1. ช่องสัญญาณ

ในการรับส่งข้อมูล และข่าวสารที่จุดเชื่อมต่อระหว่างผู้ใช้บริการกับโครงข่าย ISDN สัญญาณจากผู้ใช้บริการจะถูกแปลงเข้าสู่โครงสร้างของช่องสัญญาณ ความเร็วของการส่งข้อมูลในช่องสัญญาณจะมีค่าที่แน่นอน ทำให้ผู้ใช้บริการสามารถกำหนดการเชื่อมต่อที่จุดเชื่อมต่อมาตรฐานก่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ของช่องสัญญาณสูงสุด

ตามมาตรฐานคำแนะนำของ CCITT ได้กำหนดช่องสัญญาณหลักๆ ในระบบ ISDN ไว้ ดังนี้

4.1 ช่องสัญญาณ A เป็นช่องสัญญาณที่ใช้กับสัญญาณแอนะลอก ที่มีแบนด์วิดท์ขนาด 3.1 กิโลเฮิรตซ์ (300 เฮิรตซ์ ถึง 3,400 เฮิรตซ์)

4.2 ช่องสัญญาณ B เป็นช่องสัญญาณพื้นฐานที่ใช้ในการรับส่งข้อมูลแบบดิจิตอลที่มีความเร็วในการรับส่งข้อมูล 64 kbps ข่าวสารและข้อมูลที่ทำการรับส่งในช่องสัญญาณ B มีหลายชนิด เช่น เสียง ข้อมูล ภาพนิ่ง และโทรสาร ซึ่งบางครั้งอัตราเร็วในการส่งข้อมูลอาจจะน้อยกว่า 64 kbps ได้ แต่ไม่สามารถที่จะส่งสัญญาณ Signalling ที่ใช้ในการสื่อสารในโมดเซอร์กิตสวิตช์ (Circuit Switching) ภายในโครงข่าย ISDN ซึ่งสัญญาณ Signalling นี้จะถูกส่งไปในช่องสัญญาณ D แทน

ในช่องสัญญาณ B นั้น เราสามารถใช้งานการสื่อสารในโมดอื่นๆ ได้ เช่น เซอร์กิตสวิตช์ (Circuit Switching) หรือแพ็กเกตสวิตช์ (Packet Switching)

รูปที่ 1.12 แสดงการเชื่อมต่อระหว่าง TE กับ NT

รูปที่ 1.13 แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับการเชื่อมต่อทางกายระหว่าง TE กับ NT

4.3 ช่องสัญญาณ D ทำหน้าที่เป็นช่องสัญญาณที่ใช้ในการส่งสัญญาณ Signalling มีลักษณะคล้ายกับเฟรมของข่าวสารในโมด การสื่อสารแบบแพ็กเกตสวิตช์ (Packet Switching) และข้อมูลความเร็วต่ำ อัตราเร็วในการรับส่งข้อมูลของช่องสัญญาณ D ถูกกำหนดเอาไว้ด้วยกัน 2 แบบ คือ 16 Kbps และ 64 Kbps ขึ้นอยู่กับว่าต้องการติดต่อกับโครงข่าย ISDN ด้วยข้อมูลจำนวนมาก หรือน้อย

ในช่องสัญญาณ D มีการใช้โปรโตคอลที่เรียกว่า LAP-D ซึ่งย่อมาจาก Line Protocol on the D Channel คล้ายกับ X.25 แต่มีการเพิ่มข้อมูล เพื่อใช้ในการอ้างถึงตำแหน่ง (Address) สำหรับใช้ในการติดต่อแบบจุดต่อหลายจุดได้ LAP-D ยังให้บริการโปรโตคอลในชั้นที่ 2 ของแบบจำลอง OSI (Data Link Layer) และสร้างขึ้นจากบางส่วนของ HDLC (High-Level Data Link Control) ทำให้มีความเชื่อถือได้สูง

4.4 ช่องสัญญาณ E เป็นช่องสัญญาณที่มีอัตราเร็วในการรับส่งข้อมูล 64 Kbps ใช้สำหรับการรับส่งสัญญาณ Signalling สำหรับการสื่อสารในโมดเซอร์กิจสวิตช์ (Circuit Switching) เพื่อใช้ในการเชื่อมต่อ PABX กับระบบ ISDN โดยผ่านช่องสัญญาณที่มีอัตราเร็วในการรับส่งข้อมูล 2 Mbps [1 Mbps = 1,024 Kbps ในโครงสร้าง Primary Rate Access (PRA)]

4.5 ช่องสัญญาณ H เป็นช่องสัญญาณที่ใช้ในการรับส่งข้อมูลด้วยอัตราเร็วสูงมาก จึงมีความจำเป็นต้องใช้เส้นใยแก้วนำแสง (Fiber optic) มาช่วย ทำให้สามารถที่จะส่งข้อมูลความเร็วสูง ภาพเคลื่อนไหว และโทรสารความเร็วสูง ซึ่งเริ่มเข้าไปสู่ยุคของโครงข่าย ISDN แถบความถี่กว้าง และลักษณะของช่องสัญญาณ H มีคุณสมบัติแบบเดียวกับช่องสัญญาณ B เพียงแต่มีความเร็ว n เท่าของ 64 Kbps ที่ได้กำหนดเป็นมาตรฐานไว้แล้วดังนี้

ช่องสัญญาณ H11 มีอัตราเร็วในการรับส่งข้อมูล 1536 Kbps และช่องสัญญาณ H12 มีอัตราเร็วในการรับส่งข้อมูล 1920 Kbps

  1. โครงสร้างของช่องสัญญาณ

ในระยะเริ่มต้นของโครงข่าย ISDN ได้มีการกำหนดมาตรฐานของโครงสร้างช่องสัญญาณไว้เป็นแบบย่านความถี่แคบ หรือ Narrow Band ISDN ประกอบด้วยช่องสัญญาณที่มีอัตราเร็ว 2 แบบ คือ

5.1 Basic Access Inferface หรือ BAI โครงสร้างการเชื่อมต่อแบบนี้ ประกอบด้วยช่องสัญญาณ B 2 ช่องสัญญาณซึ่งมีอัตราในการรับส่งสัญญาณช่องละ 64 Kbps และช่องสัญญาณ D 2 ช่องสัญญาณ มีอัตราเร็วในการรับส่งช่องสัญญาณ ช่องละ 16 Kbps รวมความเร็วในการรับส่งสัญญาณภายในโครงสร้างแบบ BAI ได้ 192 kbps (16 Kbps x 2 + 64 Kbps x 2 = 192 Kbps) แต่ผู้ใช้บริการจะใช้ช่องสัญญาณ B2 ช่อง และช่องสัญญาณ D 1 ช่อง ในการรับส่งสัญญาณ สามารถทำพร้อมกันได้ทั้ง 3 ช่อง และช่องสัญญาณ B ทั้ง 2 ช่องสามารถรับส่งสัญญาณได้เป็นอิสระจากกัน ทำให้ผู้ใช้บริการสามารถเลือกใช้ และควบคุมอัตราเร็วของข้อมูลตามความต้องการของตัวเองได้ เช่น การเชื่อมต่อโทรสารที่ใช้ในปัจจุบันด้วยอัตราเร็ว 2.4 Kbps การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ด้วยอัตราเร็ว 2.4 Kbps, การเชื่อมต่อโทรศัพท์ระบบดิจิตอลด้วยอัตราเร็ว 64 Kbps เป็นต้น โดยที่ผลรวมของอัตราเร็วทั้งหมดจะต้องไม่เกิน 144 Kbps (2B + D) ส่วนช่องสัญญาณ D ที่เหลืออีก 1 ช่องใช้เพื่อให้สามารถเรียกใช้ได้ทั้งในรูปแบบจากจุดถึงจุด หรือจากจุดถึงหลายจุดโดยใช้ได้สูงสุดถึง 8 จุด

5.2 Primary Rate Interface หรือ PRI โครงสร้างการเชื่อมต่อแบบนี้ประกอบด้วยช่องสัญญาณ B หลายๆ ช่องกับช่องสัญญาณ D ที่มีอัตราเร็วในการรับส่งข้อมูล 64 Kbps อีก 1 ช่อง ในปัจจุบันโครงสร้างแบบนี้ได้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ระบบที่รับส่งข้อมูลด้วยอัตราเร็ว 1544 Kbps จะมีโครงสร้างการเชื่อมต่อแบบ 23 B + D ใช้กันมากในกลุ่มประเทศอเมริกาเหนือ และระบบรับส่งข้อมูลด้วยความเร็ว 2 Mbps หรือ 2048 Kbps (1 Mbps = 1024 Kbps) จะมีโครงสร้างในการเชื่อมต่อแบบ 30 B + D ใช้กันมากในกลุ่มประเทศยุโรป

ในความเป็นจริงแล้ว โครงสร้างแบบ 30 B + D นั้น จะใช้ความเร็ในการรับส่งข้อมูลเพียง 64 Kbps x 31 เท่ากับ 1984 Kbps ดังนั้น จึงมีการเพิ่มอัตราเร็วในการรับส่งข้อมูล 64 Kbps อีก 1 ช่องสัญญาณ เพื่อใช้ในการซิงโครไนซ์ไทมิง (Synchronized Timing) และการควบคุม ทำให้ผลรวมของความเร็วในการรับส่งข้อมูลเป็น 2048 Kbps หรือ 2 Mbps จะเห็นได้ว่า ในการรับส่งข้อมูลที่มีโครงสร้างแบบ 30 B + D จะต้องทำการรับส่งข้อมูลกันจริงๆ ด้วยช่องสัญญาณที่มีความเร็ว 64 Kbps จำนวน 32 ช่อง โดยช่องสัญญาณที่ศูนย์มีไว้สำหรับซิงโครไนซ์ไทมิง และควบคุม ส่วนของสัญญาณที่ 1 ถึง 15 และช่องสัญญาณที่ 17 ถึง 31 จะใช้ในการรับส่งข้อมูลและข่าสาร ช่องสัญญาณที่ 16 จะส่งสัญญาณในส่วนของช่องสัญญาณ D

โครงสร้างการเชื่อมต่อแบบนี้ สามารถเรียกใช้ได้ในรูปแบบจากจุดถึงจุดเท่านั้น ทำให้ผู้ใช้บริการสามารถให้บริการกับอุปกรณ์ปลายทาง ที่เชื่อมต่อกับ PABX LAN หรือตัวควบคุมอุปกรณ์ปลายทาง รวมทั้งการให้บริการรับ การใช้งานที่ต้องการอัตราเร็วในการรับส่งข้อมูลสูง

โครงสร้างของช่องสัญญาณ D ช่องสัญญาณ D ช่องสัญญาณ D จะใช้ในการส่งสัญญาณ Signalling มีหน้าที่การควบคุมการติดต่อสื่อสาร โดยที่ช่องสัญณาณ D จะแยกออกจากช่องสัญญาณที่ใช้ในการรับส่งข้อมูลของผู้ใช้บริการ ภายในช่องสัญญาณ D จะแยกออกจากช่องสัญญาณที่ใช้ในการรับส่งข้อมูลของผู้ใช้บริการ ภายในช่องสัญญาณ D มีโปรโตคอลที่ทำหน้าที่ติดต่อสื่อสารและให้บริการทั้ง 3 ชั้น ของแบบจำลอง OSI (Physical Layer, Date Link Layer และ Network Layer)

การติดต่อสื่อสารระหว่างชั้นเป็นไปในลักษณะของการส่งตามแนวดิ่ง กล่าวคือ ข้อมูลและข่าวสารจะถูกส่งลงตามลำดับชั้นที่ 3, 2 และ 1 แล้วจึงส่งออกไปในช่องสัญญาณ D โดยที่ข้อมูลและข่าวสารที่ส่งออกไป มีลักษณะเป็นรูปแบบ (Format) เฉพาะของแต่ละชั้น ซึ่งจะไม่เกิดการรบกวนกัน ข้อมูลและข่าวสารของชั้นที่สูงกว่าจะถูกชั้นที่ต่ำกว่านำมาใส่ Header เฉพาะของชั้นนั้นๆ แล้ว จึงถูกส่งต่อไปจนถึงชั้นที่ 1 และข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งออกไปในช่องสัญญาณ D ตามลำดับบิต โดยที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและเพิ่มเติมใดๆ ของข้อมูลที่ส่งมาจากชั้นที่ 2 อัตราเร็วบิตที่รับส่งในช่องสัญญาณ D อาจจะใช้ 16 Kbps หรือ 64 Kbps ก็ได้แล้วแต่กรณี

โครงสร้างของช่องสัญญาณ B การส่งข่าวสารไปในช่องสัญญาณ B นั้นสามารถทำได้โดยอิสระขึ้นอยู่กับชนิดของข่าวสารที่ต้องการส่งและโมดการสื่อสารที่เลือกใช้ ดังกล่าวในหัวข้อ 4.2 บ้างแล้วกล่าวโดยสรุปแล้วการเชื่อมต่อกับโครงข่าย ISDN ที่จุดเชื่อมต่อ S และ T เพื่อใช้ในการรับส่งข่าวสารนั้น ผู้ใช้บริการสามารถใช้บริการของโครงข่าย ISDN ได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสามารถของอุปกรณ์ที่ผู้ใช้บริการมีอยู่ ซึ่งอาจจะเป็นอุปกรณ์ชนิดที่ใช้งานได้เฉพาะอย่างหรือสามารถใช้งานได้หลายอย่าง

BACK TO INDEX
Hosted by www.Geocities.ws

1