หัวข้อ : ***เทพบุตรผู้พิทักษ์ ตอนที่ 9 + 10 ***
ข้อความ : =================================================================


ตอนที่ 9 บทเริ่มต้นเรื่องของหัวใจ


ทางด้านงานชุมนุมที่ค่ายไนจาเวลานี้ยุติลงแล้ว เหล่าแขกเหรื่อผู้เข้าชุมนุมและสักขีพยานต่างทะยอยกันมาอำลาเจ้าภาพเพื่อเดินทางกลับ ท่านไลบาซาสในฐานะสหายเก่ารั้งอยู่เกือบสุดท้ายก่อนจะเอ่ยคำอำลาบ้าง

“ ไปกันหมดแล้ว.. งั้นข้าก็เห็นทีต้องขอตัวอำลากลับแล้วเหมือนกัน..”
“ ขอบคุณที่มาร่วมงาน.. หากมีโอกาสว่างหรือผ่านมาทางนี้ก็แวะเวียนมาดื่มสุราสนทนากันบ้าง “
“ นั่นย่อมแน่นอนอยู่แล้ว..”

“ หลานก็ขออำลาท่านอาเช่นกัน…”

ซินบาร่าย่อกายลงคารวะอำลาท่านเอซอลอย่างชดช้อย ความอ่อนหวาน..นุ่มนวลที่แสดงออก.. แทบทำให้ไม่อยากเชื่อสายตาว่านี่จะเป็นอีกด้านมุมหนึ่งของ ”นางสิงห์แกร่ง..ทายาทแห่งประมุขสหพันธ์ห้าขุนเขา” ผู้ซึ่งมักเดินทางเคียงคู่บิดา จับทวนควบอาชาปราบมารร้ายพิทักษ์ธรรมสร้างชื่อเกริกก้องไปทั่วปฐพี

ลับกายสองพ่อลูกออกไปแล้ว ท่านเอซอลค่อยกลับเข้ามานั่งภายในห้องพักผ่อน อาซาย่ากับอาเทเซียสองพี่น้องเดินตามบิดามาติดๆ ดูเหมือนผู้เป็นบิดาจะสังเกตอยู่ตลอดเวลา ว่าบุตรชายดูจะไม่ค่อยให้ความสนใจเอาใจใส่คู่หมั้นเท่าที่ควร เพราะนับตั้งแต่พบหน้าจนกระทั่งอำลาจากกัน หนุ่มสาวทั้งสองไม่ได้เอ่ยปากสนทนากันแม้แต่คำเดียว ดังนั้นเมื่ออยู่กับตามลำพังพ่อลูกจึงอดเอ่ยตำหนิมิได้ อาซาย่าไม่กล่าวอะไรแม้แต่คำเดียว เพียงรับฟังอย่างเงียบงันแล้วกล่าวขอตัวกลับห้องไปพักผ่อนบ้าง

“ พี่ชายเจ้าเขาเป็นอะไรไป ? “ ท่านเอซอลหันมาบ่นใส่บุตรีคนเล็กอย่างหงุดหงิด
“ ข้าก็ไม่ทราบเหมือนกัน…”
เด็กสาวทำจมูกย่นพลางตอบบิดา แล้วก็รีบขอปลีกตัวออกมาอยากรวดเร็ว ด้วยมิอยากฟังคำบ่นต่อจากนั้น…

อาเทเซียเดินผ่านทางเดินกั้นหลังคา ซึ่งสร้างเชื่อมต่อระหว่างอาคารไม้หลายหลังภายในค่าย ตัดผ่านสวนพฤกษชาติร่มรื่น เพื่อกลับไปยังบ้านไม้หลังเล็กอันเป็นที่พักของตน ก็เห็นผู้เป็นพี่ชายนั่งเซื่องซึมคนเดียวอยู่บนขั้นบันไดริมสะพานที่ทอดลงไปในสระบัว.. ท่าทางเงื่องหงอยเหม่อลอย.. จึงเดินเข้าไปหา

“ พี่รอง.. “ เอ่ยพลางหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ “ รู้นะ.. คิดถึงพี่ซาญ่าอยู่ใช่ไหม.. ความจริงพี่ซินบาร่าก็ดีออก..”

“ เจ้าพูดจบรึยัง…” ผู้เป็นพี่ชายตัดบทอย่างรำคาญ

อาเทเซียแบะปากใส่อย่างแง่งอน “ ฮึ.. ผู้อื่นแค่ถามนิดหน่อยก็มีโทสะแล้ว…”

“ หึหึ. ผู้อื่นตำหนินิดหน่อย..ก็พาลจะร้องไห้แล้ว.. เด็กขี้แย..”
ในสุ้มเสียงแฝงสำเนียงหยอกเย้า.. หากแต่เสียงนี้มิใช่เสียงของอาซาย่า.. ต้นเสียงคล้ายแว่วดังมาจากหลังพุ่มไม้ริมกำแพงซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก อาเทเซียเหลียวหน้าขวับไป เห็นมีชายหนุ่มร่างสูงโปร่งหน้าตาแจ่มใสยืนยิ้มอยู่ตรงนั้น ..เป็นชายหนุ่มที่ปรากฎกายในงานชุมนุมในวันนี้แล้วหยิบยืมดาบของพี่อาซาย่าของนางไปนั่นเอง

เด็กสาวผุดยืนขึ้นกระทืบเท้าอย่างขุ่นเคือง “ ท่านเป็นใคร..? เข้ามาในค่ายเราได้ยังไง ? “

คาลาธกระโดดข้ามพุ่มไม้พลิ้วกายเข้ามาอย่างยิ้มแย้ม หาได้ใส่ใจต่อกิริยาขัดเคืองของนางไม่ ยืนดาบในมือคืนให้กับอาซาย่า

“ ข้าเอาดาบมาคืนให้.. ขอบคุณมาก..”

“ ไม่เป็นไร..” อาซาย่า ตอบเสียงเรียบแฝงความเป็นมิตร อีกฝ่ายแม้มีความเป็นมาเร้นลับ แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใดในใจของเขากลับรู้สึกถูกชะตากับคนผู้นี้ขึ้นมาอย่างเงียบๆ “ ท่านเป็นใคร… เดี๋ยวสิ…”

เอ่ยถามไม่ทันขาดคำ.. อีกฝ่ายก็หันกายพลิ้วข้ามพุ่มไม้และทะยานขึ้นไปบนกำแพงแล้ว หันมาโบกมืออำลาเล็กน้อย ก่อนจะกระโดดออกไปภายนอกค่าย โดยไม่ทิ้งคำพูดใดแม้เอ่ยแนะนำตัว..

อาซาย่าได้แต่ถอนใจเบาๆ ส่วนผู้เป็นน้องสาวชะโงกใบหน้าออกมาทางด้านหลังพี่ชาย แสยะปากแลบลิ้นใส่คนที่จากไป

“ เชอะ.. คนบ้า.. ฝากไว้ก่อนเถอะ “

………………………………….

คาลาธออกจากค่ายไนจาเดินทางตามหาไทอิล ระหว่างทางก็พบกับชิรินและซันจิที่จูงซาทากิเดินมาริมทางหลวง ชายหนุ่มชะงักเท้าร้องดัง “ฮ้า” อย่างดีใจ ก่อนจะวิ่งเข้าไปสวมกอดกับเจ้าซาทากิสุนัขแสนรู้ของตนเองซึ่งวิ่งเข้ามาด้วยความลุกลี้ลุกลนตื่นเต้นที่ได้พบนายโดยไม่คาดฝัน

สองนายบ่าวกอดฟัดเล่นปล้ำกันพลางหัวเราะ โดยไม่สนใจสายตาของผู้ร่วมทางอีกสองคน

“ โอ.. ขอโทษนะเพื่อนยาก..ที่ทำให้เป็นห่วง.. แกต้องลำบากเพราะข้าจริงๆ ขอบใจนะ ข้าไม่เป็นไรแล้วล่ะ..”

เออ..เป็นงั้นไป ผู้ที่ต้องลำบากเพราะเขา และเป็นห่วงเขาแทบคลั่งใจตาย มีแต่เจ้าซาทากิเท่านั้นหรือ
ชิรินหันไปมองหน้าซันจิแล้วลอบถอนใจกับความ “เพี้ยนๆ” ของน้องชาย
หากเด็กหนุ่มนั้นกลับรู้.. คุณชายรองก็เป็นยังงี้มาตั้งนานแล้วหรอกนะ....ดังนั้นได้แต่ฝืนยิ้มด้วยชาชิน

“ คาลาธ.. แล้วลุงสี่ล่ะ ? “ ผู้เป็นพี่ใหญ่เอ่ยถามขึ้น เมื่อเห็นสองนายบ่าวคู่นั้นเดินจูงกันตรงเข้ามา

“ พวกเราถูกแยกออกจากกัน เรื่องนี้เล่าไปแล้วยาวมาก.. ตอนนี้ไปหาร้านอาหารกันก่อนเถอะ.. ในท้องข้ามันเกิดเสียงสู้รบกันใหญ่แล้ว กินอิ่มแล้วค่อยเล่าให้ฟัง…”

จากนั้น.. สามคนหนึ่งสุนัขย้อนกลับเข้าไปในหมู่บ้านที่อยู่ใกล้สุด ค่อยแวะเข้ารับประทานอาหารที่ร้านแผงลอยหน้าหมู่บ้าน ระหว่างรับประทาน..คาลาธเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้พี่ชายใหญ่ฟัง ชิรินกล่าวอย่างครุ่นคิด

“ ตามที่เจ้าเล่ามา.. คาดว่าท่านลุงสี่คงไม่ได้ถูกนิกายมารฟ้าจับตัวไป.. แล้วตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนกันนะ..”

สนทนาถึงตอนนี้ ..ปรากฏเด็กชายคนหนึ่งเดินเข้ามา ยืนจ้องมองเจ้าซาทากิที่หมอบอยู่ข้างโต๊ะอย่างลังเล ค่อยยื่นจดหมายในมือส่งให้กับชิริน

“ มีพี่ชายคนหนึ่งบอกให้ข้าเอาจดหมายนี้มามอบให้พี่ชายคนที่มากับหมาขนยาวสีน้ำตาล…”

ชิรินเลิกคิ้วเล็กน้อยอย่างประหลาดใจ พอกวาดตาเห็นลายมือที่จ่าหน้าซองค่อยร้องดัง”อ้อ” ในลำคอแล้วยิ้ม มอบเศษเงินให้เด็กชายเป็นรางวัล ก่อนจะแกะจดหมายออกอ่านแล้ว พลางยิ้มกว้าง

“ น้องชายน้อยของเราตอนนี้รออยู่ที่ศาลาริมคลองหมู่บ้านนี้เอง.. เรารีบไปสมทบกับเขากันเถอะ..”

ทั้งหมดพอฟังก็ทราบโดยทันที…น้องชายน้อย..ที่เขาเอ่ยถึงย่อมหมายถึงเจ้าชายเมราซัสนั่นเอง !

………………………………………..


ศาลาริมลำคลองท้ายหมู่บ้านเวลานี้มีชายหนุ่มสามคนนั่งอยู่ ดูไปคล้ายกำลังรอคอยเรือโดยสารที่จะผ่านเข้าไปในตัวเมือง หากแต่มีเรือหลายลำแวะผ่านมา หนึ่งในสามก็โบกมือปฏิเสธไม่ขึ้นลำไหนทั้งสิ้น… พวกเขาคล้ายกำลังรอใครเสียมากกว่า

เมื่อพวกชิรินทั้งสามรุดมาถึง ค่อยจดจำออกว่าทั้งสามก็คือเจ้าชายเมราซัส ซาทากะและริวจิล ที่ล้วนปลอมตัวอยู่ในชุดชาวบ้านสามัญชนนั่นเอง คาลาธกราบทูลเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดอีกครั้งต่อเจ้าชายรัชทายาท

“ เอาล่ะ.. พี่รองท่านไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ข้าค่อยหายห่วง..” เจ้าชายตรัสสุรเสียงแจ่มใส
“ แต่ท่านลุงสี่ป่านนี้เป็นไงบ้างก็ไม่รู้สิ..” ชิรินกล่าวอย่างกังวล
“ ไม่ต้องเป็นห่วง.. ข้าเพิ่งได้รับจดหมายจากลุงสี่บอกว่าเวลานี้เขาปลอดภัย..”
“ อ้าว..แล้วเขาอยู่ไหนล่ะ ? “
“ หุบเขาไผ่เขียว..”

คาลาธพึมพำ “ เขาคงคิดว่าข้าถูกพวกคนหุบเขาไผ่เขียวจับตัวไปแน่ๆ แต่ไม่เข้าใจ.. นิกายมารฟ้าทำแบบนี้เหมือนจงใจจะปรักปรำเจ้าหุบเขาไผ่เขียว.. เรื่องนี้มันคงมีสาเหตุความนัยอย่างแน่นอน ”

เจ้าชายรัชทายาทตรัสช้าๆ สุรเสียงเคร่งขรึมเป็นงานเป็นการ..ดูไม่คล้ายเด็กหนุ่มที่เอาแต่ใจตนเองดังเช่นวันก่อนเลย

“ พระบิดารับสั่งกับข้าว่า…เรื่องท่านลุงสี่และหุบเขาไผ่เขียว..พระองค์จะทรงจัดการเอง ให้พวกเราสืบความเป็นมาของนิกายมารฟ้าที่กำลังออกอาละวาดหนักในเวลานี้ดีกว่า ไม่รู้ว่า..จะเป็นเหล่าทายาทเดนตายของพวกกบถแห่งสกุลฟาตัสสมัยช่วงต่อรัชกาลรามิเนี่ยลที่แปดและเก้าหรือไม่.. “

รับสั่งถึงตรงนี้ก็ทรงนึกอะไรขึ้นมาได้

“ อ้อ.. ระหว่างทางที่ข้ามาที่นี่ก็ได้ยินคนที่ไปร่วมงามชุมนุมยอดฝีมือ กล่าวถึงเรื่องที่ในงานประลองมีจอมดาบคิจิโผล่ขึ้นมาถึงสองคนเหมือนกัน ถ้าหากตามที่ท่านบอกมา.. เจ้าแม่กาลีจับกุมตัวคิจิไว้แล้วให้เหยี่ยวดำปลอมเป็นคิจิ.. บางทีก็อาจมีจุดประสงค์อื่นแฝงอยู่ด้วยเช่นกัน นิกายมารฟ้าคล้ายกับไม่ต้องการฆ่าคิจิ แต่ต้องการทำลายชื่อเสียงของเขามากกว่า.. หรือไม่..ก็คิดยืมชื่อของเขาเพื่อประสงค์อะไรสักอย่างหนึ่ง… ข้าเชื่อว่าเรื่องนี้ก็คงมีปริศนาลึกล้ำแฝงอยู่แน่ๆ…”

คาลาธกลอกตาแล้วหัวเราะหึหึ พึมพำ “ น่าปวดหัวดีแท้..”

เจ้าชายเมราซัสแย้มพระสรวล “ เอาเถอะ..ยังไงก็ค่อยๆสืบกันไป ตอนนี้พวกท่านกลับเมืองหลวงไปก่อนก็แล้วกัน..”

“ อ้าว…” ชิรินโพล่งขึ้น “ แล้วพระองค์ล่ะ ? “
“ อืม..ข้ามีธุระบางอย่างขอตัวไปจัดการตามลำพังสักหน่อย เสร็จแล้วจะรีบตามกลับไป..”
“ อะไร..จะไปไหน..ไปคนเดียวหรือ ? “

“ เฮ้อ.. “ เจ้าชายรัชทายาทถอนพระทัยอย่างรำคาญ “ ข้าโตแล้วน่า.. ดูแลตัวเองได้หรอกนะ..อย่าห่วงเลย “

…………………………………………..

ทางด้านหุบเขาไผ่เขียว…

คาเดม่อนให้การต้อนรับดูแลไทอิลเป็นอย่างดี อาการบาดเจ็บภายในของเขาเวลานี้ทุเลาลงจนเกือบเป็นปกติแล้ว เช้าวันนี้ออกมาเดินเล่นยืดเส้นยืดสายในสวนดอกไม้ข้างเรือนพักรับรอง ยามนั้นสายตาเหลือบไปเห็นร่างสูงใหญ่ของเจ้าแห่งขุนเขากำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนศาลาไม้ไผ่กลางสวน ดังนั้นจึงสาวเท้าเข้าไปทักทายสนทนาปรับความเข้าใจในเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด

พลันได้ยินเสียงร้องเรียกดังเสนาะสดใส…. “ ท่านพ่อ ”

ร่างหนึ่งอ้อนแอ้นบอบบางในชุดกระโปรงยาวสีไข่มุกหวานซึ้งสะดุดใจ ดวงหน้าเยาว์บริสุทธิ์สดใสงามตามธรรมชาติไร้เครื่องแป้งแต่งประทินโฉม ผมยาวถักเป็นเปียเล็กๆหลายเส้นประดับลูกปัดหลากสีน่ารัก นางเดินเข้ามาอย่างร่าเริงในมือประคองถาดขนมใบหนึ่ง

ยามเช้าอากาศสดชื่นแจ่มใส ดรุณีในชุดสีไข่มุกดูงามราวเทพธิดาน้อยแห่งรุ่งอรุณเยือนหล้า ไทอิลผู้ปกติไม่เคยเหลือบแลสนใจต่ออิสตรีใด ยามนี้ถึงกับจับจ้องนางไม่วางตาอย่างตกตะลึง แต่นิสัยความเป็นสุภาพบุรุษ..ทำให้เขารั้งสติคืนจากภวังค์ได้โดยเร็ว จากนั้นค่อยฉุกใจคิดได้คลับคล้ายคลับคลา…ดวงหน้างามของนางผู้นั้นไฉนรู้สึกคุ้นตาอย่างยิ่ง ตนคล้ายกับเคยเห็นนางที่ใดมาก่อน

หญิงสาวค่อยรู้สึกตัวว่ามีคนมอง ต้องหันไปถลึงใส่เขาอย่างขุ่นเคือง

“ มองอะไร.. ไม่เคยเห็นคนรึไง ? “
“ ธิเดลล่า…” ท่านคาเดม่อนเอ่ยปราม “ อย่างไร้มารยาทต่อท่านเจ้าสี่…”

ไทอิลถึงกับร้องดัง “อ้อ” เบาๆในลำคอ.. ที่แท้นางคือ..ธิเดลล่า บุตรีของเจ้าแห่งหุบเขานั่นเอง..ต้องยิ้มเล็กน้อยอย่างขบขัน

“ เป็นความผิดของข้าเองที่บังอาจจ้องนางอย่างเสียมารยาท ก็เพราะรู้สึกแปลกใจ.. วันก่อนเจอนางอยู่ในอาภรณ์บุรุษ.. วันนี้พอนางมาในชุดสตรี.. ข้าไทอิลถึงกับแทบจำไม่ได้จริงๆ..”

คาเดม่อนหัวเราะ กล่าวด้วยน้ำเสียงรักเอ็นดูในหญิงสาวจนผู้ฟังสัมผัสได้ชัด

“ ขอท่านจ้าวสี่อย่าได้ถือสาในความซุกซนของนางเลย คงเพราะมีนางเป็นบุตรีเพียงคนเดียว..ธิเดลล่าจึงถูกทุกคนตามใจมาตั้งแต่น้อย แม้โตเป็นสาวก็ยังไม่ละทิ้งนิสัยซุกซน.. บางทีก็ชอบแต่งเป็นชาย บางทีก็ชอบแต่งเป็นหญิง..แกล้งคนโน้นคนนี้จนปั่นป่วนไปทั้งหุบเขา…”

“ ท่านพ่อ…” ธิเดลล่าขยี้เท้าอย่างขุ่นเคือง “ ฟังดูเถอะ.. พูดอะไรก็ไม่รู้…”

ไทอิลมองท่าทางแง่งอนของนางแล้วยิ้ม..พลางพึมพำ

“ ข้าเองก็มีหลานศิษย์อยู่คนหนึ่ง.. ตั้งแต่เด็กนิสัยซุกซนชอบกลั่นแกล้งผู้คนไปทั่วจนน่าปวดหัว ยิ่งโตเป็นหนุ่มก็ยิ่งร้ายกาจ เฮ่อ.. พอเอ่ยถึงเขาก็อดเป็นห่วงไม่ได้… ป่านนี้ไม่รู้เป็นตายร้ายดีประการใด ก็ได้แต่หวังว่าความกลอกกลิ้งเจ้าปัญญาของเขา จะช่วยให้เขาผ่านพ้นเภทภัยไปได้อย่างปลอดภัย..”

“ ท่านคงหมายถึง… คุณชายรองคาลาธ ? “

คาเดม่อนถามขึ้น ไทอิลผงกศีรษะรับ ธิเดลล่าค้อนใส่บิดาเอ่ยตัดบทขึ้นอย่างน้อยใจ

“ ท่านพ่อ.. ไปสนใจเรื่องของใครก็ไม่ทราบ.. ข้าอุตส่าห์ทำขนมมาให้..ท่านกลับไม่สนใจแม้แต่น้อย…”
“ โอ.. เด็กเอย.. เราไหนเลยไม่สนใจขนมของเจ้า…”
เจ้าแห่งขุนเขารีบกล่าวเอาใจบุตรี ไทอิลเลิกคิ้วเล็กน้อย..อดกล่าวมิได้
“ ขนมถ้วยนี้ท่าทางน่ารับประทานนัก.. ไม่ทราบว่าข้าพอมีวาสนาได้ลิ้มชิมบ้างหรือไม่ ? “
“ เหอะ.. ของท่านไม่มีหรอก.. ใครจะรู้ว่าท่านก็อยู่ที่นี่…เสียใจ..ไม่ได้ตักมาเผื่อ.. ”

“ ธิเดลล่า…น้ำเสียงแบบนี้ไม่น่ารักนะลูก “ คาเดม่อนเอ่ยปรามบุตรีอีกครั้ง

“ ไม่เป็นไรหรอก..” ไทอิลยิ้มอย่างไม่ถือสา พลางรีบโบกมือปรามมิให้เจ้าแห่งหุบเขาตำหนินางต่อ “ ความจริงข้าก็เพิ่งรับอาหารเช้ามาจนอิ่มตื้อแล้ว… ข้ารู้ว่าคุณหนูธิเดลล่าเป็นคนมีน้ำใจ สักวันข้าคงให้โอกาสข้าได้ชิมฝีมือของนางแน่นอน.. จริงหรือไม่ ? “

ธิเดลล่าอ้าปากคิดโต้กลับหากต้องชะงักค้างเมื่อถูกสายตาของบิดาปรายมาใส่ ไทอิลค่อยเอ่ยขอตัวกลับห้องไปพักผ่อน คาเดม่อนอดมองตามเงาร่างสูงใหญ่ที่ลับกายออกจากศาลากลางสวนไปอย่างชื่นชมมิได้

“ คนผู้นี้มีบุคลิกอันองอาจ จิตใจห้าวหาญกล้าแกร่ง.. สมแล้วที่เป็นหนึ่งในสี่แม่ทัพคู่บัลลังค์แห่งรามิเนี่ยล .. ธิเดลล่าเอย..เจ้าเองก็โตเป็นสาวแล้ว… หากผู้ที่มาเป็นบุตรเขยของเราสามารถมีลักษณะเด่นล้ำสักครึ่งหนึ่งของเขา ข้าก็คงวางใจ..ไม่ต้องคอยเป็นห่วงเจ้าอีกต่อไป.. เจ้าคิดว่าพอจะหาให้พ่อสักคนได้หรือไม่ ? ”

หญิงสาวรับฟังยิ่งรู้สึกหมั่นไส้ชายหนุ่มไทอิลผู้นั้นนัก เชิดปากสูงชันแค่นเสียงตอบทันควัน

“ ก็ได้.. แต่ต้องไม่ใช่เขา..”

คาเดม่อนเหลือบหางตามองบุตรีที่ข้างกาย ต้องลอบถอนใจอย่างอ่อนอกอ่อนใจ

…………………………………..


==============================================================


ตอนที่ 10 เบื้องหลังที่ถูกปิดบัง


ด้านหลังหุบเขาไผ่เขียวปลูกกระท่อมโดดเดี่ยวอยู่หลังหนึ่ง…

กระท่อมหลังน้อยกลางธรรมชาติอันร่มรื่น…สงบหากแต่ดูอ้างว้างกระไรปานนั้น ที่นี่เป็นที่พำนักของผู้เฒ่าสายฟ้า.. อาจารย์ของเจ้าหุบเขาคาเดม่อนนั่นเอง

ธิเดลล่าถือถาดที่จัดวางถ้วยขนมมีฝาครอบปิดเดินตรงมายังที่นี่ด้วยสีหน้าตื่นเต้นยิ้มระรื่น นี่เป็นขนมหม้อแรกที่สามารถกินได้ในชีวิตของนาง ซึ่งนางตั้งใจเรียนจากแม่ครัวคนเก่าแก่ มิหนำซ้ำครูผู้สอนยังชมว่านางปรุงรสได้ยอดเยี่ยม จะจริงหรือไม่ก็แล้วแต่ แต่ก็สร้างความภาคภูมิใจแก่นางเป็นที่สุด ถึงกับตักไปอวดให้ใครๆช่วยชิมกันจนทั่วหุบเขา (แต่ก็ขอยกเว้นเจ้าไทอิลที่น่าหมั่นไส้ผู้นั้นไว้หนึ่งคน)

เสียงตะโกนโหวกแหวกเรียก “ท่านปู่” ดังลั่นหน้าบ้าน จนผู้เฒ่าต้องรีบแจ้นออกมาจากในห้องเพื่อเปิดประตูรับแทบไม่ทัน หากดวงหน้าหวานใสที่ส่งยิ้มสว่างไสวดั่งอาทิตย์ยามรุ่งอรุณอยู่หน้าประตูทำให้ผู้เป็นปู่มีโทสะไม่ลง นอกจากส่ายหน้าตำหนิด้วยความเอ็นดู

“ เจ้าเนี่ยนะ..โตเป็นสาวแล้วยังทำอะไรแบบเด็กๆ.. คนแก่อย่างข้าต้องหัวใจวายตายเพราะเจ้าเข้าสักวัน..”

หญิงสาวหัวเราะคิกคักก้าวปราดเข้ามาในกระท่อมวางถาดในมือลงบนโต๊ะ ค่อยหันมาโผเข้าโอบเอวประจบผู้อาวุโส

“ โถ..ๆๆ.. ขวัญเอย อยู่กับเนื้อกับตัวนะ…”
“ หึ.. เอาอะไรมาเหรอนั่น…”
“ ขนมเม็ดบัวกวนราดนมสด.. อร่อยนะ…”
“ หือ.. ว่าแต่กินได้แน่นะคราวนี้…”
“ ท่านปู่ !! “

หญิงสาวขยี้เท้าอย่างแง่งอน จนผู้เป็นปู่หัวเราะหึหึรีบปลอบ

“ โถ..ปู่ล้อเจ้าเล่นน่ะ…ปู่เชื่อว่าต้องอร่อย.. ฝีมือหลานสาวคนเก่งของปู่ซะอย่าง.. ไหน..ขอตักชิมหน่อย..อืม.. รสชาติหวานหอมอร่อยกลมกล่อมมาก.. ฮ่าฮ่า.. นี่เจ้าทำเองจริงๆหรือนี่..ไม่เลวๆ..งั้นแสดงว่าหลานปู่โตเป็นสาวจริงๆแล้วสิ.. ดีแล้ว..เป็นลูกผู้หญิงก็ต้องรู้จักเข้าครัวทำอาหารให้เก่งๆ ”

ธิเดลล่ายิ้มหน้าระรื่น “ งั้นต่อไปข้าจะทำให้ท่านปู่ทานให้ทุกวันเลยดีมั้ย…”
“ พูดจริงๆนะ..” ผู้เฒ่าสายฟ้าชื่นชมหลานสาวอย่างปลาบปลื้ม “ หลานปู่น่ารักมาก..”

หลังจากนั่งเฝ้าจนผู้เป็นปู่รับประทานจนหมดถ้วยและสนทนากันไปพลางอีกพักใหญ่ๆ ธิเดลล่าค่อยขอตัวกลับ

ลับกายหลานสาวคนโปรดออกไป สีหน้าของผู้ชราพลันเคร่งเครียดลง

“ เฮอะ.. ทำไมต้องทำลับๆล่อๆ เมื่อมาแล้วก็เข้ามาเถอะ…”

กล่าวเพิ่งขาดคำ..นอกหน้าต่างบังเกิดเสียงฝีเท้าคนผู้หนึ่งเดินอ้อมมาหน้าประตู ร่างสูงในชุดดำ ผมเผ้ายุ่งเหยิง หนวดเครารุงรังก้าวข้ามธรณีประตูมาอย่างแช่มช้า เมื่อถึงกลางห้องค่อยคุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น

“ ศิษย์..คิจิ.. กราบคารวะท่านอาจารย์ “

ผู้เฒ่าสายฟ้าแค่นเสียงอย่างชิงชัง “ เจ้าหายหน้าไปหลายปี ได้ยินว่าอยู่ข้างนอกได้ก่อเรื่องงามหน้าไว้ไม่น้อย เวลานี้ยังมีหน้ามาที่นี่อีกหรือ.. ในสายตาของเจ้ายังมีคนแก่อย่างข้าเป็นอาจารย์ด้วยหรือ ..? ”

“ อาจารย์..ศิษย์ผิดไปแล้ว.. แต่เรื่องนั้นศิษย์ไม่ได้ทำ สองปีมานี้ศิษย์ถูกนิกายมารฟ้าควบคุมตัวอยู่ในคุกใต้ดินตลอด..”

“ อะไร.. นิกายมารฟ้า ? “
สีหน้าผู้เฒ่าสายฟ้าตะลึงไปพักใหญ่ ส่งเสียงพึมพำในลำคอ “ นางกลับมาแล้วหรือ…”

คิจิเงยหน้าขึ้นขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างสงสัย แต่มิทันเอ่ยปากหากอีกฝ่ายหันมาชิงถามขึ้นมาก่อน “ เรื่องราวเป็นมายังไง ? “ ชายหนุ่มจึงถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นมาทั้งหมดให้ผู้เป็นอาจารย์ฟังอย่างไม่ปิดบัง มิอาจ..เพิ่งเล่าจบอีกฝ่ายก็ตวัดมือตบใส่หน้าเขาดังฉาดใหญ่

“ เจ้าศิษย์โง่.. ใช้การไม่ได้.. แม้แต่ดาบวิเศษคู่มือก็ปล่อยให้คนอื่นฉกชิงไปครอบครองได้ยังไง เฮอะ.. ข้าไม่เข้าใจจริงๆ ทำไม..ศิษย์ของข้าแต่ละคนมันถึงได้เหลวไหลใช้การไม่ได้ทั้งสิ้น…”

“ อาจารย์.. ข้าขอโทษ..”

“ ไสหัวออกไป…ข้าไม่อยากเห็นหน้าเจ้าอีก…”

“ อาจารย์ ”

เวลานั้น..คาเดม่อนไม่ทราบมาถึงที่นี่ตั้งแต่เมื่อใด ยืนลอบฟังอยู่ใต้ชายคาข้างบ้าน ถึงตอนนี้จึงค่อยปรากฏกายขึ้น ผลักประตูก้าวปราดเข้ามาช่วยเอ่ยปากอ้อนวอนผู้เป็นอาจารย์ให้ยกโทษให้กับศิษย์ผู้น้อง

“ อาจารย์..โปรดอย่ามีโทสะเลย น้องรองเขา….”
“ เฮอะ..เจ้าไม่ต้องมาช่วยขอร้องแทนมัน ..พวกเจ้าแต่ละคนนะ..ล้วนไม่ได้ดังใจข้าทั้งสิ้น..ฮึ่ม..”

ผู้เฒ่าสายฟ้าแสนขัดใจ กระทืบเท้าแล้วหมุนกายเข้าห้องด้านในปิดประตูปังใส่หน้าศิษย์ทั้งสองอย่างขุ่นเคือง คาเดม่อนยื่นมือประคองคิจิที่ก้มหน้าเศร้าสำนึกละอายใจอยู่กับพื้นให้ลุกขึ้น เอ่ยปลอบโยน

“ อาจารย์ก็เป็นอย่างนี้แหล่ะ.. เปลือกนอกเกรี้ยวกราดเจ้าอารมณ์.. แต่ในใจของท่านผู้เฒ่าล้วนปรารถนาดีต่อพวกเราตลอดเวลา ช่วงที่เจ้าหายตัวไปนั้นความจริงเขาก็เป็นห่วงเจ้าอย่างยิ่ง เราออกไปกันก่อนเถอะนะคิจิ.. รอให้อาจารย์อารมณ์สงบลงแล้วค่อยมากันใหม่เถอะ…”

…………………………………………………

ค่ำคืนนี้พระจันทร์ครึ่งเสี้ยวแขวนดวงอยู่บนท้องฟ้า หมู่ดาราเรียงรายระยิบระยับเต็มรอบข้าง…

คาลาธยืนเอนพิงเสาศาลาริมบึงน้ำอยู่ในอุทยานของวังรัชทายาท ทอดตามองท้องฟ้าสีหน้าหม่นหมองซึมเซา กิริยาเช่นนี้นับว่าผิดปกติสำหรับคนใกล้ชิดอย่างน้องชายคนเล็กริวจิลอย่างยิ่ง คนที่มักร่าเริงแจ่มใสไม่เคยทุกข์ร้อนกับเรื่องใด อย่างพี่ชายรองคนนี้.. ไม่อยากเชื่อว่า “ซึม” เป็นกับคนอื่นเขาด้วย..??

“ สงสัยคืนนี้ฝนจะตกหนักแฮะ..”

ริวจิลเงยหน้าขึ้นมองฟ้าแล้วยักไหล่ ยืนประหลาดใจลังเลอยู่ครู่หนึ่ง..คราวแรกแทบเข้าใจว่าอีกฝ่ายวางกับดักเล่นละครหมายล่อใครเข้าไปกลั่นแกล้ง เพราะตนก็เคยโดนลูกไม้นี้มาหลายครั้ง แต่เมื่อมองอยู่พักใหญ่ รู้สึกสัมผัสถึงละอองแห่งความกลัดกลุ้มที่แผ่ออกมาจากร่างนั้น ในที่สุดจึงตัดสินใจ “ยอมเสี่ยง” เดินเข้าไปหา

ทันใดพลันปรากฏมือสองข้างคว้าหมับฉวยแขนเขาไว้คนละข้าง.. เจ้าของมือก็คือ..ซันจิกับพีจาร์…!!

“ คุณชายรองกำลังอารมณ์ไม่ดี.. ท่านอย่าไปแหย่เขานะ..” พีจาร์บอกเบาๆ
“ ทำไม.. ท้องผูกเหรอ ? “

“ ไม่ใช่.. ” น้ำเสียงซันจิฟังออกว่าไม่มีอารมณ์พูดเล่นด้วย “ เขาทำสร้อยกับจี้คริสตัลที่ห้อยติดตัวมาตั้งแต่เด็กๆหายไปน่ะ..”

รอยยิ้มขี้เล่นบนใบหน้าริวจิลสลายลงทันที หลงเหลือแต่ความเคร่งขรึมที่นานครั้งจะปรากฏเช่นกัน หัวคิ้วดกเข้มขมวดเข้าหากัน เบือนหน้าไปทางพี่ชายต่างสายเลือดที่เติบใหญ่ด้วยกันมาเกือบยี่สิบปีผู้นั้นด้วยความเข้าใจและเห็นใจยิ่ง ขบคิดเล็กน้อยจึงสาวเท้าเดินตรงเข้าไปที่ศาลาริมบึงน้ำหลังนั้น…

“ พี่รอง…ยืนคิดอะไรอยู่….”
“ หือ…” อีกฝ่ายเบือนหน้ามาแว่บหนึ่ง แล้วตอบเสียงเฉื่อยๆ “ เปล่า… ตากลมเล่นน่ะ “

“ ข้ารู้นะ.. สองคนนั่นบอกข้าแล้ว.. ท่านอย่าคิดมากเลย เราลองไปหากันใหม่อีกรอบดีมั้ย ข้าจะช่วยหาให้..”

“ หึ…” คาลาธเบือนหน้ามาอีกครั้ง มองหน้าน้องชายนิ่ง ครู่หนึ่งมุมปากกระตุกเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะออกมาราวขบขัน

“ พูดเรื่องอะไร..อะไรหาย…”
“ ก็..จี้กับสร้อยเส้นนั้น.. ..เส้นที่เห็นท่านแขวนห้อยคออยู่ประจำใช่มั้ย…”

“ เหลวไหล..ใช่..ข้าทำมันหายไป..แต่ทำไมข้าต้องคิดมากเรื่องนั้นด้วย หายก้อหายไปซี ..นี่เจ้าเห็นพี่ชายเจ้าคนนี้เป็นคนขี้ตืดขนาดนั้นเชียว.. ”

“ พี่รอง.. ไม่สบายใจก็บอกเถอะน่า คนอื่นจะได้ช่วยเหลือ ทำไมต้องเสแสร้งกลบเกลื่อนด้วย..”
“ เฮ้อ..เอากันไปใหญ่.. เจ้านี่นะ..เข้ามาขัดอารมณ์สุนทรีย์ตอนชมจันทร์ของข้าซะจริงๆ..”

เขาบ่นพลางหัวเราะ แล้วหันกายปลีกตัวจากไป

ริวจิลนิ่งซึมมองเงาหลังของพี่ชายจนลับตา ในใจยิ่งรู้สึกสะทกสะท้อน..ต้องถอนใจออกมาเบาๆ
ยามนั้นเรื่องราวในวัยเด็กผุดเข้ามาในความคำนึงอีกครั้ง…ในใจอดคิดถึงบุคคลท่านหนึ่งมิได้

คนผู้นั้นคือ..ท่านปู่เซซิออล..!!

…………………………………………………….


สุสานเทพกษัตริย์.. ถือเป็นเขตหวงห้ามอันศักดิ์สิทธิ์ของแผ่นดิน เพราะ ณ ที่แห่งนั้นคือสถานที่ฝังพระศพของกษัตริย์และเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงแห่งราชวงศ์รามิเนี่ยล สร้างอยู่บนพื้นที่บริเวณกว้างกลางหุบเขาแห่งหนึ่งของหมู่เทือกเขาซินพิไดมอส อันเป็นหนึ่งในห้ามหาบรรพตใหญ่แห่งโอเมรอส

สุสานเทพกษัตริย์ถือเป็นดินแดนเทพที่สามัญชนไม่มีสิทธิ์ล่วงล้ำเข้าไป ทั้งทางเข้ายังวางค่ายกลกับดักพรางสายตาผู้คน แม้กระทั่งหลังจากที่สกุลฟาตัสก่อกบถโค่นราชบัลลังก์กษัตริย์รามิเนี่ยลที่แปด ก็ยังไม่สามารถค้นหาทางเข้าสุสานกษัตริย์เจอ ทั้งนี้เพราะผู้ถือกุญแจแห่ง “คอธ” ที่สามารถเปิดทวารแห่งคอธ หรือประตูพระเวทย์ของเทพเจ้าได้นั้น จะมีเพียงองค์กษัตริย์และเจ้าชายผู้ได้รับแต่งตั้งให้เป็นองค์รัชทายาทเท่านั้น

แน่นอน ณ เวลานี้ผู้ถือกุญแจแห่งคอธ จึงเป็นองค์ฟาลอสผู้ทรงเป็นกษัตริย์ราเมี่ยลที่เก้าองค์ปัจจุบัน กับเจ้าชายรัชทายาทเมราซัส ..หากแต่สำหรับพวกเขาสี่พี่น้อง.. ชิริน คาลาธ ซาทากะ และริวจิล กลับอยู่นอกเหนือกฏเกณฑ์ที่มีมาแต่บรรพชนทั้งหมด..

ทั้งนี้เพราะว่าพวกเขาล้วนเป็นทารกที่ถูกชุบเลี้ยงโดย..เซซิออล… มาตั้งแต่เล็กๆ !!

ถึงแม้ในนามนั้น.จะเรียกหาเป็นปู่หลาน.. หากในทางปฏิบัติก็คือศิษย์อาจารย์นั่นเอง เพราะทั้งวิชาความรู้ทุกอย่างของพวกเขาล้วนถูกถ่ายทอดสอนตรงมาโดยเซซิออลทั้งสิ้น ทั้งนี้นั่นเป็นประสงค์ของเซซิออล.. ซึ่งต้องการส่งพวกเขาให้มากราบองค์ฟาลอสเป็นอาจารย์ เพื่อให้พวกเขาสืบทอดหน้าที่สี่ผู้พิทักษ์องค์รัชทายาทอันจะก้าวขึ้นไปสู่ตำแหน่งสี่แม่ทัพใหญ่พิทักษ์บัลลังก์สืบต่อไป อันเป็นระเบียบกฏมณเทียรบาลอันมีมานานนับร้อยปีของราชวงศ์

เซซิออลแท้จริงแล้วมีฐานะเป็นถึงเจ้าชายพระองค์หนึ่ง ในราชวงศ์รามิเนียล และเป็นพระอนุชาฝาแฝดของกษัตริย์รามิเนี่ยลที่เจ็ด ว่าไปแล้วคือมีฐานะเป็นพระอัยกาน้อยขององค์ฟาลอสนั่นเอง มีเสียงแอบร่ำลือกันในที่ลับหูลับตาว่า..เจ้าชายเซซิออลประสบชะตากรรมแห่งชีวิตผันแปรน่าสงสารตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ทั้งนี้ตอนแรกประสูติถูกขโมยออกจากวัง จากนั้นก็ไปเติบใหญ่ในหมู่มาร เมื่อกลับเข้าวังอีกครั้งจึงไม่เป็นที่ต้อนรับของเหล่าเชื้อพระวงศ์นัก โดยเฉพาะองค์รามิเนี่ยลที่หกผู้เป็นพระอัยกาซึ่งสนับสนุนพระราชนัดดาฟาเซนย่า ซึ่งเป็นพระเชษฐาฝาแฝดของเขามากกว่า..

อย่าว่าแต่เจ้าชายมัสฟาจินพระบิดาซึ่งดำรงตำแหน่งองค์รัชทายาทในขณะนั้น ถึงกับแค้นพระทัยเพราะเขาจนล้มประชวรแล้วสิ้นพระชนม์ในที่สุด ทำให้องค์รามิเนียลที่หกทรงประกาศแต่งตั้งพระราชนัดดาฟาเซนย่าเป็นองค์รัชทายาทแทนทันที จากนั้นเจ้าชายเซซิออลก็มีอันต้องถูกเนรเทศออกจากวังอีกครั้ง.. บางกระแสข่าวบอกว่าเซซิออลฆ่าตัวตายหลังจากที่เจ้าชายมัสฟาจินสิ้นพระชนม์และเหล่าสี่ขุนพลผู้พิทักษ์องค์รัชทายาทในเวลานั้นดื่มเหล้าพิษฆ่าตัวตายตามไป

แท้จริงแล้วเซซิออลยังไม่ตาย เขาเก็บตัวอยู่ในสุสานเทพกษัตริย์.. เฝ้าสุสานของเจ้าชายมัสฟาจินตลอดมาด้วยความสำนึกเสียใจ จวบจนราชวงศ์รามิเนี่ยลถูกล้มล้างโดยขุนนางในสกุลฟาตัส เซซิออลจึงออกจากหุบเขาติดตามหารัชทายาทผู้สาปสูญ (ซึ่งก็คือองค์ฟาลอส) จนเมื่อพบก็ถ่ายทอดวิชาฝีมือให้..องค์ฟาลอสไม่เคยทรงทราบมาก่อนว่าพระอาจารย์ผู้นี้คือพระอัยกาน้อย ตลอดมาทรงเรียกหาแต่สรรพนามว่า “อาจารย์” จวบจนเสด็จกอบกู้บัลลังก์กลับคืนมาสำเร็จ ก่อนที่เซซิออลจะจากไป เขาจึงค่อยกราบทูลฐานะแท้จริงต่อพระองค์

เซซิออลไม่ปรารถนาสิ่งตอบแทนใดใด แม้ว่าองค์ฟาลอสจะดำริทรงประกาศคืนฐานันดรศักดิ์แห่งเจ้าชายคืนให้ เขาเพียง “ขอ” จากพระองค์ “3 ประการ “ คือให้ปกปิดฐานะของเขาเพื่อให้เขายังคงเป็นเพียงแค่คนที่ตายไปแล้วในความรู้สึกของคนทั้งแผ่นดินตลอดไป ส่วนข้อสองก็คือ..ขอทายาทแห่งเทพเจ้าให้มาช่วยสืบทอดวิชาของเขา..ซึ่งทารกผู้นั้นก็คือ..เจ้าชายเมราซัส !!

สำหรับข้อสามนั้น..เซซิออลบอกว่าเจ้าชายเมราซัสจะนำความประสงค์ของเขามากราบทูลให้เขาทราบเอง..

สิบหกปีก่อน.. องค์ฟาลอสจึงได้แต่ตัดพระทัย มอบพระโอรสน้อยซึ่งเพิ่งประสูติได้เพียงไม่กี่วันให้กับเซซิออลพาเข้าสู่สุสานเทพกษัตริย์ หลังจากนั้นก็ไม่มีใครพบเห็นหรือทราบข่าวของคนทั้งสองอีกเป็นเวลาถึงสิบปีเต็มๆ…

และสิบปีต่อมา.. เจ้าชายน้อยเมราซัสก็เสด็จกลับวังหลวงพร้อมกับพระสหายอีกสี่คน นำจดหมายจากเซซิออลซึ่งเขียนไว้ก่อนสิ้นลมหายใจขึ้นถวายต่อองค์ฟาลอส ในจดหมายคือ “ คำขอข้อที่ 3 “ นั่นคือให้พระองค์รับเด็กชายทั้งสี่ที่ตามเสด็จเจ้าชายน้อยเป็นศิษย์ แล้วแต่งตั้งให้พวกเขาเป็นสี่ผู้พิทักษ์องค์รัชทายาทตามโบราณราชประเพณี

“ เด็กทั้งสี่คือทารกที่ข้าคัดเลือกให้กับรามิเนี่ยลแล้ว.. พวกมันจะไม่ทำให้พระองค์ต้องผิดหวัง..”

นั่นคือคำยืนยันในท้ายจดหมาย และองค์ฟาลอสก็ทรงมั่นพระทัยเช่นกันด้วย…!!

…………………………………….

ณ ตำแหน่งเดียวกับที่คาลาธยืนซึมมองท้องฟ้าเมื่อครู่นี้..เวลานี้ก็ยืนไว้ด้วยริวจิลในท่าทางอาการเดียวกัน

ภาพเค้าใบหน้างามสง่าดุจเทพเจ้าของชายหนุ่มผู้หนึ่งคล้ายกำลังฉายอยู่บนท้องฟ้า ท่านปู่เซซิออลที่อยู่เคียงข้างคอยอุ้มชูเลี้ยงดูและสอนวิชาให้พวกเขาตั้งแต่เยาว์วัยนั้นยังเป็นชายหนุ่มอายุเยาว์วัยแค่ยี่สิบต้นๆเอง แต่พวกเขาล้วนทราบดีว่าอายุแท้จริงของท่านปู่นั้นเกือบแปดสิบปีแล้ว แต่เซซิออลมิเพียงได้รับประทานโอสถทิพย์ทั้งยังสามารถฝึกพลังคอธในคัมภีร์อสูร-มนุษย์-เทพยดา จนสำเร็จ จึงทำให้ดำรงรูปโฉมเยาว์วัยไม่เปลี่ยนแปลง…

ภาพเหตุการณ์ในวัยเยาว์ผ่านเข้ามาในห้วงคำนึงเป็นฉากๆ แจ่มชัดทำให้ชายหนุ่มอดยิ้มออกมาคนเดียวมิได้…

ตอนที่พวกเขาสี่พี่น้องถูกนำเข้าสู่สุสานเทพกษัตริย์นั้น แต่ละคนอายุเพียงสองถึงสามขวบเท่านั้น..เป็นวัยที่ไล่เลี่ยกันอย่างยิ่ง แต่ว่าไปแล้วดูเหมือนจะไล่เลี่ยกันเพียงอายุ สำหรับความรู้สึกนึกคิดนั้นกลับแตกต่างกันหลายปีนัก ชิรินผู้เป็นพี่ชายใหญ่ มีความคิดความรับผิดชอบป็นผู้ใหญ่กว่าเพื่อน ในขณะที่เขา..ริวจิล แม้จะโตเป็นหนุ่มแต่บางครั้งก็ยังอดติดนิสัยน้องชายคนเล็กที่รักสนุกและชอบอ้อนพี่ชายมิได้…โดยกับเฉพาะพี่รองคาลาธ…!!

นับตั้งแต่เล็กจนโต..เขามักชอบเดินตามพี่รอง.. ไม่ว่าจะไปซุกซนที่ใด พี่ชายรองเป็นต้อง “พก” เขาไปด้วย ไม่ว่าพี่ชายรองจะไปก่อเรื่องที่ไหนทะเลาะกับใคร ก็ต้องมีน้องชายสี่ริวจิลเป็นลูกสมุนร่วมก่อการณ์ทุกครั้ง เพราะเหตุนี้เขากับพี่ชายรองจึงสนิทสนมกันเป็นที่สุด ในความรู้สึกของผู้อื่นบอกว่าพี่ชายรองคนนี้ร้ายกาจ แต่สำหรับเขากลับไม่เห็นด้วย.. เขารู้สึกว่านั่นคือความยิ่งใหญ่และเข้มแข็งต่างหาก นับตั้งแต่ได้รู้จักกับอีกฝ่าย..เขาไม่เคยเห็นพี่ชายคนนี้แสดงความอ่อนแอให้เห็นสักครั้ง..

พี่ชายรองคาลาธเป็นแบบอย่างที่ดีให้เขาเสมอมา..
ทั้งยังคอยปกป้องคุ้มครองรับผิดชอบแทนเขาให้ทุกครั้งที่เกิดเรื่อง…
เขาเสียอีกที่อ่อนแอที่สุดในสี่พี่น้อง…

เพราะเหตุนี้อาการเศร้าซึมของพี่ชายรองเมื่อครู่ซึ่งนานครั้งที่จะได้พบเห็นจึงสร้างความสะทกสะท้อนใจแก่ริวจิลเป็นอย่างยิ่ง

เกิดอะไรขึ้นกับพี่ชายรองกันแน่หนอ ?
ใช่เกี่ยวกับเพราะสร้อยคอที่ทำหายไปหรือไม่ ?
หากใช่..ทำไมเขาถึงไม่ยอมรับ ?

ไม่เข้าใจพี่ชายคนนี้เสียจริงๆ…!!!

………………………………………………………..

“ ริวจิล…คิดอะไรอยู่ ? “

เสียงเรียกทักขึ้นของซาทากะผู้เป็นพี่ชายสามทำให้ชายหนุ่มสะดุ้งตื่นจากภวังค์ ส่งเสียงปฏิเสธอย่างชินปาก

“ เปล่า…”
“ เห็นพี่รองบ้างไหม ? “
ซาทากะถามด้วยสีหน้ากังวลเหมือนมีเรื่องหนักใจ ริวจิลถึงกับขมวดคิ้ว..

พี่ชายสองคนนี้ปกติเหมือนน้ำกับไฟ หรือไม่ก็ขมิ้นกับปูน ยามปกติมักมีเรื่องให้ “กัด” กันอยู่เสมอ ก็มีแต่เวลาที่ “ไม่ปกติ” เท่านั้น ที่คนทั้งสองมักกอดคอลุยไปด้วยกันด้วยความยินดี หรือลืมตัวกันแน่..เขาเองก็อธิบายไม่ถูก

เวลานี้พี่สามเอ่ยถามหาพี่รอง.. หรือว่าจะมีเหตุการณ์ไม่ปกติเกิดขึ้นแล้ว ???

“ ตามหาพี่รองทำไมหรือ ? “

“ อืม.. มีข่าวร้ายมาบอก…”

ซาทากะตอบเสียงแห้งโหย สีหน้าเหมือนคนที่กำลังจะถูกโลกทับบี้แบนอยู่ตรงหน้า หัวใจของริวจิลถึงกับร่วงวูบลงตาตุ่ม

..หรือว่าจะมีข่าวร้ายเกี่ยวกับท่านลุงสี่ไทอิล … ??

“ ข่าวอะไร ? “

…………………………………………………….







จาก : kjb - 29/01/2001 15:54

ข้อความ : รู้สึกว่าตอนนี้จะเน้นเรื่องตัวละครใหม่ๆแฮะ

จาก : Fic T. - 31/01/2001 09:17

Comment เกี่ยวกับ Fiction ตอนนี้
ชื่อ :
Email :
ICQ :
โฮมเพจ :
ข้อความ :


Pocket WebBoard Fiction แห่งนี้ใช้บริการของD'Server
Hosted by www.Geocities.ws

1