หัวข้อ : ***เทพบุตรผู้พิทักษ์ ตอนที่ 11+12 ***
ข้อความ : ================================================================

ตอนที่ 11 ท่านหญิงน้อยจอมแก่น


“ ข่าวร้าย ?.. หรือว่า…ท่านลุงสี่ …?? “
“ ไม่เกี่ยวกับท่านลุงสี่.. เจ้ายังจำนางปีศาจน้อยวังใต้ได้ไหม ? ตอนนี้นาง.. นางมาถึงเมืองหลวงแล้วนะ…“

“ หา…” ริวจิลอึ้งไปเป็นครู่.. อ้าปากค้างตะกุกตะกักตกใจ “.. ท่าน..หมายถึงท่านหญิงน้อยราเธริ.. วังสยบทักษิณ ? “

ซาทากะส่งเสียงดังอืมในลำคอ ริวจิลยกมือตบหน้าผากตนเองเบาๆทำตาเหลือกขึ้นบน

“ โอย.. ข่าวร้ายที่สุดในรอบปี... ไม่รู้คราวนี้ยายปีศาจน้อยนั่นจะมาไม้ไหนอีกเนี่ย ”

ที่แท้.. สี่แม่ทัพพิทักษ์บัลลังก์โดยเรียงตามลำดับอาวุโสประกอบด้วย จ้าวพิชิตอุดรซาฮัส ซึ่งเป็นบิดาของซาทากะ รองลงมาคือจ้าวสยบทักษิณไรเซน อันดับสาม..จ้าวปราบประจิมซิปิด และอันดับสี่คือจ้าวพิทักษ์บูรพาไทอิล ในทั้งบุคคลสี่นี้.. ซาฮัสและไรเซนล้วนอายุสี่สิบเศษแต่งงานมีครอบครัวบุตรธิดาเติบใหญ่เป็นหนุ่มเป็นสาวแล้ว มีเพียงซิปิดกับไทอิลซึ่งยังครองตัวเป็นโสดและล้วนอายุอ่อนกว่าพี่ชายใหญ่และพี่ชายรองเกือบสิบปี

ไรเซนเป็นทายาทแห่งสกุลนูลาส บรรพบุรุษของเขาล้วนเป็นขุนนางใหญ่มาหลายชั่วอายุคน เมื่อครั้งที่สกุลฟาตัสก่อกบถโค่นบังลังก์.. บิดาของไรเซนถือเป็นผู้นำในขบวนการกู้บัลลังก์ที่ปกป้องคุ้มครองรัชทายาทน้อยฟาลอสพาหลบหนีไปก่อตั้งขุมกำลังลับอยู่ที่ไมซาล โดยจับมือกับราชสกุลไคจินแห่งไมซาลหวนกลับมาปราบกบถฟาตัสจนสำเร็จ

น่าเสียดายที่ท่านนูลาสเสียชีวิตด้วยโรคประจำตัวก่อนที่จะได้ทันเห็นองค์ฟาลอสขึ้นครองบัลลังก์ แต่องค์ฟาลอสทรงตอบแทนท่านและเหล่าลูกหลานอย่างเต็มที่ ในวันขึ้นเถลิงถวัลย์ราชย์ก็ได้ทรงมีราชโองการร่วมเสวยน้ำสาบานเป็นพี่น้องกับสี่แม่ทัพพิทักษ์บัลลังก์ ให้ทั้งสี่ดำรงฐานันดรศักดิ์ชั้นจ้าว เท่ากับเป็นการประกาศยกย่องบุคคลทั้งสี่สกุลขึ้นเสมอเชื้อพระวงศ์นั่นเอง…

จ้าวสยบทักษิณไรเซน มีกองกำลังทหารในความปกครองอันเข้มแข็งดูแลหัวเมืองทางใต้ เขาเป็นหม้ายมาหลายปี มีบุตรีสองคนคนโตปีนี้อายุสิบแปดนาม..ราเธริ ส่วนคนน้องอายุสิบหกนาม..ราธีน่า ซึ่งทั้งสองล้วนได้รับฐานันดรศักดิ์เป็น ”ท่านหญิง” มาตั้งแต่ลืมตาดูโลก เมื่อหกปีก่อน.. ไรเซนเคยพาท่านหญิงราเธริคนพี่มาเที่ยวเมืองหลวงในงานประกาศแต่งตั้งองค์รัชทายาท พวกริวจิลสี่พี่น้องจึงเคย “ปะทะ” กับนางมาก่อน ความซุกซนแสนแก่นแก้วไม่กลัวใครของนาง สร้างความปวดเศียรเวียบเกล้าแก่พวกเขาจนแอบตั้งฉายาให้นางลับๆว่า “นางปีศาจน้อยวังใต้”

ห่างหายไปหกปี..บัดนี้ต้องมาเจอกันอีกครั้ง ไม่ทราบคราวนี้จะมีการ “ปะทะ” กันเหมือนเมื่อวัยเด็กครั้งกระโน้นอีกหรือไม่ ?

“ เมื่อครู่ข้าเข้าวังหลวงไปเข้าเฝ้ามา.. ขากลับพบท่านลุงรองด้วย “ ซาทากะเล่าให้ฟัง “ .. เขาบอกว่าเพิ่งมาถึงเมืองหลวงเมื่อตอนบ่ายวันนี้เอง คราวนี้พาท่านหญิงมาทั้งคู่เลย และเท่าที่ข้าได้ยินกิตติศัพย์มาฟังว่า คนน้อง..ที่ชื่อท่านหญิงราธีน่า น่ะ..ร้ายกาจยิ่งกว่านางปีศาจน้อยคนพี่เป็นเท่าตัวเลยทีเดียว.. “

ริวจิลทรุดลงนั่งบนขั้นบันไดบ่นพึม “ เฮ่อ.. เจ้าชายก็ไม่อยู่เสียด้วย นางไม่เกรงใจพวกเราแน่ ..จากกันครั้งที่แล้วนางเอ่ยปากฝากอาฆาตไว้หลายคำ.. สงสัยคราวนี้พวกเราจะถูกนางปั่นหัวตายคามือรึเปล่านะเนี่ย…”

“ เฮอะ.. ลูกผู้ชายอกสามศอกไม่เกรงฟ้าไม่กลัวดิน แต่เจ้าแค่ได้ยินชื่อพวกนางก็ขวัญหนีดีฝ่อซะแล้ว.. ใช้ไม่ได้จริงๆ “

เสียงหนึ่งแค่นดังขึ้น คาลาธไม่ทราบมายืนฟังอยู่ตั้งแต่เมื่อใด ในเสียงกล่าวก็ก้าวเท้าเดินเข้ามาหาน้องชายทั้งสอง ค่อยยื่นมือตบไหล่ซาทากะกับริวจิล ยิ้มพลางเอ่ยปลอบโยน

“ ไม่ต้องกลัว..พี่ชายรองของเจ้า..คาลาธอยู่ตรงนี้ทั้งคน ต่อให้มาสักสิบนางปีศาจน้อยวังใต้ก็ไม่คณนามือข้าหรอก..”

“ ใช่แล้ว.. “ ริวจิลตบมือผางชอบใจ “ ..จ้าวปีศาจอยู่ตรงนี้ทั้งคน พวกเราจะไปกลัวแค่นางปีศาจน้อยคนหนึ่งทำไม..”

จากนั้นกลอกตาวูบคล้ายคิดอะไรขึ้นมาได้ กระโดดปราดขึ้นร้องว่า

“ พี่รอง.. คราวก่อนนางปีศาจน้อยแกล้งเราซะเจ็บแสบ คราวนี้เราชิงตัดไม้ข่มนามนางก่อนดีหรือไม่..”

คนพี่รองพอฟังสะอึกเล็กน้อย อึกอักอยู่ครู่หนึ่งแล้วแสร้งทอดเสียงถอนหายใจยาวๆ

“ แต่ข้า..คาลาธเป็นลูกผู้ชาย.. ไม่ข่มเหงรังแกสตรีก่อน ข้าว่าเรารอดูท่าทีนางไปก่อนดีกว่า หากนางมาคราวนี้อยู่อย่างสงบเรียบร้อยก็แล้วไป แต่ถ้านางมาก่อกวนพวกเจ้าก็บอกพี่ชายได้เลย.. ข้าจะจัดการให้เอง..”

กล่าวจบก็รีบหมุนกายกลับเรือนที่พักไป ก่อนที่เจ้าน้องชายจอมยุ่งจะเอ่ยชวนก่อการอันใดต่อ ริวจิลยืนกลอกตาโคลงศีรษะเม้มปากขมุบขมิบไปมาอย่างครุ่นคิด.. ครู่หนึ่งก็คลี่ยิ้มกว้างหันมาทางพี่ชายสามที่ทำท่าจะชักเท้าเดินหนี หากแต่ถูกมือยาวคว้าหมับไว้ทัน

“ พี่สาม..เดี๋ยวซี่…”
“ เฮ่อ.. เจ้าคิดจะก่อเรื่องใดอีก.. ข้าไม่เอาด้วยนา อยากเล่นก็ไปชวนพี่รองโน่น…”

พี่ชายสามชิงออกตัวอย่างรู้ทัน แกะมือน้องชายที่จับกุมแขนแล้วหันกายเดินจากไป เวลานั้นซันจิกับพีจาร์เดินผ่านมาทางนี้พอดีจึงถูกริวจิลกวักมือเรียกเข้าไปหา ชายหนุ่มโอบแขนรั้งคอเด็กหนุ่มรับใช้ทั้งสองเข้ามาใกล้แล้วกระซิบกระซาบเบาๆ ..

ไม่รู้ถ่ายทอดแผนการใดกันแน่.. เห็นทั้งสองพยักหน้าหงึกๆแล้วยิ้ม..!!

……………………………………….

จวนรับรองจ้าวสยบทักษิณตั้งอยู่คนละฟากถนนกับจวนรับรองของไทอิล เนื่องจากนานครั้งที่ท่านไรเซนจะขึ้นเมืองหลวง ดังนั้นบ้านหลังนี้จึงไม่ค่อยได้รับการขยับขยายต่อเติมจากเจ้าของบ้านเท่าที่ควร แต่กระนั้น..ถึงแม้ภายในจวนจะไม่โอ่อ่าเท่าจวนจ้าวพิทักษ์บูรพา หากก็ยังได้รับการดูแลปัดกวาดสะอาดเรียบร้อย รอบบ้านจัดสวนร่มรื่นน่าอยู่ไม่น้อย..

จ้าวสยบทักษิณไรเซน เป็นบุรุษวัยกลางคนรูปร่างสันทัด เค้าใบหน้าเมตตาการุณย์ เวลานี้อยู่ในชุดลำลองอยู่กับบ้านแบบชายชาวโอเมรอสผู้มีอันจะกิน ซึ่งจะเป็นกางเกงขายาวคร่อมตาตุ่ม เสื้อผ้าเรียบลื่นแขนยาวเสมอข้อศอก ผ่าหน้าไม่มีปก ลำตัวหลวมยาวจนคร่อมเข่ามีเชือกไหมฟั่นเส้นขนาดปลายนิ้วก้อยรูดรัดไว้หลวมๆตรงสะเอว ผมสีเงินปล่อยยาวปละบ่า เพียงใช้แถบผ้าไหมปักดิ้นลายทองผูกคาดไว้บนหน้าผากเพื่อมิให้ผมปรกหน้า

ท่านไรเซนกำลังนั่งสนทนาอยู่กับไพก้อน..หัวหน้าองครักษ์แห่งวังพิทักษ์บูรพาของไทอิล เกี่ยวกับเรื่องของไทอิลอยู่บนศาลากลางสนามหญ้าหน้าจวน ข้างกายของท่านยืนไว้ด้วยชายหนุ่มใบหน้าเคร่งขรึม แต่งกายในเครื่องแบบองครักษ์สีเหลือง อันเป็นสีประจำวังสยบทักษิณ คนๆนี้ก็คือ..หัวหน้าองครักษ์แห่งวังสยบทักษิณ..มีนามว่า..เซธ

ยามนั้นบังเกิดสุ้มเสียงดังเจื้อยแจ้วสดใสร้องเรียก “ ท่านพ่อ” ดรุณีสองนางจูงมือกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกมาจากภายในจวนตรงเข้ามาทางนี้ นางแรกที่นำหน้าเป็นเด็กสาวอายุประมาณสิบห้าสิบหกปี ใบหน้าใสจิ้มลิ้มพริ้มเพรา ดวงตากลมโตทอประกายซุกซนเอาแต่ใจ ยามวิ่งดูไปราวกระต่ายน้อยปราดเปรียว หากมิใช่ถูกมือพี่สาวฉุดรั้งไว้ ป่านนี้คงตัวปลิววิ่งเข้ามาชนใส่คนที่นั่งอยู่บนศาลาแล้ว…

ส่วนหญิงสาวคนพี่ที่เดินรั้งหลังอายุราวสิบแปดสิบเก้า ..ดวงหน้าหวานซึ้งหมดจด รูปร่างสูงบางเพรียวระหง กิริยานุ่มนวลเรียบร้อยแฝงท่วงท่างามสง่าดั่งนางพญา ท่านไรเซนเงยหน้ามองบุตรีสุดที่รักทั้งสองแล้วอดยิ้มมิได้

“ เธรี่ ธีนี่…นั่นลูกจะไปไหนกันหรือ..? “
“ ท่านพ่อ.. ขออนุญาตให้ข้ากับพี่ใหญ่ออกไปเที่ยวในตัวเมืองนะ..นะ..”

เด็กสาวคนน้องเข้ามากอดคลอประจบผู้เป็นบิดา หากท่านไรเซนกลับสั่นหน้าช้าๆ ยิ้มอย่างใจดี

“ อะไรกัน.. พวกเจ้าเพิ่งมาเมืองหลวง..รู้จักที่ทางซะที่ไหน.. เมืองหลวงออกกว้างขวาง..ประเดี๋ยวก็หลงหรอก อืม..เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน.. ให้เซธไปเป็นเพื่อน.. พ่อจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง..”

ท่านหญิงราธีน่าผู้น้องลอบแบะปากอย่างเบื่อหน่าย แล้วช้อนตาขึ้นมองพี่สาว เห็นอีกฝ่ายหลิ่วตาเล็กน้อยคล้ายส่งสัญญาณบางอย่าง จึงพยักหน้ากับบิดาอย่างยินยอมไม่ขัดใจ .. ขอเพียงแค่สามารถได้ออกไปเที่ยวข้างนอก ไม่ต้องจับเจ่าอยู่แต่ในจวนน่าเบื่อหน่าย จะให้ทำอย่างไรเวลานี้พวกนางก็ล้วนต้องยอมทั้งสิ้น…!!
……………………………………………………..

บนท้องถนนกลางเมืองหลวงทั้งผู้คนทั้งรถม้าสัญจรสวนกันไปมาจนจอแจ ร้านรวงสองข้างทางใหญ่โตตบแต่งอย่างสวยงาม การค้าดูคึกคักอย่างยิ่ง สองพี่น้องเกี่ยวก้อยจูงกันเดินเข้าร้านโน้นวิ่งเข้าร้านนี้ ชี้ชวนดูข้าวของอย่างเพลิดเพลินสำราญใจ

ความจริงออกมาเที่ยววันนี้สนุกอย่างยิ่ง หากมิใช่พอเหลียวหลังไปเห็นเซธเดินคุมแจไม่ยอมห่าง..นั่นจึงเป็นความรำคาญหนึ่งเดียวของพวกนาง

ท่านหญิงราเธริผู้พี่สาวหรุบตาต่ำขบคิดเล็กน้อยแล้วค่อยยิ้มออก กระซิบบอกข้างหูน้องสาวแล้วชวนกันเข้าไปในร้านขายเสื้อผ้า จากนั้นก็เลือกซื้อชุดมาคนละสี่ห้าชุด คนขายห่อใส่ถุงมาให้ ท่านหญิงราธีน่าก็ยื่นให้เซธช่วยถือ

จากนั้นสองพี่น้องก็เข้าไปเดินเลือกดูพวกโถเซรามิคสำหรับใส่ของจุกจิก ..ซื้อเสร็จก็ส่งให้เซธช่วยถือ..!!

ชั่วเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ท่านหญิงทั้งสองเดินเข้าออกถึงสี่ห้าร้าน.. ส่วนเซธนั้นทั้งแบกทั้งหอบทั้งหิ้วข้าวของเต็มมือ คราวนี้หากพวกนางซื้อของอีกมีหวังว่าเขาต้องใช้ปากช่วยคาบไว้อย่างแน่นอน

“ ท่านหญิง.. ท่านไมซื้อซะมากมายขนาดนี้ ความจริงท่านก็มีออกเยอะแยะแล้ว..”

คนช่วยถือของชักเริ่มโอดครวญ ท่านหญิงราธีน่าหันขวับมาเชิดปากสูงชัน

“ ใช้แค่นี้ก็ทำเป็นบ่น.. เหนื่อยนักทีหลังก็ไม่ต้องมาเดินตามพวกเราก็ได้.. มางั้นข้าถือเองก็ได้..”

เซธรีบบอกปฏิเสธว่าไม่เป็นไร ท่านหญิงราเธริผู้เป็นพี่สาวลอบขยิบตาให้น้อง จากนั้นแสร้งส่งเสียงถอนใจยาวๆ กล่าวเสียงอ่อนหวาน

“ ธีนี่.. ว่าไปแล้วพวกเราก็ออกจะใจดำเกินไปนะ.. ดูสิ..ซื้อเพลินให้ท่านหัวหน้าเซธถือของซะหนักขนาดนี้ พี่ว่าเราซื้อมากเกินไปแล้วนะ เอางี้เถอะ..ให้เขาเอาของไปเก็บที่จวนก่อนดีมั้ย..”

เซธโพล่งขึ้น “ แล้วพวกท่าน…”

“ จวนก็อยู่ไม่ไกลแค่ไม่ถึงเซลลิเอง ( 1 เซลลิประมาณ 500 กว่าเมตร) .. ท่านรีปไปรีบมานะ.. พวกเราจะเข้าไปสั่งขนมมานั่งรับประทานพลางรอท่านอยู่ที่ร้านอาหารตรงโน้นก็แล้วกัน..”

องครักษ์หนุ่มลังเลเล็กน้อย แต่พอพวกนางเร่งรัดพร้อมกับรับปากขันแข็งว่าจะรออยู่ไม่ไปไหน เขาจึงค่อยกวักมือเรียกรถม้าขับพาไปส่งที่จวน สองสาวพอเห็น “ตัวน่ารำคาญ” ถูกขจัดออกไปต้องหันมายื่นตบมือกันและกันแล้วหัวเราะ

“ ฮ่า…สำเร็จ..!! ”

จากนั้นท่านหญิงน้อยคนน้องก็ฉุดมือพี่สาววิ่งตัวลิ่ว….
…………………………………………………

เดินเที่ยวจนคอแห้งจึงชักชวนกันแวะขึ้นไปนั่งบนชั้นสองของร้านอาหารแห่งหนึ่ง ท่านหญิงราธีน่ามองผ่านหน้าต่างออกไปยังสิ่งก่อสร้างที่ก่อกำแพงสูงท่วมศีรษะล้อมรอบบนฟากถนนด้านตรงข้าม อดอุทานมิได้

“ โอ้โห..จวนหลังนั้นกว้างขวางใหญ่โออ่าโตยังกะวังเลยนะพี่.. ไม่รู้ของขุนนางคนไหนนะ“

“ หือ.. ใครบอกว่าจวนขุนนางกันล่ะ.. นั่นน่ะ..คือวังรัชทายาทไง ด้านนี้เป็นด้านข้างของวัง.. ถ้าจะเข้าทางประตูใหญ่ด้านหน้าก็ต้องเลี้ยวอ้อมมุมถนนตรงโน้น…”

“ ฮ้า.. วังรัชทายาทเหรอ.. ฟังว่าที่นั่นเป็นถ้ำเสือวังมังกร..อยากเข้าไปดูข้างในจัง”
“ ไม่ล่ะ.. “
“ ทำไมล่ะ.. จำได้พี่เคยเล่าว่าเมื่อก่อนพี่เคยเข้าไปในนั้น…”
“ นั่นมันเป็นสมัยเด็กๆ แต่ตอนนี้พวกเราต่างก็โตกันแล้ว.. ขืนซุกซนจะอับอายถึงท่านพ่อนะ..”

ท่านหญิงคนน้องไม่เถียงหากแต่ทำจมูกย่นอย่างไม่ค่อยยอมรับนัก…

ยามนั้นในร้านอาหารมีชายวัยรุ่นสองคนนั่งอยู่โต๊ะถัดไป ส่งสายตาจับจ้องมองมาที่ท่านหญิงทั้งสองแล้วยิ้มกรุ้มกริ่ม คนหนึ่งอดรนทนใจไม่ไหว ลุกขึ้นเดินเข้ามาทักทายกล่าววาจาแทะโลม จึงถูกฝ่ามือของท่านหญิงราธีน่าตบใส่เข้าไปใบหน้าดังฉาดใหญ่ คนถึงกับล้มกลิ้งไปกับพื้น

คนที่ถูกตบยันตัวลุกขึ้นยืนอย่างมึนๆ ความอับอายเปลี่ยนเป็นโกรธแค้น ส่งเสียงกล่าวอาฆาต แล้วหันไปชักชวนเพื่ออีกคนตรงเข้ามาที่โต๊ะของสองสาวหมายฉุดคร่า.. สองพี่น้องลุกขึ้นสู้ อย่าเห็นพวกนางอ้อนแอ้นบอบบาง แต่ก็ผ่านการเรียนรู้ฝึกฝนวิชาการต่อสู้แบบบุรุษมาแล้วเช่นกัน

หากแต่ครั้งนี้กลับเผชิญสองนักเลงเจ้าถิ่นซึ่งมีฝีมือพอดู ดังนั้นจึงสร้างความตึงมือแก่พวกนางอยู่บ้าง ยามคับขันจวนเจียนจะเสียที พลันปรากฏพัดจีบด้ามหนึ่งคลี่เข้ามาขัดขวาง สองนักเลงวัยรุ่นชะงักเล็กน้อย พัดจีบยาวด้ามไม้พอหุบกลับ ไม่ทันเห็นเจ้าของพัดเล่มนั้นชัดตา พัดเล่มนั้นก็ตวัดวูบเข้ามาฟาดใส่คนทั้งสองจนร่างกระเด็นผลิดปลิวไปคนละทิศละทาง

คราวนี้พวกมันค่อยรับทราบว่าได้มาเจอยอดฝีมือแท้จริงเข้าให้แล้ว ดังนั้นพอประคับประคองตัวเองลุกขึ้นได้ ก็หันกายโกยแน่บวิ่งจากไปทันที..!

สองท่านหญิงค่อยกันมาทางผู้ที่ยื่นมือเข้ามาช่วย เห็นอีกฝ่ายเป็นชายหนุ่มอายุประมาณไม่เกินยี่สิบปี รูปร่างสูงใหญ่สง่างาม เค้าใบหน้าหล่อเหลาเคร่งขรึม แต่งกายเรียบง่ายบุคลิกจนดูคร่ำครึคล้ายดั่งเหล่าบัณฑิตคงแก่เรียน เขาพอขับไล่นักเลงสองคนนั้นไป ก็หันกายออกจากร้าน หาได้เอ่ยปากถามไถ่สองสาวว่าเป็นอย่างไรบ้าง ทั้งยังคล้ายไม่สนใจจะรับคำขอบคุณจากพวกนางแม้แต่น้อย

ท่านหญิงราเธริมองตามเงาหลังของเขาออกไป ดวงตาคู่งามฉายแววแปลกใจและเลื่อมใส…
ในขณะที่ท่านหญิงราธีน่าคนน้องลอบค้อนใส่อย่างหมั่นไส้…!!

ยามนั้น..เซธตามมาถึงพอดี ครั้นเห็นสภาพของพวกนางทั้งสองถึงกับตระหนกอย่างยิ่งโพล่งถามว่าเกิดอะไรขึ้น ท่านหญิงราธีน่ากลอกตาวูบ รีบชี้ไปทางชายหนุ่มที่ช่วยพวกนางไว้เมื่อสักครู่ร้องว่า

“ เซธ.. มันรังแกพวกเรา.. ท่านช่วยจัดการให้เราด้วย..”

เซธส่งเสียงรับคำ หันขวับไปทางประตูที่ชายหนุ่มเพิ่งลับกายจากไปเมื่อครู่ ดวงตาฉายแววโกรธแค้นวูบ พุ่งกายตามออกไปทันที ท่านหญิงราเธริหันมาตีเผี๊ยะใส่แขนน้องสาวเบาๆ

“ เจ้านี่..ซนจริงๆ ไปบอกเซธยังงั้นทำไม “

เด็กสาวคนน้องหัวเราะฮิฮะ.. “ แหมพี่.. ก้อนายนั่นท่าทางหยิ่งชะมัด ขืนไม่ทำแบบนี้แล้วจะรู้เหรอว่าเขาเป็นใคร.. รีบตามไปกันเถอะ จะได้ทันดูเรื่องสนุกๆไง “

………………………………………….

เซธไล่ติดตามชายหนุ่มผู้นั้นจนทัน แล้วส่งเสียงเรียกให้อีกฝ่ายหยุด ชายหนุ่มผู้ถือพัดจีบชะงักเท้าเบือนหน้ามา สีหน้าแม้เฉื่อยชา หากแววตางงเล็กน้อย..เลิกคิ้วเป็นเชิงถามไถ่ ทว่าเซธหาได้พูดอะไรไม่ กางกรงเล็บจู่โจมเข้ามาทันที กระบวนท่าราวพยัคฆ์ตะปบเหยื่อแฝงพลังอันเกรี้ยวกราด

ชายหนุ่มซึ่งไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไร หากฝีมือดูจะเหนือกว่าเซธมากนัก เขาเพียงเบี่ยงกายสลับเท้าหลบหลีกไปมาเล็กน้อยก็สามารถหลบพ้นกรงเล็บของเซธอย่างง่ายดาย ท่าเท้าที่ก้าวราวพลิ้วไปมาบนปุยเมฆแฝงความงามสง่าอย่างยิ่ง เซธไม่สามารถแตะต้องแม้ชายเสื้อของเขาได้ สองสาวพี่น้องยืนดูจนปากอ้าตาค้างด้วยความเลื่อมใส โดยเฉพาะท่านหญิงราเธริคนพี่ ..ในใจคล้ายถูกจุดประกายพิเศษพิสดารขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก..

..เขาเป็นใครกันหนอ…?
..ช่างเลิศล้ำ..และงามสง่านัก..!!

เห็นสีหน้าชายหนุ่มปริศนาทอแววรำคาญขึ้น ทะยานร่างขึ้นไปบนกำแพงสูงแค่นเสียงเย็นชา

“ พวกท่านคิดล้อเล่นอะไรกันแน่ ? “

“ เฮอะ.. ล้อเล่นหรือ ? “ เซธร้องสวนตอบ “ เจ้าบังอาจล่วงเกินท่านหญิงของเรา..สมควรรับโทษ..”

“ ล่วงเกินอันใด ? “ ชายหนุ่มบนกำแพงกอดอกพลางขมวดคิ้ว “ อ้อ.. ข้าเข้าใจแล้ว…เฮอะ.. เอาเถอะ..คราวนี้ถือเป็นบทเรียนล้ำค่าสำหรับข้า ว่าต่อไปอย่างได้แส่ยื่นมือช่วยเหลือเรื่องของชาวบ้านอีก…”

ท่านหญิงราเธริเห็นเขามีโทสะอดรู้สึกสำนึกละอายใจมิได้ รีบสาวเท้าเข้าไปกล่าวขอโทษ

“ น้องสาวข้ายังเยาว์วัย จึงซุกซนล้อเล่นรุนแรงเกินไป..ขอท่านโปรดอย่าถือสาเลยนะ นางเพียงอยากรู้ว่าท่านเป็นใครเท่านั้น “

เซธส่งเสียงอุทานดังอ้าว..หันมองคนโน้นทีคนนี้ที พริบตานั้นจึงค่อยเข้าใจ ว่าตนเองถูกหลอกใช้แล้ว

ชายหนุ่มบนกำแพงค่อยพลิ้วกายกระโดดลงมา หากแต่หาได้กล่าวอันใดไม่ ขณะจะหันกายจากไป พลันได้ยินเสียงใสเสนาะคุ้นดูเสียงหนึ่งร้องเรียกทักทายขึ้น “ อ้าว.. ท่านหญิงใหญ่ ท่านหญิงน้อย.. มาทำอะไรอยู่แถวนี้คะ ? “

ทั้งหมดในที่นั้นหันขวับไปเห็นเรน่ากับเทย่า สองสาวใช้คู่ใจของไทอิลวิ่งข้ามถนนตรงมาทางนี้ เรน่าค่อยหันไปทางชายหนุ่มที่ถือพัดจีบผู้นั้น ย่อกายเล็กน้อยเป็นเชิงคารวะก่อนเอ่ยปาก

“ คุณชายสามโปรดอย่างถือสาพวกนางเลยนะคะ.. ท่านหญิงทั้งสองก็คือบุตรีของท่านจ้าวรองไรเซนเองค่ะ “

ชายหนุ่มที่ถือพัดจีบเลิกคิ้วเล็กน้อยส่งเสียงดังอ้อ.. ค่อยหันกายเดินจากไปหาได้พูดอะไรต่อไป ท่านหญิงราเธริมองตามเงาหลังของเขาไปอย่างไม่ใคร่สบายใจนัก ค่อยหันมาถาม “ เขาเป็นใครเหรอ.. ทำไมพวกเจ้าเรียกเขาว่าคุณชายสาม ? “

“ อ๋อ.. เขาคือขุนพลผู้พิทักษ์ของเจ้าชายเมราซัสไงคะ.. คุณชายซาทากะน่ะค่ะ…”

ท่านหญิงราธีน่าร้องดังอ๋อ..แล้วเอียงคออย่างสงสัย “ เอ..ได้ยินว่าเขาคือบุตรชายของท่านลุงใหญ่ไม่ใช่เหรอ เขามีฐานะเป็นถึงท่านชายนะ ท่านไปเรียกเขาแค่ คุณชายล่ะ ? “

“ อย่าเชียวนะคะอย่า…” เทย่ารีบร้องเตือน “ อย่าไปเรียกเขาว่าท่านชายซาทากะเด็ดขาด เขาโกรธตายแน่..”
“ ทำไมล่ะ ? “

แววตาใส..ทอแววกังขาอย่างยิ่ง เทย่าขยับริมฝีปากหากเรน่ารีบสะกิดห้ามไว้ ชิงสอดคำขึ้น
“ จริงสิ..ท่านหญิงไปเที่ยวไหนมาบ้างแล้วคะ ให้บ่าวนำเที่ยวต่อดีมั้ย..”

พอเอ่ยถึงเรื่องเที่ยว ท่านหญิงผู้น้องก็ไม่สนใจเรื่องของชายหนุ่มซาทากะผู้นั้นอีก รีบโห่ร้องส่งเสียงรับคำทันที

มีเพียงท่านหญิงราเธริที่เหลียวหน้ามองไปทางทิศที่ชายหนุ่มจากไปเมื่อครู่ จิตใจราวจะล่องลอยตามร่างงามสง่าไปด้วย

..คุณชายสาม..ซาทากะ..
..เขานั่นเอง…!!


…………………………….


=================================================================

ตอนที่ 12 แผนสั่งสอนท่านหญิงน้อย


ไรเซนพอทราบเรื่องที่เกิดขึ้นก็ตำหนิบุตรีทั้งสองและเซธที่เสียมารยาทต่อซาทากะ โดยเฉพาะท่านหญิงราธีน่าที่โดนดุหลายคำ ในใจถึงกับขุ่นเคืองอย่างยิ่งประสาเด็ก..พาลรู้สึกหมั่นไส้พวกสี่ขุนพลผู้พิทักษ์ของเจ้าชายรัชทายาทไปจนหมดทุกคน..

ทางด้านวังรัชทายาท.. ซันจิกับพีจาร์ซึ่งได้รับสั่งจากจิวจิลมาดูลาดเลาที่จวนจ้าวสยบทักษิณก็กลับมารายงาน ว่าท่านหญิงทั้งสองไม่อยู่ที่จวน ทำให้พวกตนไม่สามารถดำเนินตามแผนที่วางไว้ได้ ทั้งสามเดินพลางสนทนากันมาพลาง สายตาของซันจิคล้ายเหลือบมองเห็นสิ่งใดจึงสะกิดแขนริวจิลให้ดู

ริวจิลมองตามนิ้วชี้ ..เห็นทาซากะกำลังยืนสีหน้าบูดบึ้งอยู่บนสะพานหินในอุทยาน ดังนั้นจึงเดินเข้าไปทัก

“ พี่สาม.เป็นไรไป หน้าตายังกะโดนผึ้งต่อยมาแน่ะ… ไม่สบายตรงไหนรึเปล่า ? “
“ เฮอะ.. ยิ่งกว่าโดนเสือไล่กัดมาซะอีก… ผู้หญิงอะไรไร้เหตุผลสิ้นดี !! “
“ ใคร.. ผู้หญิงที่ไหน.. เกิดอะไรขึ้น ? “

น้องชายสี่รัวคำถามเป็นชุดๆด้วยความงุนงง เขาทราบดีว่าพี่ชายคนนี้มีนิสัยประหลาดประการหนึ่ง คือมีอคติกับผู้หญิงมาตั้งแต่เด็กๆ อีกฝ่ายให้เหตุผลว่า ..พวกผู้หญิงจุ้นจ้านวุ่นวายพูดมากจ๊อกแจ็กน่ารำคาญ แล้วก็..ฯลฯ ที่สำคัญ..ส่วนใหญ่เอาแต่ใจและไร้เหตุผล โดยเฉพาะผู้หญิงที่ “สวย” และ “สูงศักดิ์” มักจะยิ่งเรื่องมากเป็นพิเศษ

ริวจิลยังทราบดี จุดบ่อเกิดแห่งคติทั้งมวลนี้ สาเหตุเริ่มต้นมาจากเมื่อครั้งที่มีเรื่องโดนท่านหญิงราเธริกลั่นแกล้งเอาเมื่อตอนเด็กๆ ทำให้ซาทากะและพี่น้องทั้งสี่โดนองค์ฟาลอสลงโทษกักบริเวณในห้องสามวัน ทำให้เขารู้สึกเข็ดหลาบฝังใจมาถึงทุกวันนี้…

ยามนั้นคาลาธเดินผ่านมา พอดีได้ยินประโยคร้องถามของริวจิล พลอยรู้สึกสนใจอดเข้ามาร่วมวงสนทนาด้วยมิได้ ช่วยคาดคั้นถามสาเหตุของเรื่องราวต่างๆจากซาทากะจนทราบเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดเมื่อตอนช่วงบ่าย

“ เห็นมั้ยล่ะ ? “ ริวจิลร้องขึ้น “ พวกนางเริ่มลงมือแล้ว.. ข้าบอกแล้วไงว่าพวกนางต้องไม่ปล่อยพวกเรา พี่รอง..จะให้ยอมนางดูถูกหยามศักดิ์ศรีพวกเราเหมือนเมื่อตอนเด็กๆไม่ได้แล้วนา.. เรื่องนี้..ท่านต้องลงมือเองแล้วล่ะ…”

เอ่ยถึงตอนท้ายเห็นสีหน้าพี่ชายรองจมอยู่ในแววครุ่นคิด ก็รู้ว่าวาจากระตุ้นของตนเองได้ผล ..อดหันไปลอบหลิ่วตากับพวกซันจิ พีจาร์ด้วยความสบใจมิได้ …แผนเสี้ยมเขาให้ชนกันของตนเองนับว่ากำลังเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ขอเพียงพี่ชายรองคาลาธยอมเข้ามาร่วมวงด้วย คราวนี้เห็นทีต้องมีเรื่องสนุกๆตามมาอีกแน่ ..

เวลานั้นเอง.. ทหารองครักษ์ผู้หนึ่งเข้ามารายงานว่า ท่านจ้าวไรเซนมาเยือนวังรัชทายาท เวลานี้ท่านชิรินกำลังต้อนรับอยู่ที่ห้องรับรองอาคันตุกะ อีกฝ่ายให้ตนมาเชิญท่านซาทากะไปพบ..

“ แล้วมีใครมาด้วยกับท่านไรเซนไหม ? “ ริวจิลเรียบเคียงถาม

“ ยังมีท่านหญิงอีกสองนาง แล้วก็ ท่านเซธ..หัวหน้าองครักษ์วังจ้าวสยบทักษิณขอรับ..”

“ ไหมล่ะ ..!! “ ริวจิลหันมาครางเบาๆกับพี่ชายทั้งสอง “ นางปีศาจน้อยนั่นต้องไปฟ้องที่ลุงรองอีกแน่เลย .. ไม่รู้คราวนี้พวกนางจะมาไม้ไหนนะ.. พี่รอง จะเอาไงดี ? “

ซาทากะมองหน้าพี่ชายรองอย่างขอความช่วยเหลือ ความร้ายกาจของท่านหญิงวังสยบทักษิณนับว่าวันนี้เขาก็ได้รับทราบมาแล้ว ..เขาจะไม่หวั่นไหวกริ่งเกรงสักนิดหากฝ่ายตรงข้ามเป็นเหล่ามารยอดฝีมืออันชั่วร้าย ให้ต่อสู้กันด้วยฝีมือเขาไม่เคยกลัวใคร ..แม้ความตายจะมาเยือนถึงเบื้องหน้าเขาก็จะไม่ขมวดคิ้วสะทกสะท้านแม้แต่น้อย แต่ให้ปะทะกับพวกผู้หญิงสูงศักดิ์ที่ไร้เหตุผลเช่นพวกนาง.. แค่คิดเขาก็รู้สึกเหน็บหนาวแล้ว..

คาลาธปั้นสีหน้าราวกับกำลังเผชิญศึกใหญ่ วางท่ามาดมั่นเป็นผู้บัญชาการเต็มที่ หลังจากกลอกตาโคลงศีรษะไปมาอย่างครุ่นคิด ครู่หนึ่งดวงตาพลันจุดประกายวาบขึ้น มุมปากคลี่ยิ้มกว้างออกมา ดีดนิ้วดังเป๊กร้องเบาๆ “ ..รู้แล้วล่ะ.. “

“ ทำไงพี่รองทำไง.. ? “ ริวจิลรีบถามอย่างตื่นเต้น

จอมแผนการยิ่มกริ่มยังไม่บอกในบัดดล หันไปยื่นมือตบไหล่น้องชายอีกคน

“ ในเมื่อลุงรองให้เจ้าไปพบ ก็ไปพบเขาเถิด ไม่ต้องกังวลอะไรทั้งสิ้น พี่รองมีแผนการจัดการพวกนางให้เจ้าแล้ว..”
“ ถ้าท่านรับรองแบบนี้งั้นข้าก็ค่อยวางใจ…”

ซาทากะผงกศีรษะรับคำ ไม่ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเขากับพี่ชายคนนี้มักมีเรื่องวิวาทะและชกต่อยกันบ่อยครั้งเพียงใด แต่ในใจของเขาก็ยังคงเลื่อมใสและยอมรับต่ออีกฝ่ายเสมอมา ..โดยเฉพาะในเวลาที่ทุกคนต้องเผชิญศึกร่วมกันเช่นตอนนี้ !!

ซาทากะลับกายไปแล้ว.. คาลาธค่อยกวักมือเรียกริวจิลและพวกซันจิพีจาร์เข้ามาใกล้ๆ ยื่นมือโอบคอทั้งสามเข้ามาเป็นวงแคบๆ เพื่อกระซิบบอกแผนการ ทั้งหมดพอรับฟังต่างพากันยิ้มออกมา.. โดยเฉพาะริวจิลถึงกับตบมือเบาๆชอบอกชอบใจ แล้วยกนิ้วหัวแม่มือชมเชยให้กับพี่ชาย..

โอย…. จ้าวปีศาจคาลาธยอมกระโดดลงมาร่วมทำศึกแล้ว..
แผนการของเขาคราวนี้ไม่ทราบจะก่อกวนเรื่องวุ่นๆอะไรขึ้นมาอีก !!

………………………………

ภายในห้องรับรองอาคันตุกะ ซึ่งเป็นห้องด้านหน้าของอาคารใหญ่หลังแรกสุด ภายในห้องกว้างโอ่โถง หน้าต่างติดผ้าม่านบางใสชั้นใน แล้วปล่อยผ้าม่านหนาหนักสีม่วงอ่อนอีกชั้นหนึ่ง ทำให้ห้องดูสว่างไสวแต่ก็แฝงไว้ด้วยความสงบเคร่งขรึม โต๊ะเก้าอี้ไม้สักบุนวมผ้าสักหลาดสีม่วงจัดวางเป็นระเบียบล้วนทำด้วยฝีมือช่างเอก ตู้โชว์ลงรักสลักลายกนกสวยงาม บนผนังทาสีขาวนวล แขวนภาพวาดของจิตรกรเอกหลายใบ ดูจากการตบแต่งเช่นนี้ ราวจะบ่งบอกถึงรสนิยมความเป็นผู้นิยมรักในภาพวาดและอักษรของเจ้าของสถานที่ได้เป็นอย่างดี

แต่สำหรับท่านหญิงราเธริกลับรู้สึกคลางแคลงใจอยู่บ้าง ด้วยทราบดีว่าท่านเจ้าของวังผู้นี้ซึ่งก็คือเจ้าชายเมราซัสนั้น ยังทรงพระเยาว์เพียงแค่สิบหกชันษาเท่านั้น จะซาบซึ้งถึงศิลปะสักเพียงใด หากก็ได้รับความกระจ่างเพิ่มขึ้น เมื่อชิรินอธิบายว่า.. ห้องๆนี้เป็นซาทากะออกแบบและคอยดูแลให้มัณฑนากรตกแต่งด้วยตนเอง

คิดไม่ถึง..คุณชายสามซาทากะ ไม่เพียงรูปงามฝีมือเลิศล้ำ.. ทั้งยังเป็นผู้มีรสนิยมทางศิลปะถึงเพียงนี้
อายุเพียงแค่นั้น… ได้ยินว่ามากกว่านางแค่ปีสองปีเอง…
ชมชอบเรื่องดนตรี ภาพวาดและอักษร …
ดีเหลือเกิน.. ที่ชอบเหมือนกันเลย..

“ ท่านพ่อ..ข้างอยากออกไปเดินเล่น…” ท่านหญิงน้อยคนน้องกระซิบบอกบิดาเบาๆ “ น่าเบื่อจะตาย.. คุยกันเรื่องอะไรก็ไม่รู้ ภาพวาด บทกลอน..ฮึ “

ชิรินได้ยินต้องเหลียวหน้ามายิ้ม
“ ถ้าเจ้าอยากจะออกไปเดินเล่นก็ได้นะ.. ในอุทยานตอนนี้กล้วยไม้กำลังบานสวยงามมากเชียวล่ะ…”

“ ขอบคุณค่ะพี่ชิริน..” ท่านหญิงราธีน่ายิ้มหวานให้เขา

ในตอนแรกที่ถูกบิดาตำหนิทำให้นางนึกอคติต่อสี่ผู้พิทักษ์องค์รัชทายาทนั้น ครั้นพอมาเจอเขาผู้นี้ทำให้ความคิดเชิงลบหลายอย่างในใจถูกชะล้างออกไปไม่น้อย ชิรินอ่อนโยนและมีท่าทางเป็นพี่ชายที่ใจดีเกินคาดจริงๆ หากไม่นับนายซาทากะขี้เก๊กคนนั้น.. ยังมีอีกสองคนที่เหลือจะเป็นอย่างไรหนอ.. ชักอยากเจอเสียแล้วสิ

“ พี่ใหญ่.. ไปเดินเล่นด้วยกันมั้ย… ? “

คนน้องเอ่ยชวนพี่สาว อีกฝ่ายยิ้มพลางส่ายหน้า.. หากเด็กสาวก็ไม่คะยั้นคะยอ เพียงยิ้มมุมปากเล็กน้อยอย่างรู้ทัน
เฮอะ.. ทำไมจะไม่รู้ว่า พี่สาวของตนอยากพบหน้าใครบางคนที่กำลังถูกตามตัวมาที่นี่มากกว่า

ไรเซนรู้ฤทธิ์เดชบุตรีคนนี้เป็นอย่างดี ดังนั้นย่อมไม่วางใจให้นางออกไปเดินเล่นคนเดียว จึงสั่งให้เซธตามไปเป็นเพื่อน องครักษ์หนุ่มลอบถอนใจเบาๆแล้วฝืนยิ้ม ก่อนจะน้อมกายรับคำสั่ง แล้วสาวเท้าเดินตามท่านหญิงน้อยด้วยความรู้สึกหนาวๆร้อนๆ

ทั้งสองเพิ่งลับกายออกไป ซาทากะก็เข้ามา ค้อมคำนับทำคารวะต่อไรเซนตามธรรมเนียมที่ปฏิบัติต่อขุนนางชั้นสูง ผู้อาวุโสรีบลุกจากเก้าอี้เข้ามายื่นมือจับไหล่ประคองหลานชายให้ยืดกายตรงด้วยความยินดีที่ได้พบอย่างเป็นกันเอง

“ เป็นไงซาทากะ.. ไม่ได้เจอกันตั้งนานสบายดีหรือ ? “
“ ขอบคุณท่านลุงรอง.. ผู้หลานสบายดี “

“ เฮ่อ.. ข้าเพิ่งมาถึง.. คิดไม่ถึงว่าน้องสาวจอมซนของเจ้ากลับไปมีเรื่องล่วงเกินเจ้าเมื่อตอนบ่าย ดังนั้นจึงพานางมาขอขมาเจ้าด้วยตนเอง .. ตัวการจริงๆกำลังออกไปเดินเล่นอยู่ แต่เธรี่ที่เป็นพี่สมควรรับโทษหนักที่สุด ..ฐานะที่ไม่ดูแลน้อง … “

ท่านไรเซนเอ่ยบอกเขาอย่างอารมณ์ดี จากนั้นกวักมือเรียกบุตรีคนโต

“ อ้าว..เธรี่.. ยังไม่เข้ามาขอโทษพี่เขาอีก “

ท่านหญิงราเธริลุกจากเก้าอี้เดินชดช้อยเข้ามา ค่อยย่อกายเล็กน้อยทำท่าจะขอขมา
หากชายหนุ่มชิงโบกมือห้ามกล่าวเสียงเรียบ “ ช่างเถอะ..ไม่เป็นไร “

ชิรินยิ้มเล็กน้อยกล่าวเสริมขึ้น “ ..อันที่จริงต่างก็เป็นคนกันเองทั้งนั้น ท่านลุงรองไม่น่าเกรงใจกันปานนี้…”

หญิงสาวยิ้มอ่อนหวานกล่าวขอบคุณเบาๆ ช้อนตาขึ้นมองใบหน้างามสง่าของชายหนุ่มเบื้องหน้า ก่อนเอ่ยปากชวนสนทนา

“ จริงสิคะ.. ได้ยินมาว่า พี่ซาทากะชอบการเขียนภาพและแต่งบทกลอน ปกติข้าก็สนใจเรื่องเหล่านี้เหมือนกัน.. อืม.. ไม่ทราบว่าข้าจะมีวาสนาได้ชมผลงานของพี่บ้างไหม ? “

คนถูกถามเพียงเลิกคิ้วเล็กน้อย แม้รู้สึกว่าคราวนี้นางมาแปลก ดูปีศาจน้อยนางนี้จะนุ่มนวลสงบเรียบร้อยผิดคาด แต่ก็ยังไม่ไว้วางใจ ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะมาไม้ไหนกันแน่ ขณะนึกหาคำพูดปฏิเสธอยู่นั้น ท่านไรเซนก็กล่าวเสริมว่า

“ ใช่แล้ว… พี่ซาทากะของเจ้าเขาปราดเปรื่องเรื่องศิลปะแทบทุกแขนง ทั้งดนตรี อักษรและภาพวาดทีเดียว นับว่าเจ้าขอคำแนะนำได้ถูกคนแล้ว… ซาทากะ.. ว่างๆก็ฝากช่วยสั่งสอนแนะนำน้องบ้างนะ…”

“ ข้า…” ชายหนุ่มอึกอัก..ในใจนึกรำคาญเงียบๆ “ …ท่านลุงรองชมเชยหลานเกินไปแล้ว….”

“ น้องสาม..” ชิรินส่งเสียงเรียกเป็นเชิงให้อีกฝ่ายทำตามคำขอร้องของฝ่ายผู้มาเยี่ยมเยือน ซาทากะได้แต่ลอบถอนใจ

“ อย่างนั้นก็ได้.. แต่ขอเป็นวันหลังนะ.. วันนี้บังเอิญข้ามีธุระ… ข้าขอตัวก่อน.. อำลาท่านลุงรอง…”

กล่าวจบก็ก้มตัวคำนับเล็กน้อย ก่อนจะหันกายก้าวยาวๆออกจากห้องไป
ชิรินส่ายหน้าอย่างอับจนปัญญา รีบหันมากล่าวขอโทษไรเซนด้วยความเกรงใจ

“ น้องชายข้าคนนี้ก็เป็นอย่างนี้เอง.. ท่าทางแข็งๆไม่ค่อยรับแขก แต่แท้จริงในใจไม่มีอะไรหรอก ต้องขอโทษท่านลุงด้วยจริงๆ “

“ หึหึ.. ช่างเถอะ ไม่เป็นไร.. “ ผู้อาวุโสยิ้มอย่างไม่ถือสา “ พ่อของเขาก็นิสัยเป็นแบบนี้ล่ะ “

น้ำเสียงในตอนท้ายราวจะรำพึงเบาๆกับตนเอง…

……………………………………………………………..

อุทยานวังรัชทายาทกว้างขวางตระการ มีทั้งสวนน้ำสวนนกและสวนดอกไม้ตกแต่งเข้ากันได้อย่างร่มรื่น ราวกับยกสวนสวรรค์ลงมาจากดาวดึงส์ หญิงราธีน่ากับเซธเดินมาบนทางเดินโรยกรวดหลากสีอัน ชี้ชวนกันดูต้นไม้แปลกๆที่ปลูกอยู่ตามรายทางอย่างตื่นตาตื่นใจ เวลาเริ่มเย็นแสงสว่างอ่อนโรยตัว..ยิ่งทำให้บรรยากาศโดยรอบสวยงามน่าสนใจไปไปอีกแบบหนึ่ง

เดินมาถึงสวนน้ำที่ขุดคูคดเคี้ยว ในคูน้ำปลูกบัวหลากสี น้ำใสเห็นปลาคาร์ปตัวโตสีส้ม สีขาว สีเงินสีทองมากมายแหวกว่ายกันไปมา ความกว้างของคูนี้ประมาณหนึ่งคีปะ สร้างสะพานหินโค้งทอดข้ามไปอีกฝั่งไว้เป็นช่วงๆ บนราวสะพานแกะสลักเป็นรูปสัตว์ในตำนาน มีทั้งพญานาค มังกร ราชสีห์ ฯลฯ

ท่านหญิงราธีน่ารู้สึกสนุกสนานอย่างยิ่ง วิ่งขึ้นลงสะพานโน้นไปสะพานนี้ พลางชี้ให้องครักษ์หนุ่มดูปลาในน้ำ ยามนั้นแว่วยินเสียงน้ำตก ชะเง้อมองบนสะพานที่ทอดสูง เห็นข้างหน้ามีภูเขาจำลองลูกหนึ่ง ดังนั้นร้องบอกเซธไปดูน้ำตกจำลองกัน

“ ข้าว่า..เรากลับกันเถอะท่านหญิง.. ป่านนี้ท่านจ้าวคงรอแล้ว…”
“ ไม่.. ยังสนุกอยู่เลย.. ข้าจะไปดูน้ำตก..เจ้าจะกลับก่อนก็ตามใจ…”

กล่าวจบวิ่งนำหน้าไปตัวลิ่ว.. เซธวิ่งตาม..ร้องเตือน “ ท่านหญิงระวังเดี๋ยวสะดุดหกล้ม..”

ไม่ขาดคำคนพูดกลับหกล้มเสียเอง ..กลิ้งไปข้างทางอย่างไม่เป็นท่า

องครักษ์หนุ่มลุกขึ้นนั่งบนสนามหญ้าสีเขียวเล็กๆที่ตัดเรียบริมทางเดิน พลางเอามือลูบที่ขาของตนเองอย่างงุนงง ตะกี้รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างชนกระแทกข้อพับเข่าเข้ามาทางด้านหลัง… คล้ายหมัดที่ไร้รูปร่างหากแฝงพลังอ่อนหยุ่นชกเข้ามาอย่างแรง.. แรงจนตนถึงกับล้มกลิ้ง ทว่าหลังจากนั้นกลับไม่ได้ทิ้งร่องรอยความบาดเจ็บใดไว้แม้แต่น้อย..

มันคืออะไรกันแน่.. ?
คล้ายๆพลังคอธในตำนาน…วิชาอันลี้ลับแห่งเทพเจ้า ?
แต่ที่แน่ๆ.. คงไม่ใช่เขาเสียหลักล้มลงเองแล้วอุปาทานไปเป็นอันขาด !!

……………………………………………………………

ระหว่างที่ท่านหญิงราธีน่ามุ่งหน้าไปยังน้ำตกจำลอง กระต่ายสีขาวน่ารักตัวหนึ่งก็วิ่งลัดสนามหญ้าข้างทางผ่านหน้านางไป

ท่านหญิงน้อยเปลี่ยนความสนใจจากน้ำตกไปเป็นกระต่ายอย่างรวดเร็ว..!

กระต่ายน้อยท่าทางเจ้าเล่ห์.. วิ่งพลางหยุดหันหน้ามาทางเด็กสาวคล้ายรีรออีกฝ่าย จนนางย่องเข้ามาใกล้ก็กระโดดหลบหนีต่อ หนึ่งคนหนึ่งกระต่าย ฝ่ายหนึ่งล่อฝ่ายหนึ่งไล่ตาม จนกระทั่งมาถึงบริเวณต้นไม้ครึ้มแถบหนึ่งโดยไม่รู้ตัว…

พอพบว่ากระต่ายน้อยตัวนั้นไม่รู้หายไปทางไหนแล้ว..จมูกก็พลันสูดได้กลิ่นธูปหอม..หูยังได้ยินเสียงครางเบาๆ เด็กสาวสยิวกายขึ้นมาอย่างลืมตัว เหลียวมองไปรอบๆ แสงสว่างเริ่มมัวซัวลง ท้องฟ้าปรากฏแสงหลากสี ..บรรยากาศรอบข้างยิ่งวังเวงน่ากลัว

ก้าวเท้าอย่างระมัดระวัง.. พลางส่งเสียงเรียกหาเซธ.. หากก็ไม่มีเสียงขานตอบ

“ ที่นี่ที่ไหน… ? “ ท่านหญิงน้อยพึมพำ..พลันเสียงสุนัขก็หอนดังโหยหวนขึ้น “ เซธ..เซธ…”


“ เจ้า..เป็น..ใคร..?? “

เสียงหนึ่งเย็นยะเยือกดังขึ้นทางด้านหลัง ท่านหญิงราธีน่าสะดุ้งโหยงหันขวับไป พบว่าหลังพุ่มไม้ดักเตี้ยระดับสะเอวไม่ทราบยืนไว้ด้วยหญิงชราผมขาวโพลน ใบหน้าเหี่ยวย่นจมูกโด่งแหลมคางเสี้ยม บนร่างสวมเสื้อคลุมยาวสีเทานางหนึ่งตั้งแต่เมื่อใด

“ เจ้าบังอาจนัก.. กล้าดียังไงล่วงล้ำเข้ามาในเขตหวงห้ามที่นี่..”

“ ขะ..ข้า.. ไม่ตั้งใจ.. ขอโทษค่ะ.. “ เด็กสาวตะกุกตะกัก
หากสายตาหญิงชรายิ่งฉายแววดุดัน ตวาดเสียงหนักๆ “ เจ้าต้องถูกลงโทษ…”

ขาดคำเสียงหอนของสุนัขยิ่งดังโหยหวนเด็กสาวถึงกับขนลุกเกรียว หญิงชราเงยหน้าขึ้นอย่างหวาดหวั่น
“ อา.. เทพอสูรพิโรธแล้ว.. ไป..ไป กับข้า ไปขอขมาองค์เทพอสูรกับเรา…”

“ เฮอะ.. เทพอสูรที่ไหนกันอยู่ในวังรัชทายาท..” เด็กสาวเชิดปากน้อยๆทำใจดีสู้เสือ

“ ถ้าเจ้าไม่ตามเรามา..หากเทพอสูรยิ่งพิโรธ..เจ้าต้องตายแน่…”

ท่านหญิงราธีน่าจะอย่างไรก็ยังอายุเยาว์ พอฟังคำขู่อดประหวั่นลนลานมิได้ ไม่กล้าขัดขืนอีก ได้แต่ตามอีกฝ่ายเข้าไปในดงไม้อย่างเชื่อฟัง เห็นกลางดงไม้กระท่อมผุเก่าอยู่หลังหนึ่ง เมื่อมายืนหน้าประตูกระท่อม กลิ่นธูปหอมยิ่งรุนแรงขึ้น หากภายในดูมืดและเงียบวังเวง แผ่ไอเย็นยะเยียบออกมาจับขั้วหัวใจ

หญิงชราพาเด็กสาวเข้าไปในกระท่อม ท่านหญิงน้อยเพิ่งก้าวเท้าเข้าไป อะไรบางอย่างตัวดำๆเล็กๆก็วิ่งพล่านผ่านหลังเท้านางไปเป็นพรวน.. ประสาทแปลผลรายงานลงมาทันทีอย่างรวดเร็วว่ามันคือ…ฝูงหนู !!

“ กรี๊ด..ด.ด..”

เด็กสาวกรีดร้องอย่างตกใจ รีบยกมือขึ้นปิดหน้าตนเอง หมุนกายคิดวิ่งหนี หากมือเย็นแข็งกระด้างดุจคีมเหล็กคว้าหมับไว้

“ จะไปไหน…”
“ ฮือ..กลัวแล้ว…ปล่อยข้าเถอะ..”
“ ไปขอขมาท่านเทพอสูรก่อน..”

หญิงชราลากจูงท่านหญิงน้อยเข้ามา ทันใดนั้น..ห้องมืดทึมอับชื้นพลันสว่างไสวขึ้นด้วยแสงเทียนไขนับสิบที่ไม่ทราบเหมือนกันว่ามันถูกจุดขึ้นได้อย่างไร.. เด็กสาวเดินก้มหน้าขาแข็งๆก้าวตามหญิงชราตัวสั่นระริก .. ช้อนตาขึ้นอย่างกล้าๆกลัวๆมองไปข้างหน้า เห็นนางพาตนหยุดยั้งลงหน้าโต๊ะบูชาซึ่งจัดวางอยู่ในสุดของห้องๆนั้น

หลังโต๊ะบูชาขึงผ้าม่านเก่าคร่ำคร่าสีทึมๆ บนโต๊ะจัดวางกระถางธูปเทียนและถ้วยเครื่องเซ่นปีศาจอันได้แก่เลือดและเหล้าขาว

“ คุกเข่าลง…”

หญิงชราสั่ง เด็กสาวรีบทำตามทำที พลันเสียงเย็นยะเยือกสลับกับเสียงสุนัขหอนก็ดังออกมาจากในห้องหลังผ้าม่าน

“ มาแล้วหรือ.. นังเด็กน้อย.. ฮะ..ฮะ..โฮ้ว.ว..ว.ว.. “

ความรู้สึกทั้งมวลท่านหญิงน้อยแตกกระจายทันที ร้องไห้โฮออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ รีบก้มศีรษะจรดพื้นตัวสั่นระริก

“ ฮือ.. ข้าไม่ได้ตั้งใจล่วงเกินท่านเลยนะ… ข้าเข้ามาโดยบังเอิญ..จริงๆนะคะ…”

“ หึหึ.. กลัวหรือ.. เอาเถอะ..เห็นแก่ที่เจ้าอายุเยาว์.. ข้าจะยกโทษให้สักหน..แต่เจ้าต้องกราบข้าสามครั้ง…ฮะ..โฮ้ว...ว..ว..”

เสียงเย็นดังสะท้าน พร้อมผ้าม่านเลื่อนเปิดออกช้าๆ.. พลันบังเกิดเสียงคำรามลั่นอย่างดุร้าย ร่างใหญ่สีน้ำตาลขนหนาทึบกระโจนพรวดออกมา ยืนจังก้าอยู่บนโต๊ะบูชา เด็กสาวอดเงยหน้าขึ้นมองอย่างลืมตัวมิได้ เห็นนั่นเป็นสัตว์บางอย่างที่คล้ายสุนัข หากบนหัวสวมมงกุฏสีแดง มีเครื่องประดับตกแต่งตามตัว กำลังถลึงจ้องตานาง ส่งเสียงคำรามในลำคอ พลางแยกเขี้ยวใหญ่ ขาวเป็นประกายในแสงเทียน..

ความกลัวของท่านหญิงน้อยพุ่งทะลุถึงจุดสุดขีด รีบกราบลงกับพื้นสามครั้งโดยไม่ต้องเตือนซ้ำ
โฮ้ว..ว.ว.ว.ว…ฮ๊า..ก.ก.ก.ก.ก. !
เสียงหอนปนคำรามลั่นขึ้นอีกครั้ง.. ฉับพลันแสงเทียนก็ดับวูบโดยพร้อมเพรียง…!

ทันใดนั้น…..

“ ท่านหญิง.. อยู่ในนั้นรึเปล่า ? “
เสียงเซธร้องเรียกหา.. ราวกับเสียงเทพเจ้ามาโปรด

ท่านหญิงราธีน่ามิทราบได้ความกล้ามาจากไหน รีบผุดลุกขึ้นวิ่งออกมาจากห้องนั้น ผลักประตูเปิดผางออกไปนอกกระท่อม เห็นเซธยืนหันรีหันขวางอยู่ ถึงกับดีใจจนร้องไห้ออกมาอีกครั้ง วิ่งเข้าไปกอดองครักษ์หนุ่มร้องไห้โฮออกมา

“ เกิดอะไรขึ้น..ท่านหญิง.. ? “
“ เซธ.. ฮือ..ข้ากลัว..ไป..ไป..รีบพาข้าไปจากที่นี่.. น่ากลัวเหลือเกิน..เซธ…”
“ ไม่ต้องกลัวท่านหญิงน้อย.. เซธอยู่ที่นี่…”

เซธปลอบพลางทำท่าจะเข้าไปสำรวจในกระท่อม หากถูกเด็กสาวฉุดรั้งไว้ เร่งเร้าให้อีกฝ่ายพากลับไปหาบิดา
ในที่สุด..เซธได้แต่ยอมให้นางฉุดลากแขนพาวิ่งออกมาจากดงไม้แห่งนั้น โดยที่ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่…

………………………………………

คนทั้งสองเพิ่งจากไป.. ใบหน้าที่แอบมองอยู่ทางช่องประตูที่เปิดแง้มอยู่ก็หลุบกลับเข้าไปข้างใน
เทียนไขถูกจุดสว่างขึ้นมาอีกครั้ง…!!

หญิงชราลอกหน้ากาก ปลดวิกผมปลอมลงมาโยนทิ้งไปบนพื้น แล้วถลันเข้าไปกอดสุนัขบนโต๊ะ หัวเราะชอบใจ

“ เก่งมากเลยเจ้าซาทากิเพื่อนยาก..ฮ่า ฮ่า เจ้าแสดงละครได้เยี่ยมที่สุด..”

ซาทากิ..ไม่แยกเขี้ยวคำรามอีก หากแต่กระดิกหางไปมา เอียงคอปล่อยลิ้นห้อยยาวลงข้างปาก หรี่ตาสุกใสแบบหมายิ้ม ทำเสียง แหะ..แหะ..เหมือนกำลังหัวเราะเช่นกัน

เฮ่อ.. ร้ายพอกันทั้งนายทั้งหมา.. !

ที่แท้ทั้งหมดเป็นแผนการของคาลาธ ทั้งหญิงชราและเสียงโหยหวนสะท้านของเทพอสูรล้วนเป็นเขาจัดการปลอมแปลงแต่งขึ้นเพื่อกลั่นแกล้งท่านหญิงราธีน่าทั้งสิ้น ยามนั้นซันจิที่เป็นคนชักเปิดผ้าม่าน และพีจาร์ที่เป็นคนจุดเทียนไขพากันเดินยิ้มออกมาจากที่ซ่อนกาย…

มีเพียงริวจิลที่ไม่ยิ้ม.. เขากระโดดลงมาจากขื่อเพดาน ยืนซึมมองออกไปทางประตูอย่างไม่สบายใจ หันมาถามหงอยๆ

“ พี่รอง.. พวกเราทำเกินเลยไปรึเปล่าเนี่ย…”

“ เฮ้ย..มาสำนึกอะไรได้ตอนนี้ ? “ ผู้เป็นพี่ชายดุเบาๆ “ เจ้านี่ก็ใจอ่อนไม่เข้าเรื่อง.. ไหนตอนแรกเป็นตัวตั้งตัวตีมิใช่หรือ ให้วางแผนกลั่นแกล้งนาง แต่พอเอาเข้าจริงๆกลับไม่กล้าทำ.. “

“ ก็…ไม่นึกว่านางจะเด็กขนาดนี้…ยังไม่ทันได้ชักรอกโครงกระดูกให้ดู..ก้อร้องโฮออกมาซะแล้ว.. ใครจะทำลง”

คาลาธยักไหล่ “ ช่างเถอะ.. เกาทัณฑ์ยามง้างสุดสายก็ต้องยิงปล่อยออกไป แผนการจัดเตรียมไว้แล้วไม่อาจหยุดดำเนิน ถือว่าแค่นี้พอหอมปากหอมคอ.. ไม่ชักโครงกระดูกก็แล้วไป ว่าแต่คราวต่อไปหากขืนใจอ่อนอีก ก็ไม่ต้องมาชวนข้าวางแผนแกล้งใคร “
…………………………………………….

อีกด้านหนึ่ง…

ท่านหญิงราธีน่าฉุดแขนเซธวิ่งออกจากดงไม้.. เบื้องนอกฟ้าเริ่มมืดลงแล้ว ผู้ดูแลอุทยานต่างจุดโคมไฟสว่างเป็นจุดๆตามเสาริมทางเดิน ทั้งสองพบกับองครักษ์วังรัชทายาทซึ่งได้รับคำสั่งให้ออกมาตาม จากนั้นติดตามอีกฝ่ายกลับมายังรถม้าที่จอดรออยู่บนลานหน้าตำหนัก…

ทั้งหมดกำลังจะอำลาชิรินกลับกันแล้ว เพียงรอท่านหญิงน้อยและเซธที่ออกไปเดินเล่นจนหายตัวไปทั้งคู่
ท่านหญิงราธีน่าพอมาถึง ก็วิ่งเข้ามากอดพี่สาวตัวสั่นระริก
“ ฮือๆๆ..พี่ใหญ่.. ข้าเจอปีศาจด้วย.. น่ากลัวมากเลย ”

“ ปีศาจอะไร ? “ ชิรินขมวดคิ้วถาม
“ นั่นสิ…” ท่านไรเซนหัวเราะหึหึในลำคอ “ ปีศาจอะไรจะกล้าเข้ามาในวังรัชทายาท..? “

“ จริงๆค่ะท่านพ่อ…” เด็กสาวสะอึกสะอื้นบอก “ ปีศาจสุนัขขนยาวพูดได้ด้วย..น่ากลัว..มีแม่มดด้วย ฮือ ฮือ เรากลับกันเถอะ ข้าไม่มาแล้วล่ะที่นี่.. ไม่มาแล้ว “

ท่านไรเซธหันไปมองหน้าเซธเป็นเชิงไถ่ถาม แต่เซธก็ตอบไม่ถูก เพราะหลังจากเกิดเรื่องเขาก็ถูกทั้งฉุดทั้งลาก ท่านหญิงไม่ให้เวลาเขาซักถามอะไรเลย

สีหน้าอ่อนโยนของชิรินพลันเคร่งขรึมลง พริบตานั้นคล้ายกับรู้ในบัดดลว่าเป็นฝีมือของใคร ขบคิดเล็กน้อยกล่าวปลอบโยนว่า

“ น้องธี่นี่ไม่ต้องกลัว… พี่เข้าใจแล้วล่ะ.. มา..ไปกับพี่..พี่จะจัดการสั่งสอนเจ้าปีศาจตัวนั้นให้เจ้าเอง…”

ท่านไรเซนมองหน้าชายหนุ่มแล้วพลันฉุกใจคิดว่าเป็นเรื่องใด อดหัวเราะมิได้

“ ข้าก็คิดว่าพอเดาออกแล้วว่าฝีมือใคร ฮาฮา.. ช่างเถอะชิริน.. พี่ๆเขาคงเย้าแหย่ล้อเล่นน้องเป็นเรื่องธรรมดา พวกเรารบกวนเจ้ากันนานแล้ว สมควรกลับกันเสียที…”

“ ท่านลุงรอง…” ชิรินกล่าวอย่างละอาย “ ขอโทษแทนเจ้าสองตัวนั่นจริงๆ.. ข้าจะจัดการลงโทษให้เอง “

“ ช่างเถอะ.. ช่างเถอะ ดีซะอีก.. คนที่ชอบแกล้งคนอื่นถูกแกล้งซะบ้างก็ดี.. ฮ่าฮ่า “
…………………………….

เมื่ออำลาชิรินกลับขึ้นรถม้าเดินทางกลับจวน ท่านหญิงราธีน่ายังข้องใจไม่หาย เล่าเรื่องเทพอสูรและปีศาจพูดได้ให้บิดาและพี่สาวฟัง แล้วถามว่ามีจริงหรือไม่.. ทั้งสองยิ้มอย่างขบขัน ท่านไรเซนจึงค่อยเฉลย

“ เจ้าน่ะ..โดนพี่ชายสองคนนั้นกลั่นแกล้งเอาต่างหากเล่า วังรัชทายาทจะมีปีศาจมาอยู่ได้ยังไง..”
“ พี่ชายสองคนไหน..? “ ท่านหญิงน้อยย้อนถาม
“ ท่านพ่อหมายถึง..พี่คาลาธกับพี่ริวจิล ใช่มั้ยคะ..? “ คนพี่สาวคาดเดา

ผู้เป็นบิดาพยักหน้า ยังมิวายหัวเราะหึหึต่อ กล่าวอย่างขบขันแกมสั่งสอน
“ ดีแล้ว…สม.. ทีนี้จำไว้นะ.. ต่อไปเวลาจะก่อเรื่องกลั่นแกล้งคนอื่น จะได้นึกถึงอกเขาอกเราบ้างว่ารู้สึกยังไง..”

ท่านหญิงราธีน่าก้มศีรษะต่ำนิ่งเงียบราวยอมรับ หากในใจลอบพึมพำอาฆาต..
เฮอะ..ฝากไว้ก่อนเถอะนะ..!!
………………………………………………………

ทางด้านวังรัชทายาท… ชิรินตามมาที่เรือนพักของคาลาธ เห็นอยู่พร้อมหน้ากันทั้งคู่กับริวจิลในห้องนอน จึงปิดประตูลงมือดุด่าสั่งสอนน้องชายทั้งสองคนเสียพักใหญ่ ตัวก่อเรื่องนั่งบนขอบเตียงก้มหน้ารับฟังอย่างสงบเสงี่ยม ครั้นพอพี่ชายใหญ่ด่าจบเดินออกไป คาลาธก็หงายหลังเอนนอนไปบนเตียงหัวเราะจนตัวขดตัวงอ

“ โอย.. สะใจจริงๆ เห็นนางปีศาจน้อยนั่นกลัวจนร้องไห้ขี้มูกโป่งวิ่งออกไป ต่อให้ถูกด่าก็คุ้มว่ะ ..ฮ่าฮ่า…”

หากแต่ริวจิลกลับรู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง ลุกเดินออกจากห้องไปด้วยสีหน้าเคร่งขรึม…!!
ภาพใบหน้างามน่ารักของท่านหญิงน้อยผู้นั้นลอยวนเวียนอยู่ห้วงสมองตลอดเวลา
เฮ่อ.. บ้าชะมัด นี่ถ้ารู้ว่าปีศาจน้อยนางนี้ สวยน่ารักปานนี้..เขาคงจะไม่กลั่นแกล้งนางเป็นอันขาด..!

เปิดฉากก็มีเรื่องกับนางเสียแล้ว.. คงสร้างเป็นความรู้สึกที่ไม่ดีให้กับนางไปยาวนานอย่างแน่นอน..
แล้วต่อไปจะลบล้างเปลี่ยนเป็นสร้างความรู้สึกดีๆต่อกันได้อย่างไรหนอ…คงจะยากเย็นแล้วกระมัง !!!

…………………………………


=======================================================

ปล.จากผู้เขียน : ขอโทษค่ะ เอามาลงซะหลายตอน คือช่วงนี้จะไม่อยู่หลายวัน เลยลงให้ค่อยๆทะยอยอ่านนะคะ อย่าเพิ่งเบื่อกันเลยนะ..








จาก : kjb - 29/01/2001 16:02

ข้อความ : แกล้งท่านหญิงจนร้องไห้ขี้มูกเลย ถ้าล้างแค้นกลับจะขนาดไหนวะเนี่ย

จาก : Fic T. - 31/01/2001 09:18

ข้อความ : ฮ่ะๆ อย่างงี้ต้องตามง้อสิเนี่ย
สงสัยเธอคงตอบแทนซะอิ่มแน่ล่ะ

จาก : K.W.E. - 01/02/2001 15:02

ข้อความ : ^^

จาก : MrT - 03/02/2001 04:25

Comment เกี่ยวกับ Fiction ตอนนี้
ชื่อ :
Email :
ICQ :
โฮมเพจ :
ข้อความ :


Pocket WebBoard Fiction แห่งนี้ใช้บริการของD'Server
Hosted by www.Geocities.ws

1