หัวข้อ : ***เทพบุตรผู้พิทักษ์ ตอนที่ 6 ****
ข้อความ :

ตอนที่ 6 จ้าวปีศาจคาลาธ
..... :

ภายในห้องคุมขัง….

คาลาธนอนไขว่ห้างมือก่ายหน้าผากไม่แสดงอาการทุกข์ร้อนใดแม้แต่น้อย… ผ่านไปหนึ่งคืนหนึ่งวันพิษสลายพลังในร่างก็สมควรสลายตัวลงบ้าง ขืนแสดงอาการว่าไม่มีแรงไปตลอด..แน่นอนย่อมถูกสงสัยได้ ยามนั้นผู้คุมคนหนึ่งยกถามอาหารส่งผ่านช่องลูกกรงให้เขาแล้วหันกายผละไป ชายหนุ่มกลอกตาวูบเหลือบซ้ายมองขวา เห็นไม่มีใครสนใจมองมาทางนี้ ค่อยล้วงซองกระดาษเล็กๆห่อหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ แกะซองโรยผงลงในจานอาหาร ค่อยเก็บห่อกระดาษกลับไว้ในแขนเสื้อดังเดิมอย่างรวดเร็ว

ผ่านไปครู่ใหญ่ผู้คุมอีกคนเดินมาดูว่าเขาทานอาหารเสร็จหรือยัง พบว่าอาหารในจานยังไม่ถูกแตะต้องเลยจึงร้องถามว่าทำไมไม่กินอาหาร คาลาธยักไหล่ตอบไป

“ เฮอะ.. ใครจะไปเชื่อใจพวกเจ้า.. ว่าในอาหารจะไม่ใส่ยาพิษอะไรไว้อีก…”
“ เหลวไหล.. หากนายเราคิดฆ่าเจ้า ก็คงจะลงมือไปนานแล้ว ไม่ต้องรอวางยาพิษในอาหารให้เสียเวลาหรอก..”
“ ฮึ.. ให้ข้าเชื่อพวกเจ้า.. งั้นก็ลิงชิมให้ข้าดูก่อนสิ…” เขาท้า

ผู้คุมคนนั้นถลึงตาใส่เขา แต่จนใจที่อีกฝ่ายเป็นนักโทษสำคัญ เบื้องบนมีคำสั่งให้ควบคุมดูแลอย่างดีและห้ามแตะต้องล้วงเกินเขาโดยพลการ

“ แล้วแต่.. ไม่กินมันก็เรื่องของเจ้า…”

กล่าวจบเดินกลับไปที่โต๊ะซึ่งพรรคพวกอีกสองคนซึ่งนั่งดื่มเหล้ากันอยู่ คาลาธลอบขัดใจที่มันไม่หลงกล ขบคิดเล็กน้อย แต่ครั้นพอเห็นหนึ่งในสามยกเหล้าขึ้นเทใส่ปากดื่มทั้งไห พริบตานั้นดั่งมีประกายไฟในดวงตาทอวาบ..ฉุกคิดแผนใหม่ขึ้นมาได้ แสร้งเป็นร้องโอดครวญขึ้น

“ นี่..พี่ชาย.. ขอเหล้าข้าจิบหน่อยได้ไหม ข้ามันติดเหล้า..ไม่ได้จิบสักกรึ๊บก่อนอาหารก็พาลกินอะไรไม่ค่อยลง..”

คนทั้งสามหันสบตากันเป็นเชิงถามไถ่ความเห็น คนหนึ่งบอกว่าแค่ให้เขาดื่มสักคำก็คงไม่เสียหายอะไร อีกคนจึงคว้าไหเหล้าเดินเข้ามายื่นส่งให้

“ นี่เห็นแก่ที่เจ้าเป็นนักโทษาสำคัญจะยอมตามใจสักครั้ง..ว่าแต่ ให้จิบนิดเดียวเองนา.. ”
“ ขอบคุณพี่ชาย.. แหม.. ท่านเนี่ยช่างมีน้ำใจดีจริงๆ..”

เขายิ้มประจบพลางขยับตัวมาชิดติดลูกกรง เอื้อมมือรับเหล้ามาเทกรอกใส่ปาก มืออีกข้างที่จับปากไหก็แอบโรยผงยาหยิบมือเล็กๆลงไป ทั้งรวดเร็วและไร้พิรุธราวนักมายากล โดยที่ผู้คุมไม่อาจทันจับตามองเห็น จากนั้นค่อยส่งไหเหล้าคืนให้กับอีกฝ่าย พลางยกแขนเสื้อขึ้นแสร้งทำเป็นเช็ดปาก ความจริงลอบบ้วนเหล้าในปากใส่แขนเสื้อของตนเอง

ผู้คุมคนนั้นหิ้วไหเหล้ากลับไปนั่งดื่มกินกันต่อ.. คาลาธค่อยหันไปคว้าจานอาหารขึ้นมารับประทานอย่างเอร็ดอร่อย พลางเหลือบชำเลืองมองผู้คุมทั้งสามเป็นช่วงๆ มุมปากอมยิ้มสบใจอย่างยิ่ง..

…………………………..

ครึ่งชั่วโมงต่อมา….ยาพิษเริ่มออกฤทธิ์

ผู้คุมคนหนึ่งพลันลุกยืนขึ้นร้องบอกอีกสองคนว่าตนเองคือเทพเจ้าจากสวรรค์ลงมาจุติ อีกสองคนลุกขึ้นโอ่บ้างว่าตนเองก็เป็นเทพเหมือนกัน จากนั้นต่างฝ่ายต่างก็ประโคมความยิ่งใหญ่ของตนราวคนสติเลอะเลือน จนเกิดการถกเถียงกันขึ้น .. ที่แท้ยาพิษที่คาลาธแอบใส่ในเหล้าเป็นยาวิกลจริตนั่นเอง..

นักโทษจอมเจ้าเล่ห์นั่งชันเข่าเท้าคางแล้วยิ้ม หันมองคนโน้นพูดทีคนนี้พูดทีอย่างชอบอกชอบใจ ราวเด็กที่นั่งดูละครถึงตอนถูกใจยังไงยังงั้น ฟังถึงตอนท้ายพลันปรบมือแล้วหัวเราะกระตุ้นให้ผู้คุมทั้งสามหันขวับมาตะคอกใส่ว่าขำอะไร

“ ฮ่า ฮ่า.. ทำไมจะไม่ขำ พวกโง่เอ๊ยเถียงกันอยู่ได้ “ เขากล่าวพลางยืดกายยืนขึ้น พลางชี้หน้าอกตนเอง “ ..เทพสูงสุดคือข้าต่างหากเล่า.. เห็นหรือไม่.. ตำหนักของข้าทำด้วยทองคำ.. ม่านนี่ก็ประดับเพชร.. นี่จึงยืนยันฐานะข้าแล้ว.. ข้า..คาลาธคือผู้ที่ยิ่งใหญ่และร่ำรวยที่สุดในปฐพี.. ฮ่า ฮ่า..”

ผู้คุมทั้งสามถูกยามอมจนสติฟั่นเฟือนไปชั่วขณะ คำพูดของเขายิ่งชักจูงสมองของพวกมันให้บังเกิดภาพหลอน เห็นคุกศิลาที่ตำหนักทอง และลูกกรงเหล็กเป็นม่านประตูประดับเพชรจริงๆ ถึงกับพากันเบิ่งตากว้างอย่างตื่นเต้น พุ่งปราดเข้ามาลูบคลำซี่ลูกกรงอย่างละโมบ

“ โอ.. จริงด้วย…สวย..สวยจริงๆ…”

“ อืม.. ถ้าเจ้ายอมรับนับถือข้า.. ข้าจะให้พวกเจ้ามาอยู่กับข้าด้วยเอาไหม…”

“ ฮ้า.. จริงหรือท่านเทพ..? “ ทั้งสามแทบโพล่งออกมาเป็นเสียงเดียวกัน..

“ เทพเจ้าอย่างข้า เอ่ยคำไหนก็คำนั้น.. หากเจ้ายอมมอบพวงมาลัยที่ห้อยข้างเอวเจ้าพวงนั้นให้ข้า.. ข้าก็จะยอมให้เจ้ามาอยู่กับข้าในนี้…”

“ พวงมาลัย..? “ ผู้คุมคนที่ดูแลพวงกุญแจทวนคำอย่างงุนงง คำพูดชักนำของชายหนุ่ม ทำให้มันมองเห็นกุญแจห้องขังพวงนั้นกลายเป็นพวงมาลัยไปจริงๆ ดังนั้นรีบปลดยื่นให้เขาอย่างไม่ลังเล

ชายหนุ่มยื่นมือรับอย่างแย้มยิ้มสะใจ ค่อยไขกุญแจออกจากห้องลูกกรงอย่างสง่าผ่าเผย จากนั้นค้อมเอวเล็กน้อยผายมือให้กับคนทั้งสาม ราวเจ้าบ้านเชื้อเชิญแขกเข้าบ้านของตน สามผู้คุมซึ่งโดนยามอมสติแทบจะแย่งกันผ่านประตูกรงเข้าไปข้างใน ภายใต้ฤทธิ์ยา.. ทำให้พวกมันบังเกิดภาพลวงเห็นสรรพสิ่งทุกอย่างในคุกคุมขัง กลายเป็นห้องโถงโอ่อ่าภูมิฐาน ประดับตกแต่งงดงามวิจิตรอย่างยิ่ง

คาลาธปิดประตูลูกกรงสับกุญแจลงแน่นหนา มองดูพวกมันที่เดินพล่านกันไปมาในนั้น ราวกำลังเดินเที่ยวชมปราสาทราชวังก็มิปาน ต้องกลั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถ ค่อยหมุนกายวิ่งออกจาห้องขังใต้ดินนั้น เมื่อโผล่ออกมาทางช่องทางออกข้างบน ค่อยพบว่าเบื้องนอกเป็นเวลาค่ำคืนแล้ว

ที่นี่คล้ายเป็นค่ายเล็กๆอะไรสักแห่งกลางป่าเขา..มีเรือนไม้ชั้นเดียวปลูกสร้างกระจายอยู่ห่างๆ รายรอบค่ายสร้างรั้วหนามกั้น ทางทิศใต้และทิศเหนือสร้างเป็นหอคอยสูงทำด้วยไม้มีเวรยามประจำคอยสังเกตการณ์อยู่เบื้องบนนั้น

คาลาธหลบซ่อนตัวหลังถังไม้โอ๊ครองน้ำฝนใบใหญ่ใบหนึ่งพลางกวาดสายตาสำรวจไปรอบข้างอย่างรวดเร็ว พบว่าเวรยามแถวนี้เข้มงวดอย่างยิ่ง คาดเดาว่าสถานที่พำนักของบุคคลสำคัญคงอยู่ใกล้ๆนี้ พลันเห็นชายฉกรรจ์ชุดดำผู้หนึ่งถือคบไฟเดินผ่านมาลาดตระเวณทางนี้ ดังนั้นจึงกระโดดเข้าไปล็อคคอปิดปาก อีกมือฟาดสันมือใส่ต้นคอมันจนสลบไม่ทันส่งเสียงร้อง แล้วลากคนผู้นั้นเข้าไปหลังถังโอ๊คจัดการลอกคราบยามเคราะห์ร้ายออกมา

หลังจากที่เขาผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดดำ ค่อยล้วงขวดเล็กๆใบหนึ่งเทน้ำยาพิเศษใส่ฝ่ามือรีบละเลงใส่ใบหน้ายามคนนั้น สักครู่ก็ดึงลอกแผ่นบางๆที่พิมพ์ใบหน้าอีกฝ่ายไว้แล้วออกมาทาบสวมกับใบหน้าตนเอง ใช้นิ้วกดหน้ากากให้แนบติดกับใบหน้าและตกแต่งขอบหน้าอีกเล็กน้อย จากนั้นเทน้ำยาอีกขวดลูบเปลี่ยนสีผมเป็นสีน้ำตาลเหมือนชายผู้นั้น…

เขาลงมือปลอมโฉมอย่างรวดเร็วและชำนาญอย่างยิ่ง ทั้งหมดแม้อธิบายวิธีการเสียยืดยาว..แท้จริงใช้เวลาแค่นาทีเศษๆเท่านั้น หลังเสร็จสิ้นการเปลี่ยนโฉมหน้า ค่อยถือคบไฟเดินออกมาจากหลังถังไม้โอ๊คมาอย่างปลอดโปร่ง ผ่านเวรยามคนอื่นโดยไม่สะทกสะท้านเผยพิรุธแม้แต่น้อย อย่าว่าแต่ตอนนี้เป็นเวลาค่ำมืด ..จึงทำให้ไม่มีใครทันสังเกตเอะใจสงสัยเขาแม้สักคนเดียว…

ขณะเดินผ่านเรือนไม้ขนาดกลางทางด้านทิศตะวันออกหลังหนึ่ง พลันได้ยินสุ้มเสียงใสเสนาะของสตรีดังกังวานแว่วออกมา

“ ทำได้ดีมาก..งานชิ้นต่อไปของเจ้าก็คือ..ก่อกวนกลางงานชุมนุมยอดฝีมือที่ค่ายไนจาวันพรุ่งนี้…”

คาลาธสะดุดใจสงสัยอย่างยิ่ง แนบดวงตากับช่องรอยแตกเล็กๆบนฝาผนัง มองเข้าไปข้างใน เห็นบนเก้าอี้พนักสูงกลางห้องนั่งไว้ด้วยสตรีผมสีม่วงทองสวมเสื้อคลุมยาวกำมะหยี่สีฟ้าอ่อน ภายใต้แสงโคมไฟสลัวหากส่องฉายใบหน้างามนั้นให้เห็นชัดตากว่าในตอนแรกมากนัก ถึงแม้เค้าหน้านั้นจะงดงามดูอ่อนเยาว์ หากพอเพ่งก็ค่อยสังเกตเห็นริ้วรอยแห่งกาลเวลาที่กรายกล้ำ ดูออกว่ามันผ่านการพอกแต่งด้วยเครื่องสำอางค์ไว้ไม่น้อย…

เบื้องหน้าของสตรีผู้นั้นยืนไว้ด้วยชายกลางคนที่ปลอมตัวเป็นไทอิล กับชายหนุ่มในชุดรัดกุมสีดำ ร่างสูงใหญ่เค้าใบหน้าคมเข้มแฝงแววอำมหิต.. คาลาธไม่รู้จักและไม่เคยเห็นหน้าคนผู้นี้ หากแต่เขาพอจะเคยได้ยินชื่อเสียงของศาสตราวุธที่อีกฝ่ายสะพายอยู่กลางหลัง.. นั่นเป็นดาบเล่มหนึ่ง ตัวดาบแคบยาว ฝักและด้ามสีดำมะเมื่อม คมดาบแม้จะซ่อนอยู่ในฝัก หากแต่เปล่งอายเย็นยะเยียบแห่งความตายแผ่ออกมา… มันคือ..ดาบศิลาเย็น..อันลือลั่นสะท้านแผ่นดินในเวลานี้ !!

หรือว่าชายหนุ่มชุดดำผู้นั้นคือ… คิจิ ??
ที่แท้คิจิก็ทำงานให้กับคนกลุ่มนี้ ?

“ นั่นใคร ? “

ประสาทสัมผัสของคิจิปราดเปรียวอย่างยิ่ง พอล่วงรู้สึกตัวว่ามีคนลอบฟังก็พลันหันขวับมา ในเสียงตวาดถาม ร่างทะยานขึ้นทะลวงออกทางหน้าต่างมาข้างนอก ทิ้งกายยืน ณ ตำแหน่งที่คาลาธยืนอยู่เมื่อครู่.. หากแต่ยามนี้ตรงนี้กลับว่างเปล่าไร้เงาผู้ใด

คิจิกราดประกายตาคมปลาบมองไปโดยรอบอย่างละเอียดรอบคอบ ค่อยพลิ้วกายกลับเข้ามาในห้องทางหน้าต่างบานเดิมอีกครั้ง มิทันจะเอ่ยปากว่ากระไร สมุนชุดดำในค่ายคนหนึ่งก็ถาโถมกระฮือกระหอบเข้ามารายงานว่า นักโทษสำคัญคาลาธหลบหนีไปได้แล้ว

ทั้งชายกลางคนและคาลาธล้วนสีหน้าเปลี่ยนไป หากดวงหน้างามหยาดฟ้าของโฉมสะคราญบนเก้าอี้พนักสูงกลับเรียบเย็นชา

“ รับรองเขาย่อมยังหนีไปได้ไม่ไกล เขายังเข้าใจว่าไทอิลถูกเราควบคุมไว้ที่นี่.. ยังไงก็ต้องวนเวียนอยู่ในค่ายเพื่อหาทางช่วยเหลือไทอิลออกไปพร้อมกัน..”

นางกล่าวออกมา..โดยหาคาดคิดไม่ว่าคาลาธจะกล้าออกจากที่ซุ่มซ่อมตัวเมื่อครู่กลับมายืนแอบฟัง ณ ตำแหน่งเดิมอีก ชายหนุ่มลอบสบถด่าในใจอย่างเดือดแค้น

“ นางมารพันปีเอ๊ย…หลอกให้ข้าจับเจ่าอยู่หนึ่งวันหนึ่งคืน แค่นี้ก้อเกินพอแล้ว..เมื่อลุงสี่ไม่อยู่ที่นี่.. งั้นข้าก็ไม่อยู่ต่อให้โง่หรอก..”

คำนึงถึงตอนนี้มุมปากยิ้มกริ่มอย่างสะใจ แต่ทันใดรู้สึกลำคอเย็นวูบ รอยยิ้มถึงกับชะงักค้างเมื่อตัวดาบใสสีดำสนิทสะท้อนประกายเย็นยะเยือกเล่มหนึ่ง แทงเสียบผ่านผนังห้องแทบทะลุใส่ลำคอของเขา หากชายหนุ่มรีบถอยปราดไปด้านหลังอย่างว่องไว ในเสียงดังโครมผนังห้องถูกฟันทะลวงเป็นช่อง คิจิทะยานร่างเข้ามาสะบัดดาบศิลาเย็นจู่โจมออกใส่เขาอีกครั้งอย่างหนักหน่วงปานสายฟ้าฟาด

คาลาธอาศัยความรวดเร็วปราดเปรียว หลบครั้งแล้วครั้งเล่า แต่จนใจที่อีกฝ่ายมีดาบวิเศษส่วนเขามีเพียงแค่มือเปล่าหมัดเปลือยเท่านั้น..จึงตกเป็นฝ่ายรับและเสียเปรียบเป็นอย่างยิ่ง

ทั้งชายกลางคนและสตรีผมสีม่วงทองพากันเดินออกมาจากช่องบนผนังที่ถูกฟันจนเป็นรูปกว้าง คิจิหยุดการลงมือคุกคามชั่วคราว แค่นเสียงตวาดถาม “ เจ้าเป็นใครกันแน่..? “

คาลาธถดถอยไปจนหลังชนโคนเสาต้นหนึ่ง ยามนี้ไม่จำเป็นต้องปกปิดใช้คราบปลอมโฉมอีก ดังนั้นจึงยกมือขึ้นลอกหน้ากากบนใบหน้าลงมา เผยโฉมหน้าแท้จริงต่อทุกคน ชายกลางคนที่ปลอมเป็นไทอิลถึงกับโพล่งอย่างประหลาดใจ

“ คาลาธ..เจ้า… ทำไมพิษสลายพลังของข้าถึงได้สลายหมดสิ้นเร็วปานนี้ ? “

คนถูกถามแย้มยิ้มอย่างปลอดโปร่งสีหน้ายียวนน่าหมั่นไส้ มือทั้งสองไพล่ไปด้านหลัง กล่าวเสียงปานเยาะเย้ย

“ อันที่จริง..มือของข้าคู่นี้จะสวมถุงมือบางพิเศษชนิดหนึ่งไว้ตลอดเวลา สามารถกันพิษและความร้อนเย็นได้ ข้าไม่ได้จับโดนจดหมายที่ฉาบพิษไว้ของเจ้า หากไม่ใช่ข้าจงใจแสร้งให้เจ้าจับตัวมา จ้างให้เจ้าก็ไม่มีวาสนาสยบข้าได้หรอก เฮอะ.. ในเมื่อเวลานี้ท่านจ้าวสี่ไทอิลไม่ได้อยู่ที่นี่.. ก็ไม่มีความจำเป็นที่ข้าต้องเกรงใจเจ้าแล้ว…”

ดวงหน้างามของสตรีผมสีม่วงทองเคร่งเครียดลง.. กระชากเสียงเหี้ ยมเกรียม “ จับกุมมันไว้ให้ได้ !! “

ขาดคำทั้งคิจิและชายวัยกลางคนที่ปลอมเป็นไทอิลก็บุกเข้าจู่โจมใส่คาลาธโดยพร้อมเพรียง… ว่าไปแล้วฝีมือของคาลาธนับว่ายังเป็นรองสองคนนั้นมาก หากแต่เขามีท่าร่างที่ว่องไวและแคล่วคล่องปานสายลม แม้ไม่มีโอกาสได้ตีโต้กลับแม้สักครั้ง แต่ทั้งดาบและกรงเล็บของฝ่ายตรงข้ามก็มิอาจกรายถึงตัวเขาได้เช่นกัน..

ทันใดนั้นเอง.. คาลาธพลิกตัวตีลังกากลางอากาศ มีดสั้นบางเบาสองเล่มยิงออกมาจากใต้รองเท้า แหวกอากาศพุ่งเข้าหาคู่ต่อสู้ทั้งสอง คิจิได้แต่สะบัดดาบคุ้มครองร่างปัดมีดเล่มหนึ่งทิ้งไปด้านข้าง ส่วนชายกลางคนถลันหลบไปด้านข้าง มีดอีกเล่มจึงปักใส่ฝาบ้านไม้ด้านหลังของเขาแทน เห็นคาลาธพลันฟาดฝ่ามือจู่โจมเข้ามา ฝ่ามือพอสะบัดเหยียดออกมาข้างหน้า คราวนี้ก็มีควันสีแดงกลุ่มหนึ่งพวยพุ่งออกมาจากท่อเล็กๆที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อใต้ข้อมือ

ชายกลางคนถึงกับคิดไม่ถึงว่าชายหนุ่มผู้นี้จะซ่อนของเล่นมากมายไว้ทั่วตัวถึงเพียงนี้ ในใจถึงกับแค้นตนเองอย่างยิ่ง หากรู้ยังงี้แต่แรก รับรองเขาต้องสั่งให้จับจ้าวปีศาจน้อยผู้นี้แก้ผ้าให้หมดทั้งตัวก่อนยัดเข้าห้องขังแล้ว ดูทีซิว่าจะมีพิษสงตรงไหนมาแสดงอีก… นี่นับว่าคือผลพวงของความประมาททำให้ทั้งตนและคิจิต่างสูดควันจนรู้สึกสมองมึนงง.. ฝีเท้าถึงกับซวนเซเล็กน้อย

สตรีผมสีม่วงทองซึ่งเป็นผู้นำขบวนผู้คนในที่นั้นยืนดูถึงตอนนี้พลันทะยานร่างเข้ามากลางวงต่อสู้

“ คำกล่าวที่ว่า.. ในสี่ผู้พิทักษ์องค์รัชทายาท.. จ้าวปีศาจคาลาธฝีมือแม้ด้อยสุด แต่กลับเป็นบุคคลที่ร้ายกาจที่สุด นับว่าสมคำร่ำลือจริงๆ.. เพียงแต่วันนี้..ต่อให้เจ้าร้ายกาจสักเพียงไหน ก็อย่าคิดหวังจะออกไปจากที่นี่ได้..”

กล่าวขาดคำชักดาบอ่อนออกมาจากสายคาดเอว สะบัดจี้ไชชอนใส่คาลาธดุจงูปราดเปรียว เพลงดาบนี้ประหลาดล้ำและลงมือรวดเร็วในแง่มุมที่ไม่คาดหมายสุดที่จะปิดป้องได้ทัน ท่าร่างการเคลื่อนไหวของนางก็พิสดาร แว่บไปแว่บมาราวล่องหน

คาลาธแม้รวดเร็วปานใด ยังโดนปลายดาบกรีดใส่บนแขนขวาสองแผล บาดแผลแม้ไม่ลึก แต่ก็สะกิดเลือดไหลซึมผ้า ชายหนุ่มค่อยสำนึกว่ามิใช่คู่มือของนาง หากอยู่นานไปคงพลาดท่าถูกจับกุมได้แน่ ดังนั้นซัดระเบิดควันลูกหนึ่งลงกับพื้น ใช้ควันทึบสีเทากำยังกายหลบหนีไป ระหว่างที่ควันยังหนาทึบ สตรีผมสีทองม่วงพลันตวัดมือเรียวผ่อง ซัดมีดสั้นเล่มหนึ่งเข้าไปในกลุ่มควัน..

จวบจนควันจางหาย.. เห็นมีดที่ถูกซัดออกไปเมื่อครู่ ปักอยู่บนโคนเสาไม้ต้นหนึ่ง หากร่างของจ้าวปีศาจคาลาธกลับหายสาปสูญไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว…

“ เจ็บใจนัก.. กระจายกำลังคน.. ตามหาเขาให้พบ…”

สิ้นเสียงประกาศิต..บริวารชุดดำทุกคนที่เพิ่งนำกำลังเร่งรุดมาถึงต่างแยกย้ายกันออกติดตาม

สตรีผมสีม่วงทองค่อยหันมาทางชายกลางคนและคิจิที่ยังคงอยู่ในอาการมึน ออกปากบอกให้ทั้งสองไปหายาแก้พิษรับประทานแล้วไปพักผ่อน คล้อยหลังคนทั้งสองที่น้อมอำลาแล้วหันกายจากไป สายตาคู่งามพลันเหลือบเห็นวัตถุแวววาวชิ้นหนึ่งตกทิ้งอยู่บนพื้นหญ้า คาดว่าเมื่อครู่ตอนต่อสู้กัน ของสิ่งนี้คงร่วงตกลงมาจากบนร่างของคาลาธโดยที่เขาไม่ทันรู้สึกตัว

นางเดินเข้าไปก้มลงยื่นมือเก็บมันขึ้นมา..

พบว่านั่นเป็นสร้อยทองคล้องจี้คริสตัลกลมรีเม็ดงามสีม่วง ที่เจียรนัยอย่างประณีตบรรจงราวตกแต่งโดยฝีมือช่างเอก..รอบจี้ล้อมกรอบด้วยขอบทองลายกนก ยามยกจี้ขึ้นพลิกส่องใกล้ดวงตาเห็นใจกลางผลึกคริสตัลสะท้อนอักษรโบราณสีทองตัวหนึ่ง

พริบตานั้นดวงหน้างามของสตรีผมสีม่วงทองถึงกับสีหน้าผนึกค้างอย่างตกตะลึง…
ยืนนิ่งกับที่ตรงนั้นราวต้องมนต์สะกด…!!

………………………………………





จาก : kjb - 27/01/2001 01:19

ข้อความ : น่าจะเขียนเป็นการ์ตูนฮ่องกงได้เลยนะเนี่ย.. อ่านแล้วให้อารมณ์อย่างนั้นจริงๆ


จาก : ioroid - 27/01/2001 16:46

ข้อความ : คิดเหมือนไอโอรอยด์เลยครับ ^ ^;;

จาก : Cid - 28/01/2001 07:34

ข้อความ : .........อืมๆ นิยายกำลังภายในใช้สำนวนแบบนี้หรือนี่ ดีค่ะตื่นเต้นเร้าใจดี ^-^

จาก : Alicia - 28/01/2001 16:08

ข้อความ : ไม่หรอกนะคะ นิยายกำลังภายในไม่ได้ใช้สำนวนแบบนี้
เพียงแต่สำนวนเรื่องนี้จะมีปนศัพย์หลายคำ สำนวนหลายประโยคคล้ายกำลังภายในเท่านั้น
แต่เรื่องนี้ที่คล้ายกำลังภายในมาก ก็เพราะเป็นนิยายที่ดัดแปลงมาจากนิยายกำลังภายในน่ะค่ะ
อืม..คือตนเองตะก่อนจะชอบแต่งนิยายกำลังภายในมาก (ทั้งที่ไม่รู้ภาษาจีนเลย)
ก็เลยทดลองเอานิยายกำลังภายในที่ตนเองแต่งไว้แต่งแรกคือ "วีรบุรุษวังรัชทายาท" มี 2 ภาค
จากนั้นนำเอา ภาค 2 ของวีรบุรุษวังรัชทายาทมาดัดแปลงเขียนใหม่
โดยเพิ่มเรื่องราวของ "โอเมรอส" และ อีกหลายเรื่องเข้ามา
จนกลายเป็น "เพทบุตรผู้พิทักษ์" นี่ล่ะค่ะ

ขอบคุณทุกคนมากเลยนะคะ ที่เขามาอ่าน ตอนนี้จะตะลุยพิมพ์แต่งไปให้จบก่อน
หลังจากจบแล้วคงจะนำมาเกลาใหม่อีกครั้ง หากผู้อ่านมีตรงไหนอยากถาม หรือจะแนะนำ
ก็ยินดีรับฟังและรับไว้พิจารณาด้วยความขอบคุณค่ะ ^O^

อ้อ..อยากรบกวนถามนิดนึง... ไม่ทราบเพื่อนๆในนี้มีใครเคยอ่านเรื่อง "อาเซนธาเรีย..ตามรักข้ามมิติ " มั่งคะ เผื่อว่าถ้ายังไม่เคยอ่านกัน ไว้ว่างๆจะเอามาลงให้อ่าน ^O^

จาก : kjb - 28/01/2001 17:35

ข้อความ : สรรพคุณเยี่ยมมาก ยาพิษวิกลจริตน่ะ น่าเอาไปให้นักการเมืองบางคนกิน จะได้เข็ดหลาดซะบ้าง

จาก : Fic T. - 29/01/2001 12:43

ข้อความ : อ่า สุดยอดดดดดดดดดดดดดด

จาก : illusion - 29/01/2001 19:57

Comment เกี่ยวกับ Fiction ตอนนี้
ชื่อ :
Email :
ICQ :
โฮมเพจ :
ข้อความ :


Pocket WebBoard Fiction แห่งนี้ใช้บริการของD'Server
Hosted by www.Geocities.ws

1