หัวข้อ : ***เทพบุตรผู้พิทักษ์ ตอนที่ 15 เมื่อความรักมาทักทาย ***
ข้อความ :


คาลาธถึงกับสำลักน้ำชา.. เมื่อได้ฟังเรื่องที่ตนถูกย้อนรอยจากปากของเด็กรับใช้คนสนิททั้งสอง หากเพียงครู่หนึ่งแววบึ้งตึงบนใบหน้าก็เปลี่ยนเป็นแย้มยิ้ม

“ ไม่นึกว่าปีศาจน้อยนางนี้จะทั้งกล้าหาญและฉลาดไม่เลว น่าสนใจแฮะ… “
“ คุณชายรอง.. ท่านยิ้มอยู่ได้ พวกเรากลับอับอายแทนท่านแทบแย่แล้ว..”

พีจาร์โอดขึ้น คาลาธนิ่งใช้ความคิด ยืดกายยืนขึ้นเดินออกมาสูดอากาศที่บนระเบียงทางเดินหน้าห้อง ก็เห็นริวจิลยืนแอบอยู่ข้างประตูสีหน้าขรึมไม่ค่อยสบายใจ พอเห็นพี่ชายเดินออกมาค่อยเงยหน้าขึ้นเอ่ยอย่างกังวล

“ ข้าได้ยินเรื่องที่ท่านโดนย้อนรอยกลับมาแล้ว.. ท่านจะเอายังไงต่อหรือ.. ? “
“ หึ.. น้องชายเจ้าไม่ต้องห่วง ข้ามีแผนโต้ตอบแล้ว.. คราวนี้จะเอาให้นางร้องไม่ออกเลยดีมั้ย..? “

ผู้เป็นพี่ชายเอ่ยปลอบ หากริวจิลกลับยิ่งมีสีหน้าร้อนรุ่มกังวลกว่าเดิม จนคาลาธชักงง ไม่รู้จะเอาใจอย่างไรดี คนต้นเรื่องทั้งหมดลังเลจนกระสับกระส่ายอยู่เป็นครู่ก่อนจะรวบรวมความกล้าหาญ ยื่นมือจับแขนสองข้างของพี่ชายกำแน่น

“ พี่รอง.. ฟังข้านะ…”
“ เออ..กำลังฟัง…”

“ พวกเราน่ะ..เป็นผู้ชาย แล้วก็มีฐานะเป็นพี่… ท่านเคยสอนข้าใช่ไหมว่า..ลูกผู้ชายพึงใจกว้าง แล้วคนเป็นผู้ใหญ่ก็ไม่ควรถือสาเด็ก ข้า.. ข้าอยากขอร้องท่าน.. เรายุติกันแค่นี้เถอะนะ..อย่าเอาเรื่องนางอีกเลย ให้อภัยให้นางเถอะ…”

“ หา…นี่เจ้าหมายความว่า..ที่นางฉีกหน้าข้าวันนี้.. ให้ข้าเลิกเอาความ ทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรือ ? “

“ พี่รอง.. ถือว่าริวจิลขอร้อง.. นะนะ..”

คนน้องชายวิงวอนเสียงอ้อนเหมือนเมื่อครั้งยังเยาว์วัย มาเอาแบบนี้คาลาธต่อให้ใจแข็งแต่ก็ไม่เคยแข็งกับน้องชายคนนี้ได้สักครั้ง ริวจิลฉุดมือพี่ชายหลบมุมออกมาพอพ้นสายตาพวกเด็กรับใช้ทั้งสองอีกเล็กน้อย ค่อยเขย่าแขนพี่ชายอย่างเอาแต่ใจ

“ น่า..พี่รอง น้องขอร้องแค่นี้ก็ไม่ได้หรือ เรากับนางผลัดกันแกล้งคนละครั้ง ถือว่าหายกันเถอะนะ..”

“ เอางั้นหรือ ? “ คาลาธยังปรับความเข้าใจไม่ค่อยทันเจ้าน้องชายคนนี้เลย “ ก้อ.. ไม่เจ้าหรือที่ยุยงข้าให้หาเรื่องสั่งสอนนาง แล้วตอนนี้ทำไมถึงได้ยอมวางมือง่ายๆ ? “

“ นั่นมันเป็นเรื่องเมื่อก่อน.. แต่ว่าตอนนี้..ข้า………”

พูดได้แค่นี้ก็ก้มหน้ามุมปากทอรอยยิ้มกระดากกระเดื่องขึ้น คาลาธคราง “หือ” เบาๆขึ้นในลำคอ มองหน้าเจ้าน้องชายแล้วขมวดคิ้ว แต่แล้วก็ฉุกใจคิดได้อย่างรวดเร็วร้องดัง “ ไฮ้..” ออกมา

“ เจ้าน้องรัก.. นี่อย่าบอกนะว่า..เจ้าชอบนางปีศาจน้อยนั่นเข้าแล้ว ? “
“ พี่รอง… ข้า….”

ริวจิลยิ่งอึกอัก กล่าวอย่างขัดเขิน “ ก้อ..ข้าว่าท่านหญิงธีนี่น่ะ..ดูใสๆน่ารักดี ข้าแค่..รู้สึกเอ็นดูนางขึ้นมาเท่านั้น “

“ เฮ้อ…” คนพี่ชายถอนใจแล้วหัวเราะ ยื่นมือตบไหล่น้องชาย “ เอาเถอะ..เอาเถอะ ในเมื่อน้องชายอย่างเจ้าอุตส่าห์ขอร้อง งั้นพี่ชายตามใจเจ้าก็แล้วกันนะ…ยุติก็ยุติ.. ว่าแต่ถ้ามีเรื่องอะไรให้ช่วยอีกก็บอกแล้วกัน…”

“ ขอบคุณพี่รอง…”

ริวจิลเขย่าแขนคาลาธอย่างลิงโลดยินดี เงยหน้าขึ้นเพ่งตามองอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกรักและขอบคุณอย่างสุดหัวใจ ก่อนจะหมุนกายวิ่งออกไปอย่างปลอดโปร่งโล่งใจ

……………………………………….

วันนี้ท่านหญิงสองพี่น้องติดตามท่านไรเซนมาที่วังรัชทายาท ระหว่างที่ผู้เป็นบิดาสนทนาธุระอยู่กับชิริน ท่านหญิงราเธริก็อ้างอยากไปเยี่ยมชมผลงานของซาทากะแล้วชวนท่านหญิงราธีน่าปลีกตัวออกมา…

ที่ห้องทำงานของซาทากะ… ชายหนุ่มกำลังนั่งเขียนหนังสืออยู่ พอผู้รับใช้เข้ามาบอกว่าท่านหญิงแห่งสกุลนูลาสมาเยือน เขาถึงกับวางปากกาลงกับโต๊ะอย่างรำคาญ

“ ไปบอกพวกนางว่าข้ากำลังยุ่งไม่ว่างต้อนรับ…”

ผู้รับใช้ค้อมกายรับคำสั่ง แต่ไม่ทันเอาคำสั่งไปถ่ายทอดต่อคนที่ยืนรออยู่นอกห้อง ท่านหญิงราธีน่าก็ฉุดแขนผู้เป็นพี่สาวดึงดันเข้ามาแล้ว พลางส่งเสียงร้องเจื้อยแจ้วดังมาตั้งแต่หน้าประตู

“ พี่ซาทากะ.. พวกเรามาทวงสัญญาค่ะ..”
“ ธีนี่ไม่เอาน่า…อย่าเสียมารยาทสิ ไม่รู้พี่เขาว่างอยู่รึเปล่า..” คนพี่สาวร้องเบาๆอย่างเกรงใจ
“ ไม่เป็นไรหรอก…พี่ซาทากะคงไม่ใจดำไล่พวกเราหรอก..”

ซาทากะลอบเม้มปากกับตนเองอย่างรำคาญ แต่ก็มิอาจไม่ลุกจากโต๊ะออกมาต้องรับตามมารยาท

“ ขอบคุณที่ท่านหญิงท่านสองให้เกียรติมาเยือน.. เชิญตามสบาย…”

“ เห็นมั้ยว่า..พี่เขาไม่ว่าอะไร “ คนน้องสาวหันมายิ้มพลางกระซิบอย่างผู้มีชัย

ท่านหญิงราเธริผงกศีรษะเล็กน้อย ยิ้มอ่อนหวานกล่าวคำขอบคุณต่อเขา ในใจรู้สึกขวยเขินกระดากกระเดื่องยิ่ง จับมือน้องสาวแน่นเพื่อรวบรวมความกล้า ทำเป็นจูงน้องเดินมองไปรอบๆห้องซึ่งแขวนภาพวาดไว้หลายภาพบนฝาผนัง มีทั้งภาพคน ภาพสัตว์ ภาพวิวทิวทัศน์ต่างๆ อีกทั้งภาพลายมือที่เขียนเป็นบทกลอนด้วยอักษรโบราณอันสวยงาม

หญิงสาวก็เป็นผู้หนึ่งซึ่งสนใจและศึกษาทางด้านนี้ ถึงกับชมดูจนรู้สึกทึ่งและชื่นชมอย่างยิ่ง

“ เยี่ยมจริงๆค่ะ.. นี่เป็นผลงานของพี่ทั้งหมดเลยหรือ ? “

ชายหนุ่มพยักหน้ารับ ผายมือเล็กน้อยกล่าวเสียงเรียบๆ “ เชิญตามสบายนะ พอดีข้ามีงานค้างบางอย่างต้องทำ ขอโทษที่เสียมารยาทขอตัวไปทำงานต่ออีกสักครู่…”

กล่าวจบก็เดินกลับมาที่โต๊ะ นั่งลงคัดลอกหนังสือที่ค้างอยู่ต่อ ท่านหญิงราเธริลอบก้มหน้ามุ่ยอย่างน้อยใจนิดๆที่เห็นเขาดูเฉยชา ท่านหญิงราธีน่ากลอกตาวูบ ค่อยสาวเท้ามายืนเกาะขอบโต๊ะถาม

“ พี่ทำอะไรหรือคะ ? “
“ คัดลอกหนังสือ…”
“ คัดลอกไปทำไม..งานแค่นี้ให้คนงานทำก็ได้นี่นา ทำไมต้องลงมือเองด้วยหรือ ? “

ซาทากะแม้รู้สึกรำคาญแต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง เห็นดวงตากลมใสแฝงแววบริสุทธิ์ไร้เดียงสาของนางก็เอ่ยตำหนิไม่ลง ขณะจะเอ่ยปากตอบ ท่านหญิงราเธริก็ชิงอธิบายแทนว่า

“ มันคงเป็นหนังสือสำคัญ.. ในเนื้อหาไม่อาจให้คนทั่วไปอ่านได้… ธีนี่เราอย่ารบกวนพี่เขาเลย ไปกันเถอะ ”

“ อ๋อ.. ข้าเข้าใจแล้ว…” ท่านหญิงน้อยคนน้องยังคงชวนเขาคุยต่อ “ ว่าแต่..พวกเรามีสิทธิ์อ่านได้มั้ยคะ.. ?”

“ ธีนี่….” ท่านหญิงราเธริรู้สึกเกรงใจอย่างยิ่ง ส่งเสียงปรามน้องสาวเบาๆ

“ อ่านได้สิ…”

คำตอบของเขา ทำให้หญิงสาวอดรู้สึกสว่างไสวอบอุ่นในใจขึ้นมามิได้ เด็กสาวจอมยุ่งฉวยโอกาสที่ชายหนุ่มเผลอยื่นมาให้ทันที

“ งั้นดีเลย.. พี่เธรี่ของข้าลายมือสวยนะพี่ ให้พี่เธรี่ช่วยพี่คัดลอกหนังสือมั้ย จะได้เสร็จไวไวไงคะ..”

ซาทากะเงยหน้าขึ้น ขยับริมฝีปากคิดปฏิเสธ หากใจเจ้ากรรมกลับดำไม่พอ เห็นดวงตากลมโตสองคู่ที่กระพริบมองตนเอง คู่หนึ่งมองอย่างสัตย์ซื่อไร้เดียงสา อีกคู่ก็มองอย่างปรารถนาและมุ่งหวัง สงสัยหากเขาเอ่ยคำว่า “ ไม่” ออกไป คงคล้ายมีดที่กรีดใส่ดวงใจบริสุทธิ์สองดวงจนฉีกขาดน่าเวทนาแล้ว…

“ ก็ได้….”

พริบตานั้นดวงตาคู่งามที่มองมาปรารถนาและมุ่งหวังก็ฉายจรัสโรจน์ด้วยปลื้มปิติยินดี หากดวงตากลมโตไร้เดียงสากลับกลอกกลิ้งทอรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้นน้อยๆ ซาทากะลอบร้องในใจว่า “ ผิดท่า ” กว่าจะรู้ตัวว่าหลงกลใจอ่อนก็ไม่อาจถอนตัวปฏิเสธพวกนางได้อีก นอกจากยอมตกกระไดพลอยโจน หันไปสั่งผู้รับใช้ยกโต๊ะเก้าอี้ และจัดสมุดเปล่ากับปากกามาอีกชุด ให้กับท่านหญิงราเธริ…

ท่านหญิงราธีน่าลอบยิ้มกระหยิ่มในใจ ทุกอย่างเมื่อเป็นไปตามแผนหน้าที่ของนางในที่นี่นับว่าสิ้นสุดสมควรถอนตัวออกมาได้แล้ว ดังนั้นแสร้งโอดครวญเบาๆว่านั่งนานๆแล้วเมื่อยขบ ขอตัวปลีกออกไปเดินเล่นข้างนอกดีกว่า กล่าวจบไม่รอคนฟังจะพูดว่ากระไร กระโดดลงจากเก้าอี้วิ่งแผล็วออกไปทันที…
..
….
…….

เวลาในห้องผ่านไปอย่างเงียบกริบ… หนุ่มสาวทั้งสองนั่งที่โต๊ะทำงานคนละตัว คัดลอกหนังสือทำงานกันเงียบๆ ไม่ส่งเสียงพูดกันแม้แต่คำเดียว ..

มีหลายครั้งที่ท่านหญิงราเธริเงยหน้าขึ้นคิดส่งเสียงชวนเขาคุย แต่เห็นอีกฝ่ายก้มหน้าก้มตาไม่เงยขึ้นมา ก็ได้แต่ชะงักคำพูดไว้แค่ริมฝีปาก เพียงลอบชำเลืองมองเขาเงียบๆ เก็บเอาภาพใบหน้าและทุกอากัปกิริยาของฝ่ายตรงข้ามในยามนี้ ประทับย้ำไว้ในหัวใจอย่างเงียบงัน พร้อมกับรู้สึกวาบหวามอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก..

หากสำหรับซาทากะในเวลานี้กลับตรงข้ามกับนางอย่างสิ้นเชิง…!!

ในชีวิตของเขานี่เป็นครั้งแรกที่ได้ใกล้ชิดกับอิสตรีภายในห้องหับรโหฐานเช่นนี้ ถึงแม้มุมห้องยังมีผู้รับใช้คนหนึ่งยืนอยู่ ไม่ถึงกับอยู่กันสองต่อสองกับนาง แต่ในใจก็อดรู้สึกประหม่าระคนรำคาญมิได้..

บอกไม่ถูกจริงๆว่านี่เป็นรสชาติใดกันแน่…!!

…………………………………………………………………………

อีกด้านหนึ่ง….

ท่านหญิงราธีน่าออกมาเดินเล่นคนเดียวในอุทยาน ความสวยงามของพรรณพฤกษา บรรยากาศอันร่มรื่นทำให้เด็กสาวรู้สึกเพลิดเพลินยิ่ง เพียงแต่หากมีเพื่อนสักคนมาเดินเล่นด้วยกันก็คงสนุกกว่านี้ ขณะกำลังนึกเสียดายที่ไม่ได้ชวนเซธมาด้วย ด้านหลังพลันบังเกิดเสียงเรียกทักทาย

“ ท่านหญิงธีนี่…”

เด็กสาวหันขวับไปมอง เห็นชายหนุ่มผู้หนึ่งยืนยิ้มอยู่ข้างพุ่มไม้ดัดรูปสิงโต ร่างสูงโปร่งสันทัดแต่งกายดูภูมิฐานคาดว่าคงมีฐานะตำแหน่งไม่เล็กน้อย เค้าใบหน้าคมคายแจ่มใส ดวงตามีแววขี้เล่นหากแต่แฝงมิตรภาพจริงใจ… ใครกันไม่เคยเห็นคนๆนี้ ?

“ ข้ามสะพานหินนี้ไปจะเป็นเขตหวงห้ามชั้นในของวังรัชทายาทนะ คนนอกเข้าไปไม่ได้..”

เขาบอกอย่างอ่อนโยน ท่านหญิงน้อยเลิกคิ้วเรียวงามอย่างประหลาดใจ

“ ทำไมข้าจะเข้าไปไม่ได้.. ข้าเป็นบุตรีของท่านจ้าวสยบทักษิณไรเซนนะ.. “

“ ข้ารู้จักท่าน…” เขาบอก “ แต่คูน้ำตรงนี้เป็นเส้นแบ่งอาณาเขตกั้นระหว่างวังชั้นนอกและชั้นใน ฝั่งโน้นเป็นเขตที่พักของเจ้าชายเมราซัส มีแต่องค์รัชทายาทกับสี่ผู้พิทักษ์ แล้วก็องค์กษัตริย์เท่านั้นที่สามารถผ่านเข้าออกไปได้ ส่วนคนอื่นจำต้องขออนุญาตก่อน…”

“ แล้วท่านเป็นใคร ? “

“ ข้าชื่อริวจิล…”

ท่านหญิงชะงักอึ้งไปเล็กน้อย.. นับตั้งแต่เข้ามาเมืองหลวงนางเพียงเคยเห็นหน้าแต่ชิรินกับซาทากะเท่านั้น สำหรับริวจิลกับคาลาธเพียงได้ยินแต่ชื่อ หวนนึกถึงตนมีเรื่องกับสองคนนี้มากที่สุด.. วันนี้อยู่ๆคนชื่อ “ริวจิล” ก็โผล่ออกมาทักทายแบบนี้ ไม่รู้ว่าไว้ใจได้หรือไม่ จะมีแผนการตอบโต้ใดมาแกล้งนางอีกหนอ

“ ที่แท้.. ท่านคือพี่ริวจิล ได้ยินชื่อมานาน.. “
“ วันนี้ทำไมออกมาเดินอยู่คนเดียวล่ะ.. ให้พี่เป็นเพื่อนพาเดินเที่ยวชมที่นี่มั้ย..? “

ท่านหญิงราธีน่ากอดอกเอียงคอครุ่นคิด .. ไม่รู้คราวนี้อีกฝ่ายจะมาไม้ไหน..?

“ ไม่ไปแล้วนะ..บ้านปีศาจหลังนั้นน่ะ…”

ริวจิลหัวเราะ รีบโบกมือ “ เรื่องวันก่อนน่ะ.. พี่ขอโทษจริงๆ.. ไม่นึกว่าเจ้าจะกลัวขนาดนั้น..ขอโทษนะ..”

ท่านหญิงเอียงคออีกครั้งมองเขาอย่างพิจารณา …
อืม..คนๆนี้พอหัวเราะก็น่ารักดี.. ดูซื่อๆคงพอไว้ใจได้..
บางทีเจ้าตัวการที่ร้ายที่สุดคงเป็นคาลาธมากกว่า.. เขาคงเป็นแค่ลูกมือ..นางได้ยินพี่เธรี่บอกยังงั้น

“ ก็ได้… ไปไหนดีล่ะ ”

เด็กสาวยอมเดินตามเขา แต่ก็ระมัดระวังตัวทุกขณะจิต ริวจิลรู้สึกปลาบปลื้มใจยิ่ง ชวนนางพาเดินเล่นไปตามสะพานคดเคี้ยวที่ทอดข้ามสระบัวกลางสวนน้ำ ชี้ชวนดูฝูงปลาและน้ำตกจำลอง หากเด็กสาวกลับบ่นเบาๆ

“ วันก่อนตรงนี้ก็มาเที่ยวแล้วล่ะ.. ปลาที่บ้านข้าก็มีตั้งเยอะแยะ..ไม่มีที่อื่นน่าสนใจอีกหรือ ? “

“ ถ้าอย่างนั้น…” ชายหนุ่มพยายามนึกขบคิด “..อ้อ.. มีอีกที่แห่งหนึ่งนะ.. รับรองว่าท่านต้องสนใจ…”

………………………………….

สถานที่ที่ริวจิลพาท่านหญิงมาเป็นอาคารชั้นเดียวหลังหนึ่งซึ่งบรรยากาศค่อนข้างมืดและลึกลับ เด็กสาวรู้สึกระแวง

“ บ้านผีสิงอีกเหรอ ? “
“ เปล่า.. ตามมาเถอะ..เดี๋ยวรู้เอง…”

ความสงสัยบางครั้งก็เป็นเหยื่อประการหนึ่งที่ล่อผู้คนเข้าไป หากแต่เมื่อท่านหญิงเดินเข้าไปในห้องหลังหนึ่งก็แทบร้องกรี๊ด เมื่อพบว่าในห้องนั้นมีกรงงูมากมาย ทั้งตัวเล็กตัวใหญ่เลี้ยงไว้ยั้วเยี้ย บางตัวเกล็ดมีสีทองสะท้อนประกายวาววับภายใต้แสงจากคบไฟบนผนังห้อง สร้างความรู้สึกสยองเข้าไปในหัวใจอย่างยิ่ง

ริวจิลยิ้มพลางอธิบาย

“ งูเหล่านี้เจ้าชายกับพี่สามของข้านำมาใช้ในการทดลองพิษกับปรุงยาวิเศษต่างๆ บอกท่านเลยนะ.. ผู้ที่มีโอกาสได้เข้ามาเที่ยวชมที่นี่มีน้อยคนมาก .. ไปดูห้องอื่นกันมั้ย.. ยังมีสัตว์แปลกๆเช่น..หนูตัวโตๆ…”

“ พี่ริวจิลบ้า…” ท่านหญิงราธีน่าร้องพลางขยี้เท้า “ ข้ารู้นะ.. ท่านจะแกล้งข้าอีกใช่มั้ย…”
“ เปล่านะ…”
“ ฮึ.. งั้นพาข้าออกไปเดี๋ยวนี้นะ.. ข้าจะกลับแล้ว.. ข้าไม่ชอบที่นี่ ”

ริวจิลเกาหัวอย่างงงๆ เอาใจไม่ถูก “ แล้วอะไรกันนะ.. ที่นั่นก็ไม่ชอบ ที่นี่ก็ไม่ชอบ…”

“ ก้อข้ากลัวนี่น่า.. “

ริวจิลได้แต่รีบพานางออกมา ท่านหญิงน้อยโกรธจนงอนตุ๊บป่อง หาว่าเขาจงใจกลั่นแกล้งนาง ชายหนุ่มขอโทษแล้วขอโทษอีก บอกว่าไม่ได้ตั้งใจ ก็แค่อยากพานางไปเที่ยวชมสถานที่ที่นางไม่เคยไปเท่านั้น เด็กสาวเดินหนีไม่ยอมฟังเสียง จนมาถึงริมสนามร่มรื่นบรรยากาศโล่งกว้างรื่นรมย์แห่งหนึ่ง ค่อยทรุดนั่งลงบนเก้าอี้หินใต้ต้นไม้ กำหมัดน้อยๆทุบขาตนเองเบาๆด้วยความขบเมื่อย ริวจิลเดินตามมายืนตรงหน้าอีกครั้ง พลันได้ความคิดประการหนึ่ง ก้มหน้าลงถามอย่างเอาใจ

“ หิวมั้ย… เดี๋ยวจะไปหาขนมอร่อยๆมาให้ท่าน..
“ ก็ดี…”
“ งั้นนั่งรอตรงนี้นะ.. พี่ไปประเดี๋ยวมา…”

เขาหันกายวิ่งออกไป เด็กสาวเงยหน้าขึ้นมองแล้วยิ้ม ภายใต้การตามง้อเอาอกเอาใจของชายหนุ่ม ความขุ่นเคืองเมื่อครู่นี้นับว่าสลายตัวไปลงมากแล้ว อย่างน้อยเขาก็เป็นคนดีคนหนึ่ง.. เด็กสาวสรุปเช่นนั้น ขณะจะคิดอะไรต่อ พลันได้ยินเสียงร้องดังงี๊ดๆ คล้ายเสียงลูกสุนัข อดลุกขึ้นเดินไปดูที่ทิศต้นเสียงมิได้ เห็นบนสนามหญ้าที่ปูลาดไปบนเนินดินหลังพุ่มไม้ที่นั่งนั่งอยู่ มีลูกสุนัขสีขาว สีน้ำตาลสี่ห้าตัวกำลังวิ่งเล่นกอดฟัดกันอยู่

ลูกสุนัขครอกนี้ขนฟูปุกปุยน่ารักน่าชังอย่างยิ่ง ตัวเล็กๆอ้วนกลมเหมือนลูกบอลกลิ้งไปมาบนพื้น เด็กสาวถึงกับดวงตาทอประกายตื่นเต้นยินดี ร้อง “ว้าว..น่ารักจัง “ เบาๆเดินเข้าไปยกเจ้าตัวหนึ่งมาอุ้มแนบกอดกับอกด้วยความเอ็นดู

แต่ทันใดนั้นเอง บังเกิดเสียงขู่คำราม… แม่สุนัขตัวสีขาวขนยาววิ่งกระโจนเข้ามาด้วยอาการหวงลูก เด็กสาวตกใจรีบปล่อยลูกสุนัข พลางถอยหลังกรูดจะวิ่งหากสะดุดเอารากไม้หกล้มลงกระแทกนั่งกับพื้น แม่สุนัขแยกเขี้ยวคำรามหมายจะกัด เด็กสาวกรีดร้องให้ช่วยอย่างตกใจ

พลันเสียงหนึ่งตวาดดังขึ้น “ ท่านผู้หญิง.. หยุดเดี๋ยวนี้…”

หือ..สั่งใครให้หยุด..?
แล้วทำไมมาเรียกเราเป็นท่านผู้หญิง..?

ทว่าเสียงสั่งของเขาราวประกาศิต แม่สุนัขถึงกับชะงักกึกมิกล้าเคลื่อนไหว ท่านหญิงน้อยอดงงมิได้ เหลียวมองไปทางเสียงกร้าวนั้นเห็นร่างสูงผู้หนึ่งก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว ยื่นมือประคองนางลุกขึ้นจากบนพื้น

“ ไม่เป็นไรใช่มั้ย.. สุนัขแม่ลูกอ่อนก็ดุยังงี้ล่ะ… เห็นท่านไปยุ่งกับลูกของนางก็หวงลูก…”

ท่านหญิงพยายามระงับใจที่เต้นแรงด้วยความตกใจเมื่อครู่อย่างยากเย็น เงยขึ้นมองใบหน้าคมคายของชายหนุ่มแล้วฝืนยิ้ม อย่างกระดากกระเดื่อง

“ ขอโทษ.. ไม่รู้นี่นา…สุนัขของท่านหรือ..? “

“ อืม…” เขาพยักหน้าพลางประคองนางยืนขึ้น เห็นเด็กสาวพอลงน้ำหนักที่เท้าขวาก็มีสีหน้าเหยเก ร้องโอดโอย

“ เป็นไร.. ขาแพลงเหรอ…”
“ ไม่รู้สิ แต่เจ็บจังเลย…”

“ ว้า..แย่จัง…” เขาพึมพำ ค่อยบอกนาง “ งั้นไปที่เรือนพักข้านะ จะหายามานวดให้..”

ท่านหญิงเดินกระโผลกกระเผลก ชายหนุ่มส่ายหน้าอย่างสงสาร “ มา..เดี๋ยวอุ้มไปดีกว่า…”

กล่าวจบส่งเสียงขอโทษคำหนึ่ง แล้วยื่นแขนยาวแข็งแรงช้อนร่างนางขึ้นอุ้มอย่างง่ายดาย ท่านหญิงรู้สึกขัดเขินใจยิ่ง แต่ก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมถึงไม่ปฏิเสธความช่วยเหลือนี้

เขาก้าวเดินอย่างรวดเร็ว เส้นผมสีทองอมม่วงมีน้ำหนักหากนิ่มมือยามสัมผัสที่ยาวประบนบ่าของเขาพลิ้วลมจนระใส่ใบหน้าของนางรู้สึกคันนิดๆ ทว่าไม่รำคาญแม้แต่น้อย มือทั้งสองโอบคอเขาไว้..ใบหน้าเขาลอยอยู่ห่างจากใบหน้านางเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ชายหนุ่มแปลกหน้าคนนี้เป็นใครกันหนอ ดวงหน้าคมเข้มทอแววเอาเรื่องไม่ยอมคน หากแต่ก็ซ่อนความอ่อนโยนอยู่เงียบๆ ดูแล้ว อดรู้สึกมั่นคงและอบอุ่นมิได้ …

ชายหนุ่มมาหนึ่งหน้าเรือนไม้หลังหนึ่ง ค่อยวางนางลงบนเก้าอี้โยกหน้าบ้าน หันกายผลักประตูเข้าไปข้างใน สักครู่ก็กลับออกมาพร้อมตะกร้าใส่หยูกยา ลากเก้าตัวเล็กมานั่งลงข้างๆ พลางบอกนางให้ถอดรองเท้าแล้วถลกปลิ้นขากางเกงที่ปล่อยยาวจนกลอมข้อเท้านั้นขึ้น

ท่านหญิงราธีน่าทำตามที่เขาสั่งอย่างขวยเขิน หากใบหน้าที่จริงจังดูบริสุทธิ์ใจของเขาทำให้นางรู้สึกวางใจขึ้น ความอายของเด็กสาวแรกรุ่นค่อยๆผ่อนคลายลง อย่าว่าแต่.. น้ำยาพอถูกทาลงบริเวณที่ปวด รู้สึกเย็นซึมลึกลงไปในผิวหเนื้อ จากนั้นคล้ายกับมีความร้อนเบาๆขุมหนึ่งแผ่คลุมข้อเท้า อาการปวดเมื่อครู่นี้หายไปอย่างรวดเร็ว ปลายนิ้วของเขาคลึงไปมาเบาๆที่ข้อเท้า..ยิ่งรู้สึกสุขสบายอย่างบอกไม่ถูก

“ ตอนนี้รู้สึกเป็นไงบ้าง.. ยังปวดอีกมั้ย ? “ เขาเงยหน้าขึ้นถามอย่างอ่อนโยน
“ ดีขึ้นมากเลยค่ะ.. ไม่ปวดแล้ว ยานวดของท่านวิเศษจังเลย..”

เขายิ้ม.. ท่านหญิงราธีน่าพลันพบว่ารอยยิ้มของคนผู้นี้ต่างกับริวจิล รอยยิ้มของริวจิลใสสว่างร่าเริงน่ารัก แต่รอยยิ้มคนผู้นี้กลับเป็นรอยยิ้มที่น่าหมั่นไส้ที่สุดเท่าที่นางเคยพบเจอมา.. เพียงแต่ก็น่าแปลก..ที่รอยยิ้มที่น่าหมั่นไส้นี่แหล่ะที่มักสร้างความทรงจำพิเศษแก่ผู้คนอยู่เสมอ..

“ เรื่องเมื่อครู่นี้เป็นท่านหาเรื่องเอง.. โทษข้าไม่ได้นะ…” เขาบอก
“ ก้อไม่ได้ว่าอะไรท่านสักคำนี่นา…เอ้อ.. พวกนั้นเป็นสุนัขของท่านเหรอ.. น่ารักจัง..”

“ ฮื่อ.. น่ารักเหมือนเจ้าของเนอะ…” ชายหนุ่มยื่นหน้ามาถาม เด็กสาวย้อนสวนกลับทันควัน “ ลูกสุนัขน่ารัก.. ส่วนท่านน่ะ..เหมือนแม่สุนัขตัวนั้น…”

เขาหัวเราะ.. “ ยังคมไม่เปลี่ยน สมแล้วที่เป็นท่านหญิงน้อยราธีน่า…”

เด็กสาวขมวดคิ้ว “ ท่านรู้จักข้าด้วยหรือ… ท่านเป็นใคร..ดูไปฐานะท่านในวังรัชทายาทไม่ธรรมดาเลยนะ..”

“ แน่นอนอยู่แล้ว..” รอยยิ้มกวนๆน่าหมั่นไส้ฉายขึ้นบนใบหน้านั้นอีกครั้ง “ ข้าก็คือคนที่ท่านใช้แผนย้อนรอยเรื่องของขวัญ ฉีกหน้าข้าจนเป็นเสี่ยงๆต่อหน้าพี่ชายข้าและพ่อของเจ้านั่นแหล่ะ..”

“ หา…” ท่านหญิงลืมตาโตอย่างตกใจ รู้สึกเหมือนเดินชนตอเข้าโครมเบ้อเริ่ม “ ท่าน..ท่านคือ..คาลาธ ? “

เขายักไหล่แทนคำตอบ

ยามนั้นซันจิเดินเข้ามาเห็นท่านหญิงอยู่ที่นี่ก็แปลกใจ บอกนางว่าท่านไรเซนกำลังตามหานางอยู่เพราะกำลังจะกลับจวนกันแล้ว คาลาธจึงกล่าวว่า

“ เจ้ามาก็ดีแล้ว.. งั้นช่วยพานางไปส่งหน่อยก็แล้ว ข้อเท้าของนางเพิ่งโดนฤทธิ์ของท่านผู้หญิงจนเกือบแพลง..”

ซันจิส่งเสียงรับคำ หันมาลอบยิ้มให้กับคาลาธอย่างสะใจ ก่อนกลับท่านหญิงน้อยเหลียวหน้ามากล่าวคำขอบคุณคาลาธอย่างอ่อนหวาน ชายหนุ่มยืนพิงเสาหลักเฟื้องฟ้าหน้าเรือนพักมองดูเด็กสาวที่เดินกระเผลกเล็กน้อยออกไป ยิ้มกับตนเองแล้วพึมพำ

“ หึ…นางปีศาจน้อยคนนี้..หากไม่ก่อเรื่องซุกซนก็น่ารักดีเหมือนกันแฮะ…”

………………………………………………………….


จาก : kjb - 05/02/2001 01:04

ข้อความ : น่าสนใจจะเป็นไงต่อเนี้ย

จาก : MrT - 05/02/2001 04:31

ข้อความ : อืม.....น่าติดตามๆ แฮะๆๆ

จาก : Cid - 05/02/2001 11:17

ข้อความ : เอ..... จะกลายเป็นรัก3เส้าหรือเปล่าค่ะ? ถ้าท่านหญิงน้อยไปหลงชอบคาลาธเข้าละก็คงวุ่นวายน่าดู แบบนี้ต้องติดตาม ^-^

จาก : Alicia - 05/02/2001 22:46

ข้อความ : ค่ะ.. รักสามเส้าที่น่าลำบากใจเหลือเกิน...

จาก : kjb - 06/02/2001 00:58

ข้อความ : ฮืมมมมมมมมม

จาก : illusion - 06/02/2001 03:34

Comment เกี่ยวกับ Fiction ตอนนี้
ชื่อ :
Email :
ICQ :
โฮมเพจ :
ข้อความ :


Pocket WebBoard Fiction แห่งนี้ใช้บริการของD'Server
Hosted by www.Geocities.ws

1