|
หัวข้อ : Acentharia บทที่ 3 "...พี่ชายที่แสนดี... " ข้อความ : ณ สำนักงานใหญ่บริษัทเซฮารุ ที่โตเกียว ดร.ยามากิเข้าประชุมใหญ่คณะกรรมการบริษัทประจำ ปีของบริษัทเซฮารุ ในฐานะประธานคนใหม่ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดต่างประเทศ ได้แนะนำหุ้นส่วนชาวฮ่องกงคนหนึ่งต่อเขา คนผู้นี้คือผู้ที่ได้กวาดซื้อหุ้นจากหุ้นส่วนรายย่อยหลายราย จนบัดนี้ถือหุ้นไว้ถึงสิบห้าเปอร์เซนต์ ซึ่งเมื่อนับตามจำนวนหุ้นที่ครอบครอง อีกฝ่ายจึงนับว่ามีคุณสมบัติเข้าร่วมคณะกรรมการบริหารของบริษัทอีกผู้หนึ่ง แต่ครั้นพอเขาได้ทราบว่า หุ้นส่วนใหญ่คนนั้นคือเฉินจี่กวง ซึ่งครั้งหนึ่งหมอกั๋วอี้เสียนเคยเอ่ยถึง ทำให้ ดร.ยามากิอดสงสัยนึกถึงเบื้องหลังการกว้านซื้อหุ้นของคนผู้นี้มิได้ จากประวัติที่ได้ให้คนสืบค้นมา.... เฉินจี่กวงปีนี้อายุห้าสิบหกปี ในวัยเด็กลี้ภัยมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ เนื่องจากบรรพบุรุษหลายรุ่นรับราชการเป็นขุนนาง จึงเป็นผู้มีฐานะเดิมที่มีอันจะกินคนหนึ่ง ขณะอายุสิบสองปี ก็กำพร้าทั้งบิดามารดาไม่มีญาติพี่น้องอื่นอีก มีเพียงบริวารที่จงรักภักดีจำนวนหนึ่ง ต่อมาก็เดินทางมาปักหลักอยู่ในฮ่องกง คนๆนี้ฉายแววอัจฉริยะตั้งแต่วัยเยาว์ ไม่เพียงมีความขยันและทะเยอทะยาน ทั้งยังรู้จักใช้คนอย่างชาญฉลาด อายุได้เพียงสิบเจ็ดปี ก็เริ่มมาทำการค้าอาศัยทุนจากกองมรดกก่อตั้งบริษัทเล็กๆขึ้น ในเวลาเพียงแค่สิบปีก็สามารถตั้งหลักฐานในวงการธุรกิจฮ่องกงได้อย่างมั่นคง จนถึงปัจจุบันสามารถขยายกิจการค้าไปหลายประเภท ทั้งยังเข้าร่วมในฐานะหุ้นส่วนใหญ่ในหลายบริษัทของต่างประเทศ กลายเป็นเจ้าพ่อของวงการธุรกิจระดับโลกคนหนึ่ง ในมโนภาพที่เขาเคยนึกวาดไว้ อีกฝ่ายคงเป็นชายจีนแก่ๆ รูปร่างผอมแห้งท่าทางเคร่งขรึมแฝงแววดื้อรั้นถือดี มิคาดว่าตัวจริงของเฉินจี่กวงที่ได้มาพบเห็นในวันนี้ กลับดูไปคล้ายไม่น่าจะถึงวัยห้าสิบด้วยซ้ำ มิเพียงเปี่ยมแววสง่าราศีน่าเลื่อมใส ทั้งยังดูทรงภูมิความรู้และประสบการณ์ ดวงตาหลังแว่นตากรอบทองคู่นั้นทอแววสงบนิ่งอยู่ในทีตลอดเวลา หากแต่ซ่อนคมประกายแห่งอำนาจที่ทำให้ผู้คนรู้สึกมิอาจขัดขืน และมิกล้าล่วงเกิน วันนี้อีกฝ่ายอยู่ในชุดสูทสีเทาเข้ม สง่า ดูภูมิฐาน รูปร่างที่สูงใหญ่และแข็งแรงดุจยังคงอยู่ในวัยฉกรรจ์ บนใบหน้าไร้หนวดเครา เส้นผมจอนข้างหูมีหงอกขาวประปราย ทำให้ดูคมเข้มมีเสน่ห์ไปอีกแบบ คาดว่าในวัยหนุ่มคงต้องเป็นบุรุษที่หล่อเหลามิน้อยคนหนึ่ง ..ทำไมคนๆนี้ช่างคลับคล้ายใครบางคนที่เราเคยรู้จักและคุ้นเคยมาก่อน ? ความคิดนี้แว่บขึ้นในสมองของ ดร.ยามากิในทันทีที่เห็นหน้าอีกฝ่ายเป็นครั้งแรก จากนั้นภาพใบหน้าหล่อเหลา และอ่อนเยาว์ของชายหนุ่มอีกผู้หนึ่งก็ผุดขึ้นมาในมโนภาพ ทำให้เขาพลันรู้สึกหวั่นไหวใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก คนผู้นั้นก็คือเพื่อนรุ่นน้องที่เขารักและสนิทสนมอย่างยิ่งคนหนึ่งในอดีต เพียงแต่ข่าวคราวของอีกฝ่ายหายสาบสูญไปสิบกว่าปีแล้ว อเล็กซ์...! ดร.ยามากิลอบร่ำร้องในใจ หรือว่าคนๆนี้เป็นอะไรกับอเล็กซ์...? อเล็กซ์...เป็นนักศึกษาหนุ่มเชื้อสายจีน ซึ่งเรียนคณะวิศวกรรมในมหาวิทยาลัยเดียวกับเขา อีกฝ่ายเป็นเด็กหนุ่มที่เรียนเก่ง นิสัยน่ารักและอัธยาศัยโอบอ้อมอารีย์มีน้ำใจ เขารู้จัก อเล็กซ์ตั้งแต่อีกฝ่ายยังเรียนอยู่ปีหนึ่ง ทั้งนี้เพราะพวกเขาพักอยู่ในอพาร์ตเมนต์เดียวกัน ขณะนั้นเขาเพิ่งจบแพทย์ทำงานฝึกงานอยู่ที่โรงพยาบาลในมหาวิทยาลัย มีอยู่คืนหนึ่งขณะที่เขากำลังเข้าเวรอยู่ ภรรยาของเขาซึ่งตั้งครรภ์มาซาอิได้เกือบทศมาสอยู่ที่บ้านกันสองคนกับโมริ ได้ถูกคนร้ายลอบเข้ามาใช้ปืนจี้จับมัดไว้ ขณะกำลังกวาดเอาเงินทองของมีค่าอยู่นั้น อเล็กซ์ได้ยินเสียงผิดปกติจึงรีบโทรศัพท์แจ้งตำรวจ จากนั้นปีนหน้าต่างหลังห้อง เข้ามาแย่งปืนต่อสู้กับคนร้าย และจับคนร้ายได้พอดีกับที่ตำรวจรุดมาถึง ตอนนั้นเองภรรยาเขาเกิดเจ็บครรภ์จะคลอด อเล็กซ์ได้ช่วยเหลือจัดการพาส่งโรงพยาบาลเอง และหลังจากวันนั้นเป็นต้นมา อเล็กซ์ก็ไปมาหาสู่กับครอบครัวเขา กลายเป็นเพื่อนที่สนิทกัน ทั้งยังเอ่ยปากขอเป็นพ่อบุญธรรมให้กับมาซาอิอีกด้วย ถึงแม้เขาจะสนิทสนมกับอเล็กซ์ แต่ความเป็นมาและเรื่องราวส่วนตัวของอีกฝ่าย อเล็กซ์ไม่เคยปริปากบอกเขาเลย เขารู้แต่เพียงว่าอเล็กซ์เป็นคนเอเซีย เชื้อสายจีน แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นคนประเทศใดครอบครัวทางบ้านเป็นอย่างไร แม้แต่ชื่อจีนของอีกฝ่ายเขาก็ไม่เคยรู้ เพียงดูจากที่อเล็กซ์เช่าอาศัยในอพาร์ตเมนต์ราคาแพง ความเป็นอยู่เลิศหรูสะดวกสบาย จึงคาดว่าฐานะทางบ้าน คงต้องระดับเป็นผู้มีอันจะกินครอบครัวหนึ่ง ปีต่อมาเขาย้ายไปเรียนแพทย์เฉพาะทางในโรงพยาบาลที่อังกฤษเป็นเวลาหนึ่งปี เมื่อเขากลับมาที่มหาวิทยาลัยนั่นอีกครั้ง พบว่าอเล็กซ์ย้ายบ้านไปอยู่ที่อื่นแล้ว จากนั้นเขาและครอบครัวได้ย้ายไปอยู่ที่แคนาดาและก็ไม่ได้ข่าวคราวของอเล็กซ์อีกเลย จนกระทั่งวันนั้น .. วันที่ภรรยาของเขาคลอดลูกคนที่สอง เขาก็ได้พบกับอเล็กซ์อีกครั้ง และเป็นครั้งสุดท้าย จากวันนั้นอเล็กซ์ก็หายสาปสูญไป ราวกับได้ตายไปจากโลกนี้ ? ดร.โทชิกาวา ยามากิ ผมได้ยินชื่อคุณมานานแล้ว....ยินดีที่ได้รู้จักครับ เฉินจี่กวงเอ่ยทักทายมาด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงชัดเจน ดร.ยามากิ ตอบคำทักทายตามมารยาท การประชุมในวันนั้นผ่านไปราบรื่นดี เฉินจี่กวงแม้เข้ามาร่วมหุ้นกับทางบริษัทเซฮารุ แต่ก็ไม่ได้เรียกร้องตำแหน่งสำคัญใดๆ เพียงเข้ามานั่งรับฟังเงียบๆเป็นส่วนใหญ่ แต่ครั้นพอเสร็จการประชุมในวันนั้น อีกฝ่ายก็ให้ลูกน้องคนสนิทผู้ติดตามที่ชื่อ หลอเฟย ถือนามบัตรมาเชิญเขารับประทานอาหารเที่ยง ดร.ยามากิลังเลเล็กน้อย แต่พอนึกถึงว่าเรื่องที่สมควรมามันก็ต้องมา...จะหลบหลีกหนีไปไยพ้น ดังนั้นจึงตอบรับคำเชิญนั้น เฉินจี่กวงสั่งเปิดห้องวีไอพีในภัตตาคารอาหารจีนแห่งหนึ่ง หลังจากสนทนาเรื่องทั่วๆไปค่อยถามขึ้น ฟังว่าคุณอยู่ที่อเมริกาหลายปีทีเดียว ? ครับ..แม้ว่าผมต้องเดินทางไปหลายประเทศ แต่ที่นั่นนับว่าอยู่นานที่สุด.. ผมมีลูกชายอยู่คนหนึ่ง เมื่อประมาณยี่สิบปีก่อนก็ส่งเขาไปเรียนที่นั่น.. อ้อ..? เขาเรียนอยู่คณะวิศวกรรมฯ ที่มหาวิทยาลัยเดียวกันกับที่คุณจบมา... ดร.ยามากิรับฟังจนลอบใจสั่นสะท้าน แต่ก็ไม่แสดงอาการผิดปกติออกทางสีหน้า เฉินจี่กวงเห็นเขาไม่กล่าวอะไร เพ่งตามองเขาพลางกล่าวต่อไปอย่างแช่มช้า คุณต้องรู้จักเขาดี ในจดหมายของเขายังเอ่ยถึงคุณด้วย.. เขาชื่อเฉินเจียอู่..มีชื่ออังกฤษว่า...อเล็กซ์ ดร.ยามากิแม้เตรียมตัวไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่พอได้ยินก็อดมีสีหน้าแปรเปลี่ยนไปมิได้ อะไร อเล็กซ์เป็นลูกชายของคุณ ? ถูกแล้ว.. ผมมีทายาทคนเดียวก็คือเขา.. เขา " เสียงถามคล้ายเปล่งออกมาอย่างยากลำบาก " สบายดีหรือครับ..? เขาสบายดี..." เสียงตอบมานั้นเบาหวิว " ...คนที่ตายก็ย่อมสบายไปแล้ว.. ดร.ยามากิรู้สึกใจหายวาบ อะไร...เขาตายแล้ว..? เมื่อไหร่ครับ..? เฉินจี่กวงมีสีหน้าสลดเล็กน้อย ตอบเสียงเรียบๆ ประมาณสิบสองปีมาแล้วครับ.. เขาเสียชีวิตยังไงหรือครับ..? อุบัติเหตุทางรถยนต์ หยุดเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อไปอย่างสะทกสะท้อน เขาเป็นคนนิสัยดื้อรั้น..คงเพราะถูกผมตามใจมาตั้งแต่เล็ก แต่เขาเรียนเก่ง ผมจึงสนับสนุนทุกอย่างที่เขาต้องการ ส่งให้ไปเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง เขาเรียนแค่สองปีครึ่งก็จบ แต่เขาไม่ยอมส่งข่าวบอกผมเลย ยังคงทำงานบางอย่างของเขาอยู่ทางนั้นไม่ยอมกลับบ้าน สุดท้ายผมต้องโทรไปเกลี้ยกล่อมเขาอยู่นาน กว่าที่เขาจะยอมกลับ ... แต่ใครจะไปคิดว่า...วันที่เขากลับไปถึงฮ่องกง ก็เป็นวันตายของเขา.. คุณเฉิน...ผม..ผมขอแสดงความเสียใจ.... ขอบคุณครับ... ผมทราบมาว่าคุณเป็นเพื่อนสนิทกับเขา...? เอ่อ..ครับ...! ผมมีลูกชายเพียงคนเดียว ตัวเองก็นับวันจะแก่ตัวลงไป ตอนที่เขาตายไปผมรู้สึกคล้ายหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง ความจริงผมนึกว่าตนเองจะไร้ทายาทสืบตระกูลแล้ว ไม่คาดฝันว่าวันหนึ่ง..ผมก็ได้ค้นพบจดหมายของเขา บอกว่าเขายังมีลูกสาวอยู่คนหนึ่ง เด็กคนนั้น...ปลายเดือนนี้ก็จะอายุครบสิบสี่ปีเต็มแล้ว... คราวนี้ ดร.ยามากิสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นปั้นยาก... เฉินจี่กวงจับจ้องมองเขา พลางกล่าวต่อไปช้าๆ ด็อกเตอร์..ผมคิดว่าคงไม่ต้องพูดอะไรมากอีกแล้ว คุณก็คงเข้าใจความหมายของผมดีแล้วกระมัง..? ผม..ไม่ทราบคุณกำลังหมายความว่าอะไร เรื่องนี้หวังว่าให้เราสามารถตกลงกันได้..คืนหลานสาวให้ผมเถอะนะ... น้ำเสียงในตอนท้ายทุ้มหนัก ..แจ่มชัดตรงไปตรงมา....! ดร.ยามากิอึ้งไปวูบ ครู่หนึ่งค่อยระงับจิตใจเยือกเย็นลงช้าๆ ยิ้มเล็กน้อย ขอโทษ ผมไม่เข้าใจที่คุณพูด หลานสาวคุณคือใครกันหรือครับ..? เฉินจี่กวงเพ่งแววตาสงบนิ่งมองหน้า ดร.ยามากิ ไม่มีวี่แววรุ่มร้อนหรือขุ่นเคืองแม้น้อยนิด ครู่หนึ่งค่อยช้าๆ ก็ย่อมต้องเป็นเด็กคนนั้น....!! มาซาอิบอกครูที่โรงเรียนว่าต้องออกไปทำธุระกับบิดา ความจริงเป็นการโดดเรียนเพื่อไปอัดเสียงที่สตูดิโอ ดังนั้นขากลับจึงแวะไปหา ดร.ยามากิที่บริษัท แต่เลขาหน้าห้องบอกว่าอีกฝ่ายออกไปรับประทานอาหารเที่ยงกับหุ้นส่วนชาวฮ่องกงคนหนึ่ง เขาต้องการลายเซ็นต์รับรองจากบิดาไปยืนยันกับครู จึงต้องรีบรุดไปที่ภัตตาคารแห่งนั้น มิคาดทันทีที่ไปถึง จึงบังเอิญทันได้ยินคำพูดของบิดาและเฉินจี่กวงที่ว่า . ขอโทษ ผมไม่เข้าใจที่คุณพูด หลานสาวคุณเป็นใครกันหรือ..? ก็ย่อมต้องเป็นเด็กคนนั้น.. เด็กผู้หญิงที่ถูกคุณอุปโลกน์ให้เป็นตัวแทนลูกสาวของคุณที่ตายไป ความจริงเธอมีชื่อว่าเฉินเป่าหลิง แต่สิบสี่ปีมานี้กลับใช้ชื่อซายูริ..มาตลอด คุณเฉิน..! ดร.ยามากิอุทานด้วยความสะท้านใจ มาซาอิก็ยืนฟังจนตัวแข็งทื่อ ตะลึงลานกับที่ ... ผมว่าจ้างนักสืบเอกชนเก่งๆหลายคน เพื่อสืบเรื่องของคุณตลอดจนความสัมพันธ์ ระหว่างครอบครัวของคุณกับลูกชายผม ทั้งยังส่งคนไปสืบเรื่องนี้ถึงแคนาดา เมืองที่ภรรยาของคุณประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ผมมีผลจากการชันสูตรศพของเมื่อสิบสี่ปีก่อน ที่ว่าในรถมีศพของทารกหญิงอายุสี่วันอีกคนหนึ่งด้วย ซึ่งเธอก็คือโทชิกาวา ซายูริตัวจริงนั่นเอง.... ดร.ยามากิยังคงนั่งเงียบสีหน้าปวดร้าวไม่พูดโต้แย้งใดใดแม้แต่คำเดียว เฉินจี่กวงจึงกล่าวต่อไปช้าๆ ตอนที่ลูกสาวคุณคลอดใหม่ๆ มีอาการตัวเหลือง เด็กต้องอยู่โรงพยาบาลต่ออีกสี่วัน จึงค่อยได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน วันนั้นคุณนัดภรรยาว่าจะไปรับเธอ แต่จู่ๆคุณก็ได้รับโทรศัพท์ด่วนจากอเล็กซ์ คุณจึงไปหาอเล็กซ์ก่อน ทำให้ภรรยาคุณต้องนั่งแท็กซี่กลับบ้านเอง ตอนที่คุณไปพบอาอู่หรืออเล็กซ์ เขาได้ฝากลูกสาวของเขา ซึ่งมีเพิ่งคลอดได้เพียงสองวันกับคุณ เนื่องจากแม่ของเด็กได้ทิ้งลูกไว้แล้วหนีจากไป เขาต้องไปตามหาแม่ของเด็กจึงไม่สามารถดูแลลูกสาวซึ่งยังเป็นเด็กอ่อนได้ มิคาดพอคุณผละมาจากอาอู่ ค่อยทราบข่าวว่าภรรยาและลูกสาวรถคว่ำตาย ตอนนั้นคุณเสียใจมาก จึงเอาลูกของอาอู่เป็นตัวแทนของลูกสาวปลอบประโลมจิตใจตนเองและลูกชาย.. ไม่จริง..คุณโกหก..... เสียงหนึ่งร่ำร้องขึ้น....! ดร.ยามากิไม่ได้โต้แย้งใดใด หากนั่นกลับเป็นเสียงของมาซาอิที่ผลุนผลันเข้ามา คุณพ่อ.. ทั้งหมดล้วนไม่เป็นความจริงใช่มั้ยครับ ที่เขาพูดมาไม่เป็นความจริงใช่ไหมครับ ? มาซาอิ... ดร.ยามากิโพล่งอย่างตระหนก ลูกมานี่ได้ยังไง..? คุณพ่อตอบผมมาก่อน ... เขาโกหก..ซายูริเป็นน้องสาวของผมต่างหาก.. มาซาอิ... แต่เรียกออกไปเพียงแค่นั้น คำอธิบายที่จะกล่าวต่อก็อึ้งอยู่ในลำคอพูดไม่ออก เฉินจี่กวงพลันกล่าวช้าๆ ด็อกเตอร์..คุณช่วยดูแลหลานสาวให้ผม ผมจะถือว่าคุณเป็นผู้มีพระคุณคนหนึ่ง ผมไม่อยากให้เราต้องบาดหมางกัน และไม่อยากให้หลานผมต้องลำบากใจ นอกจากนี้ ผมยังดูออกว่าคุณเป็นคนมีมโนธรรม ไม่ใช่คนเห็นแก่ตัว และไม่ใช่คนที่ทรยศคดโกงเพื่อนอย่างเด็ดขาด ..ใช่ไหมครับ.. มาซาอิร้องดังๆ คุณพูดอะไรของคุณ...! มาซาอิ ..อย่าเสียมารยาท.. คุณพ่อ.. เฉินจี่กวงถอนใจ ด็อกเตอร์..ผมขอโทษ ยังไงผมก็ต้องขอทวงหลานคืนไปให้ได้ แล้วเย็นนี้ผมจะไปหาคุณที่บ้านอีกครั้งก็แล้วกัน กล่าวจบหันกายพาคนของตนจากไป ทิ้งสองพ่อลูกไว้ตามลำพังในที่นั้น มาซาอิหันมาถามอย่างปวดร้าว คุณพ่อ..ผมเชื่อพ่อ คุณพ่อบอกผมสิ...ไม่จริงใช่มั้ย...? ซายูริไม่ใช่... ในตอนท้ายน้ำเสียงชะงักค้าง สายตาวิงวอนจับจ้องมองใบหน้าบิดาอย่างรอคอยคำตอบที่คาดหวัง หากแต่ผู้เป็นบิดากลับนิ่งอึ้ง เนิ่นนาน...ดวงตาฉายแววตารวดร้าว มาซาอิ..ถึงเวลาแล้ว ที่พวกเราจะต้องยอมรับความจริง . น้ำเสียงตอบนั้นแห้งโหย ซายูริไม่ใช่ของๆเราหรอกนะลูก.. บัดนั้นมาซาอิถึงกับยืนซึมนิ่งกับที่ ไม่ร่ำร้องโวยวายอีก ดร.ยามาอิถอนใจ สาวเท้าเข้ามา ยื่นมือตบไหล่ลูกชายเบาๆเอ่ยปลอบโยน มาซาอิ...เรื่องนี้.. กล่าวมิทันขาดคำ เด็กหนุ่มพลันสะบัดไหล่หมุนตัววิ่งถาโถมออกไป มาซาอิ....!! นั่นลูกจะไปไหน ? ที่โรงเรียน...... ขณะเรียนในคาบเรียนสุดท้ายของวันนี้ ซายูริออกมาดื่มน้ำบนระเบียงหน้าห้อง ก้มมองลงไปข้างล่าง เห็นพี่ชายยืนแอบอยู่หลังพุ่มไม้กำลังกวักมือเรียกตนเอง จึงรีบลงไปหา พี่ใหญ่ไปไหนมา.. ครูบอกว่าถ้าพี่มาแล้วให้ไปพบครูด้วยแหล่ะ อย่าเพิ่งถามอะไรได้มั้ย ..เธอไปกับพี่เถอะ.. ไปไหน..? เดี๋ยวนี้เลยเหรอคะ ? มาซาอิสีหน้าเคร่งเครียดไม่ตอบคำถาม ฉุดแขนน้องสาวพาเดินลิ่วออกมาจนถึงรถยนต์ซึ่งจอดอยู่ประตูหลังของโรงเรียน เด็กสาวรู้สึกงุนงงอย่างยิ่ง ปกติพี่ชายไม่ขับรถยนต์มาโรงเรียนเอง แต่จะให้คนรถที่บ้านมารับส่ง คาดว่าเมื่อเที่ยงวันนี้อีกฝ่ายคงกลับบ้านไปเอารถ แต่เขาจะคิดไปไหนของเขา ที่แท้เกิดเรื่องอะไรกันแน่ ? พี่ใหญ่.... อย่าเพิ่งถามได้มั้ย.. มาซาอิชิงพูดตัดบทพลางสตาร์ทรถ แล้วของที่ห้องเรียนล่ะคะ ช่างเถอะน่า... เขาออกรถแล้วเหลียวหน้ามองน้อง น้ำเสียงอ่อนโยนขึ้น อย่าห่วงเลย..ทุกอย่างพี่รับผิดชอบเอง.. รึว่าเธอไม่ไว้ใจพี่แล้ว ? ซายูริรีบสั่นศีรษะปฏิเสธ มาซาอิจึงบึ่งรถออกจากเขตตัวเมือง อีกด้านหนึ่ง...... ที่คฤหาสถ์ตระกูลโทชิกาวา . ดร.ยามากิพอกลับถึงบ้าน โมริก็รีบสะอึกกายเข้ามารายงาน คุณผู้ชายทราบมั้ยคะ..ว่าคุณมาซาอิเป็นอะไรไป ตะกี้กลับมาถึงบ้านก็ไม่พูดไม่จา รีบเก็บเสื้อผ้าของตัวเองกับของคุณหนูซายูริใส่รถ จากนั้นก็ผลุนผลันจากไป ดิฉันถามว่าเกิดอะไรขึ้น เขาก็บอกว่า ให้มาถามคุณเอาเอง.. ว่าไงนะ " ดร.ยามากิโพล่งอย่างตกใจ ".. เขาเอาเสื้อผ้าของซายูริไปด้วย ? โมริพยักหน้างุนงง ค่ะ..! แล้วทำไมพี่ไม่ห้ามไว้ก่อน เขากล่าวอย่างรุ่มร้อนใจ เด็กคนนี้กำลังจะทำอะไรของเขากันนะ ไม่รู้จักคิดเอาเสียเลย เรื่องชักจะยุ่งไปกันใหญ่แล้ว.. นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่คะ...? ดร.ยามากิไม่ตอบ รีบหมุนโทรศัพท์ไปที่สำนักงานทนายความประจำตระกูลทันที คุณทาชิมูระ ผมมีเรื่องด่วนจะปรึกษา มาหาผมที่บ้านเดี๋ยวนี้เลยนะ .. เย็นมากแล้ว... บนถนนทางหลวงมุ่งสู่เมืองโยโกฮาม่า .. พี่ใหญ่คะ..นี่ ถ้าคุณพ่อรู้ว่าพวกเราหนีมาเที่ยวไกลขนาดนี้ กลับไปคงต้องโดนดุแน่เลย กลับบ้านเถอะค่ะ หนูหิวข้าวแล้วล่ะ มาซาอิจึงค่อยได้คิด ขับรถพลางหันมาถาม หิวมากมั้ย..? ทนสักนิดนะ ข้างหน้าคงจะมีร้านอาหาร.. แล้วนี่พวกเราจะไปไหนกันแน่คะ ? ไม่รู้สิ แต่ไม่ต้องกลัวนะข้างถนนมีป้ายบอกทางรับรองไม่หลงหรอก ก็ไหนเธอบอกว่าอยากเที่ยวไกลๆไงล่ะ จำได้มั้ย เมื่อตอนซัมเมอร์ที่ผ่านมา พวกเราก็ขับรถออกจากตัวเมืองไปเรื่อยๆ กางแผนที่ดูเส้นทาง ตรงไหนวิวสวยก็หยุดรถลงถ่ายรูป พอฟ้ามืดค่ำก็จอดรถที่ริมทะเลสาป กางเต๊นท์ก่อกองไฟย่างบาบีคิว แล้วนอนค้างคืนกันที่นั่น พอรุ่งเช้าเราก็ขับรถกลับบ้าน.. ทำไมจะจำไม่ได้คะ วันนั้นสนุกที่สุดเลย พี่เอากล้องถ่ายรูปมาด้วย แต่ลืมเตรียมของกิน.. เอ๊ะ.. ดูเหมือนข้างหน้าจะมีร้านขายของนะ เราลองแวะไปดูกันมั้ย เผื่อมีพวกอาหารกระป๋องขาย.... ทั้งสองจอดรถแวะลงไปซื้ออาหารแห้งพร้อมกับถามเส้นทางจากคนขาย ทราบว่าข้างหน้ามีทะเลสาปอยู่แห่งหนึ่ง มาซาอิขับรถไปตามเส้นทางที่ได้รับคำแนะนำ พอดีฟ้ามืดค่ำจึงจอดรถบนชายหาด ทั้งสองหากิ่งไม้แห้งก่อกองไฟอุ่นอาหาร หลังจากกินอิ่มหนำค่อยช่วยกันกางเต๊นท์ ซายูริเอากล้องถ่ายรูปออกมาผลัดกันถ่ายรูปให้กัน บางครั้งก็ตั้งกล้องอัตโนมัติถ่ายรูปคู่เป็นที่สนุกสนานลืมเลือนเรื่องต่างๆไปชั่วขณะ คืนนี้เป็นคืนข้างแรม... ฟ้าใสไร้เมฆ เห็นจันทร์เสี้ยวแขวนอยู่บนท้องฟ้า รอบข้างดาษดื่นไปด้วยดวงดาวใหญ่น้อยระยิบระยับ ทั้งสองนอนหงายบนชายหาด ชี้ชวนดูดาวผลัดกันเล่นทายชื่อดวงดาว ซายูริชี้นิ้วไปที่ดาวสีน้ำเงินดวงหนึ่ง พี่ดูดาวดวงนั้นสิ สีสวยจังเลยนะ ไม่รู้ว่ามันจะอยู่ไกลไปขนาดไหน และที่นั่นจะมีคนอาศัยอยู่เหมือนดาวโลกของเรามั้ยนะ..? คงไม่มีแน่นอน... รู้ได้ไง...? ลืมไปแล้วเหรอ...ที่เราเห็นดาวกระพริบได้นั้นน่ะ แสดงว่ามันต้องเป็นดาวฤกษ์ แล้วดาวฤกษ์ที่มีความร้อนสูง ที่นั่นจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ยังไง.. เออจริงด้วยสิ แต่มันก็น่าจะมีดาวเคราะห์เป็นดาวบริวารนะคะ บนดาวเคราะห์ของมันก็อาจมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ก็ได้ โตขึ้น..หนูอยากเป็นนักบินอวกาศจังเลยค่ะ ถ้าสามารถได้ขับยานออกไปเที่ยวนอกโลกคงสนุกดีเนอะ... ความฝันเธออาจเป็นความจริงก็ได้ ปีหน้าตอนสอบเข้ามหา ลัย ก้อเลือกเข้าคณะวิศวะสิ จากนั้นสอบเข้าเรียนต่อ ที่สถาบันวิจัยอวกาศ คนเรียนเก่งๆอย่างเธอ คงสอบเข้าได้อยู่แล้ว.. แต่ว่า...ถ้าบนยานลำนั้น ไม่มีพี่ขับไปกับหนูด้วย มันก็ไม่สนุกสิคะ... มาซาอิลุกขึ้นนั่งมองหน้าน้อง ยื่นมือขยี้ผมเธอเล่นด้วยความรักเอ็นดู เธอเนี่ยเมื่อไหร่จะโตซะทีนะ ต้องให้พี่ตามเป็นพี่เลี้ยงเธอไปจนแก่รึไง.. ก็จนกว่าพี่จะเบื่อหนูน่ะค่ พี่ใหญ่คะ..หนูถามจริงๆ หนูทำให้พี่รำคาญมากมั้ย เด็กโง่... เขาหัวเราะ ปกปิดความรู้สึกปวดร้าวลึกๆภายในใจ คำพูดของบิดายังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท เราต้องยอมรับความจริง ซายูริไม่ใช่ของๆเรา..! เขายอมรับว่าตนเองรักและหวงน้องสาวคนนี้มาก แต่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าเขาจะรักเธอมากมายถึงเพียงนี้ หรืออาจเป็นเพราะเขาพบว่า เขากำลังจะสูญเสียเธอไป มันช่างเป็นเรื่องที่นึกไม่ถึงและกระทันหันจนตั้งตัวไม่ติด จนบัดนี้เขาก็ยังคงไม่อาจทำใจยอมรับความจริงนั้นได้ เขาอยากให้เรื่องที่ได้ยินมาเมื่อตอนบ่ายนั้นเป็นเพียงความฝัน ทั้งคาดหวังว่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นความเข้าใจผิด พี่ใหญ่..คิดอะไรอยู่เหรอ ทำไมเงียบไปล่ะคะ.. ซายูริ... พี่สั่งให้เธอมากับพี่ เธอก็มาแต่โดยดี รู้มั้ย..พี่พาเธอโดดเรียน พาเธอหนีเที่ยว..พี่ทำไม่ถูก กลับไปอาจโดนทำโทษ ..เธอมากับพี่ทำไม ? คนเป็นน้องยิ้มพลางตอบเสียงอ้อน ก้อน้องที่ดีก็ต้องเชื่อฟังพี่ชายมิใช่เหรอคะ...? หมายความว่า..ถ้าพี่สั่งให้เธอทำอะไร เธอก็ยินดีเชื่อฟังทุกอย่างใช่มั้ย.. ใช่ค่ะ.. แล้วถ้าพี่จะไม่กลับบ้านอีกแล้ว... เธอจะไปด้วยกันกับพี่มั้ย..? ซายูริรับฟังจนงุนงง เพ่งตามองหน้าพี่ชายนิ่งงัน แสงจากกองไฟสะท้อนอยู่ในประกายตาคู่นั้น ดูเศร้าสร้อยหดหู่อย่างไม่เคยเห็นมาก่อน พริบตานั้นพลันฉุกคิด ถึงกับลอบสะท้านใจขึ้นมามิได้ ...ต้องเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับเขาแน่ๆ ....รึว่า.. ? ในใจครุ่นคิด ปากเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง พี่คะ..เกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอ ? เมื่อตอนบ่าย..พี่ทะเลาะกับคุณพ่อมา... เขากอดเข่าแล้วพูดเสียงห้วนๆ โดยไม่มองหน้า สายตาเหม่อมองออกไปกลางทะเล เขาไล่พี่ พี่ก็เลยออกมาจริงๆซะเลย คุณพ่อคงพลั้งปากเพราะโมโหไปมั้งคะ คงไม่ได้ตั้งใจจะไล่จริงๆหรอก แต่เอ..คุณพ่อไม่เคยโมโหรุนแรงยังงี้นี่นา แล้วพี่ทะเลาะกับคุณพ่อเรื่องอะไรเหรอคะ.. เรื่องไม่เป็นเรื่องน่ะ เธออย่าถามได้มั้ย ว่าแต่ที่ถามเธอตะกี้ ตกลงจะไปกับพี่มั้ย....? พี่ใหญ่คะ ซายูริพยายามเรียกเตือนสติของเขา มาซาอิยื่นมือมายึดกุมมือของเธอไว้แน่น เธอไม่ต้องกลัวหรอกนะ พี่ดูแลเธอได้และก็จะสัญญาดูแลเธออย่างดีด้วย...พี่ทำได้ พี่ใหญ่..อย่าวู่วามสิคะ คิดดีๆก่อน พวกเรายังเด็กอยู่เลยนะ จะไปทำอะไรได้ เธอกลัวความยากลำบากเหรอ..? ไม่..หนูไม่กลัว..เพียงแต่หนูไม่อยากให้พี่ทำลายอนาคตของตนเอง.. รวมทั้งอนาคตของเธอด้วยใช่มั้ย...? มาซาอิแค่นเสียงประชด ไม่นะ..หนูไม่เคยคิดอย่างนั้น..จริงๆนะคะพี่ ซายูริ.. น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนลงอีกครั้ง .เธอต้องอยู่ข้างฝ่ายพี่นะ อย่าลืมว่า..พวกเราไม่เคยแยกห่างกัน ไม่เคยทอดทิ้งกันมาก่อน เราทำอะไรก็ทำด้วยกันมาตลอด ... พี่ให้สัญญาต่อไปนี้ พี่จะตามใจเธอทุกอย่าง.. ซายูรินิ่งอึ้งไม่ทันได้ตอบ มาซาอิจึงสรุปเอาเองว่าเธอตกลง ยิ้มพลางกล่าวอย่างอารมณ์ดี เกือบลืมไป..จำเพลงที่เราช่วยกันแต่งวันนั้นได้มั้ย พี่แต่งใส่เนื้อร้องเสร็จแล้วนะ อยากฟังมั้ยล่ะจะร้องให้ฟัง... จริงเหรอคะ..หนูนึกว่าพี่ยังไม่แต่งต่อ ก้อเลย...แอบแต่งเนื้อร้องไว้เองเหมือนกัน.. ดีจัง งั้นเธอร้องเพลงที่เธอแต่งให้พี่ฟังซิ... ไม่เอา..พี่ร้องเพลงของพี่ให้หนูฟังก่อนดีกว่า ก้อได้..! มาซาอิลุกไปหยิบกีตาร์ในกระโปร่งหลังรถออกมา นั่งลงข้างๆ กองไฟกรีดดีดกีตาร์ขึ้นเป็นทำนองเพลงมาก่อน จากนั้นขับร้องเพลงด้วยเนื้อร้องในภาษาญี่ปุ่น ซึ่งเขาได้แต่งขึ้นมาเอง .... ... สุดฟ้าสุดแผ่นดินแม้สิ้นหนทาง จับมือจูงน้องเดินเคียงข้าง ไม่ยอมห่างไปไหน ลมหิมะเหน็บหนาว จะขอกอดเจ้าเอาไว้ ในอ้อมแขนอบอุ่นละไม ขับเพลงกล่อมน้องนิทรา ด้วยรักและห่วงใย ด้วยหัวใจที่ผูกพัน ด้วยชีวิตและวิญญาณ เฝ้าอภิบาลเจ้าเรื่อยมา จากเล็กจวบใหญ่ ไม่ยอมให้คลาดสายตา ขอปกป้องเจ้าด้วยชีวา..นี่คือคำสัญญาจากดวงใจ . แม้กาลจะผ่าน เนิ่นนานเพียงไหน ขอเจ้าจงมั่นใจ ว่าพี่ชายคนนี้ จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ท่่วงทำนองเมโลดี้ที่ไพเราะ เนื้อเพลงที่อบอุ่นซาบซึ้งกินใจ แต่มิทราบเพราะเหตุใด ซายูริกลับรู้สึกว่าน้ำเสียงของเขาฟังดูเศร้าพิกล หวนนึกถึงความดีของพี่ชาย นึกถึงตนเองที่ต้องไปจากเขา ความโหยหาอาลัยและปวดร้าวพลันรุมเร้าประดังเข้ามาอีกครั้ง จนแทบมิอาจสะกดกลั้นน้ำตาไว้ได้ มาซาอิเพิ่งร้องจบประโยค ..พี่ชายคนนี้จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ซายูริพลันล้มตัวเข้าไปกอดเขาไว้แนบแน่น ลอบซับน้ำตากับอกเสื้อของเขาอย่างเงียบงัน ขอบคุณค่ะพี่..เพลงนี้เพราะมากเลย ขอบคุณค่ะ.. มาซาอิอยากจะยื่นมือเข้าไปกอดเธอไว้แต่ใจก็มิกล้า เขากลัวใจตนเองจะไม่มีความเข้มแข็งเพียงพอ อาจเปิดเผยพิรุธออกมาให้เธอสงสัย นี่ก็ดึกแล้ว..ง่วงนอนรึยัง เขาปั้นรอยยิ้มถามอย่างเอาใจ ซายูริสั่นศีรษะ ฝืนหน้ายิ้มร่าเริงแจ่มใส หนูยังไม่ง่วง พี่อุตส่าห์แต่งเพลงนี้ให้หน ู งั้นเพลงของหนู ก็ขอมอบให้พี่ก็แล้วกันนะคะ พี่เล่นกีต้าร์ทำนองเดิมนะ หนูจะร้องเพลงให้พี่ฟัง... เขาพยักหน้า กรีดนิ้วบนสายกีต้าร์เล่นโน๊ตเพลงเดิมอีกครั้ง ซายูริมองหน้าพี่ชาย รู้สึกลำคอตีบตันร้องไม่ออก มาซาอิถามว่า..เป็นอะไรไป เธอรีบปฏิเสธแล้วขอให้เขาเล่นอินโทรเพลงให้ใหม่ค่อยร้องเพลงด้วยเนื้อร้องที่เป็นภาษาอังกฤษ ....มือใครหนอที่ส่งมาจูงฉันเดิน เสียงใครหนอกล่อมฉันเพลินยามหลับฝัน ยิ้มใครหนอ เปี่ยมด้วยรักและผูกพัน ใครกันหนอ อยู่ใกล้ฉัน ตลอดมา ต่อให้กาล พ้นผ่านนานแค่ไหน ต่อให้ต้องจากกันไกลสุดขอบฟ้า ต่อให้โลกดับสิ้นลงในพริบตา ไม่ลืมว่า เขาคนนั้น พี่ฉันไง ..อยากจะบอกความในใจให้พี่รู้ อยากจะอยู่กับพี่ชายไม่ไปไหน หากอดีตที่ผ่านนั้นคือฝันไป จะหลับไหล ไม่ขอตื่นจากนิทรา . แม้ความจริงเป็นเช่นไรใจไม่เปลี่ยน กายจากไป ใจว่ายเวียนคนึงหา สิบสี่ปีความผูกพันนั้นตรึงตรา คงโหยหา แต่พี่ชายที่แสนดี . ซายูริร้องถึงตอนท้ายก้อนสะอื้นพลันแล่นขึ้นมาจุกในลำคอไม่อาจกล้ำกลืนต่อไปได้อีก มาซาอิก็ไม่สามารถเล่นกีต้าร์ได้ต่อไป เพ่งตามองหน้าน้องสาวอย่างตะลึงลาน ทำไม..แต่งเนื้อเพลงแบบนี้ หรือว่า เธอรู้เรื่องนั้นแล้ว.. ซายูริถึงกับใจสั่นวะวาบ... ..หรือว่าความจริงได้ถูกเปิดเผยออกมาแล้ว ? นั่นสินะ..ทำไมเธอเพิ่งนึกออก.. นอกจากเรื่องนี้แล้ว ยังมีเรื่องไหนอีกที่ทำให้วันนี้เขาดูแปลกๆไป...?! พี่ใหญ่... ซายูริน้ำตาทะลักจากเบ้า ก้มหน้าสะอื้นออกมา ทำไม ..ทำไมต้องเป็นแบบนี้...ทำไมคะ ซายูริ.. มาซาอิเหวี่ยงกีต้าร์ในมือไปด้านข้าง ค่อยดึงร่างอีกฝ่ายเข้ามากอดในอ้อมแขนกล่าวเสียงสั่นสะท้าน ไม่นะ..พ่อโกหกพวกเรา..เธอเป็นน้องสาวของพี่..พี่ไม่ยอมให้ใครมาเอาเธอไปไหน พี่ไม่ยอมเด็ดขาด พี่ใหญ่..หนู.... ไม่ต้องกลัว...... น้ำเสียงเขาสั่นเล็กน้อย หากแต่พยายามปลุกปลอบความเข้มแข็งทั้งมวลที่มีอยู่ เค้นเสียงกล่าวปลอบโยนน้อง ราวกับไม่มีเรื่องใดเกิดขึ้น อย่าร้องไห้นะคนดี...ตราบใดที่พี่ยังอยู่...พี่ให้สัญญานะ พี่จะไม่ให้ใครพาเธอไปจากพี่ เธอเป็นน้องของพี่ พวกเราจะไม่แยกจากกันไปไหน อย่างเด็ดขาด...พี่ให้สัญญา .. ฟ้าเริ่มสาง... สุดขอบทะเลเบื้องหน้าเห็นเป็นเส้นสีเข้มอยู่ริมขอบฟ้า น้ำทะเลสะท้อนประกายเป็นสีเงินยวง พื้นนภาหลากสีดั่งภาพวาด นับเป็นจิตรกรรมธรรมชาติยามรุ่งอรุณอันงดงาม ซายูริลืมตาตื่นขึ้นมา พบว่าตนเองยังคงเอนพิงศีรษะอยู่บนไหล่ของพี่ชาย ไม่ทราบว่าเมื่อคืนเคลิ้มหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ มาซาอิยังไม่ตื่น แขนขวาโอบน้องไว้ไม่ยอมห่าง ราวกับกลัวจะมีใครมาพรากอีกฝ่ายจากไปก็ไม่ปาน ซายูริช้อนตาขึ้นมองใบหน้าเขา หวนนึกถึงเพลงที่เขาร้องให้ฟังเมื่อคืน ในใจรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก ถึงกับอยากนอนหลับอยู่ในท่านี้ตลอดไปนานเท่านาน . .ลมหิมะเหน็บหนาว จะขอกอดเจ้าเอาไว้ ในอ้อมแขนอบอุ่นละไม ขับเพลงกล่อมน้องนิทรา ด้วยรักและห่วงใย ด้วยหัวใจที่ผูกพัน ด้วยชีวิตและวิญญาณ เฝ้าอภิบาลเจ้าเรื่อยมา .. เวลานั้นเห็นเขาขยับตัวเล็กน้อย ลืมตาก้มมองเธอแล้วยิ้มทักทาย ตื่นนานแล้วเหรอ เป็นไงเมื่อคืนนอนหลับมั้ย ? ซายูริผละจากวงแขนของเขา ขยับนั่งตัวตรง หลับค่ะ...หนูพิงพี่ทั้งคืน..เมื่อยมั้ยเนี่ย.. เขาทุบนวดไหล่ตนเองเบาๆ ยิ้มแล้วสั่นศีรษะ นิดหน่อยไม่เป็นไรหรอก พี่เห็นเธอกว่าจะหลับได้ก็ดึกแล้วก็เลยไม่อยากปลุก จริงสิ..หิวรึยัง..? ยังค่ะ..พี่ดูสิคะ โอ..นั่นพระอาทิตย์กำลังขึ้นดูสิคะ..สวยจังเลย พลางฉุดแขนพี่ชายลุกวิ่งไปดูข้างล่าง ทั้งสองจูงมือเดินเล่นเลียบริมชายหาด จนอาทิตย์ลอยสูง ค่อยกลับมาช่วยกันเก็บเต๊นท์แล้วเดินกลับไปที่รถ เวลานั้นมีอันธพาลสามคนเดินหาเหยื่อผ่านมาทางนี้ เห็นหนุ่มสาวทั้งสองยังอยู่ในชุดนักเรียนมัธยมปลาย เอารถยนต์มากันตามลำพัง ดูท่าทางคงเป็นลูกคนมีเงินทั้งคู่ อย่าว่าแต่เด็กสาวคนนั้นหน้าตาหมดจดน่ารักในใจต้องลอบรู้สึกยินดี หันหน้าพยักพะเยิดให้กันอย่างเป็นความหมายที่เข้าใจ แล้วเดินตรงเข้าไปหาคนทั้งสอง ค่อยชักมีดปลายแหลมออกมา ถ้าไม่อยากเจ็บตัว ยกมือขึ้นแล้วอยู่เฉยๆ พวกแกต้องการอะไร ? มาซาอิแค่นเสียงถาม สีหน้าหาหวั่นกลัวไม่ อีกคนหนึ่งแสยะยิ้มอย่างชั่วร้าย ก้อรถของแก เงินทองของแก เอาเป็นว่าเอาทุกอย่างก็แล้วกันรวมทั้งน้องสาวคนสวยคนนี้ด้วย อ้อ..ไม่เอาอย่างเดียวคือตัวแก ไอ้น้องชาย...ถ้าไม่อยากตายละก้อ ถอดสร้อยคอนาฬิกาออกมาแล้วไสหัวไป.. พวกแกนะสิ..ไสหัวไป คนที่สามท่าทางวู่วามกว่าเพื่อน พอฟังก็ตวาดใส่มาซาอิพร้อมกับต่อยหมัดออกมาด้วยโทสะ แต่มิคาดอีกฝ่ายไม่ใช่หมูดังที่มันคิด พอมาซาอิก้มหลบวูบ หมัดนั้นจึงพลาดต่อยใส่อากาศแทน ซายูริรีบสะอึกกายเข้ามาหมายจะช่วยพี่ชาย ถอยไป...พี่จัดการเอง เธออยู่เฉยๆข้างๆเถอะนะ.. มาซาอิร้องสั่ง เห็นอันธพาลคนเดิมที่ลงมือพลาดเมื่อครู่ พลันชักมีด กระซวกแทงเข้ามาใหม่ แต่ก็ถูกเขาเตะใส่ข้อมือจนมีดหลุดกระเด็น อีกสองคนเห็นเพื่อนพลาดท่า จึงพากันกระโดดเข้ามาช่วยกลายเป็นสามรุมหนึ่ง ซายูริฝึกซ้อมฝีมือกับพี่ชายอยู่เป็นประจำ ทราบดีว่า แม้เปลือกนอกเขาไม่ค่อยชอบมีเรื่องชกต่อยกับใคร แต่แท้จริงแล้วมาซาอิก็เป็นผู้มีวิชาฝีมือในการต่อสู้อยู่ในระดับเยี่ยมทีเดียวคนหนึ่ง กระนั้น..อย่างไรก็ตามก็อดเชียร์อยู่ด้านข้างด้วยความเป็นห่วงมิได้ มาซาอิมีความคับแค้นใจเก็บกดซ่อนอยู่เต็มอก เช้าวันนี้ค่อยพบที่ระบาย จึงลงมือชกต่อยอย่างไม่ยับยั้ง ใช้ทั้งวิชาคาราเต้ผสมกังฟู เล่นเอาอันธพาลทั้งสาม ถึงกับร่วงลงไปนอนกับพื้นอย่างสะบักสะบอม ซายูริต้องเข้ามาห้ามให้พอก่อน เพราะกลัวทั้งสามจะช้ำในตายคามือพี่ชาย พวกมันพอลุกขึ้นตั้งหลักได้ ก็ไม่รอให้โดนไล่ รีบโกยแน่บวิ่งหนีไปทันที วันนี้พี่ชายเก่งจังเลย รู้มั้ย กล่าวพลางล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาซับเช็ดเหงื่อให้เขา ว่าแต่ทำไมถึงเอาซะหนักยังกับเคยแค้นกันมาเป็นสิบปียังงั้นล่ะคะ ?.. มาซาอิมองหน้าน้อง คิดจะกล่าวอะไร พลันหันขวับไปทางพุ่มไม้ด้านขวามือ นั่นใคร ? คนหลังพุ่มไม้พอถูกเรียกจึงสาวเท้าเดินออกมา เห็นฝ่ายตรงเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาเกลี้ยงเกลาแจ่มใส สวมใส่เสื้อกางเกงชุดฝึกซ้อมยูโดสีขาว คาดรัดเอวด้วยสายรัดสีดำ ที่แท้ อีกฝ่ายออกมาวิ่งยามเช้า พอดีผ่านมาพบเจอการต่อสู้เมื่อครู่นี้ ตอนแรกเห็นมาซาอิถูกสามรุมหนึ่งความจริงคิดเข้าช่วยเหลือ แต่ต่อมาพบว่าอีกฝ่ายลงมือแคล่วคล่อง ไม่มีท่าทีเป็นรอง ดังนั้นจึงเปลี่ยนเป็นแอบซุ่มดูอยู่หลังพุ่มไม้แทน ฝีมือคุณเยี่ยมมากจริงๆ ไม่ทราบว่าคุณเป็น ศิษย์สำนักไหนเหรอ..? เสียงทักถามกระตือรือล้น สีหน้าเลื่อมใสจริงใจ สองพี่น้องดูออกว่าอีกฝ่ายไม่มีท่าทีมีประสงค์ร้าย คาดว่าคงผ่านทางมาจริงๆ ท่าทีแข็งกร้าวในตอนแรก จึงค่อยผ่อนคลายลง ผมไม่เคยเห็นพวกคุณเลย ท่าทางคงไม่ใช่คนแถวนี้ใช่มั้ยครับ ผมไม่ใช่คนร้ายหรอกนะ อย่ามองผมด้วยสายตาแบบนั้นสิ.. อ้าว...แนะนำตัวก่อนก็ได้ ผมชื่อ..เองาดะ ชินตะ พวกคุณจะเรียกชื่อผมตรงๆว่าชินตะเลยก็ได้เป็นกันเองดี บ้านของผมอยู่ไม่ไกล นั่นไง..ที่เชิงเขาตรงโน้นไง เอาละนะ ผมก็แนะนำตัวแล้ว.. คราวนี้ก็ถึงทีพวกคุณบ้างล่ะ..? รอยยิ้มที่ดูซื่อๆเป็นมิตร ทำให้สองพี่น้องอดยิ้มตอบรับไมตรีจิตต่ออีกฝ่ายมิได้ ผมชื่อ มาซาอิ.. ไม่รอให้พี่ชายพูดต่อ ซายูริก็ชิงแนะนำตัว ส่วนฉันชื่อซายูริค่ะ พวกเรามาเที่ยวและอยากจะดูพระอาทิตย์ขึ้นกัน ที่นี่วิวสวยนะคะ.. อ๋อ..แล้วมาจากไหนกันเหรอ...? โตเกียว.. ฮ้า... ชินตะอุทาน ..นี่อุตส่าห์มาดูพระอาทิตย์ขึ้นถึงที่นี่เลยเรอะ.. แล้วไง.. ? มาซาอิฉุนเล็กน้อยขมวดคิ้วแค่นเสียงถาม ชินตะกลอกตาวูบมองคนทั้งสองคล้ายขบคิดเข้าใจอะไรบางอย่างได้อย่างรวดเร็ว ยิ้มพลางรีบสั่นศีรษะไม่ได้ถามต่ออีก ซายูริก็ไม่ได้ฉุกใจคิดว่าโดนเข้าใจผิดเป็นอย่างอื่น จริงสิ..คุณเป็นคนแถวนี้คงทราบสิว่า ใกล้ๆมีร้านอาหารที่ไหนบ้าง ? หิวแล้วเหรอ..? มาซาอิหันมาถาม เด็กสาวพยักหน้าพลางเอามือลูบท้องตนเอง เอายังงี้ก็แล้วกันนะ ชินตะเอ่ยชวน พวกคุณเดินทางมาไกล งั้นไปทานข้าวแล้วอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้านผมก็แล้วกัน ไม่ต้องเกรงใจนะ คุณพ่อกับพี่สาวผมใจดีหรอก... มาซาอิชวนเพื่อนคนใหม่ขึ้นรถ ขับไปที่บ้านของอีกฝ่ายตามที่ชินตะชี้บอกเส้นทาง ระหว่างสนทนากันในรถ ชินตะพูดมากนิสัยร่าเริงขี้เล่นอีกทั้งมีน้ำใจ ดังนั้นทั้งสามจึงสนิทสนมพูดคุยถูกคอกันอย่างรวดเร็ว จากคำบอกเล่าของชินตะ ที่แท้เขาเป็นลูกชายคนเล็กของอาจารย์เองาดะ โกริสึ แห่งสำนักชูริว ซึ่งเปิดสำนักสอนอยู่ภายในเมืองนี้ ซายูริสนใจเรื่องนี้มานานแล้ว จึงซักถามอย่าง กระตือรือล้น ชินตะก็บอกให้ฟังโดยไม่ปิดบัง ว่าสำนักชูริวเป็นสำนักที่ถ่ายทอดวิชาการต่อสู้ แบบญี่ปุ่นซึ่งสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนแล้ว พ่อของเขาเป็นเจ้าสำนักคนปัจจุบันรุ่นที่สิบสอง บรรพชนของเขาเคยเป็น ซามูไรคนสนิทของโชกุนคนหนึ่งทีเดียว เรื่องของเธอสนุกจังเลยนะ ซายูริกล่าวชมอย่างสนใจ มาซาอิไม่ได้พูดหากแต่นึกอยู่ในใจ เสียก็แต่ขี้โม้มากไปหน่อย . เธอเป็นถึงลูกชายเจ้าสำนักเอง คงมีฝีมือไม่เบาใช่มั้ย.. เด็กสาวคนเดียวในรถถามต่อ ชินตะตอบแบบเขินๆ ก็ไม่เท่าไหร่หรอก ฉันยังต้องฝึกอีกนานกว่าที่ตามทันพี่สาวและศิษย์พี่คนอื่น อ้อ..ลืมบอก พี่สาวฉันชื่อเอริ เห็นสวยๆอ้อนแอ้นยังงั้น แต่ฝีมือเฉียบขาด ดังนั้นป่านนี้ก็เลยยังไม่มีผู้ชายหน้าไหนมากล้าจีบสักราย.. ซายูริอดหัวเราะมิได้ นี่เธอชมรึว่านินทาพี่สาวกันแน่ คอยดูนะฉันจะบอกพี่เอริ.. เฮ้ย..! อย่านะ.... ชินตะร้องเสียงหลง มาซาอิพลอยหัวเราะหึหึไปด้วยอีกคน....! สำนักชูริว.... สถานที่นี้ปลูกสร้างอยู่เชิงเขาใกล้ทะเล ภายในมีอาณาบริเวณกว้างขวางปลูกต้นไม้ร่มรื่น รอบๆก่อรั้วสูง ตัวบ้านสร้างในรูปทรงโบราณ คงสภาพชีวิตความเป็นอยู่แบบดั้งเดิมไว้ ชินตะนำทางคนทั้งสองมาถึงลานสนามหน้าสำนัก แลเห็นมีเด็กหญิงชายหลายคนอยู่ในชุดฝึกสีขาว อายุตั้งแต่เจ็ดแปดขวบ จนถึงสิบห้าสิบหกปี เข้าแถวเรียงกันหลายแถวฝึกซ้อมเตะต่อย ออกท่าออกทางอยู่กลางสนาม โดยมีหญิงสาวคนหนึ่งคอยควบคุมการฝึกซ้อมอยู่ หญิงสาวดูไปอายุประมาณยี่สิบปีรูปร่างหน้าตาสะสวย สีหน้าเคร่งขรึมท่าทางเข้มงวดเฉียบขาด พอหันมาเห็นชินตะ สีหน้ายิ่งเคร่งเครียดกว่าเดิม เดินเข้ามาหา ชินตะ นายไปไหนมา ชอบหนีเที่ยวอยู่เรื่อย แล้วนั่นพาใครมาด้วย.. พี่เอริ...นี่เพื่อนใหม่ของผม ไว้หน้าน้องชายหน่อยไม่ได้เหรอ.. ชินตะกระซิบบอกเบาๆ เอริเลิกคิ้วเล็กน้อย หันมามองสองพี่น้อง เสียใจนะตอนนี้คนเต็มแล้ว ไว้ค่อยมาสมัครเข้าเรียนรุ่นต่อไปเถอะ.. พวกเราไม่ได้.. มาซาอิบอกไม่ทันจบซายูริก็ชิงพูดขึ้น พี่เอริคะ พวกเราได้ยินชื่อพี่มานาน อยากให้พี่ช่วยสอนวิชาให้ ยังไงก็รับเพิ่มอีกสักสองคนไม่ได้เหรอคะ.. เอริมองหน้าแล้วถามเสียงห้วนๆ แล้วเราน่ะชื่ออะไรกันบ้าง หนูชื่อซายูริค่ะ..นี่พี่ชายของหนูชื่อมาซาอิ อ๋อ...เป็นพี่น้องกันเหรอ เอริพึมพำพลางมองหน้า ชินตะเบือนเฉไปอีกทางแล้วอมยิ้มอย่างนึกขัน เพราะเข้าใจว่าซายูริกำลังอำพี่สาวของตน มาจากไหนกัน ทำไมยังอยู่ในชุดนักเรียน เอ่อ. เรามาจากโตเกียวค่ะ เพราะรีบร้อนมา ก้อเลยยังไม่ทันได้เปลี่ยนชุด หญิงสาวเงียบครุ่นคิด ค่อยเอ่ยขึ้น ก็ได้ เห็นแก่พวกเธอมีความตั้งใจจริง ฉันจะรับไว้เป็นกรณีพิเศษ ไปเปลี่ยนชุดแล้วลงมาที่นี่ ฉันขอดูพื้นฐานพวกเธอก่อน แล้วค่อยทำพิธีไหว้ครูรับศิษย์ เดี๋ยวสิพี่... ชินตะร้องบอก พวกเขายังไม่ได้ทานอะไรกันมาเลยนะ อ้อ.. งั้นนายช่วยพาสองคนนี้ไปที่โรงครัวนะ ฉันต้องสอนเด็กต่อ สองพี่น้องกล่าวขอบคุณหญิงสาว ชินตะนำทางทั้งสองเลียบสนามไปบนถนนโรยกรวดสี เอริเดินกลับไปที่ลูกศิษย์ที่กำลังฝึกซ้อม แต่ก็อดลอบเหลียวมองมาทางมาซาอิแว่บหนึ่งมิได้ ชินตะเดินนำทางพลางชวนคุย ไม่ต้องกลัวหรอกนะ พี่สาวฉันถึงดุไปหน่อยแต่ก็ใจดีหรอก พวกเราน่ะไม่กลัวหรอก ฉันว่าคนที่รู้สึกกลัว น่าจะเป็นนายต่างหากล่ะ.. มาซาอิพูดสัพยอก ชินตะยักไหล่แล้วยิ้ม ใครบอกว่าฉันกลัว ฉันเป็นน้องสมควรมีสัมมาคารวะต่อพี่สาวสิใช่มั้ย ... แต่สัมมาคารวะจนหงอยังงี้ก็มีด้วยเรอะ ซายูริกล่าวล้อพลางทำท่าทำทาง "หงอ" ประกอบให้ดู อย่ามาแซวกันนะ เกิดฉันเปิดโปงพวกเธอบ้าง แล้วอย่ามาว่ากัน ชินตะร้องสวนกลับ เปิดโปงอะไร..? ก้อ...เปิดโปงที่เธอโกหกพี่ฉันว่า มาซาอิเป็นพี่ชายเธอนะสิ... ซายูริคิดเถียงกลับ แต่ก็นึกขึ้นมาได้ว่าอีกฝ่ายพูดถูก ถึงกับต้องอึ้งไปวูบ มาซาอิชะงักเท้า แค่นเสียงอย่างไม่พอใจ ชินตะ..ซายูริเป็นน้องสาวของฉันจริงๆ นายคิดว่าเธอเป็นอะไรกับฉัน ฉันเห็นว่านายเป็นเพื่อนครั้งนี้จะไม่ถือสา นายอย่าเข้าใจผิดบ้าๆอีกนะ ชินตะรู้สึกเหนือความคาดหมาย หันมองซายูริแล้วอมยิ้ม สีหน้าทอแววกระดากกระเดื่องขึ้น ไม่กล้าพูดมากอะไรอีก รีบพาทั้งสองเข้าสู่โรงอาหาร หลังรับประทานอาหารเช้ากัรเสร็จ มาซาอิกับซายูริจึงค่อยผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดฝึกซ้อมเดินลงสนามมากับชินตะ เอริจะทำการทดสอบพื้นฐานฝีมือของทั้งสอง จึงสั่งให้ศิษย์คนอื่นๆล่าถอยไปพักผ่อนกัน จากนั้นกวักมือเรียกมาซาอิ นายเข้ามาก่อน.... เขาชี้นิ้วที่ปลายจมูกตนเอง เรียกผมเหรอ ใช่...นายลงมือจู่โจมใส่ฉัน จะลงมือยังไงก็ได้.. ไม่ล่ะ.. เขาสั่นศีรษะ ผมไม่ชอบลงมือก่อน แล้วผมก้อ.. พูดไม่ทันจบชินตะก็หัวร่อ มาซาอิเขาเป็นสุภาพบุรุษ เขาไม่ลงมือกับผู้หญิงหรอกครับ พี่ใหญ่อย่าประมาทเขานะ นายคนนี้ ฝีมือไม่เลวทีเดียวล่ะจะบอกให้ เอริกล่าวเสียงเย็นชา ..ถ้างั้นฉันก็ยิ่งอยากจะประลองกับนายดูสักตั้ง... กล่าวจบชิงยื่นมือออกจู่โจมด้วยท่าหมัดปลิดบุปผาอันอ่อนช้อย แต่แฝงความรวดเร็วและดุดัน มาซาอิไม่ทันระวังตั้งตัว ถูกคว้าจับข้อมือขวาบิดไพล่หลัง พลันได้ยินเสียงซายูริร้องเชียร์ พี่ใหญ่..สู้ สู้.. มาซาอิรีบล้มตัวไปกับพื้นตามสภาวะ ดูผิวเผินคล้ายกับเขาถูกสยบจนพ่ายแพ้ มิคาดทันใดนั้น.. เด็กหนุ่มพลันพลิกตัวกลับอย่างรวดเร็ว แขนลื่นไหลหมุนคลายออกจากการถูกบิดไขว้ กลิ้งตัวทอหนึ่งไปบนพื้น มือซ้ายพอยื่นตะปบออก ก็กลับกลายเป็นสองคนอยู่ในท่านั่งจับมือหันหน้าเข้าหากันใกล้ชิด เห็นเอริหน้าแดงวูบ เขาค่อยฉุกใจคิดรีบปล่อยมือทันที ขอโทษ..ผมไม่.. คำพูด " ไม่ตั้งใจ " มิทันกล่าวจบจากปาก เอริพลันลงมือเข้ามาอีกครั้ง ฟาดฝ่ามือผลักอกของเขาจน หงายหลังล้มกลิ้งไปกับพื้น ซายูริรีบสะอึกกายเข้าไป ประคองพี่ชาย ชินตะหันไปต่อว่าพี่สาวว่าทำไมลงมือรุนแรง มาซาอิรีบบอก ฉันไม่เป็นไรหรอกชินตะ พี่เอริขอบคุณครับที่แนะนำ ผมยอมแพ้.... ใครบอก..นายไม่ยอมสู้เต็มที่ต่างหาก นายทำแบบนี้เท่ากับดูถูกฉันนะ พี่เอริ.... ลุกขึ้นมา...เรามาสู้กันใหม่.... ชินตะรีบเข้ามาห้ามขอร้องให้ยุติแค่นี้ ขณะยังตกลงกันไม่ได้ พลันได้ยินศิษย์คนหนึ่งร้องว่า อาจารย์กลับมาแล้ว... ทั้งหมดเหลียวหน้าไปเห็นชายชราร่างผอมแข็งแรง เค้าใบหน้าสุขุมเคร่งขรึมเดินตรงมาทางนี้ ศิษย์ทั้งหลายโค้งคำนับเรียกอาจารย์ ซายูริรีบกระตุกแขนเสื้อพี่ชายให้คำนับตามด้วย อาจารย์โกริสึมองสองพี่น้องแว่บหนึ่งแล้วหันไปถามบุตรี รับศิษย์ใหม่หรือ ? ยังค่ะพ่อ ยังอยู่ระหว่างทดสอบฝีมือ ชายชราหันกลับมามองทั้งสองอีกครั้ง หัวคิ้วพลันขมวดขึ้น ดวงตาเพ่งมาตรงกลางอกเสื้อของมาซาอินิ่งฉงน ซายูริมองตามสายตานั้นค่อยพบว่า ที่อีกฝ่ายกำลังจับจ้องมองอย่างสนใจเป็นจี้สร้อยคอโลหะรูปดาวเจ็ดแฉกสีทองล้อมด้วยวงแหวนสีเงินของเขา ซึ่งโผล่ออกมาอยู่นอกเสื้ออันนั้น จำได้ว่านั่นเป็นของขวัญวันเกิดที่บิดามอบให้พี่ชายตอนเขาอายุครบสิบห้าปี ปกติมาซาอิจะแขวนห้อยคอเก็บใส่ไว้ในเสื้อตลอด เมื่อครู่คาดว่าคงเป็นตอนที่ถูกเอริฟาดผลักจนล้ม สร้อยจึงหลุดโผล่ออกมาห้อยอยู่นอกเสื้อ เธอชื่ออะไร..? อาจารย์โกริสึเอ่ยถามขึ้น มาซาอิ ครับ.. นามสกุลล่ะ..? เขาลังเลเล็กน้อยก่อนจะตอบว่า โทชิกาวา...โทชิกาวา มาซาอิ... ดวงตาชายชราพลันทอประกายตื่นเต้นยินดีขึ้น พ่อของเธอ..คือ..โทชิกาวา ยามากิ ใช่มั้ย.. ใช่ครับ.... นี่ลูกชายเขาโตขนาดนี้แล้วหรือ.. อาจารย์โกริสึพึมพำ รอยยิ้มชื่นชมผุดขึ้นที่มุมปาก ได้ยินว่าเขากลับมาญี่ปุ่นแล้ว แต่นึกไม่ถึงว่าเขาจะส่งคุณมาที่นี่ นายน้อย..ขอเชิญข้างในจะดีกว่านะ.. ไม่ไม่เพียงท่าทีเปลี่ยนไป กระทั่งสรรพนามเรียกหาก็เปลี่ยนเป็นนอบน้อม อย่าว่ามาซาอิที่งุนงง กระทั่งลูกชายหญิงทั้งสอง ก็พลอยปากอ้าตาค้างงงงัน ภายในห้องโถงโล่งกว้างประตูบานเลื่อน จัดตบแต่งแบบโบราณดั้งเดิม ด้านในสุดยกพื้นสูงเล็กน้อย ปูพรมจัดวางโต๊ะเตี้ย ด้านข้างซ้ายขวาวางฉากกั้นบังตา บนฝาผนังด้านหลังวาดรูปนกใหญ่กระเรียนและพยัคฆ์ อาจารย์โกริสึเชิญมาซาอิและซายูริ นั่งบนเบาะกลมบนพื้นซึ่งยกสูง ส่วนตนเองกับบุตรธิดาและคนในสำนักคนอื่นๆนั่งต่ำลงมา สองพี่น้องรู้สึกขัดเขินใจมิกล้านั่ง นายน้อยทั้งสองมิต้องเกรงใจ บริวารทำเช่นนี้นับว่าสมควรแล้ว.. คุณลุงครับ..พวกเรายังไม่เข้าใจอยู่ดี... อาจารย์โกริสึจึงเล่าความหลังให้ฟังว่า ตระกูลโทชิกาวาในอดีตเป็นตระกูลสูงศักดิ์มีอำนาจในบ้านเมือง เจ้าสำนักชูริวเป็นซามูไร ทำงานรับใช้ตระกูลนี้ แต่หลังจากสิ้นยุคซามูไร ญี่ปุ่นเปลี่ยนแปลงการปกครอง คนของตระกูลโทชิกาวาก็ไม่ยุ่งเกี่ยวเรื่องบ้านเมืองอีก ในตอนนั้นได้มอบทรัพย์สมบัติครึ่งหนึ่ง แจกจ่ายให้กับซามูไรในความปกครอง เพื่อเป็นทุนทรัพย์กลับบ้านเกิดประกอบอาชีพ แต่เจ้าสำนักชูริวทุกรุ่นยังคงยึดมั่นในความภักดี บิดาของตนจึงได้นำผู้จงรักภักดีจำนวนหนึ่ง ก่อตั้งสำนักขึ้นที่นี่ทำการรักษาและสืบทอดวิชาประจำสำนัก แก่ศิษย์รุ่นหลัง รอคอยโอกาสได้รับใช้ตอบแทนพระคุณผู้เป็นนายอีกครั้ง จี้ห้อยคอที่มาซาอิสวมใส่อยู่นั้น เป็นสัญลักษณ์ของทายาทผู้สืบทอดแห่งตระกูลโทชิกาวา ทั้งยังเป็นปกาศิตที่เคยใช้บัญชาเหล่าซามูไรในอดีต ดังนั้นศิษย์สำนักชูริวทุกคนเมื่อพบเห็นต้องให้ความเคารพห้ามล่วงเกิน มาซาอิพอได้รับทราบประวัติของจี้สร้อยคออันนี้ ในใจต้องรู้สึกละอายขึ้นมา ตนเพียงทราบจากบิดาว่าตระกูลโทชิกาวาในอดีต เคยรับราชการเป็นขุนนางรับใช้ราชสำนัก แต่ไม่เคยรับทราบความยิ่งใหญ่ของตระกูลตนเองมาก่อน จำได้ว่าป้าโมริมักพร่ำสอนให้พวกเขาประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ดี อย่าทำตัวเหลวไหลให้เสื่อมเสียชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล เมื่อครั้งที่บิดายอมทิ้งงานทางแอลเอ ซึ่งกำลังก้าวหน้ากลับคืนสู่มาตุภูมิ เพื่อกลับมาทำหน้าที่สืบทอดตระกูลโทชิกาวา เขายังเคยนึกว่าช่างเป็นการตัดสินใจที่โง่เขลาไร้สาระ บัดนี้เขาเพิ่งเข้าใจ.. ว่าเกียรติศักดิ์ของวงศ์ตระกูลมีคุณค่าและความสำคัญ ฝังอยู่ในจิตวิญญาณของชาวอาทิตย์อุทัยถึงเพียงนี้ แล้วการที่เขาพาซายูริหลบหนีมาแบบนี้ . .เขาใช่ทำถูกต้องแล้วหรือ ? < โปรดติดตามตอนต่อไป > จาก : kjb - 05/02/2001 01:10 |
|
ข้อความ : I can't see chapter 31 in your web. Where can I found them? ka-lun sa-nook leaw.T-T จาก : MrT - 05/02/2001 04:13 |
|
ข้อความ : พอดีช่วงนั้นที่เวบ http://www.geocities.com/acentharias มีปัญหาบางอย่างทำให้ต้องลงได้แค่ 31 ตอน แต่ตอนนี้ผ่านพ้นไปแล้ว และก็ไม่ได้ไปอัปเดทต่อ
งั้นมาอ่านที่นี่สิคะ http://www.geocities.com/acentharias/acentharia_bb.htm เพราะลงให้หมดทั้ง 54 ตอนเลย จาก : kjb - 05/02/2001 09:50 |
|
ข้อความ : Thank you. ^-^ จาก : MrT - 06/02/2001 02:15 |