|
หัวข้อ : คาอิล 1 ข้อความ : แฮะ เนื่องจากหายไปนาน เพราะเอ๋มัวแต่เขียนเรื่องสั้นโรแมนติกอยู่ มาอีกที ตามซะเหนื่อย เอาว่าเอ๋มีเรื่องโรแมนติกมาให้อ่านอีกแล้วล่ะ คราวนี้ 7 ตอนจบ ไม่ถึงกับ 20 ตอนเหมือน twin แล้ว ตามอ่านกันด้วยนะคะ นี่เป็นตอนพิเศษที่เอ๋ขอเขียนต่อจากเรื่อง chala chala ของน้อง amameอ้อ ดูเหมือนพี่ kjb จะเข้ามาโพสต์ที่นี่ด้วย เอาว่าเอ๋แนะนำ link ของพี่ kjb ให้แล้วกัน ที่นั่นเขียนแนวแฟนตาซีโรแมนติกค่ะ เอ๋มาจากที่นั่นแหละ ใครจะตามไปอ่านก็ได้นะ ยินดี ยินดี -------------------------------------- ริ้วประกายแห่งแสงสีส้มทองของอรุณวันใหม่ ฉาดฉาย หยอกล้อกับทิวเขาเขียว ตัดกับเส้นขอบฟ้าที่เริ่มเปล่งประกายรัศมีแห่งแสงอาทิตย์ คงมีเพียงสายหมอกขาวอันเบาบางและนุ่มนวลดุจกลุ่มแพรไหม อันละเอียดและอ่อนนุ่ม หากแต่เยือกเย็นยิ่งกว่าความเหน็บหนาวของสายธารอันช่ำเย็นนี้เท่านั้น ที่กางกั้นแบ่งเส้นขอบฟ้ากับพื้นพิภพให้แยกออกจากกัน เสมือนจะประกาศให้โลกได้รับรู้ว่า ไม่มีทางเลย ที่ผืนแผ่นดิน ผู้เป็นเสมือนมารดาแห่งสรรพสิ่งทั้งหลาย จะบรรจบกับขอบฟ้าอันกว้างใหญ่ไพศาลได้ คงได้แต่เพียงเป็นเส้นขนานที่มิอาจบรรจบถึงกันได้ตลอดกาล ดินแดนอันเป็นที่ราบลุ่ม รายล้อมด้วยหุบเขา กับลำธารสายเล็ก ๆ สายหนึ่งที่ไหลตัดผ่านที่ราบลุ่มแห่งนี้ ช่างสร้างสรรได้อย่างเหมาะเจาะลงตัว ประหนึ่งดั่งเทพบุตร เทพธิดา เสกสรรปั้นแต่งขึ้น เพื่อเป็นแดนดินรอยต่อแห่งเดียวที่เหล่าเทพทั้งหลายจะประทับร่างได้โดยมิต้องสลัดปีกและมงกุฎซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นมวลเทพทั้งหลายนั้นลง เพื่อที่จะมาสัมผัสกับพลังงานแห่งไกอา พลังงานแห่งสรรสัตว์ทั้งหลาย คาอิล ห่มคลุมผ้าคลุมผืนยาวซึ่งครอบคลุมถึงข้อเท้านั้นให้เข้าที่ เขามองทิวเขาที่ค้างอ้างแรมในคืนที่ผ่านมาด้วยสายตาผ่อนคลาย ปราศจากริ้วรอยความเยือกเย็นของสายตา ในดวงตาคู่นั้น พริ้วไหวไปกับภาพความงามเบื้องหน้า " ข้ากำลังจะหลับนิรันดร์ และในความฝันนั้นจะมีท่านตลอดไป " เสียงอ่อนล้าและแผ่วเบา ยังคงวนเวียนอยู่ในความทรงจำมิรู้คลาย นัยน์ตาสีเขียวมรกตอันสดใส ดูเหมือนจะไหววูบขึ้นเล็กน้อย เขาหลับตาลงอย่างแผ่วเบา ซ่อนความสั่นไหวในจิตใจที่คลอนแคลน ให้ดำดิ่งลึกลงไปในใจ หากแต่ภาพความงามของบรรยากาศเบื้องหน้า กลับรื้อความทรงจำเก่า ๆ อันปวดร้าว ที่เฝ้าซ้อนเร้นจนดำดิ่งลึกลงไปจนสุดใจนี้ ประทุขึ้นอย่างง่ายดาย นัยน์ตาสีเขียวมรกตยังคงสั่นไหวดุจเดิม แม้จะถูกปิดลงด้วยเปลือกตาคู่นั้นก็ตาม เฟมิเลีย ........... ชื่อนั้นที่เขาพยายามจะลืมเลือน ............................................................... " ว้าย ๆ อย่าจับผ้าผืนนั้นอย่างนั้น " เสียงร้องใส ๆ ผุดดั่งขึ้นจากเบื้องหลัง เมื่อเขากำลังหยิบผ้าผืนสีขาวขลิบริ้วสีน้ำเงินเงางามขึ้นจากลำธารเล็ก ๆ ที่ไหลผ่านตัดหน้าเขาขณะกำลังล้างหน้า เพื่อชำระความง่วงหนาวหาวนอนให้สติแจ่มใสขึ้น เขาหยิบผ้าผืนน้อยที่กำลังไหลมาตามต้นน้ำและกำลังจะถูกพัดพาจากไปไกล หากเขาไม่หยิบขึ้นมาพิจารณาว่าสิ่งนั้นคืออะไร ผ้าผืนน้อยสีขาวสะอาดตา มีเพียงริมผ้าที่กรุด้วยเส้นด้ายสีน้ำเงินเข้มเป็นเงางาม สองข้างของผ้า มีสายรัดยาวอยู่ทั้งสี่มุม ผ้าชั้นใน ........ ของใคร ขณะที่ความคิดผลุดขึ้น เมื่อหยิบผ้าผืนนั้นมาพิจารณาอย่างละเอียด และลงความเห็นว่ามันคืออะไร ดูเหมือนเจ้าของผ้าชิ้นนี้ จะแสดงตัวตนออกมาอย่างรวดเร็วเกินคาด เขาหันกลับไปยังต้นเสียงใส ๆ นั้น ดูเหมือนหญิงสาวที่ส่งเสียงเจือแจ้วอยู่เมื่อครู่จะตกตะลึงไปเหมือนกันที่เห็นคนตรงข้าม เพราะเธอดูจะตาโตขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย มือที่กำลังชี้มาชะงักงันอยู่กับที่ เส้นผมสีทองปะบ่าของหญิงสาวดูเหมือนจะถูกสายลมตีจนยุ่งอยู่ด้านหลัง พัดกระพือขึ้นละกับใบหน้านวลเนียนของหญิงสาวอย่างน่ารำคาญ เขายิ้มให้กับอาการตกตะลึงของหญิงสาว ไม่สิ ..... เด็กสาวมากกว่า อายุไม่น่าจะเกินสิบสามหรือสิบสี่ ความคิดสะดุดลงเล็กน้อย เมื่อมองใบหน้านวลเนียนนั้นใหม่อีกครั้ง บัดนี้เจ้าของใบหน้าหายตกตะลึงแล้ว แต่กลับเปลี่ยนเป็นใบหน้าแดงก่ำด้วยความอาย แทนที่ " ขอผ้าผืนนั้นคืนให้ข้าด้วยค่ะ " เธอกล่าวเสียงที่แผ่วเบากว่าเมื่อครู่ ประสานสายตากลมโตสีดำสนิทนั้นกับเขา ซึ่งคาอิลก็หยิบยื่นให้กับเธอโดยดี ก่อนจะสลัดผ้าคลุมสีเทายาวให้เข้าที่ ส่วนตอนต้นของผ้านั้นคลุมเส้นผมสีชาจนมิดชิด เหลือไว้เพียงดวงหน้าสวย และ สง่าจนน่ายำเกรงเท่านั้น ที่เปิดเผยให้ประจักกับสายตาของผู้ที่มองผ่าน เพียงรอยยิ้มเล็กน้อยที่หยิบยื่นให้เธอผู้อยู่ตรงข้ามเท่านั้น ทำให้ใจของผู้มาใหม่ดีขึ้นเป็นกอง " ขอบคุณค่ะ " เด็กสาวยิ้มรับให้โดยอัตโนมัติ ก่อนจะคลายความเคร่งเครียดเมื่อครู่ ให้หายไปจนสิ้น " ข้านึกว่าท่านเป็นผู้ชายเสียอีก เล่นเอาตกใจหมดเลย " หญิงสาวถอนหายใจยาวก่อนจะกล่าวด้วยเสียงใส ๆ หยิบผ้าผืนน้อยขยุ้มแรง ๆ ให้น้ำไหลออกจากผ้า แทนการบิดที่จะทำให้เสียรูปทรง " หือ " น้ำเสียงนั้นขาดห้วงไป ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาใหม่ " ถ้าเป็นผู้ชายแล้วเป็นไง " เสียงค่อนข้างห้าวนิด ๆ ดั่งจากริมฝีปากบางเฉียบนั้น คิ้วดั่งคันศรเลิกขึ้นเล็กน้อย บ่งบอกถึงความสนใจกับคำถามที่ถามขึ้น หญิงสาวขมวดคิ้วทันทีที่ได้ยินเสียงห้าวนั้น ทำไมเสียงถึงต่ำจัง .... แล้วยังสำเนียงแปลก ๆ ที่ใช้นั้นอีก เธอมองคนตรงหน้าที่ยืนอย่างเต็มตัวอีกครั้ง ซึ่งคนตรงหน้าเพียงแต่ยิ้มให้เธอด้วยมุมปาก กับแววตาออกจะขันเล็กน้อย " เสียงข้าไม่ค่อยมี ค่อนข้างเจ็บคอ " " อื้อ .... " หญิงสาวลากเสียงยาว เลิกสนใจกับเสียงที่แหบห้าวนั้น อธิบายด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่า " ผ้าผืนนี้เป็นชั้นในเจ้าสาวนะ ท่านคงเป็นคนต่างถิ่น สินะ " เธอกล่าวพลางพยักหน้าเล็กน้อย สรุปความเห็นของตัวเองซึ่งดูเหมือนจะตรง เพราะคนต่างถิ่นนั้นพยักหน้าที่เห็นเพียงนิดเดียวด้วยผ้าคลุมสีเทาทิ่ปิดบังใบหน้าเกือบสิ้น ช่างปกปิดความงดงามอย่างน่าเสียดาย เหลือเกิน " ผ้าผืนนี้ข้าพึ่งหัดทำเป็นครั้งแรก ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดี ถ้ามีผู้ชายคนใดมาเห็นก่อนคงต้องทิ้งมันไป ข้าเสียดายนะ พึ่งจะทำได้ไม่เท่าไหร่เอง " " ทำไมต้องทิ้งไปด้วย " " ประเพณี .... " เธอกล่าวสั้น ๆ " เขาเชื่อกันว่า ผ้าที่ยังทำไม่สำเร็จ หากมีชายใดได้ยลก่อน จะถือเป็นลางร้าย และถ้ายังคงฝืนทำต่อไป ชีวิตของผู้เป็นเจ้าสาวในอนาคตจะไม่งาม " เธอทำสีหน้ายุ่ง เมื่อต้องเปลี่ยนคำว่าไม่รอดเป็นไม่งาม แต่จะไม่รอดเพราะอะไรก็ไม่มีใครเคยบอก เอาเถอะ ประเพณีอย่างนี้ ไม่ค่อยมีใครเขาเชื่อเท่าไหร่แล้ว อีกอย่าง ทำไมข้าต้องอธิบายให้คนต่างถิ่นฟังเสียยืดยาวด้วย ขณะที่ความคิดนั้นโลดแล่นอยู่ เบื้องหน้าหญิงสาวพลันมีเสียงม้าร้องมาแต่ไกล ทำให้หญิงสาวต้องรีบซุกผ้าผืนนั้นไว้ในผ้ารัดเอวโดยอัตโนมัติ รีบหันหน้าไปทางต้นเสียงที่มาอย่างรวดเร็ว เธอเห็นชายผู้หนึ่งกระโดดลงมาจากม้าที่ควบขี่มา และแทบจะตรงดิ่งเข้าหาหญิงแปลกถิ่นคนนั้นทันที " ท่านมาอยู่ที่นี่เองหรือพระ ... " คำพูดถูกกลืนไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นหางตาอันคมกล้า กระหวัดขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยสายตาที่ห้ามไม่ให้กล่าวต่อไป เขาจึงเห็นว่ายังมีเด็กสาวผู้หนึ่งยืนอยู่ด้วย คำพูดฉงักลงเพียงเท่านั้น " เออ .... ขอบคุณอีกครั้งนะคะ ท่าน.... " หญิงสาวเว้นจังหวะขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะได้ยินเสียงแผ่วเบาดังขึ้นจากริมฝีปากสวยคู่นั้นว่า " คาริว " " ค่ะ คาริว ข้า เฟมิเลีย หวังว่าเราคงได้พบกันนะคะ " เธอโบกมือให้เขา กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ร่าเริงและรอยยิ้มอันบริสุทธิใจ จากนั้นก็วิ่งหายไปตามทางของสายน้ำที่ไหลผ่าน คาอิลคลี่ยิ้มให้กับความไร้เดียงสา ด้วยรอยยิ้มที่ไม่มีให้ใครได้บ่อยนัก ก่อนจะเปลี่ยนจากใบหน้าที่แลดูสมวัย ด้วยอายุไม่เกินสิบห้า นั้นลง เป็นบุคลิกเข้ม กับประกายสายตาอันคมกล้า ดั่งเจ้าชายคาอิล แห่งอาณาจักร โกเลียดังเดิม คาอิลสะบัดผ้าคลุมสีเทาเข้มนั้นให้เผยขึ้นเล็กน้อย เพื่อความง่ายแก่การขยับตัว เขาเชิดหน้าขึ้น ปรายตามายังทหารองครักษ์ " มีเหตุการณ์อันใดเพิ่มเติม " น้ำเสียงสั้น กระชับ ดุจดั่งผู้ได้รับการฝึกด้านทหารมาอย่างดี " ท่านยาราฮานำกลุ่มกบฐเข้ายึดพระราชวังแล้วพะย่ะค่ะ องค์กษัตริย์และพระมเหสีฝ่ายขวาสวรรคตแล้ว " เขากล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ขอบตาสั่นไหว แต่ยังคงความแข็งแกร่งดังเดิม " ส่วนเจ้าชายและเจ้าหญิงองค์อื่น ๆ ขณะนี้ถูกจับขังจนหมดสิ้น " " ท่านพ่อสิ้นแล้วหรือ ? " น้ำเสียงเยียบเย็นจนน่ากลัว สายตาสีเขียวมรกตนิ่งอยู่กับทิวเขาเบื้องหน้า หากพิจารณาให้ดีจะพบกับแววตาไหววูบ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นแววตาที่วาววับน่ากลัว " ท่านอายาราฮา ท่านกระทำในสิ่งที่ข้าคาดไว้ไม่มีผิด " เขาเอ่ยรำพันเพียงผู้เดียว ก่อนจะหันมาตบบ่า ทหารผู้นั้น " เจ้า... ปฎิบัติตามแผนที่วางไว้ อย่าให้คลาดเป็นเด็ดขาด " เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนจะถอนใจยาว " ในที่นี้ ข้าไว้ใจเจ้าเพียงคนเดียวเท่านั้นนะ มาฟาร์ต " ทหารองค์รักษ์ คลี่ยิ้มให้กับเจ้าชายคาอิล ผู้ที่เป็นทั้งเจ้านาย มิตรสหาย และน้องชายร่วมน้ำนมเดียวกันอย่างหมดใจ เขาแสดงความเคารพตามประเพณีของอาณาจักรโกเลียอีกครั้ง ก่อนจะโยนตัวขึ้นสู่ม้าตัวเดิม และจากไปอย่างไร้ร่องรอย เสมือนหนึ่งเดียวกับตอนมา ....................................................... " ข้าบอกว่าไม่ได้ตั้งใจไงเล่า แล้วข้าก็ไม่ใช่ขโมยด้วย " น้ำเสียงใส ๆ ดังคุ้นหูอีกครั้ง เมื่อคาอิลเดินทางเข้าสู่ตลาดของตัวเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง สายตาอันคมกล้านั้น เหลียวหาแหล่งที่มาของสรรพเสียงอันคุ้นหู แทบไม่ต้องเหลียวหาให้เสียเวลาเลย เนื่องจากคนในตลาดเริ่มมุงกันเข้าดูเหตุการณ์อยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว ในกลุ่มตรงกลางที่มุงกันอยู่นี้ มีเสียงแหบห้าวดังขึ้นตัดกับเสียงใส ๆ " เอาไปหรือไม่ได้เอาไป ทำไมไม่ให้ค้นตัว " น้ำเสียงฟังดูมีหลักการ หากแต่ใบหน้าที่ส่อแววความกระหายในบางอย่าง กลับไม่เข้ากันกับน้ำเสียงที่กล่าวออกมาเสียเลย ชาวบ้านที่มุงอยู่ต่างกระซิบกระซาบถึงความโชคร้ายของเด็กสาวน่ารักตรงหน้าเหลือเกิน ที่ความซวยเข้ามาเยือน ชนใครไม่ชน ดันไปชนกับทหารเลวแห่งกองกำลังรักษาเมืองเข้าเสียได้ " ทำไมไม่ยอมให้ค้นตัวไปเสียเลยล่ะ ถ้ายังเป็นอยู่อย่างนี้เด็กสาวนั้นจะลำบากมากกว่านี้นะ " หนึ่งในชาวบ้านที่มุง ซุบซิบอยู่กับชาวบ้านอีกคน หากแต่การกระซิบกระซาบนั้นไม่ได้ไกลไปจากริมหูเขาเท่าไหร่ " ลองให้ค้นสิ มันจะยิ่งลูบคลำจนสบายไป เกิดพึงใจขึ้นมา มีหวังเอาอะไรใส่ให้อีก แล้วตั้งข้อหาหน้าด้าน ๆ จับตัวไป มีหวังไม่ได้กลับออกมาอีกแน่นอน " ชาวบ้านอีกคนกล่าวอย่างไม่สบายใจ หากแต่ไม่มีปัญญาจะช่วย ด้วยกลัวว่าตัวเองจะถูกชักพาให้เดือดร้อนตาม ๆ กันไป ความรู้สึกหงุดหงิดประดังเข้ามาในความนึกคิด เหตุใดกันผู้คนจึงได้เกรงกลัวบารมีกันหนักหนา ด้วยแรงพลังของเหล่าราษฎร ถ้าหากช่วยกัน มีหรือที่จะช่วยไม่ได้ คนเบื้องล่างมีแต่รักตัวกลัวตายกันเสียหนักหนา มิน่า ไม่ว่าทางการจะขอความช่วยเหลือให้ทำอะไรซักอย่างกับอิทธิพลเหล่านี้ ก็ดูเหมือนจะไม่ได้มีอะไรที่ดีขึ้นเลย แล้วความหงุดหงิดจนเป็นอารมณ์ก็ระเบิดขึ้นทันที เมื่อเห็นภาพตรงหน้า บัดนี้ คนในตลาดเริ่มมุงกันอย่างเนืองแน่น เหล่าทหารพากันมาสามสี่คน พวกเขามีแววตากระหายในเด็กสาวที่กำลังแรกรุ่นเหมือน ๆ กัน พวกมันไม่สนใจชาวบ้านที่มุงกันอยู่ ว่าจะซุบซิบ หรือใช้สายตาอย่างไร เพียงแค่เหล่าทหารเหล่านั้น ชักดาบออกจากฝักช้า ๆ เท่านั้น ชาวบ้านต่างแตกฮือด้วยความหวาดกลัว ในความตาย พากันกระจายออกห่าง เหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น คำสั่งอัตโนมัติ ที่ไม่มีคำพูด สั่งให้สิ่งที่เห็นนั้นไม่มีตัวตน ไม่มีใครอีกเลยที่จะมุงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และดูเหมือนหญิงสาวเองก็ไม่แปลกใจกับเหตุการณ์อย่างนี้เลย เพราะเธอไม่เรียกร้องขอความช่วยเหลือจากใคร ๆ ทำได้แค่เพียงต่อสู้อย่างสุดฤทธิ์กับเหล่าทหารคนหนึ่งที่กำลังหยอกเอินด้วยการโอบกอดเอวอันบอบบางนั้น และเริ่มลูบคลำอย่างหยาบช้า ท่ามกลางสายตาอันพึงพอใจของเหล่าทหารที่เหลือกับแววตาสงสารที่ทำเหมือนมองไม่เห็นของชาวบ้านกลางตลาด " กรี๊ด !!! ปล่อยนะ " เฟมิเลียผลักร่างที่โอบกอดเธออย่างสุดแรง แต่เหมือนกับผลักก้อนหินขนาดใหญ่ ที่ไม่ว่าจะดันอย่างไรก็ไม่เขยื้อน ยิ่งเข้ามาถาโถมใส่เธอประหนึ่งงูที่ไม่ยอมปลดปล่อยเหยื่อให้หลุดลอดออกจากวงรัดอย่างง่ายดาย อารมณ์โกรธของเฟมิเลียมากมายจนอยากฆ่าเจ้าทหารเลวเหล่านี้ให้ตายคามือทีเดียว ทั้งโกรธ กลัว หวาดหวั่น ปะปนกันไปหมด มืออันหยาบช้านั้นลูบไล้ไปบนแผ่นหลัง กับริมฝีปากที่นาบเข้ามาสัมผัสกับต้นคอของเธอ ด้วยความกระหายท่ามกลางสายตาของชาวบ้านที่หวาดกลัวแต่ไม่อาจทำอย่างไรได้ เฟมิเลียกรีดร้องอย่างขวัญเสียกับอาการที่หยาบช้าเหล่านั้น ขณะที่เสียงกรีดร้องนั้นยังไม่สิ้นสุด ประกายรัศมีวาววับต้องกับแสงอาทิตย์สาดสะท้อนเข้าแววตาเฟมิเลียเพียงครู่เดียว ก่อนจะได้ยินเสียงร้องอันโหยหวน และร่างที่กำลังเคล้าคลออยู่กับหญิงสาวก็ทรุดฮวบลง ภาพที่เธอเห็นอยู่ขณะนี้ คือ เงาร่างที่คลุมด้วยผ้าผืนสีเทาใหญ่ โค้งตัวลง มีดาบยาวเปรอะเปื้อนเลือดไหลจากตัวดาบลงสู่พื้นดิน ร่างซึ่งคลุมด้วยผ้าสีเทาจนมิดทั้งตัวหันหน้ากึ่งยิ้มกึ่งปึ้ง แต่ดูออกว่าหนักใจอยู่ มาทางเธอ " คุณ.... คาริว " เฟมิเลียครางแผ่ว ๆ แทบจะทรุดลงในอ้อมแขนของคาริว คาริวถอนใจยาว จับตัวเด็กสาวนั้นให้ยืนอย่างมั่นคง ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับเหล่าทหารชั้นเลว สายตาสีเขียวมรกตสาดประกายอันเยือกเย็น มีอำนาจและบารมีออกไป คนที่ประสานสายตากับหญิงสาวผู้งดงามนางนี้ ต่างรู้สึกถึงความเยือกเย็นที่แผ่ซ่านเข้ามาจิตใจ ทหารชั้นเลวเหล่านั้นลึก ๆ ในใจต่างสั่นสะท้านให้กับความเยือกเย็นตรงหน้า แม้จะสวยเพียงใด แค่ความคมของความงามนั้นบาดจนน่ากลัว มันคมจนไม่น่าแตะต้อง โดยเฉพาะตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ฝีมือของทหารที่ลงไปนอนตายนั้นมิใช่ชั่ว แม้จะไม่ถึงขนาดแกร่งกล้าเป็นอันดับหนึ่งก็ตาม แต่ไม่ควรตายภายใต้ดาบเดียว โดยเฉพาะดาบในมือผู้หญิงคนนี้ " เจ้าเป็นใครกัน อย่าเอาตัวมาเกือกกลั้วกับเหล่าขโมยเลย รู้หรือไม่การช่วยขโมยนั้นมีความผิดอย่างใหญ่หลวง " ทหารผู้หนึ่งขวัญกล้าอย่างมาก ตวาดด้วยเสียงอันดัง ข่มความกลัวของเหล่าเพื่อนฝูงอย่างได้ผล เพียงแต่คำข่มขู่นั้นใช้ไม่ได้ผลกับหญิงสาวหน้าสวย ผมสีชาที่ละออกจากผ้าคลุมสีเทา เล็กน้อยนั้นเลย เหล่าทหารยังคงเห็นหญิงสาวตั้งท่าสบาย เหมือนมิได้พึ่งฆ่าคนมาเมื่อครู่นี้เลย เธอใช้เท้าเตะซากศพอย่างแรงจนซากนั้นกลิ้งแทบเท้าเหล่าทหารเหล่านั้น เป็นความใจเย็นที่น่ากลัวเหลือเกิน " กลับไปบอกท่านเจ้าเมืองของเจ้าเสีย หากไม่กระทำตัวให้ดีกว่านี้ " มุมหนึ่งของเรียวปากยิ้มขึ้นวูบหนึ่ง " ข้าจะเป็นคนจัดการกับมันเอง " เขาหยิบอะไรบางอย่างออกจากตัวเสื้อที่อยู่ด้านในผ้าคลุมสีเทา และเหวี่ยงให้ทหารผู้หนึ่งรับไว้ ทหารผู้นั้นพิจารณาสิ่งที่ได้รับ ฉับพลันใบหน้านั้นซีดจนเห็นได้ชัด เขาทำความเคารพหญิงสาวผู้สง่างามด้วยอาการลนลานก่อนจะสั่งให้เหล่าเพื่อน ๆ แบกหามเพื่อนซึ่งกลายเป็นซากศพกลับไปอย่างรนราน ไม่เหลือคราบเงาความอหังการเมื่อครู่อีกเลย เหล่าชาวบ้านที่แตกตื่นนั้นเริ่มมุงดูอีกครั้ง แต่ด้วยประกายสายตาอันเย็นชาของหญิงสาวผมสีชาตาสีเขียวมรกต ที่สาดประกายอย่างเยือกเย็น ทำให้ผู้คนยังหวาดหวั่นอยู่ ต่างแตกกระจายไม่กล้าอยู่ต่อ คงเหลือเพียงเฟมิเลียและคาริวเพียงสองคน กับคราบเลือดที่หลงเหลือเป็นกระหย่อมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น " ขอบคุณท่านคาริวมากค่ะ " เฟมิเลียขยับกายลู่ลงต่ำกับพื้น โค้งศรีษะลง แทบจรดพื้น แสดงความเคารพอย่างสูงสุด น้ำเสียงที่กล่าวกับลำตัวหญิงสาวยังไม่หายสั่นด้วยความตกใจกลัวกับเหตุการณ์เมื่อครู่ เฮ้อ .... แม้ใบหน้าของคาอิลจะยังยุ่งเป็นกังวลอยู่กับสิ่งที่กระทำไปโดยสัญชาติญาณ แต่เมื่อมองเด็กสาวผมสีทองสลวย ใบหน้าเนียนนี้ แล้ว เขาก็รู้สึกว่าสิ่งที่กระทำนั้นถูกต้องแล้วเช่นกัน " พอเถอะ ถ้าเจ้ายังทำอย่างนี้ต่อไป ข้าคงต้องช่วยใครไม่ออกอีกต่อไปแล้ว " คาอิลกล่าว พร้อม ๆ กับฉุดดึงร่างเล็กให้ลุกขึ้น " ถ้ามีสิ่งใดที่ข้าจะสามารถตอบแทนท่าน " เฟมิเลียกล่าวประสานกับสายตาสีเขียวเฉียบเย็นนั้น ด้วยความรู้สึกที่ระอุด้วยน้ำใจ " ขอให้บอก ข้าจะทำให้ท่านได้ทุกอย่าง " " ไม่ต้องหรอก เจ้ากลับบ้านไป แล้วระวังตัว อย่าให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้อีก ไม่มีใครหรอกที่จะช่วยเจ้าได้อย่างวันนี้อีก " เขาทำสีหน้าเหนื่อยหน่าย และเอ่ยต่อไปว่า " แล้วอย่าเรียกข้าว่าท่านคาริว ให้เรียกแค่คาริว " กล่าวจบ ร่างนั้นพลันหลบหลีกและเดินผ่านท่ามกลางกลุ่มผู้คน หายลับไปอย่างไร้ร่องรอย .................................. เสียงฝีเท้าซอยถี่ ๆ วิ่งลัดตัดผ่านป่าด้วยกำลังความเร็วทั้งมวลที่สามารถจะมีได้ เขาหอบหายใจอย่างเหนื่อยล้า กับการวิ่งที่จำต้องกล่ำกลืนความอัปยศนี้ แทนที่จะลุกขึ้นสู้ คาอิลหยุดหอบอย่างเหน็ดเหนื่อย เขาขบฟันแน่น ระงับแรงอาฆาตที่มี มัน....เจ้าเมืองนี้ไม่เพียงแต่จะหวาดกลัวกับสัญลักษณ์ราชองครักษ์ที่เขาเหวี่ยงส่งให้กับทหารเลวเท่านั้น หากแต่มันยังกลัวมาก ๆ มากจนคิดหาทางออกอย่างนี้ขึ้นมา เพราะความกลัวว่า ความเลวที่สั่งสมอย่างมากมายมหาศาลในเมืองนี้จะถูกขจรขจายโดยเขานี่เอง จึงได้ถูกตามล่าถึงเพียงนี้ บัดนี้คาอิลมีศึกทั้งสองด้านเสียแล้ว ศึกด้านกบฏซึ่งก่อจากอาแท้ ๆ ของตน ที่หวังจะขึ้นเป็นกษัตริย์แทน และศึกจากศัตรูที่เขาสร้างขึ้นเองอย่างไม่ตั้งใจ หากไม่เป็นเพราะในยามนี้เขาต้องหลบตัวก่อนเพื่อให้แผนที่วางไว้บรรลุจุดประสงค์แล้วล่ะก้อ นัยน์ตาเขียวมรกตนั้น สาดประกายความอาฆาตไว้อย่างน่ากลัว มันจะไม่มีชีวิตเหลือพอที่จะเหยียบย่างแผ่นดินนี้ทีเดียว หากเสร็จงานที่ต้องพึงกระทำแล้ว สิ่งที่เขาจะชำระความแค้นเป็นอันดับแรกคือเจ้าเมืองแห่งนี้ เสียงแซด ๆ ดังขึ้นที่เบื้องหลังอีกครั้ง คาอิลขบริมฝีปากอันแห้งแล้ง จากความเหน็ดเหนื่อย ยืดกายขึ้น และวิ่งต่อไปเบื้องหน้า ซึ่งเป็นป่าเขาที่ไม่เคยเหยียบย่างเข้ามาก่อน ด้วยความไม่คุ้นเคยกับลักษณะป่าเขาที่วิ่งผ่านมา กับอาการบาดเจ็บที่สีข้าง ซึ่งถูกฟันถาก ๆ จากการไล่ล่า ทำให้สายตาเริ่มพร่ามัว รอยเลือดที่หยดลงบนพื้นดิน เร่งให้ ว๊าก สัตว์ล่าเนื้อ ที่ถูกฝึกมาให้ล่าคนแทนนั้น กระ***นกระหือลือที่จะตามล่ากลิ่นคาวเลือดมากขึ้น อาการบาดเจ็บกับสายตาที่พร่ามัว ยิ่งนานยิ่งสร้างความลำบากมากขึ้น ๆ การวิ่งหลบซ่อนยิ่งช้าลงเรื่อย ๆ ที่สุด เขาก็จงใจเสี่ยงที่จะลงไปเกาะเกี่ยวกับเถาวัลย์ใต้หน้าผา สองเท้าค่อย ๆ เหยียบลง ณ รอยปมอันเกิดขึ้นตามธรรมชาติของเหล่าเถาวัลย์ เสียง ว๊าก ยังคงแผดเสียงอันดังลั่นอยู่เหนือศรีษะของเขา โชคยังดีที่ กระแสแห่งสายลมนั้น พัดผ่านจากบนลงล่าง ทำให้กลิ่นคาวเลือดจากสีข้างที่บาดเจ็บ ไม่อาจส่งกลิ่นเข้าจมูก ว๊าก ได้ สำเนียกแว่วเสียงสบถ ดั่งลั่นอย่างหยาบคายเข้าสู่โสตเริ่มแผ่วเบาลงทุกที ๆ พร้อมกับความเจ็บปวดเริ่มกลายเป็นความเหน็บชา ไม่ได้ .... เราเสียเลือดมากเกินไป ต้องปีนออกจากบริเวณนี้โดยเร็ว สติยังคงประคองตัวไว้ได้อย่างดี แม้สมองจะสั่งการให้สองมือและเท้าป่ายปีนไปตามเงื่อนปมของเถาวัลย์ก็ตามที หากแต่ความปวดล้านั้นมีมากจน สองเท้าที่กำลังเกาะเกี่ยวกับเถาวัลย์นั้น พลาด ! ครืด.......... ร่างทั้งร่างครูด และไหลลู่ลงขนานกับแนวผาสูงอย่างรวด ขณะที่ร่างร่วงลงสู่พื้นดินด้วยความเร็วสูง สติที่วูบไปกลับแจ่มใส สลับไปสลับมา พลันตื่นตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยพลังแห่งชีวิตที่ไม่ต้องการปลิดปลงในลงชั่ววินาทีที่กำลังดำเนิน อีกเพียงห้าเมตรเท่านั้น ที่ร่างจะล่วงลงสู่พื้นแหลกเหลวไม่มีชิ้นดีจนจำร่างเดิมมิได้นั้น สติคาอิลถูกปลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว เขายกดาบขึ้นและใช้กำลังช่วงแขนที่มีทั้งหมดเสียบพุ่งดาบเข้ากับซอกหิน เปรี้ยะ...... เกิดรอยร้าวในดาบทันที ที่ต้องรับน้ำหนักอันมหาศาลนั้นในฉับพลันทันใด กล้ามเนื้อบริเวณข้อมือทั้งสองของเขาเจ็บแปล็บอย่างแสนสาหัส คาอิลขบริมฝีปากตนเองแน่น หากแต่ไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดที่ฟันนั้นกดลงกับขอบปากล่าง ง่ามนิ้วมีรอยเลือดไหลออกมาทาง สภาวะการลอยตัวนั้นถูกหยุดยั้งลงในฉับพลัน ร่างคาอิลสะท้อนขึ้นต้านแรงโน้มถ่วงจนเขาแทบยั้งสภาวะนั้นไม่อยู่ หากแต่มือที่จับดาบแน่นดูเหมือนจะเหนียวพอยึด ร่างถูกเหวี่ยงไปรอบข้างอีกครั้งก่อนจะหยุดอยู่นิ่ง ๆ เหลืออีกไม่ถึงสามเมตรเท่านั้นที่ร่างจะร่วงละลิ่วลงสู่พื้น ความเจ็บปวดเรียกสติได้ดีขึ้น คาอิลใช้สองเท้าเหยียบกับหน้าผา ก่อนจะใช้แรงของสองแขนชักดาบออกจากหน้าผา ทันทีที่ดาบหลุดออก สองเท้านั้นถีบตัวออกห่างมากขึ้น ก่อนจะตลบหมุนตัวเป็นเกรียว ตีวงล้อมครึ่งวงกลม โครม....... แม้สองเท้าจะสัมผัสกับพื้นดินด้วยความปลอดภัยก็จริง หากแต่ร่างกายที่บาดเจ็บประกอบกับการเสียเลือด ทำให้เขาต้องกระแทกตัวคุกเข่าลงกับพื้นในทันที คงมีเพียงดาบที่ปักลงบนพื้นดินเท่านั้นที่ยังยันตัวให้ยืดตรงอยู่ได้ คาอิลหอบหายใจแรง รับอากาศอันบริสุทธิ์ให้มากที่สุด ใบหน้ามีแต่หยาดเหงื่อผุดขึ้นราวกับน้ำราดรดอยู่พรายตามใบหน้า แกร็ก .... แกร็ก.... เสียงสะท้อนของก้อนหินดังขึ้นแผ่ว ๆ พวกมันตามมาถึงนี่เชียวหรือ เขากำดาบแน่น ไม่มีทางเลือกอย่างอื่นอีก นอกจากใช้กำลังที่เหลือเพียงน้อยนิดปะทะเท่านั้น คาอิลหันเสี้ยวหน้าอันขาวซีดไปทางต้นเสียง และทันทีที่เห็น ผู้มาปรากฎตัว สีหน้าอันปรากฎแว่วตึงเครียด ผ่อนคลายลงทันที ความกังวลใจที่คลี่คลายนี้ ชักพาให้สติที่ตึงเครียดได้พักผ่อน ชั่ววูบ สติของเขาดูเหมือนจะถูกปิดลง ตรงข้ามกับเจ้าชายคาอิล คนสองคนหยุดการก้าวเดินอย่างตกใจเช่นกัน " พ่อ ๆ ท่านคาริว " หญิงสาวร้องลั่นเมื่อหายตกตะลึงกับผู้ม้วนตัวลงมาจากหน้าผาอันสูงชันเสียดฟ้า เฟมิเลียวิ่งเข้าประคองรับร่างที่กำลังทรุดฮวบนั้นไว้ในอ้อมแขน ก่อนที่หน้างามแต่ซีดจนแทบไม่มีสีเลือดนั้นจะกระแทกลงสู่พื้น บิดารีบวิ่งตรงเข้าสมทบกับบุตรีทันที " ตรงนี้ไม่ปลอดภัย รีบหาที่ซ่อนก่อนเถอะ " บิดาส่งห่อผ้าของตนและดาบของคาอิลให้บุตรีรับไว้ แล้วรับร่างคาอิลแบกขึ้นบ่า เดินหายลับไปยังชายป่าที่น้อยคนนักจะเข้าไป พร้อมกับบุตรี จาก : aey1997 ( aey กลับมาแล้วจ้า ) - 15/02/2001 19:21 |
|
ข้อความ : ฮิ ฮิ แอบย่องตามไปอ่านที่สมุดบันทึกฝันนานแล้วค่ะ ตั้งแต่เริ่มลง chala chala ภาคพิเศษคาอิล แต่มุดดินอยู่แถวๆนั้นเลยไม่เห็นตัวนะคะ ^-^
ว่าแต่ตอนหลังๆรู้สึกคุณ aey จะโหดร้ายกับนางเอกเหลือเกินนะคะ น่าสงสารเธอมากเลย T-T จาก : Alicia - 15/02/2001 20:47 |
|
ข้อความ : คาริว....... คาอิล......... @_@ จาก : MrT - 16/02/2001 03:16 |
|
ข้อความ : ยินดีที่ได้เจออีกครั้งครับคุณ aey หายหน้าหายตาไปนานเลยนะครับ ^ ^ จาก : Cid - 16/02/2001 06:38 |
|
ข้อความ : อะ.. ลิ้งค์อยู่ไหนหรือ... จาก : ioroid - 16/02/2001 06:55 |