หัวข้อ : Acentharia บทที่ 3 "...พี่ชายที่แสนดี... "
ข้อความ :

ณ สำนักงานใหญ่บริษัทเซฮารุ ที่โตเกียว
ดร.ยามากิเข้าประชุมใหญ่คณะกรรมการบริษัทประจำ ปีของบริษัทเซฮารุ ในฐานะประธานคนใหม่ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดต่างประเทศ ได้แนะนำหุ้นส่วนชาวฮ่องกงคนหนึ่งต่อเขา คนผู้นี้คือผู้ที่ได้กวาดซื้อหุ้นจากหุ้นส่วนรายย่อยหลายราย จนบัดนี้ถือหุ้นไว้ถึงสิบห้าเปอร์เซนต์ ซึ่งเมื่อนับตามจำนวนหุ้นที่ครอบครอง อีกฝ่ายจึงนับว่ามีคุณสมบัติเข้าร่วมคณะกรรมการบริหารของบริษัทอีกผู้หนึ่ง แต่ครั้นพอเขาได้ทราบว่า หุ้นส่วนใหญ่คนนั้นคือเฉินจี่กวง ซึ่งครั้งหนึ่งหมอกั๋วอี้เสียนเคยเอ่ยถึง ทำให้ ดร.ยามากิอดสงสัยนึกถึงเบื้องหลังการกว้านซื้อหุ้นของคนผู้นี้มิได้
จากประวัติที่ได้ให้คนสืบค้นมา....
เฉินจี่กวงปีนี้อายุห้าสิบหกปี ในวัยเด็กลี้ภัยมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ เนื่องจากบรรพบุรุษหลายรุ่นรับราชการเป็นขุนนาง จึงเป็นผู้มีฐานะเดิมที่มีอันจะกินคนหนึ่ง ขณะอายุสิบสองปี ก็กำพร้าทั้งบิดามารดาไม่มีญาติพี่น้องอื่นอีก มีเพียงบริวารที่จงรักภักดีจำนวนหนึ่ง ต่อมาก็เดินทางมาปักหลักอยู่ในฮ่องกง
คนๆนี้ฉายแววอัจฉริยะตั้งแต่วัยเยาว์ ไม่เพียงมีความขยันและทะเยอทะยาน ทั้งยังรู้จักใช้คนอย่างชาญฉลาด อายุได้เพียงสิบเจ็ดปี ก็เริ่มมาทำการค้าอาศัยทุนจากกองมรดกก่อตั้งบริษัทเล็กๆขึ้น
ในเวลาเพียงแค่สิบปีก็สามารถตั้งหลักฐานในวงการธุรกิจฮ่องกงได้อย่างมั่นคง จนถึงปัจจุบันสามารถขยายกิจการค้าไปหลายประเภท ทั้งยังเข้าร่วมในฐานะหุ้นส่วนใหญ่ในหลายบริษัทของต่างประเทศ กลายเป็นเจ้าพ่อของวงการธุรกิจระดับโลกคนหนึ่ง
ในมโนภาพที่เขาเคยนึกวาดไว้ อีกฝ่ายคงเป็นชายจีนแก่ๆ รูปร่างผอมแห้งท่าทางเคร่งขรึมแฝงแววดื้อรั้นถือดี มิคาดว่าตัวจริงของเฉินจี่กวงที่ได้มาพบเห็นในวันนี้ กลับดูไปคล้ายไม่น่าจะถึงวัยห้าสิบด้วยซ้ำ มิเพียงเปี่ยมแววสง่าราศีน่าเลื่อมใส ทั้งยังดูทรงภูมิความรู้และประสบการณ์
ดวงตาหลังแว่นตากรอบทองคู่นั้นทอแววสงบนิ่งอยู่ในทีตลอดเวลา หากแต่ซ่อนคมประกายแห่งอำนาจที่ทำให้ผู้คนรู้สึกมิอาจขัดขืน และมิกล้าล่วงเกิน
วันนี้อีกฝ่ายอยู่ในชุดสูทสีเทาเข้ม สง่า ดูภูมิฐาน รูปร่างที่สูงใหญ่และแข็งแรงดุจยังคงอยู่ในวัยฉกรรจ์ บนใบหน้าไร้หนวดเครา เส้นผมจอนข้างหูมีหงอกขาวประปราย ทำให้ดูคมเข้มมีเสน่ห์ไปอีกแบบ คาดว่าในวัยหนุ่มคงต้องเป็นบุรุษที่หล่อเหลามิน้อยคนหนึ่ง
..ทำไมคนๆนี้ช่างคลับคล้ายใครบางคนที่เราเคยรู้จักและคุ้นเคยมาก่อน ?
ความคิดนี้แว่บขึ้นในสมองของ ดร.ยามากิในทันทีที่เห็นหน้าอีกฝ่ายเป็นครั้งแรก จากนั้นภาพใบหน้าหล่อเหลา และอ่อนเยาว์ของชายหนุ่มอีกผู้หนึ่งก็ผุดขึ้นมาในมโนภาพ ทำให้เขาพลันรู้สึกหวั่นไหวใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
คนผู้นั้นก็คือเพื่อนรุ่นน้องที่เขารักและสนิทสนมอย่างยิ่งคนหนึ่งในอดีต เพียงแต่ข่าวคราวของอีกฝ่ายหายสาบสูญไปสิบกว่าปีแล้ว
“ อเล็กซ์...! ”
ดร.ยามากิลอบร่ำร้องในใจ “ หรือว่าคนๆนี้เป็นอะไรกับอเล็กซ์...? ”
อเล็กซ์...เป็นนักศึกษาหนุ่มเชื้อสายจีน ซึ่งเรียนคณะวิศวกรรมในมหาวิทยาลัยเดียวกับเขา อีกฝ่ายเป็นเด็กหนุ่มที่เรียนเก่ง นิสัยน่ารักและอัธยาศัยโอบอ้อมอารีย์มีน้ำใจ เขารู้จัก อเล็กซ์ตั้งแต่อีกฝ่ายยังเรียนอยู่ปีหนึ่ง ทั้งนี้เพราะพวกเขาพักอยู่ในอพาร์ตเมนต์เดียวกัน ขณะนั้นเขาเพิ่งจบแพทย์ทำงานฝึกงานอยู่ที่โรงพยาบาลในมหาวิทยาลัย
มีอยู่คืนหนึ่งขณะที่เขากำลังเข้าเวรอยู่ ภรรยาของเขาซึ่งตั้งครรภ์มาซาอิได้เกือบทศมาสอยู่ที่บ้านกันสองคนกับโมริ ได้ถูกคนร้ายลอบเข้ามาใช้ปืนจี้จับมัดไว้ ขณะกำลังกวาดเอาเงินทองของมีค่าอยู่นั้น อเล็กซ์ได้ยินเสียงผิดปกติจึงรีบโทรศัพท์แจ้งตำรวจ จากนั้นปีนหน้าต่างหลังห้อง เข้ามาแย่งปืนต่อสู้กับคนร้าย และจับคนร้ายได้พอดีกับที่ตำรวจรุดมาถึง
ตอนนั้นเองภรรยาเขาเกิดเจ็บครรภ์จะคลอด อเล็กซ์ได้ช่วยเหลือจัดการพาส่งโรงพยาบาลเอง และหลังจากวันนั้นเป็นต้นมา อเล็กซ์ก็ไปมาหาสู่กับครอบครัวเขา กลายเป็นเพื่อนที่สนิทกัน ทั้งยังเอ่ยปากขอเป็นพ่อบุญธรรมให้กับมาซาอิอีกด้วย
ถึงแม้เขาจะสนิทสนมกับอเล็กซ์ แต่ความเป็นมาและเรื่องราวส่วนตัวของอีกฝ่าย อเล็กซ์ไม่เคยปริปากบอกเขาเลย เขารู้แต่เพียงว่าอเล็กซ์เป็นคนเอเซีย เชื้อสายจีน แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นคนประเทศใดครอบครัวทางบ้านเป็นอย่างไร แม้แต่ชื่อจีนของอีกฝ่ายเขาก็ไม่เคยรู้
เพียงดูจากที่อเล็กซ์เช่าอาศัยในอพาร์ตเมนต์ราคาแพง ความเป็นอยู่เลิศหรูสะดวกสบาย จึงคาดว่าฐานะทางบ้าน คงต้องระดับเป็นผู้มีอันจะกินครอบครัวหนึ่ง
ปีต่อมาเขาย้ายไปเรียนแพทย์เฉพาะทางในโรงพยาบาลที่อังกฤษเป็นเวลาหนึ่งปี เมื่อเขากลับมาที่มหาวิทยาลัยนั่นอีกครั้ง พบว่าอเล็กซ์ย้ายบ้านไปอยู่ที่อื่นแล้ว จากนั้นเขาและครอบครัวได้ย้ายไปอยู่ที่แคนาดาและก็ไม่ได้ข่าวคราวของอเล็กซ์อีกเลย
จนกระทั่งวันนั้น…..
วันที่ภรรยาของเขาคลอดลูกคนที่สอง เขาก็ได้พบกับอเล็กซ์อีกครั้ง และเป็นครั้งสุดท้าย
จากวันนั้นอเล็กซ์ก็หายสาปสูญไป ราวกับได้ตายไปจากโลกนี้ ?

“ ดร.โทชิกาวา ยามากิ ผมได้ยินชื่อคุณมานานแล้ว....ยินดีที่ได้รู้จักครับ “
เฉินจี่กวงเอ่ยทักทายมาด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงชัดเจน ดร.ยามากิ ตอบคำทักทายตามมารยาท การประชุมในวันนั้นผ่านไปราบรื่นดี เฉินจี่กวงแม้เข้ามาร่วมหุ้นกับทางบริษัทเซฮารุ แต่ก็ไม่ได้เรียกร้องตำแหน่งสำคัญใดๆ เพียงเข้ามานั่งรับฟังเงียบๆเป็นส่วนใหญ่
แต่ครั้นพอเสร็จการประชุมในวันนั้น อีกฝ่ายก็ให้ลูกน้องคนสนิทผู้ติดตามที่ชื่อ หลอเฟย ถือนามบัตรมาเชิญเขารับประทานอาหารเที่ยง ดร.ยามากิลังเลเล็กน้อย แต่พอนึกถึงว่าเรื่องที่สมควรมามันก็ต้องมา...จะหลบหลีกหนีไปไยพ้น ดังนั้นจึงตอบรับคำเชิญนั้น
เฉินจี่กวงสั่งเปิดห้องวีไอพีในภัตตาคารอาหารจีนแห่งหนึ่ง หลังจากสนทนาเรื่องทั่วๆไปค่อยถามขึ้น
“ ฟังว่าคุณอยู่ที่อเมริกาหลายปีทีเดียว ? ”
“ ครับ..แม้ว่าผมต้องเดินทางไปหลายประเทศ แต่ที่นั่นนับว่าอยู่นานที่สุด..”
“ ผมมีลูกชายอยู่คนหนึ่ง เมื่อประมาณยี่สิบปีก่อนก็ส่งเขาไปเรียนที่นั่น..”
“ อ้อ..? ”
“ เขาเรียนอยู่คณะวิศวกรรมฯ ที่มหาวิทยาลัยเดียวกันกับที่คุณจบมา...”
ดร.ยามากิรับฟังจนลอบใจสั่นสะท้าน แต่ก็ไม่แสดงอาการผิดปกติออกทางสีหน้า เฉินจี่กวงเห็นเขาไม่กล่าวอะไร เพ่งตามองเขาพลางกล่าวต่อไปอย่างแช่มช้า
“ คุณต้องรู้จักเขาดี ในจดหมายของเขายังเอ่ยถึงคุณด้วย.. เขาชื่อเฉินเจียอู่..มีชื่ออังกฤษว่า...อเล็กซ์ ”
ดร.ยามากิแม้เตรียมตัวไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่พอได้ยินก็อดมีสีหน้าแปรเปลี่ยนไปมิได้ “ อะไร…อเล็กซ์เป็นลูกชายของคุณ ? ”
“ ถูกแล้ว.. ผมมีทายาทคนเดียวก็คือเขา.. ”
“ เขา… " เสียงถามคล้ายเปล่งออกมาอย่างยากลำบาก " สบายดีหรือครับ..? ”
“ เขาสบายดี..." เสียงตอบมานั้นเบาหวิว " ...คนที่ตายก็ย่อมสบายไปแล้ว..”
ดร.ยามากิรู้สึกใจหายวาบ “ อะไร...เขาตายแล้ว..? เมื่อไหร่ครับ..? ”
เฉินจี่กวงมีสีหน้าสลดเล็กน้อย ตอบเสียงเรียบๆ
“ ประมาณสิบสองปีมาแล้วครับ..”
“ เขาเสียชีวิตยังไงหรือครับ..? ”
“ อุบัติเหตุทางรถยนต์ ”
หยุดเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อไปอย่างสะทกสะท้อน
“ เขาเป็นคนนิสัยดื้อรั้น..คงเพราะถูกผมตามใจมาตั้งแต่เล็ก แต่เขาเรียนเก่ง ผมจึงสนับสนุนทุกอย่างที่เขาต้องการ ส่งให้ไปเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง เขาเรียนแค่สองปีครึ่งก็จบ แต่เขาไม่ยอมส่งข่าวบอกผมเลย ยังคงทำงานบางอย่างของเขาอยู่ทางนั้นไม่ยอมกลับบ้าน สุดท้ายผมต้องโทรไปเกลี้ยกล่อมเขาอยู่นาน กว่าที่เขาจะยอมกลับ ... แต่ใครจะไปคิดว่า...วันที่เขากลับไปถึงฮ่องกง ก็เป็นวันตายของเขา..”
“ คุณเฉิน...ผม..ผมขอแสดงความเสียใจ....”
“ ขอบคุณครับ... ผมทราบมาว่าคุณเป็นเพื่อนสนิทกับเขา...? ”
“ เอ่อ..ครับ...! ”
“ ผมมีลูกชายเพียงคนเดียว ตัวเองก็นับวันจะแก่ตัวลงไป ตอนที่เขาตายไปผมรู้สึกคล้ายหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง ความจริงผมนึกว่าตนเองจะไร้ทายาทสืบตระกูลแล้ว ไม่คาดฝันว่าวันหนึ่ง..ผมก็ได้ค้นพบจดหมายของเขา บอกว่าเขายังมีลูกสาวอยู่คนหนึ่ง เด็กคนนั้น...ปลายเดือนนี้ก็จะอายุครบสิบสี่ปีเต็มแล้ว...”
คราวนี้ ดร.ยามากิสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นปั้นยาก...
เฉินจี่กวงจับจ้องมองเขา พลางกล่าวต่อไปช้าๆ “ ด็อกเตอร์..ผมคิดว่าคงไม่ต้องพูดอะไรมากอีกแล้ว คุณก็คงเข้าใจความหมายของผมดีแล้วกระมัง..? ”
“ ผม..ไม่ทราบคุณกำลังหมายความว่าอะไร ”
“ เรื่องนี้หวังว่าให้เราสามารถตกลงกันได้..คืนหลานสาวให้ผมเถอะนะ...”
น้ำเสียงในตอนท้ายทุ้มหนัก ..แจ่มชัดตรงไปตรงมา....!
ดร.ยามากิอึ้งไปวูบ ครู่หนึ่งค่อยระงับจิตใจเยือกเย็นลงช้าๆ ยิ้มเล็กน้อย
“ ขอโทษ ผมไม่เข้าใจที่คุณพูด หลานสาวคุณคือใครกันหรือครับ..? ”
เฉินจี่กวงเพ่งแววตาสงบนิ่งมองหน้า ดร.ยามากิ ไม่มีวี่แววรุ่มร้อนหรือขุ่นเคืองแม้น้อยนิด ครู่หนึ่งค่อยช้าๆ
“ ก็ย่อมต้องเป็นเด็กคนนั้น....!! ”

มาซาอิบอกครูที่โรงเรียนว่าต้องออกไปทำธุระกับบิดา ความจริงเป็นการโดดเรียนเพื่อไปอัดเสียงที่สตูดิโอ ดังนั้นขากลับจึงแวะไปหา ดร.ยามากิที่บริษัท แต่เลขาหน้าห้องบอกว่าอีกฝ่ายออกไปรับประทานอาหารเที่ยงกับหุ้นส่วนชาวฮ่องกงคนหนึ่ง เขาต้องการลายเซ็นต์รับรองจากบิดาไปยืนยันกับครู จึงต้องรีบรุดไปที่ภัตตาคารแห่งนั้น
มิคาดทันทีที่ไปถึง จึงบังเอิญทันได้ยินคำพูดของบิดาและเฉินจี่กวงที่ว่า ….
“ ขอโทษ ผมไม่เข้าใจที่คุณพูด หลานสาวคุณเป็นใครกันหรือ..? ”
“ ก็ย่อมต้องเป็นเด็กคนนั้น.. เด็กผู้หญิงที่ถูกคุณอุปโลกน์ให้เป็นตัวแทนลูกสาวของคุณที่ตายไป ความจริงเธอมีชื่อว่าเฉินเป่าหลิง แต่สิบสี่ปีมานี้กลับใช้ชื่อซายูริ..มาตลอด ”
“ คุณเฉิน..! ”
ดร.ยามากิอุทานด้วยความสะท้านใจ
มาซาอิก็ยืนฟังจนตัวแข็งทื่อ ตะลึงลานกับที่ ...
“ ผมว่าจ้างนักสืบเอกชนเก่งๆหลายคน เพื่อสืบเรื่องของคุณตลอดจนความสัมพันธ์ ระหว่างครอบครัวของคุณกับลูกชายผม ทั้งยังส่งคนไปสืบเรื่องนี้ถึงแคนาดา เมืองที่ภรรยาของคุณประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ผมมีผลจากการชันสูตรศพของเมื่อสิบสี่ปีก่อน ที่ว่าในรถมีศพของทารกหญิงอายุสี่วันอีกคนหนึ่งด้วย ซึ่งเธอก็คือโทชิกาวา ซายูริตัวจริงนั่นเอง....”
ดร.ยามากิยังคงนั่งเงียบสีหน้าปวดร้าวไม่พูดโต้แย้งใดใดแม้แต่คำเดียว เฉินจี่กวงจึงกล่าวต่อไปช้าๆ
“ ตอนที่ลูกสาวคุณคลอดใหม่ๆ มีอาการตัวเหลือง เด็กต้องอยู่โรงพยาบาลต่ออีกสี่วัน จึงค่อยได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน วันนั้นคุณนัดภรรยาว่าจะไปรับเธอ แต่จู่ๆคุณก็ได้รับโทรศัพท์ด่วนจากอเล็กซ์ คุณจึงไปหาอเล็กซ์ก่อน ทำให้ภรรยาคุณต้องนั่งแท็กซี่กลับบ้านเอง ตอนที่คุณไปพบอาอู่หรืออเล็กซ์ เขาได้ฝากลูกสาวของเขา ซึ่งมีเพิ่งคลอดได้เพียงสองวันกับคุณ เนื่องจากแม่ของเด็กได้ทิ้งลูกไว้แล้วหนีจากไป เขาต้องไปตามหาแม่ของเด็กจึงไม่สามารถดูแลลูกสาวซึ่งยังเป็นเด็กอ่อนได้ มิคาดพอคุณผละมาจากอาอู่ ค่อยทราบข่าวว่าภรรยาและลูกสาวรถคว่ำตาย ตอนนั้นคุณเสียใจมาก จึงเอาลูกของอาอู่เป็นตัวแทนของลูกสาวปลอบประโลมจิตใจตนเองและลูกชาย..”
“ ไม่จริง..คุณโกหก.....”
เสียงหนึ่งร่ำร้องขึ้น....!
ดร.ยามากิไม่ได้โต้แย้งใดใด หากนั่นกลับเป็นเสียงของมาซาอิที่ผลุนผลันเข้ามา
“ คุณพ่อ.. ทั้งหมดล้วนไม่เป็นความจริงใช่มั้ยครับ ที่เขาพูดมาไม่เป็นความจริงใช่ไหมครับ ? ”
“ มาซาอิ...” ดร.ยามากิโพล่งอย่างตระหนก “ ลูกมานี่ได้ยังไง..? ”
“ คุณพ่อตอบผมมาก่อน ... เขาโกหก..ซายูริเป็นน้องสาวของผมต่างหาก..”
“ มาซาอิ...” แต่เรียกออกไปเพียงแค่นั้น คำอธิบายที่จะกล่าวต่อก็อึ้งอยู่ในลำคอพูดไม่ออก
เฉินจี่กวงพลันกล่าวช้าๆ
“ ด็อกเตอร์..คุณช่วยดูแลหลานสาวให้ผม ผมจะถือว่าคุณเป็นผู้มีพระคุณคนหนึ่ง ผมไม่อยากให้เราต้องบาดหมางกัน และไม่อยากให้หลานผมต้องลำบากใจ นอกจากนี้ ผมยังดูออกว่าคุณเป็นคนมีมโนธรรม ไม่ใช่คนเห็นแก่ตัว และไม่ใช่คนที่ทรยศคดโกงเพื่อนอย่างเด็ดขาด ..ใช่ไหมครับ..”
มาซาอิร้องดังๆ “ คุณพูดอะไรของคุณ...! ”
“ มาซาอิ ..อย่าเสียมารยาท.. ”
“ คุณพ่อ..”
เฉินจี่กวงถอนใจ
“ ด็อกเตอร์..ผมขอโทษ ยังไงผมก็ต้องขอทวงหลานคืนไปให้ได้ แล้วเย็นนี้ผมจะไปหาคุณที่บ้านอีกครั้งก็แล้วกัน ”
กล่าวจบหันกายพาคนของตนจากไป ทิ้งสองพ่อลูกไว้ตามลำพังในที่นั้น
มาซาอิหันมาถามอย่างปวดร้าว
“ คุณพ่อ..ผมเชื่อพ่อ คุณพ่อบอกผมสิ...ไม่จริงใช่มั้ย...? ซายูริไม่ใช่... ”
ในตอนท้ายน้ำเสียงชะงักค้าง สายตาวิงวอนจับจ้องมองใบหน้าบิดาอย่างรอคอยคำตอบที่คาดหวัง
หากแต่ผู้เป็นบิดากลับนิ่งอึ้ง เนิ่นนาน...ดวงตาฉายแววตารวดร้าว
“ มาซาอิ..ถึงเวลาแล้ว…ที่พวกเราจะต้องยอมรับความจริง…. ”
น้ำเสียงตอบนั้นแห้งโหย “ … ซายูริไม่ใช่ของๆเราหรอกนะลูก.. ”
บัดนั้นมาซาอิถึงกับยืนซึมนิ่งกับที่ ไม่ร่ำร้องโวยวายอีก
ดร.ยามาอิถอนใจ สาวเท้าเข้ามา ยื่นมือตบไหล่ลูกชายเบาๆเอ่ยปลอบโยน
“ มาซาอิ...เรื่องนี้.. ”
กล่าวมิทันขาดคำ เด็กหนุ่มพลันสะบัดไหล่หมุนตัววิ่งถาโถมออกไป
“ มาซาอิ....!! …นั่นลูกจะไปไหน…? ”

ที่โรงเรียน......
ขณะเรียนในคาบเรียนสุดท้ายของวันนี้ ซายูริออกมาดื่มน้ำบนระเบียงหน้าห้อง ก้มมองลงไปข้างล่าง เห็นพี่ชายยืนแอบอยู่หลังพุ่มไม้กำลังกวักมือเรียกตนเอง จึงรีบลงไปหา
“ พี่ใหญ่ไปไหนมา.. ครูบอกว่าถ้าพี่มาแล้วให้ไปพบครูด้วยแหล่ะ ”
“ อย่าเพิ่งถามอะไรได้มั้ย ..เธอไปกับพี่เถอะ.. ”
“ ไปไหน..? เดี๋ยวนี้เลยเหรอคะ ? ”
มาซาอิสีหน้าเคร่งเครียดไม่ตอบคำถาม ฉุดแขนน้องสาวพาเดินลิ่วออกมาจนถึงรถยนต์ซึ่งจอดอยู่ประตูหลังของโรงเรียน เด็กสาวรู้สึกงุนงงอย่างยิ่ง ปกติพี่ชายไม่ขับรถยนต์มาโรงเรียนเอง แต่จะให้คนรถที่บ้านมารับส่ง คาดว่าเมื่อเที่ยงวันนี้อีกฝ่ายคงกลับบ้านไปเอารถ แต่เขาจะคิดไปไหนของเขา ที่แท้เกิดเรื่องอะไรกันแน่ ?
“ พี่ใหญ่....”
“ อย่าเพิ่งถามได้มั้ย..” มาซาอิชิงพูดตัดบทพลางสตาร์ทรถ
“ แล้วของที่ห้องเรียนล่ะคะ ”
“ ช่างเถอะน่า...” เขาออกรถแล้วเหลียวหน้ามองน้อง น้ำเสียงอ่อนโยนขึ้น
“ อย่าห่วงเลย..ทุกอย่างพี่รับผิดชอบเอง.. รึว่าเธอไม่ไว้ใจพี่แล้ว ? ”
ซายูริรีบสั่นศีรษะปฏิเสธ มาซาอิจึงบึ่งรถออกจากเขตตัวเมือง

อีกด้านหนึ่ง......
ที่คฤหาสถ์ตระกูลโทชิกาวา….
ดร.ยามากิพอกลับถึงบ้าน โมริก็รีบสะอึกกายเข้ามารายงาน
“ คุณผู้ชายทราบมั้ยคะ..ว่าคุณมาซาอิเป็นอะไรไป ตะกี้กลับมาถึงบ้านก็ไม่พูดไม่จา รีบเก็บเสื้อผ้าของตัวเองกับของคุณหนูซายูริใส่รถ จากนั้นก็ผลุนผลันจากไป ดิฉันถามว่าเกิดอะไรขึ้น เขาก็บอกว่า ให้มาถามคุณเอาเอง..”
“ ว่าไงนะ " ดร.ยามากิโพล่งอย่างตกใจ ".. เขาเอาเสื้อผ้าของซายูริไปด้วย ? ”
โมริพยักหน้างุนงง
“ ค่ะ..! ”
“ แล้วทำไมพี่ไม่ห้ามไว้ก่อน ” เขากล่าวอย่างรุ่มร้อนใจ “ เด็กคนนี้กำลังจะทำอะไรของเขากันนะ ไม่รู้จักคิดเอาเสียเลย เรื่องชักจะยุ่งไปกันใหญ่แล้ว..”
“ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่คะ...? ”
ดร.ยามากิไม่ตอบ รีบหมุนโทรศัพท์ไปที่สำนักงานทนายความประจำตระกูลทันที
“ คุณทาชิมูระ ผมมีเรื่องด่วนจะปรึกษา มาหาผมที่บ้านเดี๋ยวนี้เลยนะ ..”

เย็นมากแล้ว...
บนถนนทางหลวงมุ่งสู่เมืองโยโกฮาม่า…..
“ พี่ใหญ่คะ..นี่ ถ้าคุณพ่อรู้ว่าพวกเราหนีมาเที่ยวไกลขนาดนี้ กลับไปคงต้องโดนดุแน่เลย กลับบ้านเถอะค่ะ หนูหิวข้าวแล้วล่ะ ”
มาซาอิจึงค่อยได้คิด ขับรถพลางหันมาถาม
“ หิวมากมั้ย..? ทนสักนิดนะ ข้างหน้าคงจะมีร้านอาหาร.. ”
“ แล้วนี่พวกเราจะไปไหนกันแน่คะ ? ”
“ ไม่รู้สิ แต่ไม่ต้องกลัวนะข้างถนนมีป้ายบอกทางรับรองไม่หลงหรอก ก็ไหนเธอบอกว่าอยากเที่ยวไกลๆไงล่ะ จำได้มั้ย เมื่อตอนซัมเมอร์ที่ผ่านมา พวกเราก็ขับรถออกจากตัวเมืองไปเรื่อยๆ กางแผนที่ดูเส้นทาง ตรงไหนวิวสวยก็หยุดรถลงถ่ายรูป พอฟ้ามืดค่ำก็จอดรถที่ริมทะเลสาป กางเต๊นท์ก่อกองไฟย่างบาบีคิว แล้วนอนค้างคืนกันที่นั่น พอรุ่งเช้าเราก็ขับรถกลับบ้าน..”
“ ทำไมจะจำไม่ได้คะ วันนั้นสนุกที่สุดเลย ”
“ พี่เอากล้องถ่ายรูปมาด้วย แต่ลืมเตรียมของกิน.. เอ๊ะ.. ดูเหมือนข้างหน้าจะมีร้านขายของนะ เราลองแวะไปดูกันมั้ย เผื่อมีพวกอาหารกระป๋องขาย....”
ทั้งสองจอดรถแวะลงไปซื้ออาหารแห้งพร้อมกับถามเส้นทางจากคนขาย ทราบว่าข้างหน้ามีทะเลสาปอยู่แห่งหนึ่ง มาซาอิขับรถไปตามเส้นทางที่ได้รับคำแนะนำ พอดีฟ้ามืดค่ำจึงจอดรถบนชายหาด ทั้งสองหากิ่งไม้แห้งก่อกองไฟอุ่นอาหาร หลังจากกินอิ่มหนำค่อยช่วยกันกางเต๊นท์
ซายูริเอากล้องถ่ายรูปออกมาผลัดกันถ่ายรูปให้กัน บางครั้งก็ตั้งกล้องอัตโนมัติถ่ายรูปคู่เป็นที่สนุกสนานลืมเลือนเรื่องต่างๆไปชั่วขณะ

คืนนี้เป็นคืนข้างแรม...
ฟ้าใสไร้เมฆ เห็นจันทร์เสี้ยวแขวนอยู่บนท้องฟ้า รอบข้างดาษดื่นไปด้วยดวงดาวใหญ่น้อยระยิบระยับ ทั้งสองนอนหงายบนชายหาด ชี้ชวนดูดาวผลัดกันเล่นทายชื่อดวงดาว
ซายูริชี้นิ้วไปที่ดาวสีน้ำเงินดวงหนึ่ง
“ พี่ดูดาวดวงนั้นสิ สีสวยจังเลยนะ ไม่รู้ว่ามันจะอยู่ไกลไปขนาดไหน และที่นั่นจะมีคนอาศัยอยู่เหมือนดาวโลกของเรามั้ยนะ..? ”
“ คงไม่มีแน่นอน...”
“ รู้ได้ไง...? “
“ ลืมไปแล้วเหรอ...ที่เราเห็นดาวกระพริบได้นั้นน่ะ แสดงว่ามันต้องเป็นดาวฤกษ์ แล้วดาวฤกษ์ที่มีความร้อนสูง ที่นั่นจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ยังไง..”
“ เออจริงด้วยสิ แต่มันก็น่าจะมีดาวเคราะห์เป็นดาวบริวารนะคะ บนดาวเคราะห์ของมันก็อาจมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ก็ได้ โตขึ้น..หนูอยากเป็นนักบินอวกาศจังเลยค่ะ ถ้าสามารถได้ขับยานออกไปเที่ยวนอกโลกคงสนุกดีเนอะ...”
“ ความฝันเธออาจเป็นความจริงก็ได้ ปีหน้าตอนสอบเข้ามหา’ ลัย ก้อเลือกเข้าคณะวิศวะสิ จากนั้นสอบเข้าเรียนต่อ ที่สถาบันวิจัยอวกาศ คนเรียนเก่งๆอย่างเธอ คงสอบเข้าได้อยู่แล้ว..”
“ แต่ว่า...ถ้าบนยานลำนั้น ไม่มีพี่ขับไปกับหนูด้วย มันก็ไม่สนุกสิคะ...”
มาซาอิลุกขึ้นนั่งมองหน้าน้อง ยื่นมือขยี้ผมเธอเล่นด้วยความรักเอ็นดู
“ เธอเนี่ยเมื่อไหร่จะโตซะทีนะ ต้องให้พี่ตามเป็นพี่เลี้ยงเธอไปจนแก่รึไง..”
“ ก็จนกว่าพี่จะเบื่อหนูน่ะค่ พี่ใหญ่คะ..หนูถามจริงๆ หนูทำให้พี่รำคาญมากมั้ย ”
“ เด็กโง่...” เขาหัวเราะ ปกปิดความรู้สึกปวดร้าวลึกๆภายในใจ
คำพูดของบิดายังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท
…เราต้องยอมรับความจริง ซายูริไม่ใช่ของๆเรา..!
เขายอมรับว่าตนเองรักและหวงน้องสาวคนนี้มาก แต่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าเขาจะรักเธอมากมายถึงเพียงนี้ หรืออาจเป็นเพราะเขาพบว่า เขากำลังจะสูญเสียเธอไป มันช่างเป็นเรื่องที่นึกไม่ถึงและกระทันหันจนตั้งตัวไม่ติด จนบัดนี้เขาก็ยังคงไม่อาจทำใจยอมรับความจริงนั้นได้
เขาอยากให้เรื่องที่ได้ยินมาเมื่อตอนบ่ายนั้นเป็นเพียงความฝัน ทั้งคาดหวังว่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นความเข้าใจผิด
“ พี่ใหญ่..คิดอะไรอยู่เหรอ ทำไมเงียบไปล่ะคะ.. ”
“ ซายูริ... พี่สั่งให้เธอมากับพี่ เธอก็มาแต่โดยดี รู้มั้ย..พี่พาเธอโดดเรียน พาเธอหนีเที่ยว..พี่ทำไม่ถูก กลับไปอาจโดนทำโทษ ..เธอมากับพี่ทำไม ? ”
คนเป็นน้องยิ้มพลางตอบเสียงอ้อน “ ก้อน้องที่ดีก็ต้องเชื่อฟังพี่ชายมิใช่เหรอคะ...? ”
“ หมายความว่า..ถ้าพี่สั่งให้เธอทำอะไร เธอก็ยินดีเชื่อฟังทุกอย่างใช่มั้ย..”
“ ใช่ค่ะ..”
“ แล้วถ้าพี่จะไม่กลับบ้านอีกแล้ว... เธอจะไปด้วยกันกับพี่มั้ย..? “
ซายูริรับฟังจนงุนงง เพ่งตามองหน้าพี่ชายนิ่งงัน
แสงจากกองไฟสะท้อนอยู่ในประกายตาคู่นั้น ดูเศร้าสร้อยหดหู่อย่างไม่เคยเห็นมาก่อน พริบตานั้นพลันฉุกคิด ถึงกับลอบสะท้านใจขึ้นมามิได้
...ต้องเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับเขาแน่ๆ ....รึว่า.. ?
ในใจครุ่นคิด ปากเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
“ พี่คะ..เกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอ ? ”
“ เมื่อตอนบ่าย..พี่ทะเลาะกับคุณพ่อมา...”
เขากอดเข่าแล้วพูดเสียงห้วนๆ โดยไม่มองหน้า สายตาเหม่อมองออกไปกลางทะเล
“ … เขาไล่พี่ พี่ก็เลยออกมาจริงๆซะเลย ”
“ คุณพ่อคงพลั้งปากเพราะโมโหไปมั้งคะ คงไม่ได้ตั้งใจจะไล่จริงๆหรอก แต่เอ..คุณพ่อไม่เคยโมโหรุนแรงยังงี้นี่นา แล้วพี่ทะเลาะกับคุณพ่อเรื่องอะไรเหรอคะ..”
“ เรื่องไม่เป็นเรื่องน่ะ เธออย่าถามได้มั้ย ว่าแต่ที่ถามเธอตะกี้ ตกลงจะไปกับพี่มั้ย....? ”
“ พี่ใหญ่คะ… ” ซายูริพยายามเรียกเตือนสติของเขา
มาซาอิยื่นมือมายึดกุมมือของเธอไว้แน่น
“ เธอไม่ต้องกลัวหรอกนะ พี่ดูแลเธอได้และก็จะสัญญาดูแลเธออย่างดีด้วย...พี่ทำได้ ”
“ พี่ใหญ่..อย่าวู่วามสิคะ คิดดีๆก่อน พวกเรายังเด็กอยู่เลยนะ จะไปทำอะไรได้ ”
“ เธอกลัวความยากลำบากเหรอ..? ”
“ ไม่..หนูไม่กลัว..เพียงแต่หนูไม่อยากให้พี่ทำลายอนาคตของตนเอง..”
“ รวมทั้งอนาคตของเธอด้วยใช่มั้ย...? ”มาซาอิแค่นเสียงประชด
“ ไม่นะ..หนูไม่เคยคิดอย่างนั้น..จริงๆนะคะพี่ ”
“ ซายูริ..” น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนลงอีกครั้ง “….เธอต้องอยู่ข้างฝ่ายพี่นะ อย่าลืมว่า..พวกเราไม่เคยแยกห่างกัน ไม่เคยทอดทิ้งกันมาก่อน เราทำอะไรก็ทำด้วยกันมาตลอด ... พี่ให้สัญญาต่อไปนี้ พี่จะตามใจเธอทุกอย่าง..”
ซายูรินิ่งอึ้งไม่ทันได้ตอบ มาซาอิจึงสรุปเอาเองว่าเธอตกลง ยิ้มพลางกล่าวอย่างอารมณ์ดี
“ เกือบลืมไป..จำเพลงที่เราช่วยกันแต่งวันนั้นได้มั้ย พี่แต่งใส่เนื้อร้องเสร็จแล้วนะ อยากฟังมั้ยล่ะจะร้องให้ฟัง...”
“ จริงเหรอคะ..หนูนึกว่าพี่ยังไม่แต่งต่อ ก้อเลย...แอบแต่งเนื้อร้องไว้เองเหมือนกัน..”
“ ดีจัง งั้นเธอร้องเพลงที่เธอแต่งให้พี่ฟังซิ...”
“ ไม่เอา..พี่ร้องเพลงของพี่ให้หนูฟังก่อนดีกว่า ”
“ ก้อได้..! ” มาซาอิลุกไปหยิบกีตาร์ในกระโปร่งหลังรถออกมา นั่งลงข้างๆ กองไฟกรีดดีดกีตาร์ขึ้นเป็นทำนองเพลงมาก่อน จากนั้นขับร้องเพลงด้วยเนื้อร้องในภาษาญี่ปุ่น ซึ่งเขาได้แต่งขึ้นมาเอง ....
“ ... สุดฟ้าสุดแผ่นดินแม้สิ้นหนทาง
จับมือจูงน้องเดินเคียงข้าง ไม่ยอมห่างไปไหน
ลมหิมะเหน็บหนาว จะขอกอดเจ้าเอาไว้
ในอ้อมแขนอบอุ่นละไม ขับเพลงกล่อมน้องนิทรา
ด้วยรักและห่วงใย ด้วยหัวใจที่ผูกพัน
ด้วยชีวิตและวิญญาณ เฝ้าอภิบาลเจ้าเรื่อยมา
จากเล็กจวบใหญ่ ไม่ยอมให้คลาดสายตา
ขอปกป้องเจ้าด้วยชีวา..นี่คือคำสัญญาจากดวงใจ…
…. แม้กาลจะผ่าน…เนิ่นนานเพียงไหน …
ขอเจ้าจงมั่นใจ… ว่าพี่ชายคนนี้ …จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง…”

ท่่วงทำนองเมโลดี้ที่ไพเราะ เนื้อเพลงที่อบอุ่นซาบซึ้งกินใจ แต่มิทราบเพราะเหตุใด ซายูริกลับรู้สึกว่าน้ำเสียงของเขาฟังดูเศร้าพิกล หวนนึกถึงความดีของพี่ชาย นึกถึงตนเองที่ต้องไปจากเขา ความโหยหาอาลัยและปวดร้าวพลันรุมเร้าประดังเข้ามาอีกครั้ง จนแทบมิอาจสะกดกลั้นน้ำตาไว้ได้
มาซาอิเพิ่งร้องจบประโยค “ ..พี่ชายคนนี้จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ” ซายูริพลันล้มตัวเข้าไปกอดเขาไว้แนบแน่น ลอบซับน้ำตากับอกเสื้อของเขาอย่างเงียบงัน
“ ขอบคุณค่ะพี่..เพลงนี้เพราะมากเลย ขอบคุณค่ะ..”
มาซาอิอยากจะยื่นมือเข้าไปกอดเธอไว้แต่ใจก็มิกล้า เขากลัวใจตนเองจะไม่มีความเข้มแข็งเพียงพอ อาจเปิดเผยพิรุธออกมาให้เธอสงสัย
“ นี่ก็ดึกแล้ว..ง่วงนอนรึยัง ”
เขาปั้นรอยยิ้มถามอย่างเอาใจ ซายูริสั่นศีรษะ ฝืนหน้ายิ้มร่าเริงแจ่มใส
“ หนูยังไม่ง่วง พี่อุตส่าห์แต่งเพลงนี้ให้หน ู งั้นเพลงของหนู ก็ขอมอบให้พี่ก็แล้วกันนะคะ พี่เล่นกีต้าร์ทำนองเดิมนะ หนูจะร้องเพลงให้พี่ฟัง...”
เขาพยักหน้า กรีดนิ้วบนสายกีต้าร์เล่นโน๊ตเพลงเดิมอีกครั้ง ซายูริมองหน้าพี่ชาย รู้สึกลำคอตีบตันร้องไม่ออก มาซาอิถามว่า..เป็นอะไรไป เธอรีบปฏิเสธแล้วขอให้เขาเล่นอินโทรเพลงให้ใหม่ค่อยร้องเพลงด้วยเนื้อร้องที่เป็นภาษาอังกฤษ
“ ....มือใครหนอที่ส่งมาจูงฉันเดิน
เสียงใครหนอกล่อมฉันเพลินยามหลับฝัน
ยิ้มใครหนอ เปี่ยมด้วยรักและผูกพัน
ใครกันหนอ อยู่ใกล้ฉัน ตลอดมา…

ต่อให้กาล พ้นผ่านนานแค่ไหน
ต่อให้ต้องจากกันไกลสุดขอบฟ้า
ต่อให้โลกดับสิ้นลงในพริบตา
ไม่ลืมว่า เขาคนนั้น พี่ฉันไง

…..อยากจะบอกความในใจให้พี่รู้
อยากจะอยู่กับพี่ชายไม่ไปไหน
หากอดีตที่ผ่านนั้นคือฝันไป
จะหลับไหล ไม่ขอตื่นจากนิทรา….

แม้ความจริงเป็นเช่นไรใจไม่เปลี่ยน
กายจากไป ใจว่ายเวียนคนึงหา
สิบสี่ปีความผูกพันนั้นตรึงตรา
คงโหยหา…แต่พี่ชายที่แสนดี….”

ซายูริร้องถึงตอนท้ายก้อนสะอื้นพลันแล่นขึ้นมาจุกในลำคอไม่อาจกล้ำกลืนต่อไปได้อีก มาซาอิก็ไม่สามารถเล่นกีต้าร์ได้ต่อไป เพ่งตามองหน้าน้องสาวอย่างตะลึงลาน
“ ทำไม..แต่งเนื้อเพลงแบบนี้ หรือว่า…เธอรู้เรื่องนั้นแล้ว..”
ซายูริถึงกับใจสั่นวะวาบ...
..หรือว่าความจริงได้ถูกเปิดเผยออกมาแล้ว ?
นั่นสินะ..ทำไมเธอเพิ่งนึกออก..
นอกจากเรื่องนี้แล้ว ยังมีเรื่องไหนอีกที่ทำให้วันนี้เขาดูแปลกๆไป...?!
“ พี่ใหญ่...”
ซายูริน้ำตาทะลักจากเบ้า ก้มหน้าสะอื้นออกมา “ ทำไม ..ทำไมต้องเป็นแบบนี้...ทำไมคะ ”
“ ซายูริ.. ”
มาซาอิเหวี่ยงกีต้าร์ในมือไปด้านข้าง ค่อยดึงร่างอีกฝ่ายเข้ามากอดในอ้อมแขนกล่าวเสียงสั่นสะท้าน
“ ไม่นะ..พ่อโกหกพวกเรา..เธอเป็นน้องสาวของพี่..พี่ไม่ยอมให้ใครมาเอาเธอไปไหน พี่ไม่ยอมเด็ดขาด ”
“ พี่ใหญ่..หนู.... ”
“ ไม่ต้องกลัว......” น้ำเสียงเขาสั่นเล็กน้อย หากแต่พยายามปลุกปลอบความเข้มแข็งทั้งมวลที่มีอยู่ เค้นเสียงกล่าวปลอบโยนน้อง ราวกับไม่มีเรื่องใดเกิดขึ้น
“ อย่าร้องไห้นะคนดี...ตราบใดที่พี่ยังอยู่...พี่ให้สัญญานะ พี่จะไม่ให้ใครพาเธอไปจากพี่ เธอเป็นน้องของพี่ พวกเราจะไม่แยกจากกันไปไหน อย่างเด็ดขาด...พี่ให้สัญญา ..”

ฟ้าเริ่มสาง...
สุดขอบทะเลเบื้องหน้าเห็นเป็นเส้นสีเข้มอยู่ริมขอบฟ้า น้ำทะเลสะท้อนประกายเป็นสีเงินยวง พื้นนภาหลากสีดั่งภาพวาด นับเป็นจิตรกรรมธรรมชาติยามรุ่งอรุณอันงดงาม
ซายูริลืมตาตื่นขึ้นมา พบว่าตนเองยังคงเอนพิงศีรษะอยู่บนไหล่ของพี่ชาย ไม่ทราบว่าเมื่อคืนเคลิ้มหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ มาซาอิยังไม่ตื่น แขนขวาโอบน้องไว้ไม่ยอมห่าง ราวกับกลัวจะมีใครมาพรากอีกฝ่ายจากไปก็ไม่ปาน
ซายูริช้อนตาขึ้นมองใบหน้าเขา หวนนึกถึงเพลงที่เขาร้องให้ฟังเมื่อคืน ในใจรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก ถึงกับอยากนอนหลับอยู่ในท่านี้ตลอดไปนานเท่านาน ….

…….ลมหิมะเหน็บหนาว จะขอกอดเจ้าเอาไว้
ในอ้อมแขนอบอุ่นละไม ขับเพลงกล่อมน้องนิทรา
ด้วยรักและห่วงใย ด้วยหัวใจที่ผูกพัน
ด้วยชีวิตและวิญญาณ เฝ้าอภิบาลเจ้าเรื่อยมา…..

เวลานั้นเห็นเขาขยับตัวเล็กน้อย ลืมตาก้มมองเธอแล้วยิ้มทักทาย
“ ตื่นนานแล้วเหรอ เป็นไงเมื่อคืนนอนหลับมั้ย ? ”
ซายูริผละจากวงแขนของเขา ขยับนั่งตัวตรง “ หลับค่ะ...หนูพิงพี่ทั้งคืน..เมื่อยมั้ยเนี่ย.. ”
เขาทุบนวดไหล่ตนเองเบาๆ ยิ้มแล้วสั่นศีรษะ
“ นิดหน่อยไม่เป็นไรหรอก พี่เห็นเธอกว่าจะหลับได้ก็ดึกแล้วก็เลยไม่อยากปลุก จริงสิ..หิวรึยัง..? ”
“ ยังค่ะ..พี่ดูสิคะ โอ..นั่นพระอาทิตย์กำลังขึ้นดูสิคะ..สวยจังเลย ”
พลางฉุดแขนพี่ชายลุกวิ่งไปดูข้างล่าง ทั้งสองจูงมือเดินเล่นเลียบริมชายหาด จนอาทิตย์ลอยสูง ค่อยกลับมาช่วยกันเก็บเต๊นท์แล้วเดินกลับไปที่รถ
เวลานั้นมีอันธพาลสามคนเดินหาเหยื่อผ่านมาทางนี้ เห็นหนุ่มสาวทั้งสองยังอยู่ในชุดนักเรียนมัธยมปลาย เอารถยนต์มากันตามลำพัง ดูท่าทางคงเป็นลูกคนมีเงินทั้งคู่ อย่าว่าแต่เด็กสาวคนนั้นหน้าตาหมดจดน่ารักในใจต้องลอบรู้สึกยินดี
หันหน้าพยักพะเยิดให้กันอย่างเป็นความหมายที่เข้าใจ แล้วเดินตรงเข้าไปหาคนทั้งสอง ค่อยชักมีดปลายแหลมออกมา
“ ถ้าไม่อยากเจ็บตัว ยกมือขึ้นแล้วอยู่เฉยๆ ”
“ พวกแกต้องการอะไร ? ” มาซาอิแค่นเสียงถาม สีหน้าหาหวั่นกลัวไม่
อีกคนหนึ่งแสยะยิ้มอย่างชั่วร้าย
“ ก้อรถของแก เงินทองของแก เอาเป็นว่าเอาทุกอย่างก็แล้วกันรวมทั้งน้องสาวคนสวยคนนี้ด้วย อ้อ..ไม่เอาอย่างเดียวคือตัวแก ไอ้น้องชาย...ถ้าไม่อยากตายละก้อ ถอดสร้อยคอนาฬิกาออกมาแล้วไสหัวไป..”
“ พวกแกนะสิ..ไสหัวไป ”
คนที่สามท่าทางวู่วามกว่าเพื่อน พอฟังก็ตวาดใส่มาซาอิพร้อมกับต่อยหมัดออกมาด้วยโทสะ แต่มิคาดอีกฝ่ายไม่ใช่หมูดังที่มันคิด พอมาซาอิก้มหลบวูบ หมัดนั้นจึงพลาดต่อยใส่อากาศแทน ซายูริรีบสะอึกกายเข้ามาหมายจะช่วยพี่ชาย
“ ถอยไป...พี่จัดการเอง เธออยู่เฉยๆข้างๆเถอะนะ.. ”
มาซาอิร้องสั่ง เห็นอันธพาลคนเดิมที่ลงมือพลาดเมื่อครู่ พลันชักมีด กระซวกแทงเข้ามาใหม่ แต่ก็ถูกเขาเตะใส่ข้อมือจนมีดหลุดกระเด็น อีกสองคนเห็นเพื่อนพลาดท่า จึงพากันกระโดดเข้ามาช่วยกลายเป็นสามรุมหนึ่ง
ซายูริฝึกซ้อมฝีมือกับพี่ชายอยู่เป็นประจำ ทราบดีว่า แม้เปลือกนอกเขาไม่ค่อยชอบมีเรื่องชกต่อยกับใคร แต่แท้จริงแล้วมาซาอิก็เป็นผู้มีวิชาฝีมือในการต่อสู้อยู่ในระดับเยี่ยมทีเดียวคนหนึ่ง
กระนั้น..อย่างไรก็ตามก็อดเชียร์อยู่ด้านข้างด้วยความเป็นห่วงมิได้
มาซาอิมีความคับแค้นใจเก็บกดซ่อนอยู่เต็มอก เช้าวันนี้ค่อยพบที่ระบาย จึงลงมือชกต่อยอย่างไม่ยับยั้ง ใช้ทั้งวิชาคาราเต้ผสมกังฟู เล่นเอาอันธพาลทั้งสาม ถึงกับร่วงลงไปนอนกับพื้นอย่างสะบักสะบอม
ซายูริต้องเข้ามาห้ามให้พอก่อน เพราะกลัวทั้งสามจะช้ำในตายคามือพี่ชาย พวกมันพอลุกขึ้นตั้งหลักได้ ก็ไม่รอให้โดนไล่ รีบโกยแน่บวิ่งหนีไปทันที
“ วันนี้พี่ชายเก่งจังเลย รู้มั้ย… ” กล่าวพลางล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาซับเช็ดเหงื่อให้เขา
“ ว่าแต่ทำไมถึงเอาซะหนักยังกับเคยแค้นกันมาเป็นสิบปียังงั้นล่ะคะ ?..”
มาซาอิมองหน้าน้อง คิดจะกล่าวอะไร พลันหันขวับไปทางพุ่มไม้ด้านขวามือ
“ นั่นใคร ? ”

คนหลังพุ่มไม้พอถูกเรียกจึงสาวเท้าเดินออกมา เห็นฝ่ายตรงเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาเกลี้ยงเกลาแจ่มใส สวมใส่เสื้อกางเกงชุดฝึกซ้อมยูโดสีขาว คาดรัดเอวด้วยสายรัดสีดำ
ที่แท้ อีกฝ่ายออกมาวิ่งยามเช้า พอดีผ่านมาพบเจอการต่อสู้เมื่อครู่นี้ ตอนแรกเห็นมาซาอิถูกสามรุมหนึ่งความจริงคิดเข้าช่วยเหลือ แต่ต่อมาพบว่าอีกฝ่ายลงมือแคล่วคล่อง ไม่มีท่าทีเป็นรอง ดังนั้นจึงเปลี่ยนเป็นแอบซุ่มดูอยู่หลังพุ่มไม้แทน
“ ฝีมือคุณเยี่ยมมากจริงๆ ไม่ทราบว่าคุณเป็น ศิษย์สำนักไหนเหรอ..? ”
เสียงทักถามกระตือรือล้น สีหน้าเลื่อมใสจริงใจ สองพี่น้องดูออกว่าอีกฝ่ายไม่มีท่าทีมีประสงค์ร้าย คาดว่าคงผ่านทางมาจริงๆ ท่าทีแข็งกร้าวในตอนแรก จึงค่อยผ่อนคลายลง
“ ผมไม่เคยเห็นพวกคุณเลย ท่าทางคงไม่ใช่คนแถวนี้ใช่มั้ยครับ ผมไม่ใช่คนร้ายหรอกนะ อย่ามองผมด้วยสายตาแบบนั้นสิ.. อ้าว...แนะนำตัวก่อนก็ได้ ผมชื่อ..เองาดะ ชินตะ พวกคุณจะเรียกชื่อผมตรงๆว่าชินตะเลยก็ได้เป็นกันเองดี บ้านของผมอยู่ไม่ไกล นั่นไง..ที่เชิงเขาตรงโน้นไง เอาละนะ ผมก็แนะนำตัวแล้ว.. คราวนี้ก็ถึงทีพวกคุณบ้างล่ะ..? ”
รอยยิ้มที่ดูซื่อๆเป็นมิตร ทำให้สองพี่น้องอดยิ้มตอบรับไมตรีจิตต่ออีกฝ่ายมิได้
“ ผมชื่อ มาซาอิ..”
ไม่รอให้พี่ชายพูดต่อ ซายูริก็ชิงแนะนำตัว “ ส่วนฉันชื่อซายูริค่ะ พวกเรามาเที่ยวและอยากจะดูพระอาทิตย์ขึ้นกัน ที่นี่วิวสวยนะคะ..”
“ อ๋อ..แล้วมาจากไหนกันเหรอ...? ”
“ โตเกียว..”
“ ฮ้า...” ชินตะอุทาน “..นี่อุตส่าห์มาดูพระอาทิตย์ขึ้นถึงที่นี่เลยเรอะ..”
“ แล้วไง.. ? ” มาซาอิฉุนเล็กน้อยขมวดคิ้วแค่นเสียงถาม
ชินตะกลอกตาวูบมองคนทั้งสองคล้ายขบคิดเข้าใจอะไรบางอย่างได้อย่างรวดเร็ว ยิ้มพลางรีบสั่นศีรษะไม่ได้ถามต่ออีก ซายูริก็ไม่ได้ฉุกใจคิดว่าโดนเข้าใจผิดเป็นอย่างอื่น
“ จริงสิ..คุณเป็นคนแถวนี้คงทราบสิว่า ใกล้ๆมีร้านอาหารที่ไหนบ้าง ? ”
“ หิวแล้วเหรอ..? ” มาซาอิหันมาถาม
เด็กสาวพยักหน้าพลางเอามือลูบท้องตนเอง
“ เอายังงี้ก็แล้วกันนะ ” ชินตะเอ่ยชวน
“ พวกคุณเดินทางมาไกล งั้นไปทานข้าวแล้วอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้านผมก็แล้วกัน ไม่ต้องเกรงใจนะ คุณพ่อกับพี่สาวผมใจดีหรอก...”

มาซาอิชวนเพื่อนคนใหม่ขึ้นรถ ขับไปที่บ้านของอีกฝ่ายตามที่ชินตะชี้บอกเส้นทาง ระหว่างสนทนากันในรถ ชินตะพูดมากนิสัยร่าเริงขี้เล่นอีกทั้งมีน้ำใจ ดังนั้นทั้งสามจึงสนิทสนมพูดคุยถูกคอกันอย่างรวดเร็ว
จากคำบอกเล่าของชินตะ ที่แท้เขาเป็นลูกชายคนเล็กของอาจารย์เองาดะ โกริสึ แห่งสำนักชูริว ซึ่งเปิดสำนักสอนอยู่ภายในเมืองนี้
ซายูริสนใจเรื่องนี้มานานแล้ว จึงซักถามอย่าง กระตือรือล้น ชินตะก็บอกให้ฟังโดยไม่ปิดบัง ว่าสำนักชูริวเป็นสำนักที่ถ่ายทอดวิชาการต่อสู้ แบบญี่ปุ่นซึ่งสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนแล้ว พ่อของเขาเป็นเจ้าสำนักคนปัจจุบันรุ่นที่สิบสอง บรรพชนของเขาเคยเป็น ซามูไรคนสนิทของโชกุนคนหนึ่งทีเดียว
“ เรื่องของเธอสนุกจังเลยนะ ”
ซายูริกล่าวชมอย่างสนใจ มาซาอิไม่ได้พูดหากแต่นึกอยู่ในใจ
… เสียก็แต่ขี้โม้มากไปหน่อย….
“ เธอเป็นถึงลูกชายเจ้าสำนักเอง คงมีฝีมือไม่เบาใช่มั้ย..” เด็กสาวคนเดียวในรถถามต่อ
ชินตะตอบแบบเขินๆ “ ก็ไม่เท่าไหร่หรอก ฉันยังต้องฝึกอีกนานกว่าที่ตามทันพี่สาวและศิษย์พี่คนอื่น อ้อ..ลืมบอก พี่สาวฉันชื่อเอริ เห็นสวยๆอ้อนแอ้นยังงั้น แต่ฝีมือเฉียบขาด ดังนั้นป่านนี้ก็เลยยังไม่มีผู้ชายหน้าไหนมากล้าจีบสักราย.. ”
ซายูริอดหัวเราะมิได้
“ นี่เธอชมรึว่านินทาพี่สาวกันแน่ คอยดูนะฉันจะบอกพี่เอริ.. ”
“ เฮ้ย..! อย่านะ....” ชินตะร้องเสียงหลง
มาซาอิพลอยหัวเราะหึหึไปด้วยอีกคน....!

สำนักชูริว....
สถานที่นี้ปลูกสร้างอยู่เชิงเขาใกล้ทะเล ภายในมีอาณาบริเวณกว้างขวางปลูกต้นไม้ร่มรื่น รอบๆก่อรั้วสูง ตัวบ้านสร้างในรูปทรงโบราณ คงสภาพชีวิตความเป็นอยู่แบบดั้งเดิมไว้
ชินตะนำทางคนทั้งสองมาถึงลานสนามหน้าสำนัก แลเห็นมีเด็กหญิงชายหลายคนอยู่ในชุดฝึกสีขาว อายุตั้งแต่เจ็ดแปดขวบ จนถึงสิบห้าสิบหกปี เข้าแถวเรียงกันหลายแถวฝึกซ้อมเตะต่อย ออกท่าออกทางอยู่กลางสนาม โดยมีหญิงสาวคนหนึ่งคอยควบคุมการฝึกซ้อมอยู่
หญิงสาวดูไปอายุประมาณยี่สิบปีรูปร่างหน้าตาสะสวย สีหน้าเคร่งขรึมท่าทางเข้มงวดเฉียบขาด พอหันมาเห็นชินตะ สีหน้ายิ่งเคร่งเครียดกว่าเดิม เดินเข้ามาหา
“ ชินตะ นายไปไหนมา ชอบหนีเที่ยวอยู่เรื่อย แล้วนั่นพาใครมาด้วย..”
“ พี่เอริ...นี่เพื่อนใหม่ของผม ไว้หน้าน้องชายหน่อยไม่ได้เหรอ.. ”
ชินตะกระซิบบอกเบาๆ เอริเลิกคิ้วเล็กน้อย หันมามองสองพี่น้อง
“ เสียใจนะตอนนี้คนเต็มแล้ว ไว้ค่อยมาสมัครเข้าเรียนรุ่นต่อไปเถอะ..”
“ พวกเราไม่ได้.. ” มาซาอิบอกไม่ทันจบซายูริก็ชิงพูดขึ้น
“ พี่เอริคะ พวกเราได้ยินชื่อพี่มานาน อยากให้พี่ช่วยสอนวิชาให้ ยังไงก็รับเพิ่มอีกสักสองคนไม่ได้เหรอคะ.. ”
เอริมองหน้าแล้วถามเสียงห้วนๆ “ แล้วเราน่ะชื่ออะไรกันบ้าง ”
“ หนูชื่อซายูริค่ะ..นี่พี่ชายของหนูชื่อมาซาอิ ”
“ อ๋อ...เป็นพี่น้องกันเหรอ… ” เอริพึมพำพลางมองหน้า
ชินตะเบือนเฉไปอีกทางแล้วอมยิ้มอย่างนึกขัน เพราะเข้าใจว่าซายูริกำลังอำพี่สาวของตน
“ มาจากไหนกัน ทำไมยังอยู่ในชุดนักเรียน ”
“ เอ่อ. เรามาจากโตเกียวค่ะ เพราะรีบร้อนมา ก้อเลยยังไม่ทันได้เปลี่ยนชุด ”
หญิงสาวเงียบครุ่นคิด ค่อยเอ่ยขึ้น
“ ก็ได้ เห็นแก่พวกเธอมีความตั้งใจจริง ฉันจะรับไว้เป็นกรณีพิเศษ ไปเปลี่ยนชุดแล้วลงมาที่นี่ ฉันขอดูพื้นฐานพวกเธอก่อน แล้วค่อยทำพิธีไหว้ครูรับศิษย์ ”
“ เดี๋ยวสิพี่...” ชินตะร้องบอก “ พวกเขายังไม่ได้ทานอะไรกันมาเลยนะ ”
“ อ้อ.. งั้นนายช่วยพาสองคนนี้ไปที่โรงครัวนะ ฉันต้องสอนเด็กต่อ ”
สองพี่น้องกล่าวขอบคุณหญิงสาว ชินตะนำทางทั้งสองเลียบสนามไปบนถนนโรยกรวดสี เอริเดินกลับไปที่ลูกศิษย์ที่กำลังฝึกซ้อม แต่ก็อดลอบเหลียวมองมาทางมาซาอิแว่บหนึ่งมิได้

ชินตะเดินนำทางพลางชวนคุย
“ ไม่ต้องกลัวหรอกนะ พี่สาวฉันถึงดุไปหน่อยแต่ก็ใจดีหรอก ”
“ พวกเราน่ะไม่กลัวหรอก ฉันว่าคนที่รู้สึกกลัว น่าจะเป็นนายต่างหากล่ะ..”
มาซาอิพูดสัพยอก ชินตะยักไหล่แล้วยิ้ม
“ ใครบอกว่าฉันกลัว ฉันเป็นน้องสมควรมีสัมมาคารวะต่อพี่สาวสิใช่มั้ย ...”
“ แต่สัมมาคารวะจนหงอยังงี้ก็มีด้วยเรอะ ” ซายูริกล่าวล้อพลางทำท่าทำทาง "หงอ" ประกอบให้ดู
“ อย่ามาแซวกันนะ เกิดฉันเปิดโปงพวกเธอบ้าง แล้วอย่ามาว่ากัน ” ชินตะร้องสวนกลับ
“ เปิดโปงอะไร..? ”
“ ก้อ...เปิดโปงที่เธอโกหกพี่ฉันว่า มาซาอิเป็นพี่ชายเธอนะสิ...”
ซายูริคิดเถียงกลับ แต่ก็นึกขึ้นมาได้ว่าอีกฝ่ายพูดถูก ถึงกับต้องอึ้งไปวูบ มาซาอิชะงักเท้า แค่นเสียงอย่างไม่พอใจ
“ ชินตะ..ซายูริเป็นน้องสาวของฉันจริงๆ นายคิดว่าเธอเป็นอะไรกับฉัน ฉันเห็นว่านายเป็นเพื่อนครั้งนี้จะไม่ถือสา นายอย่าเข้าใจผิดบ้าๆอีกนะ ”
ชินตะรู้สึกเหนือความคาดหมาย หันมองซายูริแล้วอมยิ้ม สีหน้าทอแววกระดากกระเดื่องขึ้น ไม่กล้าพูดมากอะไรอีก รีบพาทั้งสองเข้าสู่โรงอาหาร

หลังรับประทานอาหารเช้ากัรเสร็จ มาซาอิกับซายูริจึงค่อยผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดฝึกซ้อมเดินลงสนามมากับชินตะ เอริจะทำการทดสอบพื้นฐานฝีมือของทั้งสอง จึงสั่งให้ศิษย์คนอื่นๆล่าถอยไปพักผ่อนกัน จากนั้นกวักมือเรียกมาซาอิ
“ นายเข้ามาก่อน....”
เขาชี้นิ้วที่ปลายจมูกตนเอง “… เรียกผมเหรอ ”
“ ใช่...นายลงมือจู่โจมใส่ฉัน จะลงมือยังไงก็ได้..”
“ ไม่ล่ะ..” เขาสั่นศีรษะ “ ผมไม่ชอบลงมือก่อน แล้วผมก้อ..”
พูดไม่ทันจบชินตะก็หัวร่อ “ มาซาอิเขาเป็นสุภาพบุรุษ เขาไม่ลงมือกับผู้หญิงหรอกครับ พี่ใหญ่อย่าประมาทเขานะ นายคนนี้ ฝีมือไม่เลวทีเดียวล่ะจะบอกให้ ”
เอริกล่าวเสียงเย็นชา “ ..ถ้างั้นฉันก็ยิ่งอยากจะประลองกับนายดูสักตั้ง...”
กล่าวจบชิงยื่นมือออกจู่โจมด้วยท่าหมัดปลิดบุปผาอันอ่อนช้อย แต่แฝงความรวดเร็วและดุดัน มาซาอิไม่ทันระวังตั้งตัว ถูกคว้าจับข้อมือขวาบิดไพล่หลัง พลันได้ยินเสียงซายูริร้องเชียร์
“ พี่ใหญ่..สู้ สู้..”
มาซาอิรีบล้มตัวไปกับพื้นตามสภาวะ ดูผิวเผินคล้ายกับเขาถูกสยบจนพ่ายแพ้
มิคาดทันใดนั้น.. เด็กหนุ่มพลันพลิกตัวกลับอย่างรวดเร็ว แขนลื่นไหลหมุนคลายออกจากการถูกบิดไขว้ กลิ้งตัวทอหนึ่งไปบนพื้น มือซ้ายพอยื่นตะปบออก ก็กลับกลายเป็นสองคนอยู่ในท่านั่งจับมือหันหน้าเข้าหากันใกล้ชิด เห็นเอริหน้าแดงวูบ เขาค่อยฉุกใจคิดรีบปล่อยมือทันที
“ ขอโทษ..ผมไม่..”
คำพูด " ไม่ตั้งใจ " มิทันกล่าวจบจากปาก เอริพลันลงมือเข้ามาอีกครั้ง ฟาดฝ่ามือผลักอกของเขาจน หงายหลังล้มกลิ้งไปกับพื้น ซายูริรีบสะอึกกายเข้าไป ประคองพี่ชาย ชินตะหันไปต่อว่าพี่สาวว่าทำไมลงมือรุนแรง มาซาอิรีบบอก
“ ฉันไม่เป็นไรหรอกชินตะ พี่เอริขอบคุณครับที่แนะนำ ผมยอมแพ้....”
“ ใครบอก..นายไม่ยอมสู้เต็มที่ต่างหาก นายทำแบบนี้เท่ากับดูถูกฉันนะ ”
“ พี่เอริ....”
“ ลุกขึ้นมา...เรามาสู้กันใหม่....”
ชินตะรีบเข้ามาห้ามขอร้องให้ยุติแค่นี้ ขณะยังตกลงกันไม่ได้ พลันได้ยินศิษย์คนหนึ่งร้องว่า
“ อาจารย์กลับมาแล้ว...”

ทั้งหมดเหลียวหน้าไปเห็นชายชราร่างผอมแข็งแรง เค้าใบหน้าสุขุมเคร่งขรึมเดินตรงมาทางนี้ ศิษย์ทั้งหลายโค้งคำนับเรียกอาจารย์ ซายูริรีบกระตุกแขนเสื้อพี่ชายให้คำนับตามด้วย อาจารย์โกริสึมองสองพี่น้องแว่บหนึ่งแล้วหันไปถามบุตรี
“ รับศิษย์ใหม่หรือ ? ”
“ ยังค่ะพ่อ ยังอยู่ระหว่างทดสอบฝีมือ ”
ชายชราหันกลับมามองทั้งสองอีกครั้ง หัวคิ้วพลันขมวดขึ้น ดวงตาเพ่งมาตรงกลางอกเสื้อของมาซาอินิ่งฉงน ซายูริมองตามสายตานั้นค่อยพบว่า ที่อีกฝ่ายกำลังจับจ้องมองอย่างสนใจเป็นจี้สร้อยคอโลหะรูปดาวเจ็ดแฉกสีทองล้อมด้วยวงแหวนสีเงินของเขา ซึ่งโผล่ออกมาอยู่นอกเสื้ออันนั้น
จำได้ว่านั่นเป็นของขวัญวันเกิดที่บิดามอบให้พี่ชายตอนเขาอายุครบสิบห้าปี ปกติมาซาอิจะแขวนห้อยคอเก็บใส่ไว้ในเสื้อตลอด เมื่อครู่คาดว่าคงเป็นตอนที่ถูกเอริฟาดผลักจนล้ม สร้อยจึงหลุดโผล่ออกมาห้อยอยู่นอกเสื้อ
“ เธอชื่ออะไร..? ” อาจารย์โกริสึเอ่ยถามขึ้น
“ มาซาอิ ครับ..”
“ นามสกุลล่ะ..? ”
เขาลังเลเล็กน้อยก่อนจะตอบว่า “ โทชิกาวา...โทชิกาวา มาซาอิ... ”
ดวงตาชายชราพลันทอประกายตื่นเต้นยินดีขึ้น
“ พ่อของเธอ..คือ..โทชิกาวา ยามากิ ใช่มั้ย..”
“ ใช่ครับ....”
“ นี่ลูกชายเขาโตขนาดนี้แล้วหรือ..”
อาจารย์โกริสึพึมพำ รอยยิ้มชื่นชมผุดขึ้นที่มุมปาก
“ ได้ยินว่าเขากลับมาญี่ปุ่นแล้ว แต่นึกไม่ถึงว่าเขาจะส่งคุณมาที่นี่ นายน้อย..ขอเชิญข้างในจะดีกว่านะ..”
ไม่ไม่เพียงท่าทีเปลี่ยนไป กระทั่งสรรพนามเรียกหาก็เปลี่ยนเป็นนอบน้อม อย่าว่ามาซาอิที่งุนงง กระทั่งลูกชายหญิงทั้งสอง ก็พลอยปากอ้าตาค้างงงงัน

ภายในห้องโถงโล่งกว้างประตูบานเลื่อน จัดตบแต่งแบบโบราณดั้งเดิม ด้านในสุดยกพื้นสูงเล็กน้อย ปูพรมจัดวางโต๊ะเตี้ย ด้านข้างซ้ายขวาวางฉากกั้นบังตา บนฝาผนังด้านหลังวาดรูปนกใหญ่กระเรียนและพยัคฆ์
อาจารย์โกริสึเชิญมาซาอิและซายูริ นั่งบนเบาะกลมบนพื้นซึ่งยกสูง ส่วนตนเองกับบุตรธิดาและคนในสำนักคนอื่นๆนั่งต่ำลงมา สองพี่น้องรู้สึกขัดเขินใจมิกล้านั่ง
“ นายน้อยทั้งสองมิต้องเกรงใจ บริวารทำเช่นนี้นับว่าสมควรแล้ว..”
“ คุณลุงครับ..พวกเรายังไม่เข้าใจอยู่ดี...”
อาจารย์โกริสึจึงเล่าความหลังให้ฟังว่า ตระกูลโทชิกาวาในอดีตเป็นตระกูลสูงศักดิ์มีอำนาจในบ้านเมือง เจ้าสำนักชูริวเป็นซามูไร ทำงานรับใช้ตระกูลนี้ แต่หลังจากสิ้นยุคซามูไร ญี่ปุ่นเปลี่ยนแปลงการปกครอง คนของตระกูลโทชิกาวาก็ไม่ยุ่งเกี่ยวเรื่องบ้านเมืองอีก ในตอนนั้นได้มอบทรัพย์สมบัติครึ่งหนึ่ง แจกจ่ายให้กับซามูไรในความปกครอง เพื่อเป็นทุนทรัพย์กลับบ้านเกิดประกอบอาชีพ
แต่เจ้าสำนักชูริวทุกรุ่นยังคงยึดมั่นในความภักดี บิดาของตนจึงได้นำผู้จงรักภักดีจำนวนหนึ่ง ก่อตั้งสำนักขึ้นที่นี่ทำการรักษาและสืบทอดวิชาประจำสำนัก แก่ศิษย์รุ่นหลัง รอคอยโอกาสได้รับใช้ตอบแทนพระคุณผู้เป็นนายอีกครั้ง
จี้ห้อยคอที่มาซาอิสวมใส่อยู่นั้น เป็นสัญลักษณ์ของทายาทผู้สืบทอดแห่งตระกูลโทชิกาวา ทั้งยังเป็นปกาศิตที่เคยใช้บัญชาเหล่าซามูไรในอดีต ดังนั้นศิษย์สำนักชูริวทุกคนเมื่อพบเห็นต้องให้ความเคารพห้ามล่วงเกิน
มาซาอิพอได้รับทราบประวัติของจี้สร้อยคออันนี้ ในใจต้องรู้สึกละอายขึ้นมา ตนเพียงทราบจากบิดาว่าตระกูลโทชิกาวาในอดีต เคยรับราชการเป็นขุนนางรับใช้ราชสำนัก แต่ไม่เคยรับทราบความยิ่งใหญ่ของตระกูลตนเองมาก่อน
จำได้ว่าป้าโมริมักพร่ำสอนให้พวกเขาประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ดี อย่าทำตัวเหลวไหลให้เสื่อมเสียชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล เมื่อครั้งที่บิดายอมทิ้งงานทางแอลเอ ซึ่งกำลังก้าวหน้ากลับคืนสู่มาตุภูมิ เพื่อกลับมาทำหน้าที่สืบทอดตระกูลโทชิกาวา เขายังเคยนึกว่าช่างเป็นการตัดสินใจที่โง่เขลาไร้สาระ
บัดนี้เขาเพิ่งเข้าใจ.. ว่าเกียรติศักดิ์ของวงศ์ตระกูลมีคุณค่าและความสำคัญ ฝังอยู่ในจิตวิญญาณของชาวอาทิตย์อุทัยถึงเพียงนี้
แล้วการที่เขาพาซายูริหลบหนีมาแบบนี้….
….เขาใช่ทำถูกต้องแล้วหรือ ?


< โปรดติดตามตอนต่อไป >



จาก : kjb - 05/02/2001 01:10

ข้อความ : I can't see chapter 31 in your web. Where can I found them? ka-lun sa-nook leaw.T-T

จาก : MrT - 05/02/2001 04:13

ข้อความ : พอดีช่วงนั้นที่เวบ http://www.geocities.com/acentharias มีปัญหาบางอย่างทำให้ต้องลงได้แค่ 31 ตอน แต่ตอนนี้ผ่านพ้นไปแล้ว และก็ไม่ได้ไปอัปเดทต่อ

งั้นมาอ่านที่นี่สิคะ http://www.geocities.com/acentharias/acentharia_bb.htm
เพราะลงให้หมดทั้ง 54 ตอนเลย


จาก : kjb - 05/02/2001 09:50

ข้อความ : Thank you. ^-^

จาก : MrT - 06/02/2001 02:15

Comment เกี่ยวกับ Fiction ตอนนี้
ชื่อ :
Email :
ICQ :
โฮมเพจ :
ข้อความ :


Pocket WebBoard Fiction แห่งนี้ใช้บริการของD'Server
Hosted by www.Geocities.ws

1