หัวข้อ : ***เทพบุตรผู้พิทักษ์ ตอนที่ 8 งานชุมนุมยอดฝีมือ***
ข้อความ :

เมื่อคาลาธกลับมายังค่ายชั่วคราวของนิกายมารฟ้าอีกครั้งก็ต้องพบกับความประหลาดใจ เนื่องจากที่นั่นไม่มีใครอยู่อีกเลยแม้แต่คนเดียว ทั่วบริเวณเงียบเชียบวังเวง มีเพียงบ้านร้างที่ไม่มีทั้งคนและข้าวของใดใด ชายหนุ่มเดินวนเวียนหาสร้อยที่เข้าใจว่าคงทำตกหล่นไว้ที่ไหนสักแห่งแต่ก็หาไม่พบ ในใจถึงกับว้าวุ่นอย่างบอกไม่ถูก จวบจนเวลาล่วงใกล้เที่ยง หวนนึกถึงงานชุมนุมยอดฝีมือที่จะเริ่มในช่วงบ่าย ดังนั้นได้แต่ตัดใจผละออกมาเร่งรุดสู่ค่ายไนจาตามที่นัดไว้กับคิจิ

คาลาธเพิ่งจากไปได้ไม่นาน.. ชิรินกับซันจิก็จูงสุนัขสีน้ำตาลตัวโปรดของคาลาธมาถึง ซาทากิใช้จมูกดมฟุดฟิดชักนำคนทั้งสองจนมาถึงห้องคุมขังใต้ดิน ชิรินรู้สึกแปลกใจที่ทั้งค่ายกลายเป็นค่ายร้างไร้ผู้คน ภายในคุกใต้ดินที่เคยคุมขังคาลาธก็มีเพียงศพผู้คุมชุมดำสามคน ซันจิพลิกดูศพแล้วเงยหน้าขึ้นบอกชิรินว่าคนทั้งสามเสียชีวิตด้วยยาพิษวิกลจริตของคาลาธ ชิรินจึงลงความเห็นว่าคาลาธคงหลบหนีไปได้เองแล้ว

“ คุณชายใหญ่..แล้วเราจะทำอย่างไรต่อไป “

“ เราไม่ทราบว่าคาลาธตอนนี้อยู่ที่ไหน และศพคนชุดดำเหล่านี้เป็นใครกันแน่.. “ ชิรินกล่าวพลางครุ่นคิด “.. เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน พวกเราลองไปดูที่งานชุมนุมยอดฝีมือค่ายไนจา.. บางทีอาจจะได้เบาะแสอะไรบ้าง…”

………………………………………

ป้ายอักษรนูนสีทองบนพื้นสีแดงสลักคำ “ค่ายไนจา” โดดเด่นสะดุดตาสะท้อนแสงอาทิตย์ยามเที่ยง ค่ายสำนักแห่งนี้ดำรงความยิ่งใหญ่มาหลายสิบปี แม้จวบจนปัจจุบัน..สถานที่และบุคคลจะอายุมาก..สังขารร่วงโรย แต่วันเวลาราวกับจะยิ่งเพิ่มความขลังในความรู้สึกของผู้คนมากยิ่งขึ้น

หัวหน้าค่ายไนจา มีนามว่า เอซอล เป็นชายชราวัยประมาณหกสิบเศษ ผมเผ้าหนวดเครายาวขาวโพลน รูปร่างสูงใหญ่แข็งแรง ท่าทางสุขุมใจดี ใบหน้ามีเค้าความสง่าของวัยหนุ่ม เวลานี้นั่งสนทนาอยู่กับชายชราผมสีทองร่างสูงโปร่งสันทัด หน้าตาสำอางค์เกลี้ยงใสไร้หนวดเคราผู้หนึ่ง คนผู้นี้คือ..ไลบาซาส..หัวหน้าสมาพันธ์ห้าขุนเขา ข้างกายยืนไว้ด้วยดรุณีสาวในชุดสีเหลือง ใบหน้าหวานซึ้งหมดจดนางหนึ่ง ย่อมเป็นบุตรีของท่านไลบาซาสนั่นเอง

“ จริงซีนะ.. ทำไมตั้งแต่มาถึงยังไม่เห็นหลานอาซาย่า กับอาเทเซียเลย…” ท่านไลบาลาสเอ่ยถามขึ้น

“ อ้อ.. ข้าให้ทั้งสองออกไปทำธุระบางอย่าง.. ความจริงป่านนี้น่าจะกลับกันมาได้แล้วนา…”

กล่าวไม่ทันขาดคำ ก็ได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วร้องเรียก “ ท่านพ่อ “ ดรุณีน้อยวัยรุ่นดวงหน้าพริ้มเพราน่ารักท่าทางซุกซนวิ่งถาโถมเข้ามาในห้อง สองผู้อาวุโสต่างเหลียวหน้าไปพบว่ายังมีชายหนุ่มหน้าตาดีอีกคนเดินตามหลังเข้ามาติดๆ…

“ อ้าว..อาซาย่า..อาเทเซีย.. ท่านลุงไลบาซาสของเจ้ากำลังถามถึงพอดี.. มาคารวะท่านลุงสิลูก…”

เอซอลเรียกทักบุตรธิดาทั้งสอง สองพี่น้องต่างค้อมกายคารวะต่อไลบาซาสตามธรรมเนียมของชาวไอเมรอส อาเทเซียค่อยหันไปทางดรุณีสาวชุดเหลืองที่ยืนอยู่ด้วยในที่นั้นอดส่งเสียงทักทายอย่างดีใจมิได้

“ พี่ซินบาร่า… พี่ก็มาด้วยเหรอ.. ดีใจจัง…”

เอ่ยพลางลอบเหลือบมองพี่ชายที่ยืนอยู่ด้านข้าง เห็นอีกฝ่ายสีหน้าราบเรียบไม่ปรากฏแววยินดียินร้ายแต่อย่างใด ที่แท้ระหว่างอาซาย่าและซินบาร่าถูกจับหมั้นหมายไว้โดยผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายมาตั้งแต่ยังเด็กๆ หากแต่อาซาย่าดูเหมือนไม่ได้สนใจคู่หมั้นนางนี้สักเท่าใดนัก

ยามนั้นศิษย์ค่ายไนจาผู้หนึ่งเข้ามารายงานว่า เวลานี้เหล่าอาคันตุกะยอดฝีมือทั้งหลายต่างทะยอยกันมานั่งเกือบเต็มอัฒจรรย์แล้ว เอซอลจึงชวนทั้งหมดออกไปที่ลานชุมนุมกัน…

……………………………….

ลานชุมนุมเป็นลานกว้างรูปวงรีด้านหนึ่งเป็นปะรำหลังคาผ้าหนาอาบยางสนสีน้ำตาลหลังใหญ่ยาว หันหน้าเข้าหาอัฒจรรย์ไม้สูงห้าชั้นเป็นรูปเกือกม้ารายรอบลานโล่งกว้างตรงกลางซึ่งกินพื้นที่ประมาณเกือบสองร้อยพิกิ (หน่วยพื้นที่ของโอเมรอส 1 พิกิ = พื้นที่ตารางกว้างและยาวด้านละ 1 คีปะ ซึ่งก็ประมาณ 25 ตารางเมตร )

เวลานี้บนอัฒจรรย์นั่งเต็มไปด้วยผู้คน ทั้งเหล่านักสู้ยอดฝีมือจากค่ายสำนักต่างๆซึ่งจะขึงป้ายผ้าสี่เหลี่ยมเขียนชื่อสำนักตัวโตๆไว้ และนักสู้อิสระที่ไม่ได้สังกัดค่ายพรรคใดๆ รวมทั้งผู้ชมสักขีพยานที่มาจับจองที่นั่งเพื่อชมดูการประลอง สำหรับระดับหัวหน้าค่ายพรรคสำนักต่างๆและแขกรับเชิญผู้มีเกียรติจะมีที่นั่งจัดไว้ภายในปะรำด้านหน้า

งานชุมนุมยอดฝีมือนี้ปกติจะจัดขึ้นทุกสองปี เพื่อเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้และวิชาฝีมือระหว่างค่ายสำนักต่างๆ และค่ายไนจาก็ได้รับความไว้วางใจให้เป็นเจ้าภาพจัดงานนี้ติดต่อกันตลอดสิบปีที่ผ่านมา ในวันนี้งานดำเนินไปอย่างราบรื่น หลายค่ายสำนักส่งตัวแทนออกมาประลองยุทธ การประลองเป็นไปด้วยมิตรภาพ..ถูกโดนตัวก็เลิกรา ดูเหมือนว่าผู้ที่โดดเด่นที่สุดในงานวันนี้ก็คือ.. อาซาย่า..ทายาทหนุ่มอันดับสองของหัวหน้าค่ายไนจานั่นเอง..

อาเทเซียนั่งยิ้มสดใสเชียร์พี่ชายอยู่ข้างผู้เป็นบิดา ส่วนไลบาซาส..หัวหน้าแห่งสมาพันธ์ห้าขุนเขาก็มองว่าที่ลูกเขยด้วยความชื่นชมอย่างยิ่ง เสียงปรบมือดังลั่นสนามทุกครั้งที่อาซาย่าสามารถเอาชนะสยบคู่ต่อสู้ลงได้ สำหรับซินบาร่ากลับเพียงยิ้มเล็กน้อย..ในความนุ่มนวลแฝงความสงบเยือกเย็น..ไม่มีแววตื่นเต้นยินดี.. แต่ก็ไม่ถึงกับเฉยเมยเสียทีเดียว นางก็พอๆกับอาซาย่าผู้เป็นคู่หมั้น… คือไว้ตัวอย่างยิ่ง ไม่แสดงความรู้สึกใดต่อกันและกันแม้แต่น้อย..

เวลาล่วงเย็นแล้ว… งานกำลังจะผ่านไปอย่างเรียบร้อย…หากแต่…

ยามนั้นเอง.. ร่างในชุดสีดำผู้หนึ่งทะยานเข้ามากลางสนามประลอง เรียกเสียงฮือฮาไปทั่วทั้งสนาม ผู้มาถือดาบศิลาเย็นอยู่ในมือ ยืนหยัดร่างตระหง่าน…เอ่ยปากขอท้าประลองกับอาซาย่า… มันผู้นี้ก็คือ.. คิจิตัวปลอมที่ได้รับคำสั่งจากเจ้าแม่กาลีสั่งให้มาก่อกวนงานชุมนุมนั่นเอง..!!

ไม่มีผู้ใดสักคนที่ทราบเรื่องเกี่ยวกับคิจิตัวปลอมตัวจริง ในช่วงเวลาเกือบสองปีที่ผ่านมา.. พฤติกรรมของจอมดาบศิลาเย็นผู้นี้ชั่วร้ายอำมหิตอย่างยิ่ง และอาซาย่าก็ได้ยินเรื่องราวของมันมาเต็มสองหู ดังนั้นพอฟังก็เมินหน้าด้วยความรังเกียจ เหยียดหยัน

การประลองยุทธในงานชุมนุมยอดฝีมืออยู่ภายใต้กฏกติกา ถือเป็นทั้งกีฬาและการต่อสู้อันทรงเกียรติของเหล่านักสู้ สำหรับบุคคลชั่วร้ายอย่างคิจิผู้นี้ ..สำหรับอาซาย่าแล้ว…มันไหนเลยคู่ควรกับการเข้าร่วมประลองยุทธในครั้งนี้…!!

“ หรือว่าท่านเกรงกลัวอานุภาพดาบศิลาเย็นของข้าจึงมิกล้ารับคำท้า.. ? “ คิจิปลอมแกล้งยั่ว

“ เฮอะ..ท่านผิดแล้ว.. ข้าเพียงรังเกียจดาบมารที่ฆ่าคนเป็นว่าเล่นของท่านต่างหาก..”

“ อ้อ.. นั่นมันเป็นกฏของข้า..ผู้แพ้ต้องตาย.. การประลองยุทธ ย่อมมีพลาดพลั้ง..ท่านไยต้องยึดมั่นจริงจังนัก ? หรือว่า.. ท่านกลัวพ่ายแพ้.. ที่แท้ทายาทหัวหน้าค่ายไนจาก็เป็นเด็กน้อยที่รักตัวกลัวตาย.. ในเมื่อท่านจะยอมรับความพ่ายแพ้เสียก่อนดาบข้าจะหลุดจากฝัก..เอาเถิดข้าก็จะละเมิดกฏสักครั้ง..ไว้ชีวิตท่านก็แล้วกัน.. ฮาฮา..“

คิจิปลอมแหงนหน้าหัวเราะ อาซาย่าถึงกับหน้าแดงฉานด้วยความโกรธ มือขวาเอื้อมขึ้นจับด้ามดาบคู่มือที่สะพายอยู่บนหลัง หมายจะชักออก หากแต่เอซอลผู้เป็นบิดาพลันส่งเสียงปรามให้เขาสงบเยือกเย็นไว้ คิจิปลอมจึงหันหน้าเข้าหาเหล่าผู้คนบนอัฒจรรย์พลางตะเบ็งเสียงประกาศก้อง

“ ทุกท่านจงเป็นพยาน.. งานประลองวันนี้..อาซาย่าแห่งค่ายไนจา ยินยอมรับความพ่ายแพ้แก่ดาบข้าแล้ว…”

มันกล่าวจบหันมาปรายตาหยามหยันใส่ชายหนุ่มเบื้องหน้าแว่บหนึ่ง แค่นเสียงหัวเราะหึหึในลำคอ หันกายก้าวยาวๆเดินออกจากลานประลองไปด้วยท่าทางอันโอหัง อาซาย่าสูดลมเข้าปอดลึกๆหากแต่ก็สะกดกลั้นโทสะไว้ ไลบาซาสถึงกับลอบผงกศีรษะกับตนเองด้วยความชื่นชม นึกในใจ.. ช่างเป็นบุรุษหนุ่มที่มีขันติน่าเลื่อมใสนัก..

อาเทเซียอายุยังเยาว์ไม่สามารถอดกลั้นทนการยั่วยุของคิจิได้ กระทืบเท้าเบาๆอย่างขุ่นเคือง ถีบตัวขึ้นแทบกระโดดผลุงจากเก้าอี้ โถมกายตามเจ้าตัวร้ายที่น่าหมั่นไส้ผู้นั้นไป ซินบาร่าพลันยื่นมือคว้าแขนนางไว้ทัน

“ น้องอาเทเซีย.. อย่าหลงกลแผนยั่วยุของมัน.. คนผู้นี้ต่ำช้าเกินไป ไม่คู่ควรเข้าประลองฝีมือกับพี่อาซาย่าหรอก…”

เด็กสาวผู้น้องจึงชะงัก เหลียวหน้ากลับมามองว่าที่พี่สะไภ้ เห็นในดวงตาคู่งามของอีกฝ่าย แฝงแววชื่นชมในตัวพี่ชาย .. ดังนั้นจึงเปลี่ยนมุมมองใหม่ ค่อยเห็นด้วยตามนั้น.. นี่แสดงว่าพี่ซินบาร่าเข้าใจในพี่อาซาย่าถึงเพียงนี้ ช่างน่าปลาบปลื้มนัก อาเทเซียยิ้มออกมาด้วยความดีใจ ค่อยยินยอมเชื่อฟังหญิงสาวผู้เป็นพี่…พยักหน้าพลางทรุดนั่งลงดังเดิมอย่างว่าง่าย..

คิจิปลอมกำลังจะก้าวเข้าช่องทางออกด้านทิศใต้พลันต้องชะงัก… เดินถอยหลังกลับสามก้าวใหญ่อย่างลืมตัว

“ ในเมื่อที่นี่ไม่มีใครรับคำท้าประลองของเจ้า.. งั้นข้าขอรับคำท้าเอง…! “

คนผู้หนึ่งเดินเข้ามาอย่างแช่มช้า.. ชุดดำที่สวมใส่ขาดวิ่นเก่าคร่ำคร่า.. ใบหน้าคมคายเปื้อนคราบฝุ่นไคลจนมอมแมม เหนือริมฝีปากและใต้คางรกครึ้มด้วยหนวดเครา .. ร่างสูงตระหง่านตั้งตรง ฝีเท้ายามย่างก้าว.. มั่นคง..เปี่ยมความเชื่อมั่น.. ดวงตาเปล่งประกายเย็นเยียบ..คุกคามคิจิปลอมถดถอยไปอีกหลายก้าว..จนมาถึงเกือบกลางสนามอีกครั้ง…

“ เหยี่ยวดำ..ข้ารอคอยวันนี้มานาน.. เจ้าบังอาจปลอมเป็นข้าออกอาละวาดทำลายชื่อเสียงของข้า.. วันนี้ถึงวันที่เจ้าสมควรได้รับโทษทัณฑ์ที่ก่อไว้แล้ว…”

คำกล่าวพอขาดคำ รอบบริเวณสนามก็บังเกิดเสียงฮือฮาวิพากษ์วิจารณ์ดังไปทั่ว แม้กระทั่งหัวหน้าค่ายไนจาและท่านไลบาซาสแห่งสหพันธ์ห้าขุนเขาก็ต้องหันสบตากันอย่างแปลกใจ จากนั้นทุกคนก็พลันสังเกตพบเรื่องประหลาดน่าตื่นเต้นเรื่องหนึ่ง

ใบหน้าของคิจิผู้ครอบครองดาบศิลาเย็นกับชายปริศนาที่ไว้หนวดเครารกครึ้มผู้นั้น…ถึงกับมีรูปโฉมที่คล้ายกันอย่างยิ่ง.. คล้ายกันถึงกับแทบเป็นคนๆเดียวกัน..

สีหน้าคิจิปลอมแปรเปลี่ยนตลอดเวลา.. แววตาเปี่ยมแววตระหนกคาดไม่ถึงชนิดหนึ่ง และอย่างแช้มช้ามันก็ระงับจิตใจเยือกเย็นลงได้ แค่นเสียงหัวเราะขึ้น

“ เฮอะ.. ความจริงข้าต่างหากที่เป็นฝ่ายตามล่าเจ้ามานาน.. เหยี่ยวดำ..เจ้าช่างกลอกกลิ้งนัก..”
“ เจ้า..!! “

คิจิตัวจริงโดนย้อนสวนกลับมาถึงกับแค้นใจอย่างยิ่ง โทสะเดือดพล่านขึ้นมาสุดระงับ โถมกายจู่โจมฝ่ามือเข้าหาเหยี่ยวดำหรือคิจิปลอมดุจลมหอบ เหยี่ยวดำชักดาบศิลาเย็นตวัดแทงสวนการจู่โจม ดาบวิเศษปะทะหมัดเปล่าย่อมชิงเป็นฝ่ายได้เปรียบ อาซาย่ายืนชมอยู่ข้างๆสนามต้องขมวดคิ้วเล็กน้อย ยามกระทันหันยังไม่อาจตัดสินได้ว่าฝ่ายไหนถูกฝ่ายไหนผิดกันแน่ จึงมิกล้าสอดมือเข้าไปช่วย

ยามนั้นคาลาธรุดมาถึง.. สาวเท้าเข้ามาข้างสนามใกล้ๆ อาซาย่าโดยที่อีกฝ่ายแทบไม่ทันรู้ตัว

“ ขอยืมดาบหน่อย..”

ในเสียงร้อง ลอยตัวขึ้นกลางอากาศยื่นมือปราดชักดาบที่สะพายอยู่บนหลังของอาซาย่าทะยานเข้าไปกลางสนาม สะบัดดาบที่หยิบฉวยมาได้เข้าต้านรับดาบศิลาเย็นในมือเหยี่ยวดำ คิจิตัวจริงยื่นมือออกขวางคาลาธพลางกระชากเสียง

“ ถอยไป.. คนผู้นี้ให้ข้าจัดการเอง…”

เหยี่ยวดำกลอกตาวูบ ฉกฉวยโอกาสที่คนทั้งสองถกเถียงกันรีบพุ่งกายโถมหนีออกทางประตูด้านข้างของลานชุมนุม คิจิสั่งสมความแค้นแน่นอก คำรามในลำคอ ทะยานร่างติดตามไปอย่างกระชั้นชิด.. คาลาธลอบถอนใจคำหนึ่ง รีบติดตามไปอีกคน..

ทั้งหมดไล่ล่ากันออกมาถึงชายป่าเข้าไปในดงไม้แถบหนึ่ง.. คิจิพลันพบว่าเหยี่ยวดำมิทราบหายไปทางไหนแล้ว ถึงกับขุ่นแค้นจนฟาดฝ่ามือตบใส่โคนต้นไม้ด้านข้างระบายโทสะ คาลาธเดินยิ้มเข้ามาช้าๆ

“ เฮ้อ.. คนหนีไปได้ก็แล้วกันไปเถอะ..ไม่ตายกันไปข้างหนึ่งก็คงหากันเจอหรอกนะ.. ใจเย็นๆไว้บ้างเถอะ.. “ กล่าวพลางหันไปด้านข้างเห็นรังมดแดงบนต้นไม้เตี้ยๆ ต้องยิ้มอย่างดีใจ “ โอ..รังนี้รังใหญ่คงมีไข่มดแดงเยอะ.. มาเถอะ..เย็นนี้จะลวกไข่มดแดงแกล้มเหล้าเลี้ยงท่านสักมื้อ…”

เดินเข้าไปใช้ดาบฟันตัดกิ่งที่มีรังมดแดงนั้น แล้วเดินยิ้มกลับมา คิจิจ้องหน้าคาลาธอย่างงุนงง ไม่เข้าใจว่าเขาคิดเล่นตลกอะไรกันแน่ ขณะจะเอ่ยปากถาม..คาลาธพลันกระดกข้อมือวูบ ซัดรังมดแดงรังใหญ่ในมือใส่ร่างที่หมอบนิ่งอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่เหนือศีรษะของพวกเขาทั้งสองดุจสายฟ้า

ในเสียงอุทานอย่างตระหนก ร่างหนึ่งกระโดดลงมาจากค่าคบไม้ ยืนขยุกขยิกปัดเสื้อผ้า เกาโน่นเกานี่วุ่นวาย.. เป็นเหยี่ยวดำนั่นเอง.. คาลาธหัวเราะฮาฮา.. เหยี่ยวดำสบถอย่างโกรธแค้น…

“ เด็กบัดซบ…”

ไม่เชื่อก็ต้องยอมเชื่อ.. จอมดาบเหยี่ยวดำที่ปลอมตัวเป็นคิจิออกอาละวาดท้าประลองชนะยอดฝีมือมากมาย ฆ่าคู่ต่อสู้ตายเป็นว่าเล่น.. มาคราวนี้กลับต้องมาเสียท่าเพราะมดแดงรังเดียว…!!

คิจิยื่นมือรับดาบที่คาลาธโยนส่งมาให้ ทะยานเข้าหาเหยี่ยวดำดุจพยัคฆ์โถมพิฆาตเหยื่อ ส่วนเจ้าของ” ระเบิดมดแดง “ กระโดดขึ้นไปนั่งบนตอไม้เอนกกอดอกชมดูการต่อสู้พลางส่งเสียงเชียร์อย่างสนุกสนาน คิจิหลังจากได้ถือดาบอีกครั้ง วิญญาณแห่งจอมดาบแห่งยุคก็กลับคืนมาอีกครั้ง ดาบในมือแม้มิใช่ดาบวิเศษดั่งดาบศิลาเย็น แต่ดาบเมื่ออยู่ในมือของคิจิก็สามารถเปล่งอานุภาพขึ้นราวดาบวิเศษเล่มหนึ่งก็มิปาน

อันที่จริงเหยี่ยวดำมีฝีมือสูงส่ง หากแต่มดแดงที่วิ่งพล่านอยู่ใต้ร่มผ้าก่อกวนมันจนทรมานอย่างยิ่ง ทางหนึ่งต่อสู้กับคิจิ อีกทางหนึ่งก็ต้องคอยเกาคอยปัดมดแดงแทบมิอาจมีสมาธิต่อสู้ ในที่สุดจึงโดนคมดาบของฝ่ายตรงข้ามกรีดใส่ข้อมือเป็นเป็นแผลยาว คาลาธนั่งดูถึงตอนนี้พลันก้มลงหยิบก้อนหินขนาดเท่าหัวแม่มือก้อนหนึ่งขึ้นมา หรี่ตาเล็งเป้าค่อยซัดออกไปถึงกับโดนหลังมือขวาของเป้าหมายอย่างถนัดถนี่ เหยี่ยวดำอุทานออกมา..ปล่อยดาบศิลาเย็นหลุดกระเด็นขึ้นกลางอากาศ คิจิปราดกายทะยานสูงยื่นมือคว้าดาบคู่มือกลับคืนมาได้เป็นครั้งแรก…

ทันใดนั้นเอง.. บังเกิดเสียงบึมดังหนักๆ.. ไม่ทันเห็นว่าระเบิดควันถูกซัดเข้ามาทางใด ชั่วพริบตาก็ฟุ้งกระจายทั่วบริเวณ จวบจนควันขาวจางหาย เหยี่ยวดำก็พลอยได้รับการช่วยเหลือหายตัวไปด้วย …!!

“ เจ็บใจนัก.. มันหนีไปได้…”

คิจิแค่นเสียงด้วยโทสะ คาลาธแม้รู้สึกขัดใจเช่นกันแต่ก็ยิ้มได้อย่างรวดเร็ว

“ ช่างมันเถอะ.. เวลานี้ก็ได้ดาบศิลาเย็นกลับมาแล้ว.. อย่างน้อยก็มาไม่เสียเที่ยว..”

“ เฮอะ.. ต่อให้มันหนีไปไกลสุดขอบฟ้า.. ข้าคิจิก็สาบานจะขอตามล่าชีวิตมันมาให้ได้… ลาก่อน..”

กล่าวจบหมุนกายหมายจากไป แต่คล้ายนึกอะไรขึ้นมาได้ ฝีเท้าพลันชะงักค้าง หันกลับมาอีกครั้ง
บนใบหน้าเหี้ ยมหาญเย็นชาปรากฏรอยยิ้มกระดากกระเดื่องขึ้น

“ เกือบลืม .. ขอบคุณที่ช่วยข้าไว้ถึงสองครั้ง..”
“ มิเป็นไร.. แล้วนั่นท่านจะไปไหน ? “
“ ล่าตัวเจ้าเหยี่ยวดำ…”
“ ท่านน่าจะกลับไปที่ลานชุมนุมค่ายไนจา..กล่าวอธิบายความจริงเรื่องคิจิปลอมต่อหน้าผู้คนทั้งหลาย..”

คิจิแค่นเสียงว่า “ ไม่จำเป็น “ แล้วหันกายเดินจากไป..คราวนี้ไปจริงๆ

คาลาธก้มลงหยิบดาบที่หยิบยืมมาจากอาซาย่าบนพื้น เงยหน้าขึ้นมองเงาหลังของสหายซึ่งเพิ่งคบหากันอย่างบังเอิญแล้ว..ยิ้ม.. เป็นรอยยิ้มที่อับจนปัญญาชนิดหนึ่ง.. จากนั้นค่อยสาวเท้าออกจากดงไม้นั้นเช่นกัน..

หารู้สึกตัวไม่..ด้านหลังพุ่มไม้ห่างออกไปไม่ไกลนัก..ร่างหนึ่งยืนแอบอยู่ พลางใช้สายตามองดูเขาอย่างเงียบงัน
นางก็คือ เจ้าแม่กาลี..แห่งนิกายมารฟ้า !!

สายตาคู่งามที่จับจ้องมองคาลาธเปี่ยมไปด้วยแววชื่นชมและโศกซึ้ง..
เป็นสายตาที่บ่งบอกถึงความรู้สึกอันพิสดารยากจะเข้าใจ…!!


……………………………………………………..


จาก : kjb - 28/01/2001 14:38

ข้อความ : เร็วจังครับ
ของเก่าผมยังอ่านไม่จบเลย

จาก : kumagift - 28/01/2001 16:59

ข้อความ : ขอโทษค่ะ.. ^O^
พอดีจะกลับบ้านที่ต่างจังหวัด อาจไม่ได้โพสต์หลายวัน
ก็เลยเอามาให้อ่านกันอีก 2 ตอนน่ะค่ะ

จาก : kjb - 28/01/2001 17:25

ข้อความ : เอาแล้วสิ ต้องมีความลับอะไรสักอย่างระหว่าง เจ้าแม่กาลี กับ
คาลาธ แน่ๆ

จาก : illusion - 29/01/2001 20:23

ข้อความ : มันส์ๆๆๆ พอจะนึกภาพตามได้เลยว่าเป็นอย่างไง

จาก : Fic T. - 29/01/2001 22:40

ข้อความ : เจ้าแม่กาลี กับ คาลาธ are mother and son, sure. ^^

จาก : MrT - 03/02/2001 03:49

Comment เกี่ยวกับ Fiction ตอนนี้
ชื่อ :
Email :
ICQ :
โฮมเพจ :
ข้อความ :


Pocket WebBoard Fiction แห่งนี้ใช้บริการของD'Server
Hosted by www.Geocities.ws

1