่องจากข้อมูลที่ส่งมาจากชั้นโครงข่าย (ชั้นที่ 3) จะถูกส่งออกไปด้วย เฟรมข้อมูลนี้กำหนดขึ้นโดยโปรโตคอล LAP-D หลังจากที่ได้ส่งเฟรมข้อมูลออกไปแล้ว เครื่องส่งก็จะไม่สามารถที่จะส่งเฟรมข้อมูลต่อไปได้อีกจนกว่าจะได้รับสัญญาณตอบรับจากเครื่องรับว่าได้รับเฟรมข้อมูลที่ส่งไปให้เรียบร้อยแล้ว จึงเป็นการรับประกันได้ว่า เครื่องรับได้รับเฟรมข้อมูลที่ส่งไปอย่างแน่นอน โดยทั่วๆไป การรับส่งข้อมูลแบบ Acknowledged นี้ใช้ได้เฉพาะการรับส่งข้อมูลแบบจุดต่อจุดเท่านั้น ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 แบบดังนี้
2.รูปแบบของเฟรมข้อมูลกำหนดของโปรโตคอล LAP-D
ข้อมูลของผู้ใช้บริการและข่าวสารของโปรโตคอล จะถูกส่งออกไปในรูปของเฟรมซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดของโปรโตคอล LAP-D เพื่อทำให้อุปกรณ์สื่อสารข้อมูลทางด้านส่ง และอุปกรณ์สื่อสารรวมที้งแปลความหมายจากกลุ่มของสัญญาณที่รับได้ออกมาเป็นข่าวสาร และข้อมูลซึ่งข่าวสารที่ส่งมาในรูปของเฟรมนี้จะมีความยาวเป็นจำนวนเท่าของ 8 บิตหรือบางครั้งก็ไม่มีข่าวสารอยู่เลย ดังนั้น เราจึงสามารถแบ่งการจัดเฟรมของข้อมูลในโปรโตคอล LAP-D ออกเป็น 2 ชนิด คือ
โดยที่รูปแบบของเฟรมข้อมูลทั้งสองแสดงไว้ในรูปที่ 2.1
Format A no information field
| 01111110 |
Address |
Control |
FCS |
01111110 |
Format B information field is included
| 01111110 |
Address |
Control |
Information |
FCS |
01111110 |
รูปที่ 2.1 แสดงรูปแบบของเฟรมข้อมูลตามข้อกำหนด ของโปรโตคอล LAP-D
แฟล็ก (Flag)
ในการติดต่อสื่อสารระหว่างอุปกรณ์สื่อสารข้อมูล สัญญาณที่ใช้ส่งข้อมูล คือสัญญาณของเลขฐานสอง (มีสัญญาณทางไฟฟ้าที่แทนลอจิก 1 และ 0 เท่านั้น) ซึ่งจะถูกส่งจากอุปกรณ์สื่อสารทางด้านส่งอย่างต่อเนื่องจึงไม่ทราบว่าจุดใดเป็นจุดเริ่มต้นของเฟรมข้อมูลความเหมาะสมในการอ้างถึงของโปรโตคอล LAP-D ก็จะแบ่งส่วนของแอดเดรส ออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วน Terminal Endpoint Indentifier หรือ TEI และ Service Access Point Indentifier หรือ SAPI ดังแสดงในรูปที่ 2.2

รูปที่ 2.2 แสดงส่วนประกอบของ Address Field
โดยทั่วๆไป อุปกรณ์สื่อสารข้อมูลแต่ละตัวจะมีค่า TEI เฉพาะของแต่ละตัว อาจจะเป็นไปได้ว่า อุปกรณ์สื่อสารข้อมูลเครื่องเดียวได้รับการกำหนดค่า TEI ได้มากกว่า 1 ค่าได้ การกำหนด TEI จะกระทำได้ 2 วิธี คือ การกำหนดค่า TEI อย่างอัตโนมัติกับการกำหนดค่าโดยผู้ใช้บริการเอง ซึ่งในกรณีหลังจะต้องระมัดระวัง การเชื่อมต่ออุปกรณ์สื่อสารข้อมูลหลายตัวเข้ากับจุดเชื่อมต่ออุปกรณ์ ณ จุดเชื่อมต่อมาตรฐานจุดเดียวกัน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการกำหนดค่าของ TEI ค่าเดียวกันให้กับอุปกรณ์สื่อสารข้อมูลหลายตัว ส่วนข้อดีของการกำหนดค่า TEI แบบอัตโนมัติ ก็คือผู้ใช้บริการสามารถเปลี่ยนแปลงเพิ่ม หรือลดอุปกรณ์สื่อสารข้อมูลได้โดยที่ค่าของ TEI
3.การติดต่อสื่อสารภายในโครงข่าย ISDN
การติดต่อสื่อสารภายในโครงข่าย ISDN นั้นมีลักษณะการติดต่อสื่อสาร 2 รูปแบบด้วยกัน คือ การติดต่อสื่อสารระหว่างชั้นที่เท่ากัน และการติดต่อสื่อสารระหว่างชั้นที่ต่างกัน
การติดต่อสื่อสารระหว่างชั้นที่เท่ากันภายในโครงข่าย ISDN นั้นมีอยู่หลายระดับชั้น สำหรับในหัวข้อนี้จะกล่าวถึงการติดต่อสื่อสารระหว่างระดับชั้นที่ 2 ด้วยกัน ซึ่งโปรโตคอล LAP-D ควบคุมและดูแลการรับส่งเฟรมของข่าวสารข้อมูลบนสัญญาณ D โดยที่เฟรมที่รับส่งข่าวสารและข้อมูลสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ เฟรมคำสั่ง (Command Frame) ส่งออกไปเพื่อใช้ในการเริ่มต้นการทำงานอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือเพื่อสอบถามสถานะของอีกฝ่ายหนึ่ง หรือเฟรมโต้ตอบ (Response Frame) จะส่งออกไปเมื่อได้รับเฟรมคำสั่ง หรือเกิดเหตุการณ์ที่ผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่งกับวงจรเชื่อมต่อข้อมูลที่ทำการรับส่งข่าวสารและข้อมูลที่อยู่ในขณะนั้น
3.3 คำสั่งและคำตอบรับ (Commands and Responses) คำสั่งและคำตอบรับในลักษณะการรับส่งแบบ Acknowledged ตามข้อกำหนดของโปรโตคอล LAP-D จะประกอบด้วยการแลกเปลี่ยนข้อมูลในรูปแบบของเฟรม I เฟรม S และ เฟรม U ระหว่าง TE และโครงข่ายบนช่องสัญญาณ D โดยที่มีคำสั่งและคำตอบรับหลายชุดเพื่อใช้ใน