หัวข้อ : ***เทพบุตรผู้พิทักษ์ ตอนที่ 16 พบกันอีกครั้ง.. ***
ข้อความ :

พฤติกรรมของจอมดาบศิลาเย็นคิจิในช่วงสองปีมานี้ ที่ออกท้าประลองฆ่าคู่ต่อสู้อย่างอำมหิตเป็นว่าเล่น สร้างความโกรธแค้นแก่เหล่ายอดฝีมือในแผ่นดินเป็นอย่างยิ่ง แม้การปรากฏตัวกลางลานชุมนุมยอดฝีมือที่ค่ายไนจาเมื่อครึ่งเดือนก่อน จะมีคิจิถึงสองคน แต่ก็นั่นใช่ว่าจะลบล้างมลทินของคิจิลงได้ ดังนั้นหลังเสร็จสิ้นงานชุมนุม..เหล่ายอดฝีมือหลายคนได้รวมตัวกันยื่นคำร้องให้ไลบาซาสผู้ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นหัวหน้าสมาพันธ์ห้าขุนเขา เข้ามาช่วยเป็นผู้นำในการจัดการเรื่องนี้

โอเมรอสเป็นอาณาจักรที่มีดินแดนกว้างไพศาล ตอนเหนือสุดเป็นภูเขาหิมะเหน็บหนาวแทบไม่มีมนุษย์อาศัย ทางตอนใต้เป็นดินแดนขุนเขาและป่าทึบอันลี้ลับ ด้านตะวันออกติดต่อมหาสมุทร ส่วนทางตะวันตกจรดทะเลทรายกว้างใหญ่และแห้งแล้งกันดาร ภาคกลางอันเป็นแหล่งอารยธรรมใหญ่สุดตั้งอยู่บนพื้นที่ราบลุ่มของแม่น้ำไรปา นีอาร์ เฟย์และพีลอสสี่สายที่ไหลมาบรรจบลงทะเลสาปน้ำจืดไนอาร่า มีแม่น้ำเกลล์เชื่อมระหว่างทะเลสาปไนอาร่าทอดผ่านหัวเมืองสำคัญๆหลายเมืองรวมทั้งเมืองหลวง แล้วไหลลงสู่มหาสมุทรใหญ่ที่เมืองนาเปส

ดินแดนภาคกลางของโอเมรอสไม่เพียงอุดมสมบูรณ์มีเส้นทางคมนาคมติดต่อการค้าสะดวกสบาย ด้านวิทยาการก็เจริญก้าวหน้าไม่น้อย ไม่เพียงมีโรงเรียนเปิดสอนด้านศิลปวิชาการ ทั้งยังมีสำนักฝึกสอนยุทธศาสตร์หลายแห่งด้วยกัน ค่ายสำนักใหญ่ๆซึ่งจัดเป็นสำนักมาตรฐานที่ได้รับการรับรองจากราชสำนัก โดยเหล่าขุนนางมักส่งบุตรหลานเข้าเรียนกันมาก มีอยู่สามแห่งคือ ค่ายไนจา สำนักยูราล และเทพวิหารโปกัล

อย่างไรก็ตามก็ยังมีเหล่าสำนักเล็กๆอีกหลายสำนักกระจายอยู่ทั่วแผ่นดิน ซึ่งต่างถือดีว่ามีวิชาเอกประจำตัว หลายครั้งจึงเกิดข้อพิพาทระหว่างกันเนื่องจากการประลองแย่งชิงความเป็นหนึ่งในยอดฝีมือ และมีหลายครั้งที่ฝ่ายมารสอดมือเข้ามาแทรกแซงจนเกิดการนองเลือดขึ้น เมื่อเจ็ดสิบกว่าปีก่อน...เหล่าสำนักเล็กๆเหล่านี้จึงนัดชุมนุมปรึกษากันเพื่อรวมตัวเป็นหนึ่งโดยก่อตั้งเป็นสมาพันธ์ห้าขุนเขาขึ้น อันหมายถึงเหล่าสำนักฝึกยุทธซึ่งอยู่บนดินแดนภาคกลางที่ถูกโอบล้อมด้วยเทือกเขาใหญ่ทั้งห้าแห่งโอเมรอส หัวหน้าสมาพันธ์สืบทอดโดยการแต่งตั้งจากหัวหน้าคนก่อน จนมาถึงยุคปัจจุบัน..ไลบาซาสนับเป็นรุ่นที่สิบเอ็ดแล้ว…

ปัจจุบันสามค่ายสำนักมาตรฐานได้รับการยกย่องเป็นปรมาจารย์ทางยุทธศาสตร์ จึงมุ่งเน้นแต่การผลิตผู้มีฝีมือออกมารับใช้บ้านเมือง ไม่ค่อยสะดวกจะออกหน้าเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการแก่งแย่งชิงดีในวงการนักสู้สักเท่าใด ภาระหน้าที่นี้จึงมักตกมาเป็นของหัวหน้าสมาพันธ์ห้าขุนเขาที่จะต้องคอยดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย และแก้ไขปัญหาความขัดแย้งต่างๆในเหล่ายอดฝีมือด้วยกัน ดังนั้นเมื่อมีการร้องเรียนมาเรื่องของคิจิ.. ไลบาซาสจึงต้องเข้ามาจัดการเรื่องนี้ด้วยตนเอง…

ความสัมพันธ์ระหว่างคิจิกับเจ้าหุบเขาไผ่เขียวไม่ใช่ความลับ.. เนื่องเพราะหลายคนต่างรู้ดี ด้วยเหตุนี้ทั้งหมดจึงสงสัยว่าการกระทำของคิจิอาจมีใครชักใยอยู่เบื้องหลัง คิจิแม้มีฝีมือร้ายกาจ แต่เจ้าหุบเขาคาเดมอนกลับมีฝีมือเหนือล้ำกว่าหลายเท่านัก คิดจัดการกับคิจิอาจไม่ยากเย็น แต่ที่ยากยิ่งคือเกรงว่าการกำจัดคิจิจะเป็นการกระทบต่อคาเดม่อน และกระตุ้นปลุกให้ยักษ์หลับไหลผู้นี้ตื่นขึ้นมาอาละวาดก่อการนองเลือดขึ้นในแผ่นดิน

ฉะนั้นไลบาซาสมิอาจไม่รอบคอบ… ท่านเดินทางสู่หุบเขาไผ่เขียวเข้าพบเพื่อเจรจากับอีกฝ่ายเรื่องของคิจิอย่างสันติในขั้นแรก คาเดม่อนออกมาต้อนรับไลบาซาสในฐานะผู้นำสมาพันธ์ที่หน้าหุบเขาด้วยตนเองเพื่อเป็นการให้เกียรติเช่นกัน

บนลานดินทรายหน้าปากทางเข้าหุบเขา… ธงสามเหลี่ยมสีแดงเพลิงขนาดใหญ่ตรงกลางปักรูปภูเขาสูงกลางห่วงห้าอัน ซึ่งเป็นธงสัญลักษณ์ของสมาพันธ์ห้าขุนเขาโบกสะบัดพลิ้วดูเด่นเห็นแต่ไกล ไลบาซาสยืนสง่าเป็นผู้นำขบวนอยู่เบื้องหน้าเหล่ายอดฝีมือหลายสิบคน ประจันหน้ากับร่างสูงตระหง่านของคาเดม่อนที่มีเพียงผู้ติดตามคนเดียวเป็นเด็กหนุ่มหน้ามนคนหนึ่ง ซึ่งก็คือธิเดลล่าที่แต่งกายปลอมแปลงเป็นชายร่วมทางออกมากับบิดานั่นเอง

“ รับทราบมาว่า.. คิจิได้กลับมาอยู่ที่นี่แล้ว..? “ ไลบาซาสเอ่ยขึ้น
“ ถูกแล้ว…”
“ มิทราบว่าท่านรู้เรื่องที่ศิษย์น้องของท่านผู้นี้ได้ก่อคดีไว้เบื้องนอกมากมายหรือไม่ ? “
“ เราทราบแล้ว…”
“ อ้อ… ? “
“ เรายังทราบมาว่า..เขาถูกคนร้ายแอบอ้างปลอมแปลงเป็นเขา กระทำเรื่องดังกล่าว…”
“ หลักฐานเล่า..? “
“ หากท่านต้องการหลักฐานในเวลานี้คาดว่ายังไม่มี…แต่ข้ารับรองว่าเรื่องนี้ต้องมีคำอธิบายให้ท่านโดยเร็ว “
“ แต่ข้ากลับมีวิธีที่ดีกว่านั้น…”
“ วิธีใด ? “

ไลบาซาสกล่าวเสียงทุ้มหนัก..แช่มช้า
“ มอบคิจิออกมาให้พวกเราสอบสวนเอง.. ข้ารับรองว่าจะให้ความยุติธรรมแก่เขาเช่นกัน..”

คาเดม่อนยิ้มเยือกเย็น “ ข้าบอกท่านแล้ว. เรื่องนี้จะมีคำอธิบายต่อท่านในเร็ววัน…”
“ หมายความว่า.. วันนี้ไม่ว่าอย่างไรท่านก็จะไม่มอบคิจิออกมา..”
“ ข้าจะมอบให้ท่านแน่นอน.. แต่จะมอบฆาตกรตัวจริงเท่านั้น…”

ท่าทีของคาเดม่อนแสดงแน่ชัดว่าไม่ยอมมอบคน จึงบังเกิดปฏิกิริยาไม่พอใจขึ้นในกลุ่มยอดฝีมือฝ่ายสมาพันธ์ ไลบาซาสยกมือขึ้นเล็กน้อยเป็นเชิงปรามให้พรรคพวกอยู่ในความสงบ ค่อยผงกศีรษะกล่าวว่า

“ ตกลง.. จะเห็นแก่ท่านเจ้าหุบเขา เชื่อท่านสักครั้ง เพียงแต่..กำหนดวันเล่า…”
“ ท่านต้องการให้เวลาเราเท่าไร ? “
“ วันที่สิบของเดือนหน้าเป็นอย่างไร .. สมาพันธ์ของเราได้ติดต่อเทพวิหารโปกัลให้เป็นคนกลางช่วยตัดสินความผิดของคิจิ หวังว่าในวันนั้น.. ท่านโปรดส่งคนไปที่นั่นให้พวกเราด้วย…”

คนผู้นี้ฉลาดนัก.. คาเดม่อนอดนึกเลื่อมใสในใจมิได้ … บีบอย่างสันติวิธี ภายใต้วาจาอันเกรงอกเกรงใจกลับแฝงความกดดัน และจัดการปัญหาอย่างชาญฉลาด จากการเจรจาครั้งนี้..เท่ากับผลักภาระความรับผิดชอบทั้งหมดให้กับหุบเขาไผ่เขียวแล้ว หากสามารถตามล่าฆาตรกรตัวจริงมาได้ก็แล้วไป หาไม่..หุบเขาไผ่เขียวเท่ากับต้องเผชิญหน้ากับสำนักใหญ่มาตรฐานอย่างเทพวิหารโปกัลไปโดยปริยาย…

ธิเดลล่าต่อให้เยาว์วัยก็ยังคงเข้าใจ อดหน้าตึงขึ้นอย่างไม่พอใจมิได้ ขณะจะกล่าวแย้ง หากคาเดม่อนพลันโบกมือห้ามนางไว้ ก่อนจะผงกศีรษะรับปาก

“ ตกลง… ข้ายินดีรับผิดชอบเรื่องส่งคนร้ายตัวจริงไปให้พวกท่านเอง..”

ไลบาซาสยิ้มอย่างพึงพอใจ กล่าวคำขอบคุณแล้วชักนำเหล่าสหายยอดฝีมือที่ติดตามมาด้วยกัน หันกายล่าถอยกลับไป…

ธิเดลล่าสะอึกกายเข้ามาใกล้ๆ ร้องเบาๆอย่างเป็นห่วง
“ ท่านพ่อ..ทำไมต้องไปรับปากพวกมัน เวลาแค่สิบกว่าวัน..จะไปหาฆาตรกรตัวจริงได้ที่ไหนกันเล่า ? “

ผู้เป็นบิดานิ่งไปครู่หนึ่งคล้ายครุ่นคิดถึงเรื่องบางเรื่อง ก่อนจะกล่าวราวพึมพำ
“ ไม่ต้องเป็นห่วง… ข้ารู้…ว่าสมควรจะไปสืบหาคนร้ายตัวจริงได้ที่ไหน…”

…………………………………………………………..

ในคืนต่อมา… ปรากฏร่างคนคลุมหน้าในชุดสีดำกลืนกับความมืดผู้หนึ่ง พลิ้วกายโลดแล่นออกจากหุบเขาไผ่เขียว มุ่งสู่ภูเขาเตี้ยๆอีกลูกทางทิศเหนือ ใต้ราตรีมีเพียงแสงดาวกลาดเกลื่อนเต็มฟ้า เห็นบนเขามีแสงสว่างสีส้มดวงหนึ่ง เมื่อเคลื่อนเข้าไปใกล้ จึงเห็นว่าดวงไฟสีส้มเป็นแสงจากโคมไฟที่จุดสว่างอยู่ภายในกระท่อมไม้ที่ปลูกอยู่บนลานกว้างของยอดดอยแห่งนั้น…

คนชุดดำเมื่อผลักประตูเข้าไปค่อยปลดผ้าคลุมหน้าลง แสงจากโคมไฟส่องกระทบต้องร่างสูงใหญ่ที่ก้าวที่เข้ามาจนเห็นได้ชัดตาคนผู้นี้ก็คือเจ้าหุบเขา..คาเดม่อน..นั่นเอง ใบหน้าอ่อนโยนยามนี้ดูเครียดขรึมน่าคร้าม ดวงตาเรียวทอประกายเย็นเยียบแฝงแววมิใคร่พอใจนัก ยามเพ่งมองไปยังร่างบางที่ยืนอยู่ข้างโต๊ะวางโคมไฟ ริมฝีปากบางได้รูปเม้มสนิทอย่างทระนง แม้ร่างเบื้องหน้าจะงามเลิศเลอปานเทพธิดาหากแต่ในสายตาของเขา อีกฝ่ายคล้ายมีค่าเพียงแค่ธุลีเท่านั้น..

“ ในที่สุด… ท่านยอมมาจนได้นะ…”

เสียงหวานหากเย็นยะเยียบจนยากจะบ่งบอกถึงความรู้สึกในน้ำเสียงว่ายินดีหรือแค้นเคืองกันแน่ ทักทายขึ้นพร้อมๆกับร่างบอบบางในชุดชุดเสื้อคลุมยาวสีฟ้าหมุนกายหันมาช้าๆ ลมราตรีโชยเบาๆเอามาทางหน้าต่างที่เปิดกว้าง พัดเส้นผมสีทองอมม่วงเป็นประกายของนางจนสะบัดพลิ้ว ยิ่งขับเน้นภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าของคาเดม่อนนั้นดูงามปานเทพสุรางคนาจุติ ทว่ากลับยังคงไม่มีอำนาจเพียงพอที่จะดึงดูดความรู้สึกดีๆในอดีตกลับคืนสู่จิตใจของเขาได้เลยแม้แต่น้อย

สำหรับเขาแล้ว.. นางได้หลุดไปจนไกลสุดกู่.. ระหว่างฝ่ายเทพและฝ่ายมาร ไม่มีวันที่จะมีเส้นทางมาบรรจบเป็นสายเดียวกันได้อย่างเด็ดขาด อย่าว่าแต่ความแค้นลึกล้ำเกินกว่าที่จะลบล้าง.. ความรักไม่อาจหลงเหลือกระทั่งร่องรอยแม้แต่ในความทรงจำ บัดนี้สิ่งที่เขามีให้กับนาง.. คือความเกลียดชังเท่านั้น !!

“ นัดข้ามานี่… ต้องการอะไรกันแน่ ? “

เสียงเย็นเรียบ เมินหน้าไปอีกทางอย่างไม่แยแส ดวงหน้างามราวจะพยายามสะกดข่มความรู้สึกเจ็บช้ำน้อยใจไว้อย่างยากเย็น สะบัดเชิดคางขึ้นน้อยๆ ยั่วยิ้มทำเป็นว่าไม่รู้สึกรู้สาต่อความเฉยเมยเย็นชาของเขาเช่นกัน

“ ไม่ได้พบกันสิบกว่าปี ท่านยังสง่าแข็งแรงดุจเดิมนะคาเดม่อน…”
“ เจ้าอย่าโยกโย้โอ้เอ้ดีกว่า..วิเทร่า.. ระหว่างพวกเราไม่มีอะไรต้องสนทนา นอกจากเจรจาเรื่องเงื่อนไขเท่านั้น..”

วิเทร่า.. ที่แท้นามนี้คือชื่อเดิมของเจ้าแม่กาลีแห่งนิกายมารฟ้า มีน้อยคนนักที่จะทราบความจริงข้อนี้ อย่าว่าแต่ความสัมพันธ์อันลึกล้ำระหว่างเขากับนาง ยิ่งแทบจะไม่มีใครล่วงรู้.. มันได้ถูกลบหายไปพร้อมกับสัมพันธ์รักที่เลือนลับไปอย่างไม่มีวันกลับคืนมาอีกแล้วในชีวิตนี้

“ ข้าอยากพบลูก…”

น้ำเสียงเจ้าแม่กาลีสั่นปร่าเล็กน้อยยามเอ่ยขึ้น ดวงตาคู่งามทอแวววิงวอนเป็นครั้งแรก คงมีเพียงเรื่องนี้เท่านั้นที่นางยอมรับว่าเขาถือไพ่เหนือนาง และนางจำเป็นต้องยอมอ่อนข้อให้เขา ยอมแม้แต่ต้องหน้าด้านเป็นคนเอ่ยขอนัดพบเขาในคืนนี้..

“ คาเดม่อน.. ลูกอยู่ที่ไหน.. ? “
“ เสียใจ… มันตายไปแล้ว…” น้ำเสียงตอบแห้งแล้งไร้เยื่อใย
“ ท่านโกหก.. “
“ เป็นความจริง.. ตอนที่มันอายุเพิ่งสองขวบก็ล้มป่วยเป็นไข้ป่า.. ไม่นานก็เสียชีวิต…”

“ ข้าไม่เชื่อ…” เสียงครางเบาหวิวในลำคออย่างปวดร้าว นางกำมือแน่น.. จิกปลายเล็บลงในอุ้งมือ ใช้ความเจ็บข่มความโกรธ ความแค้น ความขื่นขมที่มันกำลังกระแทกโถมซัดใส่หัวใจจนแทบแหลกสลาย นางส่ายหน้าช้าๆ อยากจะกรีดร้องดังๆด้วยความเจ็บปวด หากแต่ก็ยังพอมีสติที่จะสะกดกลั้นเอาไว้ ไม่ให้ถูกเขายั่วจนการควบคุมตนเองต้องขาดผึงลงไป

“ ข้าไม่เข้าใจ.. ทั้งๆที่มันก็เป็นลูกของท่าน .. ข้าวางใจฝากลูกไว้กับท่าน แล้วทำไมท่านถึงไม่ดูแลมันให้ดีๆ ทำไม.. ทีลูกชายของนังแพศยาคนนั้น.. ท่านกลับปกป้องมันนักหนา…แต่พอลูกชายของเรา….”

“ หุบปาก…” คาเดม่อนหันขวับมาตวาดเสียงกร้าวตัดบท ดวงตาถมึงทึงเกรี้ยวกราด “ สตรีต่ำช้าไร้ยางอายอย่างท่าน ไม่มีสิทธิ์ไปก้าวร้าวประนามนางเช่นนั้น ฟังไว้นะวิเทร่า… แผนการของท่านอย่าหวังว่าจะมีวันสัมฤทธิ์ผล ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ข้าก็จะปกป้องคิจิถึงที่สุด…”

ร่างบางถึงกับสั่นระริกอย่างเจ็บ…แค้น “ คาเดม่อน… ท่าน.. ใจร้ายนัก…”

คาเดม่อนตวัดสายตาเมินไปอีกทางอย่างไม่สนใจ ทำท่าจะหันกายจากไป หากชะงักเล็กน้อย..กล่าวเสียงเย็นชา

“ ท่านไม่มีอะไรมากดดันข้าได้หรอกวิเทร่า.. อย่าหวังยื่นเงื่อนไขใดใดกับข้าเลย วันที่สิบเดือนหน้าจะจัดให้มีการสอบสวนคดีของคิจิที่เทพวิหารโปกัล ทางที่ดีก็จงมอบคิจิตัวปลอมออกมา .. ความแค้นระหว่างพวกเราลึกล้ำเกินไปแล้ว อย่าคิดเพิ่มเรื่องนี้ขึ้นมาอีกเลย .. หลายปีมานี้ข้านับว่าอดทนกับท่านมามากแล้ว.. หากความอดกลั้นของข้ามันระเบิดขึ้นมาเมื่อใด เมื่อนั้นท่านจะต้องเจ็บปวดและเสียใจ.. แล้วอย่าหาว่าข้าไม่เตือน !! “

กล่าวจบสะบัดหน้าก้าวยาวๆออกจากกระท่อม.. ฝ่าสายลมราตรีของเบื้องนอก.. กลืนร่างหายไปในความมืดของรัตติกาล

เจ้าแม่กาลียืนร่างนิ่งงันกับที่ น้ำตาเย็นเฉียบสองหยดร่วงผ่านสองแก้มที่ซีดขาว.. ในหัวใจของนางเวลานี้ ยิ่งซีดขาวไร้เลือดหล่อเลี้ยงและเย็นเฉียบราวถูกหุ้มไว้ด้วยน้ำแข็ง…

คำพูดของเขายังคงสะท้อนสะท้านอยู่ในโสตประสาท แต่ละประโยคราวเป็นมีดคมกริบที่กรีดใส่หัวใจจนเลือดหยาดหยด.. แผลแล้ว..แผลเล่า…!!

..หลายปีมานี้ท่านอดทนกับข้ามามากหรือ..
..แล้วท่านเคยรู้หรือไม่.. ตัวข้าเองเล่า ? ต้องอดทนต่อคนไร้น้ำใจเช่นท่านเพียงใด ?
..ท่านขู่ว่าข้าต้องเจ็บปวด..เสียใจ ?
..เฮอะ.. ข้าก็อยากรู้นัก.. ยังมีความเจ็บปวดเสียใจใดที่ยิ่งกว่าที่ข้ากำลังเจ็บปวดอยู่ในเวลานี้อีกหรือ ?

..คาเดม่อน..! คนไร้น้ำใจ.. ท่านต่างหาก..สักวันที่ต้องเสียใจ !!

……………………………………….

คาเดม่อนจากไปได้ไม่นาน โคมไฟสีส้มในกระท่อมก็ดับลง… คนทั้งสองที่ซ่อนกายในความมืดหลังดงไม้ ยืนรอจนเห็นเจ้าแม่กาลีเดินออกไปจากกระท่อมหลังนั้น จึงค่อยก้าวเท้าออกมาจากตรงบริเวณที่ยืนอยู่ หนึ่งในสองเบือนหน้าไปยังกระท่อม

“ เราลองเข้าไปสำรวจในนั้นดีไหม ? “
“ ไม่จำเป็นมั้ง.. นั่นเป็นเพียงแค่กระท่อมพักชั่วคราวของพวกพรานป่า สองคนนั่นแค่ใช้เป็นสถานที่นัดพบกันเท่านั้น..”
“ ไม่ทราบนางเป็นใครกันนะ..และความสัมพันธ์ใดกับคาเดม่อน คล้ายกับรักคล้ายกับแค้น.. บอกไม่ถูก..”
“ คงทั้งสองอย่างกระมัง.. อยากรู้ก็ไม่ถามคาเดม่อนเองสิ..”
“ หึ.. รับสั่งเป็นเล่น ความจริงตะกี้..หากเข้าไปฟังใกล้ๆกระท่อมก็คงรู้ว่าสองคนนั่นมานัดพบกันเรื่องอะไรนะ ? “
“ แล้วทำไมไม่เข้าไปล่ะ..? “

คนถูกย้อนถามหันมายิ้ม “ แค่ยอมทำตามรับสั่งลอบสะกดรอยตามเขามานี่ก็ถือว่าแส่เรื่องชาวบ้านมากไปแล้ว ขืนเข้าไปแอบฟัง แล้วพบว่าพวกเขาที่แท้ลอบมาพรอดรักกัน..เกรงจะทำให้เสื่อมเสียถึงพระเกียรติน่ะฝ่าบาท..”

องค์ฟาลอสแค่นเสียงเบาๆในพระศอ..หากแต่คร้านจะต่อคารมด้วย
เพราะทรงรู้.. ทรงโต้ฝีปากกับไทอิลผู้นี้.. สิบครั้งคงจะมีชนะอีกฝ่ายสักครั้งหรอกนะ

“ เรากลับกันเถอะนะ…พรุ่งนี้ต้องเดินทางกลับเมืองหลวงแต่เช้า.. “

……………………………………………

เช้าวันรุ่งขึ้น… องค์ฟาลอสและไทอิลกล่าวอำลาต่อเจ้าหุบเขาคาเดม่อนเพื่อเดินทางกลับ ธิเดลล่าติดตามคาเดม่อนออกมาส่งพวกเขาทั้งสองที่ปากทางเชิงเขา ในมือหิ้วตะกร้าแอปเปิ้ลผลใหญ่สีแดงปลั่งน่ารับประทานมาเต็มตะกร้า มอบให้องค์ฟาลอสไว้เสวยระหว่างเดินทาง

“ คัดเก็บมาให้เป็นพิเศษ..ถือว่าขอโทษที่เคยล่วงเกินท่านวันก่อน เอาไว้กินเล่นระหว่างเดินทาง…”
“ ขอบคุณมาก…”
“ ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ…”

หญิงสาวบอกเสียงหวาน สองแก้มระเรื่อ..ท่าทีเขินอายเล็กน้อย..ดูน่ารักยิ่ง
ไทอิลอดกล่าวมิได้ “ แล้วของข้าล่ะ.. มีอะไรให้กินระหว่างทางบ้างไหม ? “
ท่าทีเขินอายจึงเปลี่ยนเป็นกระด้าง งอนเชิดใส่ทันที

“ เฮอะ.. แล้วท่านเดินทางไปพร้อมกับเขารึเปล่าล่ะ.. หากไปพร้อมกันก็กินด้วยกันสิ ทำไม.. ต้องให้ข้าเก็บมาเผื่ออีกตะกร้ารึไง “

ไทอิลหัวเราะ.. หากฟังออกว่าเป็นเสียงหัวเราะที่ขื่นขมเสียมากกว่า

เมื่อบุรุษทั้งสองกระตุ้นม้าควบจากไป.. ดวงหน้างามค่อยเหงาหงอยลง ชะเง้อหน้าส่งสายตามองตามหนึ่งในสองของผู้ที่จากไปอย่างอาลัยอาวรณ์ คาเดม่อนที่ยืนอยู่ด้านข้างต้องยิ้มเล็กน้อย แต่หาได้กล่าวกระไรไม่..

ความในใจของบุตรีเวลานี้ นางคิดอะไรอยู่.. ผู้เป็นบิดาไหนเลยมองไม่ออก !!

…………………………………………………………………..

องค์ฟาลอสและไทอิลเดินทางออกจากหุบเขาไผ่เขียว ความลับและปริศนาต่างๆทางด้านนั้นถูกพักเก็บไว้ก่อนชั่วคราว หากทางเมืองหลวงเวลานี้ เรื่องวุ่นๆของหนุ่มๆสาวๆดูเหมือนยังคงเดินหน้าต่อไปอีก

วันนี้ริวจิลมาหาคาลอธที่บ้านแต่เช้ามืด เข้าไปถึงห้องนอน..ฉุดแขนลากอีกฝ่ายลงมาจากเตียง คนพี่ชายได้แต่นั่งตาปรือ ยกนิ้วขยี้ตาระหว่างฟังเจ้าน้องชายพล่ามยกแม่น้ำทั้งห้านำมาพูด ริวจิลผู้ชอบหาเรื่อง.. คราวก่อนมาปรึกษาพี่ชายเรื่องหาวิธีการกลั่นแกล้งคน คราวนี้ก็ยังคงพึ่งพาพี่ชายรองอีกรอบ.. หากแต่คราวนี้ที่แท้กลับเป็นเรื่อง..วิธีจีบผู้หญิง..!

พอฟังน้องชายคนเล็กสรุปตอนท้าย..คาลาธถึงกับตาเหลือกหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง

“ หา… นี่.. นี่เจ้าจะเอาจริงเหรอริวจิล ? “
“ ก้อจริงนะซี.. สองสามคืนมานี้ข้านอนไม่หลับเลยพี่รอง พอหลับตาก็เห็นแต่หน้านางตลอด.. “
“ โอย… เจ้าน้องรัก เรื่องอื่นให้พี่ช่วยก็บอกมาได้เลย แต่เรื่องจีบผู้หญิงเนี่ย.. เฮ้อ.. มันยากเอาการเหมือนกันนะ “

ผู้เป็นพี่ชายโอดครวญขึ้น หากแต่เจ้าน้องชายก็ทำหน้าออดอ้อน

“ นะพี่รอง.. เรื่องแบบนี้ข้าก็ไม่รู้ปรึกษาใครนอกจากพี่ ท่านต้องช่วยริวจิลนะ เพราะข้าเป็นน้องรักของท่านจริงมั้ย.. นะ..นะ ข้าเชื่อมือพี่รอง.. คาลาธซะอย่าง.. มีอะไรที่ทำไม่ได้… “

ไม่แค่พูดเพียงอย่างเดียว ยังลุกขึ้นบีบนวดไหล่ให้พี่ชายอย่างเอาใจ

คาลาธเงยหน้าขึ้นมองเจ้าน้องชายตัวดีพลางเค้นสมองขบคิด ในชีวิตของเขาก็ไม่เคยจีบผู้หญิงซะด้วย แต่เพื่อริวจิลดูท่าสงสัยต้องงัดเอาตำรา (ที่เคยฟังมา) มาใช้ซะแล้ว

“ อืม.. เท่าที่ข้ารู้มา การที่จะตรึงหัวใจผู้หญิงนั้น ประการแรกต้องรู้ก่อนว่านางชอบอะไรก่อน..”

ริวจิลนวดไหล่พี่ชายพลางโคลงศีรษะครุ่นคิด ชั่วประเดี๋ยวก็ตาเป็นประกายอย่างนึกขึ้นมาได้

“ ข้ารู้แล้ว.. ดูเหมือนนางจะชอบลูกหมามากทีเดียว.. แหะ..แหะ..พี่รอง ขอน้องสักตัวนะ..นะพี่..”

“ หือ…”

คาลาธแทบอยากจะตบปากตัวเองที่เผลอไปแนะนำแบบนั้น หากแต่เจ้าริวจิลก็ออดอ้อนขอร้องใหญ่ คนพี่ชายถึงกับนิ่งอึ้งพูดไม่ออก อย่างไรก็ตาม..ต่อให้เขารักเจ้าลูกๆของนางท่านผู้หญิงสักแค่ไหน สุดท้ายก็ไม่อาจใจแข็งทนเสียงวิงวอนของน้องชายได้ ดังนั้นจึงตัดใจยกเจ้าตัวเล็กขนปุกปุยสีน้ำตาลซึ่งริวจิลบอกว่าตัวนี้ล่ะ อ้วนกลมปุ๊กน่ารักที่สุดให้กับอีกฝ่ายไป พลางลอบกัดฟันกรอดด้วยความอาลัยเสียดาย…

…………………………………………………

พอได้ลูกหมา.. ริวจิลก็แทบจะอุ้มมันโบยบินไปที่จวนจ้าวสยบทักษิณในทันที และทุกอย่างก็เป็นไปตามที่เขาปรารถนา… ท่านหญิงราธีน่าดีใจมาก อุ้มเจ้าตัวเล็กปุกปุยกอดอย่างตื่นเต้นจนแทบกระโดดโห่ร้องออกมาด้วยความยินดี

“ โอ.. น่ารักจังเลยค่ะพี่ริวจิล… มันชื่ออะไรเหรอ ? “

“ ยังไม่มีหรอก.. น้องธีนี่ตั้งให้มันสิ…” เขายิ้มพลางบอกนางด้วยหัวใจพองโตสุดปลื้ม

“ อืม.. ให้ชื่อเจ้าตาลดีมั้ย.. ขนมันสีน้ำตาล เรียกเจ้าน้ำตาลก็ยาวไป งั้นเรียกเจ้าตาลดีกว่า..”

ชายหนุ่มแย้มยิ้ม กล่าวชมเชยอย่างเอาอกเอาใจว่าตั้งได้ดี ขณะจะเอ่ยชวนนางพาเจ้าตาลไปเดินเล่นกันที่ในสวน ท่านหญิงน้อยก็เงยหน้าขึ้น ยิ้มอย่างบริสุทธิ์จริงใจยิ่ง

“ ฝากพี่ช่วยขอบคุณพี่คาลาธแทนข้าด้วยนะคะ.. บอกเขาว่า.. ขอบคุณมากๆเลย รับรองว่าข้าจะเลี้ยงเจ้าตาลให้ดีที่สุด จะไม่ให้เขาผิดหวังอย่างเด็ดขาด…”

ริวจิลถึงกับยิ้มค้างฝันสลาย ส่งเสียงดังอืมเบาๆแล้วยิ้มเจื่อนๆ รู้สึกเหมือนกลืนก้อนอะไรแข็งๆลงไปติดในลำคอ จะกลืนก็ไม่เข้าคายก็ไม่ออก ในใจบังเกิดรสชาติสุดจะบรรยายยิ่ง

……………………………………………….



( เรื่องรักหนุ่มสาวทางเมืองหลวงคงพักไว้ตรงนี้ชั่วคราว.. ตอนต่อไปพบกับเรื่องของเจ้าชายเมราซัสมั่งนะคะ.. ตามคำเรียกร้องของใครก็ไม่รู้ ^O^ …พอดีมีเหตุการเกิดขึ้นในเวลาเดียวกันหลายอย่าง ก้อเลยเขียนตัดฉากมั่วไปหน่อย อันนี้รับทราบค่ะ.. ไม่ทราบผู้อ่าน อ่านแล้วงงมากไหม แต่ว่าก็ยังคิดแก้ตรงนี้ไม่ตกจริงๆ ดังนั้นเลยใช้วิธีพิมพ์ดะมาให้อ่านกันก่อน ไว้พิมพ์เรื่องนี้จบค่อยหาทางแก้ไขปรับเกลาให้ดีกว่านี้ ไม่เข้าใจหรืองงตรงไหน บอกกันมาได้นะคะ จะได้เป็นแนวทางในการแก้ไขครั้งต่อไป ~: จาก..ผู้เขียน)





จาก : kjb - 06/02/2001 01:02

ข้อความ : หึๆ น่าสงสารคนอกหัก

จาก : kumagift - 06/02/2001 03:52

ข้อความ : Poor Ryujil. How can tew-pra-kom fight Phra-eak dai. ^^;;;

จาก : MrT - 06/02/2001 06:42

ข้อความ : อืม.. ว่าไปแล้ว นิยายเรื่องนี้น่ะบทของคาลาธแม้จะนำเด่นกว่าริวจิล แต่ริวจิลก็เด่นและสำคัญไม่แพ้เหมือนกันนะคะ เพราะถือว่าเป็นคู่ประกบและคู่ฟัดคู่เหวี่ยงกับคาลาธเชียวล่ะ อีกทั้งยังเป็นน้องร่วมสาบานที่มีอิทธิต่อจิตใจคาลาธมากที่สุด เรื่องราวเป็นยังไงไว้ติดตามอ่านต่อก็แล้วกันนะคะ

จาก : kjb - 06/02/2001 10:41

ข้อความ : องค์ฟาลอส ลดพระองค์ลงไปเป็นสปายซะแล้ว..... ^-^;;

จาก : Alicia - 07/02/2001 01:53

ข้อความ : I will look forward for it.

จาก : MrT - 07/02/2001 03:05

ข้อความ : อิอิ..องค์ฟาลอสคงอยากซนมั่งน่ะมั้ง

จาก : kjb - 07/02/2001 04:07

Comment เกี่ยวกับ Fiction ตอนนี้
ชื่อ :
Email :
ICQ :
โฮมเพจ :
ข้อความ :


Pocket WebBoard Fiction แห่งนี้ใช้บริการของD'Server
Hosted by www.Geocities.ws

1