หัวข้อ : ***เทพบุตรผู้พิทักษ์ ตอนที่ 13 เบื้องหลังความแค้น ***
ข้อความ :
ยามเช้าของหุบเขาไผ่เขียว….
ละอองหมอกขาวปกคลุมขุนเขาดั่งม่านธรรมชาติ แต่งแต้มทิวทัศน์ตระการตาที่ล้อมรอบกายดั่งอยู่ในความฝัน

ธิเดลล่าออกมาเก็บแอปเปิ้ลภายในไร่เล็กๆกับสาวใช้ ผลแอปเปิ้ลสุกสีแดงปลั่งท่าทางหวานกรอบน่ารับประทาน เพิ่งเลือกเก็บได้สิบกว่าลูกก็พลันปรากฏมือของบุรุษข้างหนึ่งยื่นเข้ามาจากหลังพุ่มตรงข้าม เอื้อมเด็ดแอปเปิ้ลลูกเดียวกับที่หญิงสาวกำลังจับอยู่แล้วชิงเด็ดเอาไปอย่างหน้าตาเฉย…

ร่างนั้นเดินอ้อมปรากฏกายออกมา..เป็นเวลาเดียวกับที่หญิงสาวชะโงกหน้าไปดู.. ใบหน้าถึงกับแทบปะทะชนกับอกของอีกฝ่าย

“ อุ๊ย… ท่านเป็นใคร ? “

คนผู้นั้นยิ้ม….

เห็นอีกฝ่ายเป็นบุรุษหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่สง่า ใบหน้าเกลี้ยงเกลาคมสันยิ่ง คิ้วดกเข้มเรียวยาวดั่งขุนเขาไกลตา จมูกโด่งเป็นสันริมฝีปากบางแดงได้รูปแม้ยิ้มยังปิดเม้มเป็นเส้นตรง มุมปากเพียงหยักขึ้นเล็กน้อยบ่งบอกนิสัยอันทระนงไม่ยอมใคร ผมไว้ยาวสีดำสนิทดั่งไหมรัตติกาลผูกรัดไว้เรียบร้อยด้วยไหมทองพาดไหล่มาห้อยระอยู่บนหน้าอก และที่สะดุดตาที่สุดคือดวงตาดุจเหยี่ยวที่แฝงประกายอำนาจสยบจิตใจผู้ถูกจับจ้องมองจนรู้สึกตะครั่นตะครอคู่นั้น..

ธิเดลล่าผู้ไม่เคยกริ่งเกรงใคร แต่พอเห็นสายตาคู่นี้ก็อดถดถอยกายไปก้าวใหญ่อย่างลืมตัวมิได้

“ ยิ้มอะไร ? “

คนผู้นั้นไม่ตอบ.. หากริมฝีปากเผยอเปิดเล็กน้อย เห็นฟันขาวสะอาดเรียงเป็นระเบียบในปากเพิ่มเสน่ห์ในรอยยิ้มจนน่าดูยิ่ง คนพอเผยอยิ้ม ดวงตาเหยี่ยวก็ทอรอยยิ้มราวกับจะเปิดโลกให้สว่างไสว อำนาจสยบที่แผ่ออกมาจากดวงตาคู่นั้นเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนลงอย่างประหลาด.. หญิงสาวราวกับตกอยู่ในห้วงภวังค์ไปชั่วขณะเหม่อมองเขาจนค้างไปเล็กน้อย

“ ขอสักลูกนะ…” ไม่ทันให้เจ้าของอนุญาตก็ยกผลแอปเปิ้ลขึ้นกัดกร้วมกิน แล้วเลิกคิ้วขึ้นสูงออกปากเอ่ยชม

“ อืม.. ไม่เลว..กรอบหวานหอม อร่อยมาก..”

ถึงตอนนี้ธิเดลล่าค่อยได้สติว่าอยู่เบื้องหน้าบุรุษแปลกหน้า ค่อยถลึงตาใส่ฝ่ายตรงข้ามอย่างขุ่นเคือง

“ เฮอะ.. ใครอนุญาตให้ท่านกินแอปเปิ้ลของข้า..? “

บุรุษหนุ่มตรงหน้าชะงักค้างเล็กน้อย ชี้นิ้วไปที่ปากตนเองกล่าวเชิงหยอกเย้า

“ ว้าแย่จัง.. ตอนนี้มันอยู่ในปากข้าแล้ว จะเอาคืนหรือไม่…”
“ ท่าน…!! “

ธิเดลล่าบันดาลโทสะ สะบัดฝ่ามือจู่โจมออกไป บุรุษหนุ่มยกแขนปิดป้องพลางเบี่ยงกายหลบหลีกด้วยท่วงท่างามสง่า หญิงสาว อดร้องถามในใจมิได้ ไฉนหลายวันมานี้ต้องมาเจอกับบุรุษที่ชอบก่อกวนยั่วโทสะนางนัก ไทอิลก็คนหนึ่งแล้ว ยังมีเจ้าคนผู้นี้อีกคน …

แต่ว่าไปแล้ว.. คนผู้นี้ยังดูดีกว่าไทอิลสักหน่อย อย่างน้อย..ก็ดูไม่ค่อยยโสน่าหมั่นไส้แบบไทอิล
ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมตนถึงบังเกิดความปรารถนาดีต่อคนผู้นี้มากกว่าไทอิล

“ บุตรีเจ้าขุนเขาคาเดม่อนฝีมือไม่เลว… บิดาเจ้าอยู่ไหม ? “

เขาพูดไปก็กัดกินแอปเปิ้ลไป ..แล้วก็เบี่ยงกายหลบการจู่โจมไป
ในที่สุด..ธิเดลล่าค่อยยอมชะงักฝ่ามือ ..อันที่จริงนางก็รู้สึกเหนื่อยที่ต่อยโดนแต่ลม
แล้วก็แปลกใจตนเองเหมือนกัน.. ทั้งๆที่สู้เขาไม่ได้ แต่ทำไมกลับไม่รู้สึกโกรธเขาเลย..กลับยิ่งอดลอบเลื่อมใสมิได้

“ ท่านต้องการพบบิดาข้าทำไม ? “
“ หือ.. เจ้าเป็นลูกสาวหรือภรรยาเขากันแน่ ทำไมข้าต้องถ่ายทอดธุระข้าให้เจ้าฟังด้วยหรือ..? “
“ ท่าน.. ปากเสีย..”

เขาจึงปิดปากลงแล้วยิ้มกริ่มกระพริบตาปริบๆ.. ท่าทางยียวนน่าหมั่นไส้ แต่ขณะเดียวกันก็ดูน่ารักอย่างบอกไม่ถูก

ธิเดลล่าพอสบตาของเขาอีกครั้ง อดรู้สึกร้อนวะวาบใบหน้าลงไปถึงลำคอมิได้ ในใจหวั่นไหวยิ่ง บอกไม่ถูกว่าโกรธหรือประหม่า ขยี้เท้าเบาๆอย่างแง่งอนหมุนกายหันหลังให้ ระงับสติเล็กน้อย..ทำเสียงแข็งกระด้างร้องบอกโดยไม่เหลียวหน้าไป

“ ตามมาสิ…”

……………………………………………………

คาเดม่อนรู้สึกแปลกใจยิ่งนักหลังจากได้รับรายงานจากบุตรสาว และที่ประหลาดใจที่สุดคือบุตรีอันดุร้ายของตนกลับยอมนำทางพาคนผู้นี้เข้ามาพบตนเองถึงห้องโถงรับแขก.. นับเป็นการอ่อนข้อให้อย่างที่ไม่เคยกระทำต่อใคร

ชายหนุ่มแปลกหน้า เพียงก้มศีรษะเล็กน้อยเป็นเชิงให้เกียรติคารวะต่อผู้เหย้า กิริยานี้แม้แฝงความหยิ่งยโสอย่างยิ่ง หากแต่ดูไม่ขัดตาแม้แต่น้อย คาเดม่อนเพียงเห็นบุคลิกอันองอาจสง่างามของอีกฝ่ายก็สัมผัสได้ทันทีถึงความเป็นมาอันยิ่งใหญ่ไม่สามัญธรรมดา ..ดังนั้นบัดนี้จึงไม่ประหลาดใจอีกแล้วว่าไฉนคนผู้นี้ถึงได้สยบบุตรีของตนลงได้อย่างง่ายดาย

“ นามข้าคือ..เซฟิลอฟ … มาจากเมืองหลวง.. ยินดีที่ได้พบท่านเจ้าหุบเขา…”
“ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกัน.. ท่านดั้นด้นมาไกลถึงนี่มิทราบมีคำแนะนำใด..? “
“ มิกล้า.. เพียงฟังว่าศิษย์พี่ของข้า..ไทอิล..มาพักเป็นแขกอยู่ที่นี่.. ข้าเพียงมาเยี่ยมเยียนเขา ..”

“ อ้อ.. ที่แท้ท่านเป็นศิษย์ร่วมสำนักของท่านจ้าวสี่นั่นเอง.. ท่านไทอิลพักอยู่เรือนรับรองทางด้านหลัง งั้นสักครู่ข้าจะให้สาวใช้นำทางท่านไปที่ห้องของเขาก็แล้วกัน…”

“ มา…ข้านำทางไปให้เอง ..”

ธิเดลล่าพลันเอ่ยปากอาสา ชายหนุ่มเซฟิลอฟยิ้มจางๆพลางค้อมศีรษะเล็กน้อย “ ขอบคุณ.. ”

………………………………

ไทอิลนั่งขัดสมาธิผนึกลมหายใจเข้าออกเพื่อฝึกพลังอยู่บนเตียง เสียงเคาะประตูทำให้เขาถอนตัวออกจากการฝึกชั่วคราว ลุกลงจากเตียงมาเปิดประตู สายตาพอกวาดมองเห็นผู้มาถึงที่ยืนอยู่เบื้องหน้า สีหน้าถึงกับผนึกค้างอย่างนึกไม่ถึง

“ ท่าน…..”
“ ศิษย์พี่.. ท่านสบายดีใช่ไหม…”

เซฟิลอฟรีบชิงเอ่ยปากทักทาย ไทอิลอึ้งไปครู่เล็กๆก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้รีบแย้มยิ้มตอบรับ

“ ย่อมสบายดี.. ว่าแต่นึกไม่ถึงว่าท่านจะมาถึงนี่…”
“ ข้าเป็นห่วงท่านน่ะสิ…”

ธิเดลล่าเหลือบมองคนโน้นคนนี้..รู้สึกว่าตนเองยืนอยู่เป็นส่วนเกิน ดังนั้นร้องเบาๆว่า
“ งั้นพวกท่านก็คุยกันตามสบายนะ.. ข้าขอตัวก่อน..”

“ ขอบคุณ…”
บุรุษทั้งสองเอ่ยปากแทบพร้อมเพรียง หญิงสาวทำจมูกย่นเป็นเชิงล้อเลียนใส่ไทอิล

แต่พอหันมาทางเซฟิลอฟกลับยิ้มน้อยๆให้เขา “ ไม่ต้องเกรงใจ…”

ลับกายหญิงสาวที่จากไป เซฟิลอฟก้าวเข้าสู่ภายในเรือนพักรับรอง ไทอิลรีบงับปิดประตูสนิทลง ก่อนที่จะหมุนกายกลับมาคุกเข่าขวาลง มือขวายื่นไปข้างหน้ากดพื้นพลางโน้มศีรษะต่ำด้วยอาการเคารพสูงสุด

“ ถวายบังคม.. ขอจงทรงพระเจริญ…”

ชายหนุ่มเซฟิลอฟ..ที่แท้ก็คือองค์ฟาลอส..กษัตริย์รามิเนี่ยลที่เก้าแห่งรัชสมัยปัจจุบัน ..!!

“ ลุกขึ้นเถอะ.. ตามสบาย.. ข้ามาในนามของเซฟิลอฟศิษย์น้องของท่าน.. ระหว่างนี้ก็ช่วยสานบทนี้ต่อไปกับข้าก็แล้วกัน..”
“ พะยะค่ะ..”

ไทอิลยืดกายยืนขึ้น องค์ฟาลอสไขว้พระหัตถ์ไปข้างหลังพลางสาวพระบาทดำเนินไปรอบๆห้องค่อยรับสั่งขึ้น

“ อืม.. ท่านก็ไม่เป็นไรแล้ว พวกมันก็ไม่ได้รั้งท่านไว้..แล้วไฉนยังไม่กลับเมืองหลวงอีก..”
“ ขออภัยที่ทำให้ต้องเป็นห่วง แต่ที่ข้ารั้งอยู่ที่นี่ก็เพราะมีเหตุผลบางประการ..”

นี่เป็นข้อดีที่ถูกพระทัยยิ่งประการหนึ่งของแม่ทัพคู่บัลลังก์ผู้นี้ นั่นคือไทอิลไม่ใช่คนเรื่องมาก ทั้งยังรู้กาลเทศะและรู้พระทัย ครั้งนี้เมื่อทรงบอกเขาให้สานบทศิษย์พี่ศิษย์น้องต่อ.. ไทอิลก็กระทำตามรับสั่งโดยไม่ต้องอธิบายต่อว่าต้องทำอย่างไร กระทั่งคำพูดต่อกันก็ปกติธรรมดาหาได้มีคำราชาศัพย์ใดไม่

“ มีอะไรผิดสังเกตหรือ ? “

“ อืม..ข้ารู้สึกว่าเจ้าหุบเขาคาเดม่อนเหมือนมีฐานะเร้นลับใดซ่อนอยู่ อีกทั้งผู้เฒ่าสายฟ้าผู้เป็นอาจารย์ของเขา..ไม่เพียงมีนิสัยแปลกประหลาด ทั้งฝีมือก็สูงส่งพิสดารอย่างยิ่ง ข้ายังรู้สึกสงสัย..ว่าเฒ่าผู้นี้อาจจะรู้จักพลัง “คอธ” ของวังรัชทายาทในอดีตอีกด้วย ดังนั้นเชื่อว่าสองศิษย์อาจารย์ต้องมีความเป็นมาที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน…”

“ อืม..ก็เป็นเหตุผลที่น่าสนใจ…”

รับสั่งแล้วสาวพระบาทเข้ามาใกล้ แย้มพระโอษฐ์เล็กน้อยตรัสกระซิบสัพยอก

“ ข้าก็นึกว่าเพราะเขามีลูกสาวสวยซะอีก..”

ไทอิลทำเป็นไม่ได้ยิน ..ตีหน้าเหลอหลาแล้วยิ้ม…

…………………………………………….

คืนนั้น… องค์ฟาลอสและไทอิลเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดรัดกุมสีทึมเข้มกลืนกับความมืด ค่อยลอบรุดไปยังเรือนที่พักของผู้เฒ่าสายฟ้าทางด้านหลังของหุบเขา..

ไทอิลแอบเลียบเคียงถามมาแล้วว่าช่วงนี้ผู้เฒ่าสายฟ้าไม่อยู่เพราะขึ้นเขาไปหาสมุนไพร กว่าจะกลับมาก็คงเป็นเที่ยงวันพรุ่งนี้ ดังนั้นทั้งสองจึงกล้าก้าวเข้ามาสำรวจในห้องนอนด้านในอย่างวางใจ ไทอิลเผลอไปชนโดนกลไกเข้า ทำให้พื้นห้องเปิดกว้างเป็นช่องสี่เหลี่ยม มีบันไดทอดยาวลงไปยังห้องใต้ดินเบื้องล่าง..

องค์ฟาลอสชักชวนไทอิลลงไปสำรวจข้างล่าง… พบว่าสุดปลายทางบันไดสายนี้ ทอดลงมายังห้องโถงดินสี่เหลี่ยมหลังหนึ่ง ภายใต้แสงโคมไฟที่นำลงมา เห็นห้องนี้กว้างยาวด้านละประมาณสองคีปะ ภายในห้องไม่มีเครื่องใช้หรือของประดับใดใด นอกจากโต๊ะตัวหนึ่ง…

เป็นโต๊ะที่จัดวางกระถางธูปเทียนอยู่เบื้องหน้าป้ายไม้สี่อัน…
บนป้ายไม้แต่ละอันดูเหมือนล้วนสลักชื่อบุคคลไว้.. ที่แท้นี่เป็นป้ายวิญญาณผู้ตายนั่นเอง..!!
ไม่ทราบว่าผู้ตายแต่ละคนจะเกี่ยวข้องอะไรกับผู้เฒ่าสายฟ้าหรือไม่
ไทอิลนำโคมไฟมาส่องใกล้ๆ..เพื่ออ่านชื่อของผู้ตาย
พลันได้ยินพระสุรเสียงขององค์ฟาลอสอุทานออกมาอย่างตกพระทัยแกมตื่นเต้นสงสัย

“ หา..อะไรกันเนี่ย.. !! “

“ มีอะไรหรือ… ? “
“ ชื่อผู้ตายเหล่านี้….”
“ ท่านรู้จักหรือ…”

องค์ฟาลอสผงกพระเศียรช้าๆ พระพักร์ทอแววหม่นหมองขึ้น..คล้ายกับรู้สึกเศร้าพระทัยอย่างยิ่ง
ไทอิลรู้สึกเอะใจ.. หันไปสะกดอ่านชื่อผู้ตายบนป้ายวิญญาณทั้งสี่นั้นอีกครั้ง

.. ไครตัน … ไดลอธ… ซาลัส … ปิเดลม่า…!!

อา.. ชื่อทั้งสี่ทำไมรู้สึกคุ้นหูนัก คล้ายกับเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน
ไทอิลขบคิดอยู่ครู่ใหญ่ พอคิดออกพลันรู้สึกสะท้านวาบไปทั้งร่าง..ยืนตกตะลึงกับที่ !!

ทั้งหมดนี่มันเป็นชื่อของขุนพลผู้พิทักษ์วังรัชทายาทสมัยเจ้าชายมัสฟาจินมิใช่หรือ..
สี่ขุนพลผู้ซึ่งดื่มยาพิษฆ่าตัวตายตามเจ้าชายมัสฟาจินที่สิ้นพระชนม์…!!
เจ้าชายมัสฟาจินพระบิดาแห่งองค์รามิเนี่ยลที่เจ็ดซึ่งเป็นพระอัยกาแห่งองค์ฟาลอส
ทำไมป้ายวิญญาณของพวกเขาจึงมาอยู่ในห้องลับแห่งนี้..?
ผู้เฒ่าสายฟ้าที่แท้มีความสัมพันธ์ใดกับบุคคลทั้งสี่นี้กันแน่.. ?



“ บังอาจนัก.. พวกเจ้ากล้ามาถึงนี่เชียวหรือ…? “

เสียงตวาดกราดเกรี้ยวปานฟ้าพิโรธ ผู้เฒ่าสายฟ้ามิทราบมาถึงตั้งแต่เมื่อใด ยืนหน้าถมึงทึงอยู่หน้าประตูทางเข้าห้องลับ ด้วยสัญชาติญาณแห่งผู้พิทักษ์ทำให้ไทอิลรีบก้าวปราดมายืนขวางองค์ฟาลอสไว้อย่างลืมตัว เห็นฝ่ายตรงข้ามยกมือขึ้นโบกไปข้างหน้า แสงสีเหลืองพุ่งวาบออกไปเป็นเส้นตรง คบเพลิงสองอันบนผนังทางซ้ายและขวามือลุกสว่างพรึบขึ้น…

พลังอัคคี …?
“ คอธ “ แห่งลมฟ้าฝนไฟ .. ที่แท้เฒ่าผู้นี้ก็รู้จักวิชาสูงส่งแห่งเทพด้วยหรือ ?

บางทีไทอิลอาจจะประหลาดใจยิ่งกว่านี้..หากเขาทราบว่าเมื่อหลายวันก่อนตอนที่เขาได้รับบาดเจ็บ ชายชราเบื้องหน้าได้ใช้พลังคอธวัฒนะเข้ารักษาอาการให้กับเขา !!

คบเพลิงสองอันพอถูกจุดสว่าง ทำให้สามารถมองเห็นสภาพทุกอย่างภายในห้องได้ชัดตาขึ้น ผู้เฒ่าสายฟ้าจับจ้องบุรุษที่ถูกไทอิลยืนขวางอยู่อย่างเขม็ง แค่นเสียงเย็นชา…” เจ้าผู้นั้นเป็นใคร.. ข้าไม่เคยเห็นหน้าเจ้า ! “

“ ความจริงข้าเพียงคิดมา สนทนาปรับความเข้าใจกับท่านผู้เฒ่า..” ไทอิลเอ่ยขึ้น “ ขออภัยที่ล่วงล้ำเข้ามาที่นี่โดยไม่ตั้งใจ…”

“ เฮอะ..จะบอกว่าพวกเจ้าสองคนต่างจงใจฉวยโอกาสที่ข้าไม่อยู่ มาทำลับๆล่อๆที่บ้านของข้า ทั้งยังพาพรรรคพวกมาด้วยเป็นเพื่อน ทั้งหมดล้วนเป็นการกระทำโดยไม่ตั้งใจ..? “

ไทอิลหน้าร้อนวูบด้วยความละอาย องค์ฟาลอสพลันสาวพระบาทออกมาก้าวหนึ่ง พระวรกายยืดตรงทระนงมิสะทกสะท้าน

“ ท่านเข้าใจถูกต้องแล้ว.. พวกเราจงใจมาลอบสืบเรื่องราวเกี่ยวกับท่านที่นี่ แต่ทั้งหมดเพราะข้าชักชวนเขาเอง เพราะข้าอดสงสัยฐานะความเป็นมาของท่านไม่ได้ ทั้งยังไม่เข้าใจถึงสาเหตุที่ทำให้ท่านมีอคติต่อเขา…”

“ อ้อ…แล้วไง ??”

“ แต่ตอนนี้ข้ามีปัญหาที่สงสัยยิ่งกว่านั้น.. ป้ายวิญญาณของขุนพลผู้พิทักษ์วังรัชทายาทในอดีตทั้งสี่ไฉนมาอยู่ในห้องลับนี้..? “

“ เจ้ารู้จักพวกเขาหรือ ? “ สีหน้าผู้เฒ่าดูมีแววตื่นตระหนกระคนประหลาดใจ

จากนั้นก็ค่อยเปลี่ยนเป็นความเจ็บช้ำ กล่าวอย่างปวดร้าว

“ .. ไม่อยากเชื่อว่าเด็กอายุรุ่นพวกเจ้าจะยังคงรู้จักชื่อของพวกท่านทั้งสี่ พวกเขาล้วนสร้างสมคุณความดีแก่แผ่นดิน ปราบมารร้ายพิทักษ์สุขแก่ปวงประชา แต่สุดท้ายกลับต้องจบชีวิตลงอย่างอนาถ.. ยังมีครอบครัวข้า..ต้องบ้านแตกสาแหรกขาด …”

เอ่ยถึงตอนนี้คล้ายเหน็ดเหนื่อยยิ่ง ส่งเสียงหายใจฟืดฟาดรุนแรง ดวงตาถลึงจ้องไทอิลอย่างโกรธแค้น ยกนิ้วชี้หน้าร่ำร้องดังๆ

“ ทั้งหมดก็ล้วนเป็นเพราะฟาเซนย่า..กษัตริย์ของเจ้า..มันชั่วช้านัก.. มันไม่คู่ควรเป็นสมมุติแห่งเทพเจ้า ไม่คู่ควรครอบครองคอธแห่งเทพอันยิ่งใหญ่ มันคือมารร้ายแห่งแผ่นดินต่างหาก.. พวกเจ้าที่เป็นเหล่าขุนนางจงรักภักดีต่อมัน ก็สมควรร่วมรับผิดชอบเช่นกัน โดยเฉพาะ..พ่อบุญธรรมของเจ้า..ไทอิล… เจ้าคงไม่รู้..ว่าเจ้าเซปปามันก่อฆ่าคนไปมากแค่ไหน…”

เซปปา นูลาส เป็นแม่ทัพคู่พระทัยขององค์รามิเนียลที่เจ็ดและรับใช้แผ่นดินต่อมาถึงสมัยของพระราชบิดาองค์ฟาลอส เมื่อครั้งที่เกิดกบถฟาตัส ท่านเซปปาเป็นผู้ที่เสี่ยงตายฝ่ากองกำลังกบถเข้าไปอุ้มองค์ฟาลอสที่ยังทรงพระเยาว์ออกมาในจากวัง จากนั้นยังเป็นผู้นำสำคัญของเหล่าขุนนางผู้จงรักในการช่วยองค์ฟาลอสกอบกู้บัลลังก์ เขาได้รับการยกย่องเป็นวีรบุรุษผู้หนึ่งของแผ่นดิน ..เซปปา นูลาส มีลูกชายคนเดียวจ้าวสยบทักษิณไรเซน และมีฐานะเป็นพ่อบุญธรรมของอีกสามแม่ทัพคู่บัลลังก์คือ ซาฮัส ซิปิดและไทอิล…!!

ดังนั้นครั้นได้ยินผู้เฒ่าสายฟ้ากล่าวประนามเช่นนั้น ทั้งองค์ฟาลอสและไทอิลจึงอดงุนงงมิได้ พวกเขาไหนเลยยอมเชื่อว่า วีรบุรุษผู้มีพระคุณท่านนั้น.. จะมีจิตใจชั่วร้ายอำมหิตดังที่อีกฝ่ายเอ่ยอ้าง ทั้งหมดคงล้วนเป็นการใส่ร้ายหรือเข้าใจผิดเสียมากกว่า

“ เป็นไปไม่ได้.. “ องค์ฟาลอสทรงตวาดตอบอย่างไม่พอพระทัยนัก “ ท่านขวัญกล้าแค่ไหน ถึงบังอาจเอ่ยประนามองค์กษัตริย์และขุนพลจงรัก ละเมิดเบื้องสูงเช่นนี้…”

“ เหอะ…เหอะ…”
ผู้เฒ่าสายฟ้าแค่นเสียงหัวเราะอย่างปวดร้าว เมื่อหวนคิดถึงเรื่องราวอดีตที่ผ่านมาในใจถึงกับเดือดแค้นจนสุดระงับ

“ ที่ข้าเอ่ยประนามไปนั้นยังน้อยไป.. พวกเจ้าชนรุ่นหลังไหนเลยทราบ.. ว่ากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของพวกเจ้านั้น ได้บัลลังก์มาด้วยวิธีอันสกปรกชั่วร้ายเพียงใด ว่าไปแล้วมันก็หาได้ต่างจากวิธีของพวกมารแม้แต่น้อย.. ในครั้งนั้น..เจ้าชายฟาเซนย่าวางแผนใส่ร้ายพระอนุชาของตนเอง ทำให้องค์รัชทายาทมัสฟาจินตรอมพระทัยจนสิ้นพระชนม์ สงสารเจ้าชายเซซิออล.. ต้องรับกรรมทั้งที่ตนเองบริสุทธิ์ สุดท้ายจึงฆ่าตัวตายตามพระบิดา ฟาเซนย่าเมื่อได้ขึ้นครองบัลลังก์ก็ยิ่งเหิมเกริม.. บีบบังคับให้สี่ขุนพลของพระบิดาตนเองมาเข้าสวามิภักดิ์ แต่เหล่าสี่ขุนพลอาจหาญจงรัก พร้อมใจกันดื่มยาพิษปลิดชีพตนเองไม่ยอมก้มหัวให้มัน…”

เรื่องราวจากปากของชายชราสะกดผู้เยาว์ทั้งสองรับฟังจนปากอ้าตาค้างตะลึงลานกับที่…
เป็นไปได้อย่างไร..? ทำไมถึงไม่เหมือนเรื่องราวที่พวกเขาล้วนได้รับฟังมา
แตกต่างเป็นตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง.. บิดเบือนไปแทบหน้ามือเป็นหลังมือ

หากแต่สีหน้าปวดร้าวเดือดดาลของอีกฝ่าย ไร้แววเสแสร้งแม้แต่น้อย..
หรือที่อีกฝ่ายเล่ามาเป็นความจริง ?
แล้วที่ประวัติศาตร์แห่งราชวงศ์บันทึกไว้เล่า.. หรือเป็นเรื่องโกหก ?

ภายในราชวงศ์รามิเนียล.. ราชวงศ์แห่งเทพเจ้า.. มีสิ่งชั่วร้ายแบบนี้เกิดขึ้นจริงๆหรือ ?

ไทอิลส่ายหน้าช้าๆอย่างไม่ยอมเชื่อ.. ผู้เฒ่าสายฟ้าดวงตาวาวโรจน์ราวจะลุกเป็นไฟด้วยความแค้น ยื่นหน้าเข้ามาแค่นเสียงทุ้มหนัก..เจ็บปวด

“ และที่แสนจะเลวที่สุดคือพ่อบุญธรรมของเจ้า..ไทอิล.. เจ้าเซปปามันยุยงฟาเซนย่าให้ทวงถามคัมภีร์วิชาแห่งคอธจากวังรัชทายาท แต่เมื่อสี่ขุนพลพร้อมใจกันฆ่าตัวตายแล้ว มันจึงมาทวงเอากับครอบครัวของข้า.. เมื่อแม่ข้าไม่ยอมให้ มันก็ส่งกำลังทหารมาไล่ล่ากวาดล้าง… นี่หรือคือการกระทำของบุคคลที่อ้างตนว่าอยู่ฝ่ายเทพ เจ้าบอกมาซิไทอิล.. ว่าพ่อเจ้ามันชั่วร้ายสารเลวหรือไม่ ? “


……………………………………………….




จาก : kjb - 02/02/2001 15:49

Comment เกี่ยวกับ Fiction ตอนนี้
ชื่อ :
Email :
ICQ :
โฮมเพจ :
ข้อความ :


Pocket WebBoard Fiction แห่งนี้ใช้บริการของD'Server
Hosted by www.Geocities.ws

1