การเข้าไปใช้บริการภายในโครงข่าย ISDN จำเป็นต้องผ่านทางอุปกรณ์เชื่อมต่อมาตรฐานที่ได้กำหนดเอาไว้สำหรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์สื่อสารข้อมูลชนิดนันๆ การเชื่อมต่ออุปกรณ์สื่อสารข้อมูลในโครงข่าย ISDN มีหลายรูปแบบ ดังจะกล่าวต่อไปนี้
การเชื่อมต่อระหว่างโครงข่าย ISDN กับผู้ใช้บริการประกอบด้วยอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ต่างๆ กัน เช่น TE1, TE2, NT และ TA เป็นต้น ที่ต่ออยู่กับจุดเชื่อมมาตรฐาน จุดเชื่อมต่อมาตรฐานถูกกำหนดเอาไว้ 5 จุด คือ จุดเชื่อมต่อมาตรฐาน R, S, T, U และ V
2.1 อุปกรณ์ปลายทาง (Terminal Equipment) ซึ่งอยู่ภายในบ้านผู้ใช้บริการ ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการติดต่อระหว่างผู้ใช้บริการกับโครงข่าย ISDN และมีความสามารถครอบคลุมโปรโตคอล ชั้นที่ 1 และชั้นสูงขึ้นไปของโปรโตคอลของ OSI เช่น การต่อโทรศัพท์ดิจิตอลเข้ากับจุดเชื่อมมาตรฐาน S ที่จุดเชื่อมต่อมาตรฐาน S นี้ สามารถมีอุปกรณ์ปลายทางได้สูงสุด 8 เครื่อง สำหรับ Basic Access Interface (BAI) อุปกรณ์ปลายทาง (Terminal Equipment หรือ TE) มีอยู่ด้วยกัน 2 แบบ คือ
ก) อุปกรณ์ปลายทางประเภทที่ 1 (Terminal Equipment Type 1 หรือ TE1) เป็นอุปกรณ์ปลายทางที่ออกแบบสำหรับ ISDN และสามารถต่อเข้ากับจุดเชื่อมต่อมาตรฐาน S ได้เลย อุปกรณ์ประเภทนี้จะต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของ CCITT Recommendation I.430, I.440, I.441, I.445 และ I.451 ตัวอย่างอุปกรณ์ปลายทางประเภทที่ 1 ได้แก่
ข) อุปกรณ์ปลายทางประเภทที่ 2 (Terminal Equipment Type 2 หรือ TE2) เป็นอุปกรณ์ปลายทางที่มีใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งจำเป็นต้องมี Terminal Adapter หรือ TA เพื่อต่อกับจุดเชื่อมต่อมาตรฐาน S ได้ โดยที่ Terminal Adapter นี้เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แปลงลักษณะบางอย่างของอุปกรณ์ปลายทางประเภทที่ 2 หรือ TE2 เช่น เปลี่ยนแปลงอัตราเร็วในการรับส่งข้อมูลโดยวิธีการ มัลติเพลกซ์ หรือเปลี่ยนแปลงโปรโตคอลให้เป็นโปรโตคอลของ ISDN ที่จุดเชื่อมต่อมาตรฐาน S ตัวอย่างอุปกรณ์ปลายทางประเภทที่ 2 นี้ ได้แก่
2.2 อุปกรณ์เชื่อมต่อโครงข่าย (Network Trmination หรือ NT) อุปกรณ์เชื่อมต่อโครงข่ายนี้แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ อุปกรณ์เชื่อมต่อโครงข่ายประเภทที่ 1 (Network Termination 1 หรือ NT1) และอุปกรณ์เชื่อมต่อโครงข่ายประเภทที่ 2 (Network Termination 2 หรือ NT2)
ก) อุปกรณ์เชื่อมต่อโครงข่ายประเภทที่ 1 (Network Termination 1 หรือ NT1) ต่ออยู่กับจุดเชื่อมต่อมาตรฐาน S หรือ T มีหน้าที่แปลงสัญญาณจากคู่สายเข้าสู่โครงสร้างของช่องสัญญาณลักษณะของคู่สายจะเป็นสายโทรศัพท์ธรรมดา (Copper Wire) 1 คู่สาย โดยทั่วไปจะใช้สายเบอร์ 26 อุปกรณ์ NT1 นี้ จะเป้นตัวแบ่งแยกระหว่างอุปกรณ์ของผู้ใช้บริการกับอุปกรณ์ของโครงข่าย ISDN โดยที่อุปกรณ์ NT1 จะต้องให้บริการครอบคลุมโปรโตคอลชั้นที่ 1 ของแบบจำลอง OSI (Physical Layer) และทำการเทอร์มิเนต (Termination) คู่สายด้วย
ข) อุปกรณ์เชื่อมต่อโครงข่ายประเภทที่ 2 (Network Termination 2 หรือ NT2) เป็นอุปกรณ์จะมีหรือไม่มีก็ได้ หากไม่มีอุปกรณ์ NT2 เชื่อมต่ออยู่ก็แสดงว่า จุดเชื่อมต่อมาตรฐาน S และ T เป็นจุดเดียวกัน หากมีอุปกรณ์ NT2 เชื่อมต่ออยู่ระหว่างจุดเชื่อมต่อมาตรฐาน S และ T โดยที่อุปกรณ์ NT2 จะมีหน้าที่ให้บริการครอบคลุมโปรโตคอลชั้นที่ 1, 2 และ 3 ของแบบจำลอง OSI (Physical Layer, Data Link Layer และ Network Layer) ซึ่งมีความสามารถในการสวิตช์ และการมัลติเพลกซ์ ทำให้สามารถต่ออุปกรณ์ปลายทางเข้ากับโครงข่าย ISDN ได้มากขึ้น ตัวอย่างของอุปกรณ์ NT2 ได้แก่ Intercom PABX และ LAN
2.3 อุปกรณ์เชื่อมต่อสาย และเชื่อมต่อชุมสาย (Line Terminal และ Exchange Terminal )
อุปกรณ์เชื่อมต่อสาย (Line Terminal หรือ LT) เป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งอยู่ในชุมสาย ISDN สำหรับการต่อสายของผู้ใช้บริการกับชุมสาย ส่วนอุปกรณ์เชื่อมต่อชุมสาย (Exchange Terminal หรือ ET) เป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งอยู่ในชุมสาย ISDN สำหรับทำหน้าที่ส่งสัญญาณเพื่อการเริ่มต้นการติดต่อระหว่างชุมสาย ISDN
รูปแบบการเชื่อมต่อของอุปกรณ์ปลายทาง (TE1, TE2 และ TA) กับอุปกรณ์เชื่อมต่อโครงข่าย (NT1 และ NT2) สามารถกระทำได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานของผู้ใช้บริการ ดังแสดงในรูปที่ 1.9
ที่จุดเชื่อมต่อมาตราฐาน S อุปกรณ์ปลายทาง TE1 ที่ออกแบบสำหรับ ISDN สามารถต่อเข้าโดยตรงได้เลย แต่ถ้าเป็นอุปกรณ์ปลายทาง TE2 ที่ไม่ได้ออกแบบสำหรับ ISDN ก็สามารถต่อผ่านอุปกรณ์ Terminal Adapter หรือ TA ที่จุดเชื่อมต่อมาตรฐาน R ก่อน แล้วจึงทำการเชื่อมต่อที่จุดเชื่อมต่อมาตรฐาน S เหมือนกับ TE1
สำหรับการเชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์เชื่อมต่อโครงข่าย NT2 ความสามารถของอุปกรณ์เชื่อมต่อโครงข่าย NT2 อาจจะแตกต่างกันไปบ้าง แล้วแต่ชนิดของอุปกรณ์และบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์สื่อสาร กล่าวคือ อุปกรณ์เชื่อมต่อโครงข่าย NT2 บางชนิดอาจจะให้บริการครอบคลุมโปรโตคอลชั้นที่ 1, 2 และ 3 ของแบบจำลอง OSI (Physical Layer, Data Link Layer และ Network Layer) ในขณะที่บางชนิดจะให้บริการครอบคลุมโปรโตคอลชั้นที่ 1 (Physical Layer) เท่านั้น
กรณีที่ 1 แสดงถึงการเชื่อมต่อ ISDN ทางกายภาพที่จุดเชื่อมต่อมาตรฐาน S และ T ถ้าอุปกรณ์ปลายทางเป็น IE1 ก็สามารถเชื่อมต่อกับจุดเชื่อมต่อมาตรฐาน S ได้เลย แต่ถ้าเป็นอุปกรณ์ปลายทาง TE2 จะต้องต่อผ่าน Terminal Adapter (TA) แล้วจึงจะต่อเข้ากับจุดเชื่อมต่อมาตรฐาน S ได้
กรณีที่ 2 แสดงถึงการเชื่อมต่อ ISDN ทางกายภาพที่จุดเชื่อมต่อมาตรฐาน S เท่านั้น ในกรณีนี้ NT1 และ NT2 จะรวมกันเพื่อที่จะรวมการให้บริการเอาไว้ในบางกรณีอาจจะทำหน้าที่เป็นดิจิตอล PBX หรือ LAN ก็ได้
กรณีที่ 3 แสดงถึงการเชื่อมต่อ ISDN ทางกายภาพที่จุดเชื่อมต่อมาตรฐาน T เท่านั้น ในกรณีนี้ NT2 และ TE จะรวมอยู่ด้วยกัน ตัวอย่างการเชื่อมต่อแบบนี้ ได้แก่ การที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ 1 เครื่องที่สามารถให้บริการกับผู้ใช้หลายคน
กรณีที่ 4 แสดงถึงการเชื่อมต่อ ISDN ทางกายภาพที่จุดเชื่อม
มาตรฐาน S ซึ่งซ้อนทับอยู่กับจุด T ในกรณีนี้แสดงถึงการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ปลายทางของ ISDN เช่น โทรศัพท์ดิจิตอล ซึ่งสามารถต่อโดยตรงเข้ากับคู่สาย PBX หรือ LAN ได้
ในทางปฏิบัตินั้น เราสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์สื่อสารหลายชนิดเข้ากับคู่สายเพียง 1 คู่สายของโครงข่าย ISDN ได้ โดยการนำเอา PABX หรือ LAN มาทำหน้าที่เป็น NT2 และผ่านการเชื่อมโยงแบบ Basic Access ในบางครั้ง NT1 และ NT2 จะอยู่รวมกัน ทำหน้าที่เป็น PABX LAN หรือตัวควบคุมอุปกรณ์ปลายทาง (Terminal Controller) ซึ่งทำให้ผู้บริหารสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ปลายทาง (Terminal Controller) ซึ่งทำให้ผู้บริหารสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์สื่อสารต่างๆ ได้เป็นจำนวนมากกว่าปกติ และใช้บริการในโครงข่าย ISDN ได้
สำหรับลักษณะการเชื่อมระหว่าง TE และ NT นั้นสามารถทำได้ 3 รูปแบบด้วยกัน และรายละเอียดเกี่ยวกับการเชื่อมต่อทางกายภาพระหว่าง TE และ NT ก็ได้แสดงไว้ใน
ก) การเชื่อมต่อแบบ Point to Point เป็นรูปแบบการเชื่อมต่อที่เตรียมไว้สำหรับการติดต่อสื่อสารที่มีเครื่องรับ และเครื่องส่งที่ปลายของสายส่ง ด้านละ 1 เครื่อง โดยที่ระยะห่างระหว่าง TE และ NT ประมาณ 1 กิโลเมตร และมีการสูญเสียสูงสุด 6 dB ความถี่ 96 กิโลเฮิรตซ์
ข) การเชื่อมต่อแบบ Short Passive Bus เป็นรูปแบบการเชื่อมต่อที่มีอุปกรณ์ปลายทางหลายตัวมาต่ออยู่กับสายส่ง ซึ่งมีความยาวประมาณ 100 200 เมตร ในลักษณะที่ตำแหน่งของการเชื่อมต่ออุปกรณ์ปลายทางเข้ากับสายส่ง เป็นแบบสุ่ม (Random)
ค) การเชื่อมต่อแบบ Extended Passive Bus เป็นรูปการเชื่อมต่ออุปกรณ์ปลายทางหลายตัวมาต่ออยู่กับสายส่ง ซึ่งมีความยาวประมาณ 500 เมตร ในลักษณะที่ตำแหน่งของการเชื่อมต่ออุปกรณ์ปลายทางเข้ากับสายส่งเป็นแบบสุ่ม (Random)
ค) การเชื่อมต่อแบบ Extended Passive Bus เป็นรูปการเชื่อมต่ออุปกรณ์ปลายทางหลายตัวมาต่ออยู่กับสายส่ง ซึ่งมีความยาวประมาณ 500 เมตร ในลักษณะที่ตำแหน่งของการเชื่อมต่ออุปกรณ์ปลายทางเข้ากับสายส่งห่างกันประมาณ 25 ถึง 50 เมตร

แสดงตัวอย่างการใช้งาน PABX หรือ LAN เป็น NT

แสดงตัวอย่างการเชื่อมต่อในกรณีที่มีอุปกรณ์ปลายทางหลายตัว