หัวข้อ : ***เทพบุตรผู้พิทักษ์ ตอนที่ 17 เยือนสู่ไมซาล ***
ข้อความ :

ไมซาลาคือหนึ่งในห้ามหาบรรพตใหญ่แห่งอาณาจักรโอเมรอส เทือกเขาที่ทอดยาวกว่าพันเซลลิกั้นขวางเป็นกำแพงธรรมชาติอยู่ทางทิศอิสานนับเป็นเส้นแบ่งพรมแดนระหว่างโอเมรอสกับแคว้นซีคาน..หรือที่คนทั่วไปมักเรียกว่าชนเผ่าเหนือ ฝั่งทางด้านซีคานเป็นที่ราบสูงอันเหน็บหนาว ส่วนทางฝั่งตะวันตกซึ่งเป็นเขตของโอเมรอสเป็นที่ราบลุ่มกว้างซึ่งมีแม่น้ำนีอาร์ไหลพาดผ่าน อากาศอบอุ่นสบายกว่าเป็นที่ตั้งของแคว้นเล็กๆอันมีชื่อว่า “ไมซาล” ซึ่งปกครองโดยราชสกุลไคจิน

ทิวเขาอันยาวเหยียดของไมซาลาประกอบยอดเขาใหญ่น้อยนับร้อยลูก แต่ยอดเขาที่สูงที่สุดและมีชื่อเสียงที่สุดคือยอดเขาที่มีชื่อ ” ดอยเทียมฟ้า “ ซึ่งจะปกคลุมด้วยหิมะเหน็บหนาวตลอดทั้งปี ในวันนี้…บนยอดดอยอันเวิ้งว้างเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวและเกล็ดหิมะโปรยปลิว พลันปรากฏร่างคนผู้หนึ่งเดินฝ่ามาเดียวดาย…

ร่างสูงสวมกางเกงขาสีดำยาวผ้าเนื้อหนา ชายกางเกงสอดเก็บอยู่ในรองเท้าหนังสีน้ำตาลแก่ที่หุ้มสูงเกือบถึงใต้เข่า เสื้อนวมแขนกุดคลุมทับไปบนเสื้อสีดำผ้าเนื้อค่อนข้างบางมีปลอกแขนเย็บด้วยผ้าป่านมัดกับเชือกสีน้ำตาลบนข้อมือทั้งสองข้าง ผมดำสนิทถักเป็นเปียหลวมๆท่อนหนึ่งแล้วพันไว้บนศีรษะสวมทับด้วยหมวกขนจิ้งจอก …การแต่งกายดูยากไร้ คล้ายคนพเนจรที่ท่องไปทั่วแผ่นดินไร้บ้านช่องอาศัย จะมีใครยอมเชื่อ..เขาผู้นี้ก็คือรัชทายาทแห่งโอเมรอส.. เจ้าชายเมราซัส ?

เจ้าชายลงทุนปลอมพระองค์เสด็จมาถึงไมซาล จริงอยู่หนึ่งในเหตุผลทั้งหลายคืออยากสืบเรื่องเกี่ยวกับพระคู่หมั้นที่องค์ฟาลอสทรงจัดการให้โดยพละการ แต่นั่นก็มิใช่ข้อประสงค์หลักใหญ่เสียทีเดียว สิ่งที่พระองค์ทรงต้องการมากที่สุดแท้จริงอยู่บนยอดดอยเทียมฟ้าแห่งนี้ต่างหาก

ป่าสนเขาบนยอดดอยสูงยืนต้นห่างๆดูอ้างว้างอยู่ท่ามกลางม่านไอหมอกสีขาวเจือจางและเกล็ดหิมะที่โปรยมาบางเบา เจ้าชายเมราซัสดำเนินข้ามเนินสูงแถบหนึ่งลงสู่ที่ราบเล็กๆของหุบเขา กวาดพระเนตรไปมาตลอดเวลาราวค้นหาสิ่งใด ทันใดนั้น..พลันเงยขึ้นไปทอดพระเนตรเห็นต้นไม้เลื้อยขนาดเล็ก ใบแบนกลมสีเขียวเข้มใสราวมรกตต้นหนึ่ง ขึ้นเลื้อยอยู่บนซอกผาสูงเหนือพระเศียร

พระเนตรเรียวคมปลาบทอประกายเรืองโรจน์ขึ้นวูบอย่างปิติ ย่อพระชงน์เล็กน้อยหยั่งพลังลงบนปลายพระบาท จากนั้นดีดวรกายทะยานพลิ้วขึ้นสู่บนชะง่อนหินที่ยื่นออกมา ค่อยยื่นพระหัตถ์หมาย “จับ” ..หากต้นไม้ประหลาดพลัน “หลุบ” หายเข้าไปในซอกหินราวกับเป็นสัตว์ที่เคลื่อนไหวได้

เจ้าชายทรงรอคอยอย่างพระทัยเย็น รอจนมันเลื้อยโผล่ออกมาอีกครั้งค่อยยื่นพระหัตถ์ตะปบอย่างรวดเร็ว ต้นไม้ประหลาดดิ้นบิดตัวลื่นหลุดลงสู่พื้นข้างล่าง เจ้าชายพุ่งพระวรกายตามติด มันพยายามเลื้อยหนีหมายมุดลงใต้หิมะ หากคราวนี้เจ้าชายไม่ยอมพลาดอีก หลังจากตะปบได้..ขณะจะใช้พระหัตถ์อีกข้างกดปลายยอดของมันไว้กับพื้นสยบไม่ให้มันดิ้นหนี..พลันปรากฏเกาทัณฑ์ดอกหนึ่งยิงแหวกอากาศเข้ามา ปักตรึงลงตรงกลางลำต้นของต้นไม้ประหลาด เห็นมันบิดลำต้นขึ้นราวเจ็บปวดคราหนึ่งจากนั้นอ่อนตัวทอดยาวไปกับพื้นแน่นิ่งสิ้นฤทธิ์..!

ยามนั้นได้ยินเสียงชายเสื้อปะทะลมดังพึบพับ ร่างสองร่างพุ่งขวับตามกันเข้ามา เห็นคนนำหน้าเป็นชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง เค้าใบหน้าเกลี้ยงเกลาคมสัน คนดูไปอายุประมาณยี่สิบปีต้นๆ แต่งกายด้วยอาภรณ์ล้ำค่าภูมิฐาน หมวกกันหนาวและเสื้อคลุมตัวยาวถึงหัวเข่าล้วนตัดเย็บด้วยขนจิ้งจอกขาวหายากราคาแพง กอรปกับบุคลิกสง่าองอาจ เพียงดูปราดเดียวก็รู้ว่าต้องเป็นทายาทในตระกูลสูงศักดิ์ สำหรับอีกร่างที่ติดตามมา..รูปร่างสูงล่ำกว่าเล็กน้อย หากท่าทางปราดเปรียว ดวงตาทอประกายเจิดจ้า ดูออกว่าเป็นผู้มีฝีมือ คาดว่าคงเป็นองครักษ์คนสนิทผู้ติดตาม

ในมือของชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์ถือคันเกาทัณฑ์ พอถลันออกมาถึงเบื้องหน้าเจ้าชายเมราซัสค่อยชะงักร่างลง

“ น้องชาย.. ต้นหิมะมรกตต้นนี้ขายให้เราเถอะ.. เรายินดีซื้อในราคาแพงเท่าที่ท่านต้องการ..”

น้ำเสียงบอกอย่างสุภาพ หากเจ้าชายหาได้สนพระทัยไม่ ถอนเกาทัณฑ์ของอีกฝ่ายออกจากลำต้นของมันโยนทิ้งไปด้านข้าง แล้วเก็บต้นหิมะมรกตใส่ในย่ามหนังที่ทรงสะพายอยู่ ขณะจะหันพระวรกายปลีกพระองค์ออกมา องครักษ์ร่างสูงล่ำพลันถลันร่างเข้าขัดขวางเบื้องหน้าพระพักตร์

“ ผู้ใดอนุญาตให้เจ้าไป .. คุณชายเราต้องการซื้อต้นหิมะมรกต..เจ้าได้ยินหรือไม่…”
“ ได้ยิน… “ เจ้าชายตรัสเฉื่อยชา “ แต่ข้าไม่ขาย…”
“ บังอาจนัก.. เจ้ารู้หรือไม่ คุณชายเราเป็นใคร ? “

เจ้าชายตวัดหางพระเนตรกวาดผ่านใบหน้าคมคายนั้นแว่บหนึ่ง แล้วเชิดพระพักตร์ไปทางอื่นอย่างไม่สนพระทัย แสยะโอษฐ์แค่นสุรเสียงอย่างกวนๆ “ เชอะ.. ต่อให้เป็นเจ้าชายผู้สูงศักดิ์ แต่หากคิดมาแย่งชิงของคนอื่นดื้อๆ ก็ไม่ต่างกับโจรหรอกนะ..”

“ เจ้า..” องครักษ์หนุ่มหน้าตึงถลึงตา เงื้อแขนด้วยโทสะหมายลงมือ หากแขนข้างหนึ่งของผู้เป็นนายพลันยื่นเข้ามาขวางไว้ทัน

“ ช่างเถอะ..อาคิน…”
“ แต่ว่าต้น…..”
“ ต้องโทษที่เราช้าเอง หรือไม่ก็เพราะเราไร้วาสนา ต้นหิมะมรกตเป็นของเขาแล้ว ในเมื่อเจ้าของเขาไม่ขาย ก็เป็นสิทธิ์ของเขา “

องครักษ์หนุ่มอาคินได้แต่ล่าถอยออกมา แม้รู้สึกหมั่นไส้สุดๆยามที่เหลือบหันไปเห็นอาการลอยหน้ากวนๆของเด็กหนุ่มพเนจรผู้นั้น หากเพราะอยู่ต่อหน้าผู้เป็นนาย ก็ได้แต่ระงับโทสะไว้มิกล้าอาละวาดออกมา

เจ้าชายเมราซัสหันพระวรกายเสด็จจากไป ชายหนุ่มในอาภรณ์สูงศักดิ์ส่งสายตามองตามพลางพึมพำ
“ เด็กหนุ่มคนนี้บุคลิกไม่ธรรมดา.. แปลก…ข้าสัมผัสได้ถึงคอธอันสูงส่งที่แฝงอยู่ภายในร่างนั้น..”

อาคินทำหน้างง “ แต่ทำไม.. ข้า..ไม่เห็นรู้สึกอะไร.. ? “
“ มีแต่ผู้ฝึกคอธ จึงสามารถสัมผัสถึงคอธของฝ่ายตรงข้ามได้…”
“ แต่มันอายุยังน้อยแค่นั้น.. คนทั่วไปจะมีคอธสูงขนาดนั้นได้ไง.. “
“ ข้าถึงได้แปลกใจและเชื่อว่ามันคงมีความเป็นมาไม่ธรรมดา.. ดังนั้นจึงไม่อยากมีเรื่องกับมันไง..”
“ งั้น.. แล้วนี่เราจะไปไหนกันต่อดี ? “
“ กลับวัง ”
“ อ้าว.. ไม่หาต้นหิมะมรกตต่อหรือ ? “
“ เฮอะ.. ต้นหิมะมรกตพันปีถึงจะงอกเงยขึ้นจากพื้นใต้หิมะสักต้น เจ้าจะให้ข้านั่งรออยู่ที่นี่อีกพันปีรึไง ? “

องครักษ์หนุ่มอาคินยกนิ้วขยี้จมูกแล้วหัวเราะเก้อๆ ก่อนจะสาวเท้าตามผู้เป็นนายลงจากเนินลูกนั้น…

………………………………………………..

ไมซาลรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรโอเมรอสมาร้อยกว่าปีแล้ว แต่คนของราชสกุลไคจินถูกส่งไปปกครองไมซาลเมื่อห้าสิบปีก่อนและก่อสร้างวังสุริยันขึ้นที่นี่ ประมุขราชสกุลไคจินคือท่านจ้าวไฟนาธาน เป็นราชบุตรบุญธรรมของเจ้าชายมัสฟาจิน และมีศักดิ์เป็นพระอนุชาขององค์รามิเนียลที่เจ็ด ปัจจุบันพระชนม์กว่าเจ็ดสิบชันษาแล้ว

ชายหนุ่มในอาภรณ์สูงศักดิ์ที่แท้ก็คือ จ้าวอาซิริส ราชบุตรองค์รองของท่านจ้าวไฟนาธานนั่นเอง..!

ที่แท้ท่านจ้าวไฟนาธานมีราชบุตรสององค์คือ จ้าวอาเซซปา กับจ้าวอาซิริส จ้าวอาเซซปาผู้เป็นจ้าวพี่ใหญ่อายุเกือบสี่สิบแล้วและมีพระธิดาเพียงคนเดียวก็คือเจ้าหญิงนาเฟอเรียนั่นเอง ส่วนจ้าวอาซิริสเป็นราชบุตรที่ประสูติกับพระชายาเล็กเมื่อท่านจ้าวไฟนาธานพระชนม์มากแล้ว ดังนั้นจึงอ่อนวัยกว่าพี่ชายถึงเกือบยี่สิบปี

จ้าวอาซิริสกับองครักษ์หนุ่มอาคินเมื่อลงจากดอยเทียมฟ้ามาถึงตีนเขา ก็พบว่าองครักษ์ของวังสุริยันได้นำรถม้ามาเทียบรออยู่ พร้อมกับสาร์นคำสั่งจากท่านจ้าวไฟนาธานให้เขากลับวังด่วนทันที..


ณ วังสุริยันแห่งไมซาลห้อมล้อมด้วยป้อมกำแพงสูงท่วมศีรษะ มองจากภายนอกเห็นตัวปราสาทใหญ่เด่นตระหง่านเงื้อมใหญ่โตรโหฐานสมกับเป็นวังจ้าวแห่งราชสกุล โดดเด่นอยู่ใต้อาทิตย์อันเจิดจ้า

จ้าวอาซิริสเพิ่งก้าวลงจากรถม้าที่จอดเทียบหน้าบันไดหินซึ่งทอดยาวหลายสิบขั้นสู่ประตูใหญ่สีทองของตัวปราสาท ร่างสูงสง่างามในอาภรณ์หรูสีน้ำเงินของชายวัยกลางคนผู้หนึ่งก็เดินลงบันไดมารับ ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นทักทาย

“ จ้าวพี่ใหญ่…”

จ้าวอาเซซปาพยักหน้ายิ้ม ใบหน้าคมเข้มเกลี้ยงเกลาไร้หนวดเครา ดูอ่อนเยาว์กว่าวัยใกล้สี่สิบเกือบสิบปี ยามยิ้มแฝงเค้าความอ่อนโยนอารีย์ จนผู้พบเห็นอดรู้สึกอบอุ่นใจมิได้

“ ตอนนี้จ้าวพ่อกำลังโมโห.. เจ้าทางที่ดีอย่าเพิ่งเข้าไป..”

ผู้อนุชายิ้มเจื่อนหันไปลอบถอนใจกับองครักษ์คู่ใจ ขณะหมุนกายจะไปทางด้านข้าง เสียงหนึ่งทรงอำนาจก็ตวาดลั่น

“ กลับมาแล้วหรือเจ้าลูกตัวดี.. ข้ากำลังรอเจ้าอยู่พอดี…”

ร่างใหญ่ตระหง่านก้าวออกมายืนขวางหน้าเชิงบันไดชั้นบน… ท่านจ้าวไฟนาธานแม้ปีนี้พระชนม์ล่วงเจ็ดสิบเศษ หากวรกายยังแข็งแรงเอวตั้งตรงดุจทวน พักตร์อมแดงสดใส ดวงเนตรยังเจิดจ้าเปล่งประกาย จ้าวอาซิริสอันองอาจห้าวหาญ มิคาดพออยู่เบื้องหน้าพระบิดา ก็เปลี่ยนเป็นขลาดหน้าซีดราวหนูกลัวแมว รีบหดคอถลันเข้าไปหลบอยู่ด้านหลังของผู้เป็นเชษฐาอย่างลืมตัว

“ ไปที่ห้องหนังสือ.. ข้ามีเรื่องต้องสอบสวนเจ้า..”

รับสั่งจบวรกายสูงนั้นก็หมุนกลับเข้าไปในปราสาทอย่างขุ่นเคือง…!!

…………………………………………………

“ นาเฟอเรียอยู่ไหน.. ? ”

ท่านจ้าวไฟนาธานตรัสถามเสียงเครียดเข้ม พลางทอดพระเนตรจ้องหน้าองค์ราชบุตรเขม็งอย่างคาดคั้น

“ พอเจ้าออกไป.. นางก็พลอยหายตัวไปด้วย..? “

“ ข้าไม่รู้…” จ้าวอาซิริสปฏิเสธเสียงค่อย “ จ้าวพ่อ.. จ้าวพี่.. นี่เป็นความสัตย์.. ข้าไม่รู้จริงๆว่านางไปไหน ข้าเห็นว่าเดือนหน้าก็จะถึงวันคล้ายวันประสูติของจ้าวพ่อก็เลยอยากหาของขวัญเตรียมไว้ พอดีได้ข่าวเรื่องบนยอดดอยเทียมฟ้าว่ามีคนพบเห็นร่องรอยของต้นหิมะมรกตปรากฏขึ้น จึงชวนอาคินไปค้นหาเพื่อนำมาเป็นของขวัญให้จ้าวพ่อ…”

ท่านจ้าวไฟนาธานพอได้ฟังคำแก้ตัวของราชบุตรองค์เล็ก อาการกริ้วค่อยๆสงบลง จ้าวอาเซซปาจึงถือโอกาสกล่าวเสริมว่า

“ ข้าเชื่อว่าอาซิริสคงไม่รู้เรื่องนาเฟอเรียจริงๆ จ้าวพ่ออย่างทรงห่วงไปเลย นาเฟอเรียแม้เป็นหญิงแต่ฝึกคอธมาตั้งแต่เยาว์วัย ทั้งยังมีสติปัญญาฉลาดไหวพริบเป็นเยี่ยม อย่าว่าแต่เวลานี้.. สามธิดาบุปผาแห่งไมซาลช่วยกันออกติดตามนางไปแล้ว ไม่นานคงมีข่าวกลับมา… คาดว่าคงไม่เกิดเรื่องร้ายแรงใดขึ้นหรอก…”

ผู้เป็นบิดายังแค่นเสียงอย่างกังวล “ เฮอะ…เด็กคนนี้ถูกตามใจมาจนซุกซนเอาแต่ใจ ข้าน่ะไม่กลัวหรอกว่านางจะมีอันตราย กลัวก็แต่นางจะไปก่อเรื่องให้คนอื่นวุ่นวายเดือดร้อนเท่านั้น..”

จ้าวอาเซซปาได้แต่ส่ายหน้าแล้วหัวเราะหึหึในลำคอ ด้วยทราบฤทธิ์เดชบุตรีเป็นอย่างดี

“ อาซิริส…” ท่านจ้าวไฟนาธานค่อยนึกขึ้นได้เปลี่ยนเรื่องมาถาม “ เจ้าบอกว่าไปหาต้นหิมะมรกต.. แล้วหาเจอหรือไม่ ? “

จ้าวอาซิริสกระพริบตาปริบๆแล้วฝืนยิ้มแทนคำตอบ…

……………………………………………

เมื่อลับกายออกมาจากห้องหนังสือของบิดา จ้าวอาเซซปาอาซิริสสองพี่น้องเดินสนทนากันมาตามลำพังสองต่อสองบนระเบียงปราสาทอันคดเคี้ยว ซึ่งทอดยาวไปยังตำหนักอีกหลังซึ่งปลูกเชื่อมต่อกัน ผู้เป็นเชษฐาค่อยเอ่ยถาม

“ เจ้าไม่รู้เรื่องที่นาเฟอเรียหายไปจริงๆหรือ ? “

“ หึหึ.. ข้ารู้ว่าปดจ้าวพี่ไม่ได้..” ชายหนุ่มผู้เป็นอนุชายิ้มกระดากกระเดื่อง “ แต่หลานมาวิงวอนขอร้องข้า จ้าวพี่ก้อทราบดี.. ข้าเคยขัดใจนางได้สำเร็จซะที่ไหนกัน..”

“ ช่างเถอะ.. นาเฟอเรียเจ้าลูกคนนี้ก้อเหลือเกินจริงๆ…”
“ แต่พวกเราก็ทำกับนางเกินไปเหมือนกัน.. อยู่ๆก็รับหมั้นให้นางกับใครที่นางไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน…”

“ เจ้าชายเมราซัสเป็นถึงองค์รัชทายาทแห่งโอเมรอส ทายาทแห่งองค์เทพเจ้าสูงสุด ทอดตาทั่วปฐพี.. ยังมีบุรุษใดที่ล้ำเลิศและสูงศักดิ์กว่าเขาอีก .. ความจริง..นี่มิใช่อยู่ๆก็ตอบรับหมั้นกระทันหัน แต่ชะตาครั้งนี้ถูกกำหนดโดยสวรรค์มาแต่แรกแล้ว.. “

จ้าวอาเซซปาถอนใจพลางกล่าวต่อไปช้าๆ “ ก็หวังว่าสามธิดาบุปผา จะตามตัวนางกลับมาทัน ก่อนที่ทางราชสำนัก จะส่งราชโองการเรียกตัวนางเข้าเมืองหลวง..”

ทั้งสองเพิ่งเดินพ้นจากไป ร่างๆหนึ่งค่อยๆก้าวเท้าออกมาจากหลังกระถางต้นไม้ดัดขนาดใหญ่ คนยังอยู่ในชุดเดิมสีดำอันซอมซ่อ เพียงแต่เวลานี้ไม่ได้สวมเสื้อใส่นวมแขนกุดกันหนาวอีกชั้นดังเช่นเมื่ออยู่บนดอยเทียมฟ้า เขาผู้นี้ก็คือเจ้าชายเมราซัสนั่นเอง ยามนั้น.. โอษฐ์บางได้รูปเม้มสูงอย่างขัดใจ

“ แย่จริง..มาเสียเที่ยว..เลยไม่ได้เห็นหน้ากันว่าหน้าตาเป็นยังไง…ว่าแต่..หึ.. ท่าทางจะร้ายเอาเรื่องเหมือนคำร่ำลือเลยแฮะ ”

เสด็จสู่ไมซาลครั้งแม้ไม่อาจได้พบพักตร์ว่าที่พระคู่หมั้น แต่ก็ยังดีที่ได้ต้นหิมะมรกตกลับมา พอทราบว่าเจ้าหญิงนาเฟอเรียไม่อยู่ เจ้าชายเมราซัสก็ทรงคร้านที่จะอยู่รอ ได้รีบเสด็จกลับสู่ภาคกลางทันทีในคืนนั้น…

…………………………………..



ปล.จากผู้เขียน : ตอนนี้สั้นไปหน่อย..ต้นฉบับจริงยาวกว่านี้ แต่รู้สึกว่าอืดยืดไม่ค่อยสำคัญเท่าไรจึงตัดสินใจตัดทอนออกไปบ้างเพื่อเรื่องจะได้กระชับขึ้น ว่าไปแล้วตอนนี้จุดประสงค์แค่อยากแนะนำปูตัวละครสำคัญทางฝั่งไมซาล ซึ่งจะมามีบทบาทเด่นขึ้นในช่วงหลัง กับการไปค้นหาต้นหิมะมรกตของเจ้าชายเมราซัส.. เขาจะเอาต้นไม้วิเศษต้นนี้ไปทำอะไร.. อย่าพลาดติดตามตอนต่อไปเร็วๆนี้นะคะ ^O^


จาก : kjb - 07/02/2001 04:10

ข้อความ : Hurry it up la. ^0^

จาก : MrT - 07/02/2001 05:34

ข้อความ : เหมือนหนังจีนจริงๆ มีไอเทมคล้ายๆกันด้วยแฮะ

จาก : ioroid - 07/02/2001 10:58

ข้อความ : อืม...... ดูเหมือนองค์ชายเมราซัสจะทรงค่อนข้างหยิ่งและทรนงในตัวเองสูงนะคะ (ไม่รู้ว่าแกล้งทำหรือเปล่า?)
สังเกตุจากตอนที่จ้าวอาซิริสเจรจาขอซื้อของนะค่ะ ตัวองค์ชายไม่ยอมพูดด้วย แถมเดินหนีไปเฉยเลย ประมาณว่าไม่อยากเสวนากับคนที่ศักดิ์ต่ำกว่า (ยกเว้นกับพวก4ผู้พิทักษ์นะคะ เพราะคบกันมาตั้งแต่เด็กๆ)
อีกทีหนึ่งก็ตอนที่ทรงพูดกับอาคิน จะใช้ทั้งวาจา น้ำเสียง กริยา ที่กวนสุดๆ ทำนองว่าอยากจะแสดงฝีมือเต็มที ซึ่งสะท้อนว่า "ฉันเก่งกว่า!! ฉันมีฐานะสูงกว่า!! พวกนายอยากลองดีไหม?"
ไม่รู้ว่าเข้าใจตรงกับอิมเมจของตัวละครหรือเปล่านะคะ? ^-^;;

จาก : Alicia - 07/02/2001 23:43

ข้อความ : เจ้าชายเมราซัสเป็นคนหยิ่ง และติดนิสัยเอาแต่ใจไปหน่อยค่ะ อันนี้ยอมรับ
แต่คิดว่าคงไม่ได้ทรนงตัวเองสูงจนดูถูกคนอื่นหรอกนะ(อ่านตอนต่อไปก็จะเห็น)
บางครั้งก็ชอบทำตัวติดดินด้วยซ้ำ จะเห็นว่าเจ้าชายมักชอบปลอมตัวออกไปท่องเที่ยว และคบหากับสหายทุกประเภทเลย

สาเหตุที่ไม่ยอมพูดด้วยตอนที่จ้าวอาซิริสขอซื้อของ คงเป็นเพราะไม่พอใจเกาทัณฑ์ดอกนั้นที่ยิงเข้ามามั้ง
แล้วอีกอย่างนึง เจ้าชายดูเหมือนจะรู้ฐานะของจ้าวอาซิริสนะว่าเป็นใคร บางทีอาจจะแกล้งหยั่งเชิงดูนิสัยใจคอของอีกฝ่ายก็ได้
ส่วนที่พูดกับอาคิน ก็ไม่เห็นว่าเขากวนด้วยทำนอง "อยากแสดงฝีมือ ที่สะท้อนว่า ฉันเก่งกว่า" หรอกนะคะ
ก็จะเห็นว่าเจ้าชายบางทีก็ติดนิสัยเด็กๆ (ก้ออายุยังน้อยแค่ 16 เอง ) ลองอ่านทวนดูอีกรอบจะเห็นว่า
อาคินก็แสดงกิริยาข่มเจ้าชายนะคะ เหมือนกับดูถูกว่าเจ้าชายซอมซ่อยากไร้ พูดกับเจ้าชายเช่น

“ บังอาจนัก.. เจ้ารู้หรือไม่ คุณชายเราเป็นใคร ? “

ก็เหมือนกับใช้ศักดิ์ศรีฐานะของจ้าวอาซิริสข่มขู่เจ้าชาย ทั้งยังยกเงื้อมือจะฟาดเจ้าชาย
ตรงนี้จึงคงเป็นเหตุทำให้เจ้าชายรู้สึกหมั่นไส้ อยากกวนๆใส่อาคินก็ได้
เพียงแต่โชคดีที่จ้าวอาซิริสเป็นคนสุภาพ ดังนั้นจึงไม่เกิดเรื่อง
พอจ้าวอาซิริสหันไปปรามอาคิน เจ้าชายเลยลอยหน้า กวนๆใส่อาคินด้วยความสะใจ ที่เห็นอีกฝ่านโดนดุ

อิอิ..ไม่ได้เจตนาแก้ตัวให้เจ้าชายเมราซัสหรอกนะคะ แต่ก็ขอบคุณมากๆเลยที่แสดงความคิดเห็นมา
เพียงแต่อยากแสดงความคิดเห็นในส่วนของผู้เขียนด้วย
ชอบค่ะ ที่มีใครมาวิพากษ์วิจารณ์ตัวละครให้ฟัง.. สนุกดี...วิจารณ์มาอีกนะคะ

จาก : kjb - 08/02/2001 04:16

Comment เกี่ยวกับ Fiction ตอนนี้
ชื่อ :
Email :
ICQ :
โฮมเพจ :
ข้อความ :


Pocket WebBoard Fiction แห่งนี้ใช้บริการของD'Server
Hosted by www.Geocities.ws

1