หัวข้อ : ***เทพบุตรผู้พิทักษ์ ตอนที่ 4 + 5 ******
ข้อความ :
ตอนที่ 4 พลาดพลั้งหลงกล
..... :

ไทอิลกับคาลาธแวะหาที่พักในหมู่บ้านเล็กๆแถวนั้นค้างคืนหนึ่งคืน จนเช้าวันรุ่งขึ้นคาลาธอาสาออกไปหาซื้อม้า ไทอิลนั่งรออยู่ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เห็นศิษย์หลานกลับมาพร้อมกับม้าสองตัว

“ หาซื้อได้รวดเร็วดีนี่…”
“ แน่อยู่แล้ว.. ฝีมือจ้าวปีศาจคาลาธซะอย่าง.. เราไปกันได้รึยัง..”

ไทอิลส่งเสียงดังอืมในลำคอ คาลาธกระโดดขึ้นมา ไม่ทันเห็นแววตาประหลาดวูบหนึ่งบนสีหน้าของผู้เป็นอาจารย์ลุง
ทั้งสองเหยาะม้ามาเรื่อยๆไม่ได้รีบร้อนจนพ้นเขตหมู่บ้านออกมา ไทอิลก็เอ่ยถามขึ้น

“ เจ้าไปซื้อม้าได้แถวไหน.. ? “
“ ก็บังเอิญน่ะ.. พอเดินออกมาได้ไม่ไกลก็พบชายบ้านคนหนึ่งกำลังจูงม้าจะเอาไปขายในตัวเมืองพอดี..”
“ หึ.. มีเรื่องที่มันบังเอิญได้ถึงปานนั้นจริงๆหรือ ? “

คาลาธชะงักม้าเหลียวหน้ามาขมวดคิ้วเป็นเชิงไถ่ถาม ว่าทำไมอีกฝ่ายพูดแปลกๆ ไทอิลยิ้มมุมปาก โดยมิทันอีกฝ่ายได้ตั้งตัวก็พลันทะยานร่างขึ้นจากหลังม้า ม้วนตัวถีบเท้าพุ่งเข้าหาคาลาธรวดเร็วดุจพายุ คนถูกจู่โจมถึงกับใจหายวาบ ยามฉุกละหุกรีบพลิกหงายลงจากหลังม้า ตีลังกากลับหลังไปสามทอดค่อยยืนหยัดมั่นกับพื้นพลางยกมือตั้งท่าป้องกันตัว

“ ท่านลุงสี่..เป็นอะไรไปแล้ว.. ทำไม..? ”

ไทอิลแค่นเสียงดังเฮอะในลำคอ กล่าวเสียงเฉื่อยชา

“ เจ้าเก่งมากที่สามารถปลอมเป็นคาลาธได้เหมือนจนแทบดูไม่ออก..”
“ ท่าน.. ท่านพูดเรื่องอะไร…”
“ ไม่ต้องทำไขสือ.. บอกมา..เจ้าเป็นใครกันแน่..? “

คาลาธนิ่งอึ้งไปเป็นครู่ สีหน้าค่อยเคร่งเครียดลงยิ้ม***มเกรียม

“ แน่มากนะท่านไทอิล… เพียงแต่ข้าไม่เข้าใจ.. ท่านไฉนดูออก ? “

“ ความจริงข้าก็แทบหลงกลดูไม่ออกจริงๆ.. เพียงแต่เจ้าผิดพลาดไปคำหนึ่ง…”

“ อ้อ..? “

“ คาลาธแม้ได้รับฉายาว่า ‘จ้าวปีศาจ’ แต่เขาไม่ชอบฉายานี้เลย ปกติเขามักติดปาก ‘ข้า..คาลาธซะอย่าง’ ก็แค่นั้น แต่จะไม่พุดคำว่า ‘ฝีมือจ้าวปีศาจคาลาธซะอย่าง’ เหมือนเจ้าหรอกนะ..”

คาลาธปลอมหางตากระตุกเล็กน้อย ..โทสะคุกรุ่น.. ไม่คิดว่าตนเองจะมาพลาดด้วยง่ายๆเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้… ไทอิลจับจ้องมองฝ่ายตรงข้ามนิ่งงัน ค่อยกล่าวช้าๆ

“ เจ้าศึกษาทำความรู้จักคนอย่างคาลาธน้อยไป.. หลานศิษย์ข้าคนนี้มีเอกลักษณ์เด่นเฉพาะตัวและแปลกกว่าคนอื่น ซึ่งคงไม่มีใครอีกแล้วในโลกนี้จะเลียนแบบเขาได้ และข้ากับเขาก็รู้จักลึกซึ้งกันเกินไป เกินกว่าที่เจ้าหรือใครจะมาหลอกลวงข้าได้เช่นกัน ”

คนผู้นั้นรับฟังจนถอยหลังกรูดไปอีกก้าว.. ดวงตาถมึงทึงด้วยโทสะผุดวูบแล้วสลายวับ กลายเป็นกลอกไปมาอย่างรวดเร็ว ไทอิลชมดูจนฉุกใจคิด ดูออกในทันที.. มันกำลังคิดหนี ! ในที่สุดเขาพลันชิงลงมือ.. สองเท้าสะกิดพุ่งโถมกายเข้าไป มือขวากางเป็นกรงเล็บจู่โจมหมายจับกุม

คาลาธปลอมเบี่ยงตัวส่ายไปมาหลบหลีก คิดตอบโต้บ้างแต่ก็ไร้โอกาสได้ลงมือ และด้วยชั้นเชิงฝีมือที่ต่ำกว่าในที่สุดก็ถูกประทับฝ่ามือใส่กลางอกดังฉาดใหญ่ คนถึงกับเซตึงๆไปจนหลังชนโคนต้นไม้ เลือกทะลักจากปากจมูก ไทอิลยื่นมือขวาปราดคว้าลำคอมันไว้ดุจคีมเหล็ก ปลายนิ้วชี้นิ้วหัวแม่มือจ่อจิกอยู่ตำแหน่งเส้นเลือดใหญ่ข้างลำคอ ขอเพียงแผ่พุ่งพลังออกไป ก็จะตัดขาดเส้นเลือดสองเส้นนี้ทันที

“ บอกมา..เจ้าเป็นใคร..และต้องการอะไรกันแน่ ? “

คนผู้นั้นแยกเขี้ยวยิ้มอย่างยากเย็น เห็นฟันในปากฉาบเลือดสีแดงฉานน่าสะพึงกลัว

“ เหอะ..สายไปแล้ว..ถึงแกจะจับข้าได้ก็ไม่มีประโยชน์.. เพราะหน้าที่ของข้าก็คือ..แยกพวกเจ้าออกจากกัน ถึงอย่างไร..งานชิ้นนี้ข้าก็ทำสำเร็จ..ฮ่ะ ฮ่า..”

ไทอิลค่อยฉุกใจคิดว่าเขาเองหลงกลตามที่มันบอกจริงๆ.. ใช่แล้ว.. ป่านนี้ไม่รู้คาลาธจะเป็นอย่างไรบ้าง ทันใดนั้น..มีดสั้นแคบบางเล่มหนึ่งแหวกอากาศพุ่งเข้ามาทางด้านหลังของคาลาธปลอมดุจสายฟ้า เสียงหัวเราะยังไม่ทันสิ้นสุดคนก็สะท้านขึ้นเฮือกราวกับถูกสายฟ้าฟาด ตาเหลือกค้างรูดกายลงช้าๆ.. ไทอิลพอปล่อยมือมันก็ล้มคะมำลง เห็นมีดเล่มนั้นปักเข้ากลางหลังตรงตำแหน่งหัวใจพอดี…

ไทอิลพุ่งกายไปยังดงไม้ทิศที่มีดถูกซัดมา แต่คนลงมือกลับชิงหลบหนีไปโดยไร้ร่องรอยแล้ว ดังนั้นจึงกลับมาที่ศพคาลาธปลอมอีกครั้ง ตรวจค้นร่างของมันค่อยพบป้ายไม้ไผ่ทาสีเขียวหนึ่งในอกเสื้อ…

..เป็นคนของหุบเขาไผ่เขียวอีกแล้ว…!!

ไทอิลหน้าเคร่งเครียดลง ความรู้สึกอันรุนแรงเวลานี้คือเป็นห่วงคาลาธ…
ขบคิดเล็กน้อย ค่อยกระโดดขึ้นหลังม้ากลับเข้าหมู่บ้านอีกครั้ง…

………………………………………………………..

อีกด้านหนึ่ง.. คาลาธเดินหาซื้อม้าจนเมื่อยขาก็ยังหาซื้อไม่ได้ จึงย้อนกลับมาที่จุดนัดพบอีกครั้ง หากแต่ไม่พบไทอิลรออยู่อีกแล้ว เจ้าของร้านที่ขายอาหารยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้เขาบอกว่า ไทอิลก่อนจากไปได้ฝากจดหมายนี้ไว้ให้ ชายหนุ่มรับมาอ่านด้วยความแปลกใจ เห็นในนั้นเขียนด้วยลายมือไทอิลมีใจความว่า

“ ข้ามีธุระสำคัญรีบด่วนต้องล่วงหน้าไปก่อน หากเจ้ากลับมาแล้วก็ให้รีบตามไปที่เนินหงส์ฟ้าด้วย.. จากไทอิล..”

คาลาธจึงถามทางไปเนินหงส์ฟ้าจากชาวบ้านแถวนั้น หลังจากได้ความก็รีบเดินทางไปทันที

เมื่อไปถึง..เห็นริมเนินข้างหน้าปลูกศาลาริมทางไว้หลังหนึ่ง ไทอิลนั่งอยู่บนม้านั่งยาวในศาลา กัดกินผลแอปเปิ้ลสีแดงจัดลูกใหญ่อย่างเอร็ดอร่อย คาลาธเอามือกอดอกแล้วถอนใจ..

“ ไหนบอกว่ามีธุระด่วน ? “
“ ตอนนี้จัดการเสร็จแล้ว.. แล้วม้าล่ะ.. หาซื้อได้ไหม..? “
“ ถ้าได้ม้าข้าคงไม่เดินเท้าเปล่ามาถึงนี่หรอกนะ..”
“ เออจริง.. หึหึ.. แอปเปิ้ลหวานกรอบดี.. มีอีกลูก.. เก็บมาเผื่อเจ้าด้วย.. รับไว้ ”

กล่าวจบโยนแอปเปิ้ลในย่ามอีกผลส่งให้เขา คาลาธยื่นมือรับอย่างว่องไว แล้วก็ยกขึ้นกัดกร้วมใส่ปากเคี้ยวโดยไม่ได้มีความระแวงใดใดแม่แต่น้อย.. เพิ่งรับประทานไปได้คำที่สอง ขณะจะกล่าวอะไรพลันรู้สึกหน้ามืดวูบวาบ สองขาอ่อนล้าซวนเซ

“ โอ๊ะ…ทำไมข้า…”
“ เป็นไรไป…”
“ ไม่รู้.. มันชาไปหมดทั้งตัวแล้ว…โอย.. หรือว่า.. “ เขารีบพ่นแอปเปิ้ลในปากทิ้ง “ ..แอปเปิ้ลมีพิษ.. ท่าน.. ท่านไม่ใช่ลุงสี่ ”

ไทอิลเลิกคิ้วแล้วหัวเราะฮาฮาออกมา ยกมือขึ้นลูบใบหน้า สักครู่ก็ลอกหน้ากากหนังบางๆใบหนึ่งลงมา โฉมหน้าแท้จริงที่ซ่อนอยู่หลังหน้ากากหนังกลับเป็นชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง…

“ เจ้าผิดแล้ว..แอปเปิ้ลลูกนั้นไม่มีพิษหรอก แต่พิษอยู่ที่จดหมายที่เจ้าคลี่ออกอ่านต่างหาก เพียงแต่พิษจะกำเริบก็ต่อเมื่อเจ้ากินแอปเปิ้ลที่ข้าฝังอาบยากระตุ้นพิษไว้…หึหึ..ไหนว่าจ้าวปีศาจคาลาธร้ายกาจ..ในที่สุดก็ยังมีวันพลาดจนได้ ..เจ้าคงคิดไม่ถึงกระมังว่าจะมีวันนี้…”

กล่าวจบปรบมือขึ้นสองครั้งก็ปรากฏสมุนชุดดำหกคนพุ่งปราดออกมาจากหลังพุ่มไม้ คาลาธพิงร่างกับเสาศาลาไว้ไม่ให้ล้ม แค่นเสียงอย่างโกรธแค้น..
“ แล้วลุงสี่ของข้า.. เจ้าทำอะไรกับเขา ? “
“ เจ้าต้องการรู้ไปทำไมกัน.. มันป่านนี้ก็คงมีสภาพไม่ต่างจากเจ้าแล้วเหมือนกัน..ฮ่าฮ่า… กุมตัวไป..”

เสียงสั่งในตอนท้ายร้องบอกต่อสมุนชุดดำทั้งหกนั้น

คาลาธแม้ยังดำรงสติสัมปชัญญะ หากตลอดทั้งร่างอ่อนล้าปวกเปียกไร้เรี่ยวขัดขืน คนผู้หนึ่งใช้ผ้าดำผูกตาเขาไว้ จากนั้นเขาก็รู้สึกว่าถูกหามขึ้นรถม้า ไม่อาจทราบแม้แต่น้อยว่าพวกมันพาเขาไปที่ใด แต่ก็เป็นเวลานานพอสมควรทีเดียว เมื่อผ้าปิดตาถูกเปิดออกอีกครั้ง ชายหนุ่มก็พวกมันถูกเสือกไสเข้าไปในคุกคุมขัง จากสภาพเย็นอับชื้นในห้องขังพอคาดเดาว่าที่นี่ต้องเป็นห้องใต้ดินที่ไหนสักแห่งหนึ่ง

ชายกลางคนที่ปลอมเป็นไทอิล ใช้สายตาหมั่นไส้มองคาลาธที่บิดตัวไปมาอย่างอ่อนล้าบนพื้นห้องขังพยายามจะลุกแต่ลุกไม่ขึ้น

“ เจ้านี่มารยาจริงๆ..ยาพิษนั้นไม่ถึงตายหรอกนะ แค่ทำให้เจ้าหมดสิ้นเรี่ยวแรงไม่สามารถใช้พลังเท่านั้น..”
“ พวกเจ้าจับตัวข้าต้องการอะไรกันแน่ ? “
“ แค่ขอเอาไว้เป็นตัวประกันต่อวังรัชทายาทเท่านั้น..”

เอ่ยถึงตอนนี้ สมุนชุดดำคนหนึ่งสาวเท้าเข้ามากระซิบกระซาบข้างหูผู้เป็นหัวหน้า ชายกลางคนถึงกับหน้าแปรเปลี่ยนไป

“ ดูแลเจ้าหมอนี่ให้ดี.. “

กล่าวจบก็หันกายขึ้นบันไดเดินออกจากคุกใต้ดิน
คาลาธแอบสังเกตสีหน้ามันตลอด..ในใจอดครุ่นคิดมิได้.. ต้องมีเรื่องอะไรแน่..จะเกี่ยวกับลุงสี่ไทอิลหรือไม่ ?

…………………………………………………

ชายกลางคนสาวเท้ามาถึงหน้าห้องหลังหนึ่ง.. ยกมือขึ้นเคาะประตู.. จวบจนมีเสียงอนุญาตดังลอดมาจากในห้อง จึงยื่นมือผลักเปิดประตูสาวเท้าเข้าไป ภายในห้องมืดสลัว มีเพียงแสงสว่างเป็นลำๆสามสายที่สาดลอดเข้ามาทางช่องลูกกรงระบายอากาศ ทำให้เห็นกลางห้องยืนหันหลังไว้ด้วยสตรีนางหนึ่ง ผมเหยียดตรงสีทองอมม่วงเป็นประกายงดงาม ปล่อยระยาวบนแผ่นหลังตัดกับเสื้อคลุมกำมะหยี่สีฟ้าอ่อนยาวจดพื้น ในบุคลิกภาพสูงส่งยังแฝงไว้ซึ่งความบริสุทธิ์อ่อนโยนดุจเทพสุรางคนาโบยบินลงมาจากฟ้า

ชายกลางคนค้อมกายกล่าวอย่างนอบน้อม

“ เรียนนายหญิง เจ้าไทอิลมันร้ายกาจมากไม่หลงกลพวกเรา.. แต่ว่าจับได้คาลาธมาคนเดียวก็ยังคงจะเพียงพอแล้ว..”

“ หึ.. คาลาธผู้นี้เจ้าเล่ห์มารยากลอกกลิ้งเพียงไหนใครต่างรู้ ..เจ้าจะประมาทเขาไม่ได้ สั่งคนของเจ้าควบคุมเขาให้ดี ข้าเชื่อว่า..ที่เขายอมให้เจ้าจับมาง่ายดายเพียงนี้ก็เพราะคิดว่าไทอิลก็ถูกจับตัวมาด้วย ดังนั้น..อย่าให้เขาทราบเรื่องที่ไทอิลหลบหนีไปได้เป็นอันขาด จำไว้…”

“ นายหญิงปราดเปรื่องรอบคอบนัก.. บ่าวจะจดจำได้… ว่าแต่แผนขั้นต่อไปจะให้ทำอย่างไร..”

สตรีผมสีทองอมม่วงค่อยเหลียวหน้ามาช้าๆ ใต้แสงสลัวที่สาดลอดเข้ามา แม้ยังคงทำให้มิอาจเห็นดวงหน้านั้นชัดตา หากแต่ซีกหนึ่งในความสว่าง เห็นโฉมหน้านั้นอ่อนเยาว์งามบริสุทธิ์ไร้มลทิน สวยใสปานเทพเลขา แม้รอยยิ้มก็ดูหวานจนชวนเคลิบเคลิ้ม ไร้แววชั่วร้ายใดใดเจือปน.. ทว่าสิ่งที่นางคิดสิ่งที่นางกระทำ..กลับช่างแตกต่างกับความงามของนางโดยสิ้นเชิง

“ ไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น.. อยู่อย่างสงบนิ่ง แล้วคอยดูเสือสู้กัน..”

กระแสเสียงใสปานระฆังเงิน ทว่าแฝงความเย็นยะเยือกราวน้ำแข็ง..
ชายกลางคนแม้ลอบสะท้านใจเหน็บหนาว หากดวงตาเป็นประกายเลื่อมใส ค้อมกายเล็กน้อยอีกครั้งเป็นเชิงรับคำสั่ง

………………………………………………………


=================================================================


ตอนที่ 5 ฝ่าเข้าถ้ำเสือ
..... :

คาลาธนอนสงบอยู่ในคุกคุมขังเหมือนคนโดนยาสลายพลังจนหมดสิ้นฤทธิ์สิ้นเดช สร้างความสบใจแก่ผู้คุมชุดดำทั้งสามที่อยู่เฝ้าเวรอยู่หน้าห้องลูกกรง เป็นอย่างยิ่ง หารู้ไม่ว่าชายหนุ่มคอยเหลือบมองพวกมันตลอดเวลา พอเห็นคนทั้งสามเอาหมากรุกมานั่งเล่นกันแก้เบื่อไม่ได้จับตาคอยสนใจเขาอีกต้องลอบยิ้มมุมปาก กระเถิบตัวทีละน้อยมายังซอกมุมมืดข้างฝาผนัง ค่อยล้วงถุงผ้าปากรูดเล็กๆใบหนึ่งออกมาจากในอกเสื้อ..

ท่าทางของเขาในเวลานี้ ไม่มีวี่แววว่าโดนพิษสลายพลังแม้แต่น้อย !!

หนูตัวจิ๋วขนาดเท่าหัวแม่เท้าสีดำสนิทขนเกรียนหางสั้น โผล่หัวออกจากปากถุงเห็นดวงตาสีเขียวปัดทอประกายเป็นจุดเล็กๆอยู่ในความมืด ชายหนุ่มใช้นิ้วลูบไล้หัวมันเบาๆอย่างรักใคร่ แล้วยกขึ้นจูบบนหัวมันทีนึง พลางปรายตาไปทางผู้คุมอีกแว่บ.. อีกฝ่ายยังคงเล่นหมากรุกถึงตอนใกล้รุกฆาต ต่างคนต่างจมอยู่ในภวังค์ครุ่นคิด ไม่ว่าใครก็ไม่ทันได้สนใจเหตุการณ์ใดใดในห้องขัง

“ ซินต้า.. ลูกต้องช่วยพ่อหน่อยนะ.. กลับบ้านไปหาซันจิกับพีจาร์ ให้พวกมันพาคนมาช่วยพ่อที่นี่นะ..”

เขายิ้มกระซิบบอกเจ้าหนูขนดำ แล้วค่อยๆยืดกายยืนขึ้น เขย่งเท้ายื่นมือส่งร่างเจ้าซินต้าขึ้นวางบนช่องระบายอากาศเล็กๆใต้เพดาน ซินต้าเป็นหนูแสนรู้…พอออกจากมือเขาก็พุ่งปราดวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว…

……………………………

ซินต้ามีความสามารถพิเศษที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี นั่นคือการหาทางกลับกรงของมัน เวลานั้นซันจิกำลังขนหนังสือกองหนึ่งเพื่อนำมาจัดเก็บในห้องของคาลาธ สายตาพลันเหลือบเห็นซินต้านอนหมอบอยู่ในกรง จึงเดินเข้าไปใช้นิ้วช้อนเจ้าหนูตัวน้อยขึ้นมาอุ้มในอุ้งฝ่ามือ พลางขมวดคิ้วอย่างฉุกใจคิด.. จำได้ว่าคุณชายรองของตนก่อนออกจากบ้านได้พาซินต้าไปด้วย.. แล้วทำไมซินต้าจึงกลับมาเพียงลำพัง..? แล้วนายขอบมันเล่า ?

..หรือว่าคุณชายรองกำลังเกิดเรื่องจึงใช้ซินต้าออกมาส่งข่าว ?
พอคิดได้ถึงตรงนี้อดสะท้านใจมิได้..รีบหมุนกายวิ่งออกจากห้องทันที !!

…………………………

เจ้าชายเมราซัสถือเจ้าหนูแสนรู้ซินต้าไว้ในอุ้งพระหัตถ์ หลังจากฟังคำทูลรายงานจากซันจิ ต้องรับสั่งพึมพำอย่างครุ่นคิด

“ พี่รองเดินทางไปค่ายไนจากับท่านลุงสี่.. คงต้องเกิดเรื่องขึ้นระหว่างทางแน่ๆ “

ยามนั้นชิรินผลุนผลันเข้ามาอย่างรีบร้อน

“ ฝ่าบาท.. คงต้องเกิดเรื่องจริงๆด้วย ข้าส่งพิราบสื่อสารไปสอบถามสายสืบของเราที่เมืองเกปัน ได้ความว่าทั้งน้องรองและลุงสี่ต่างก็ยังเดินทางไปไม่ถึงที่นั่น ทั้งๆที่สมควรจะถึงแล้ว…”

ซันจิรุ่มร้อนใจเป็นห่วงผู้เป็นนายอย่างยิ่ง คุกเข่าลงเสนอขอให้เจ้าชายทรงอนุญาตให้ตนเองพาซาทากิออกไปตามหาคนด้วย เจ้าชายเมราซัสพยักพระพักตร์เห็นด้วยในความคิดของเด็กหนุ่ม ค่อยหันมาทางชิริน

“ งั้นพวกท่านรีบไปเถอะ.. ได้ข่าวพี่รองกับลุงสี่ยังไง ส่งข่าวมากับพิราบให้ข้าทราบเป็นระยะด้วย..”

……………………………………………

อีกด้านหนึ่ง….

ไทอิลเมื่อย้อนกลับเข้ามาในหมู่บ้าน สอบถามเหล่าชาวบ้านและเจ้าของร้านขายอาหาร ก็พอจะประมวลเหตุการณ์ได้ว่าป่านนี้คาลาธคงหลงกลโดนฝ่ายตรงข้ามจับตัวไปแล้ว.. ดูเหมือนเบาะแสหนึ่งเดียวที่จะสาวไปถึงผู้ลงมือได้ ก็คือสัญลักษณ์ป้ายประจำตัวของคนหุบเขาไผ่เขียวทีพบจากศพคนร้าย…

เป็นไปได้หรือไม่ที่ผู้บงการอยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมดคือประมุขหุบเขาไผ่เขียว.. คาเดม่อน… !!
ดูถ้าไม่บุกถ้ำเสือคงมิอาจได้ลูกเลือ…
หุบเขาไผ่เขียวต่อให้ไม่อนุญาตให้คนภายนอกล่วงล้ำโดยพลการ
แต่ไม่ว่าอย่างไร.. เพื่อช่วยเหลือคาลาธหลานศิษย์คนโปรด..เขาคงจำเป็นต้องบุกฝ่าถ้ำเสือสักครั้งแล้ว…!

……………………………………

หุบเขาไผ่เขียวเป็นนามเรียกหาสถานที่แห่งหนึ่งในละแวกขุนเขาใหญ่ทางทิศตะวันตกของโอเมรอส

นานแล้วที่ ณ ที่แห่งนี้ได้เร้นกายไม่ติดต่อกับโลกภายนอก เพียงดำรงอยู่อย่างสงบไม่ยุ่งเกี่ยวกับการต่อสู้แย่งชิงความเป็นหนึ่งในวงการนักสู้ หากแต่ชื่อเสียงของประมุขสถานที่นี้ถูกเล่ากล่าวขวัญออกไปราวเทพนิยาย คาเดม่อนคือยอดฝีมือผู้ไร้เทียมทาน แต่เท่าที่รู้..คนๆนี้นิสัยรักสงบ ไม่สนใจเรื่องความยิ่งใหญ่อันใด…

แล้วมีสาเหตุใดกันแน่..ที่คาเดม่อนส่งคนมาจับตัวคาลาธไป ?
หรือว่าเจ้าเด็กร้ายกาจนั่น..ไปล่วงเกินอะไรเจ้าแห่งขุนเขาผู้นี้..?

ยามบ่ายแก่ๆ..ของกลางป่าเขาและธรรมชาติอันสงบร่มรื่น ต้นไม้ยืนต้นสูงเสียดฟ้า แผ่กิ่งใบกำบังแสงจ้าของดวงอาทิตย์ จนเห็นเป็นเพียงลำสว่างที่ทอดลงมาสู่พื้นดิน เป็นภาพที่สวยงามยิ่ง ยามนั้นเสียงฝีเท้าม้าแทรกดังกลบเสียงของป่าขึ้น นกหลายตัวบนต้นไม้แตกฮือบินขึ้นฟ้า…

เงาร่างหนึ่งทะยานออกมาจากดงไม้ข้างทางขวางหน้าม้าของไทอิลไว้ ชายหนุ่มได้แต่ดึงบังเหียนโดยแรงหยุดม้าพรืด จนอาชาคู่ขาตื่นตระหนกยกขาหน้าสองขาตะกุยอากาศ ก่อนจะค่อยยอมหยุดยืนสี่ขาในที่สุด แม่ทัพหนุ่มใหญ่เขม้นตามองผู้มาขวางทาง เห็นอีกฝ่ายเป็นเด็กหนุ่มร่างบอบบางใบหน้าหวานคมคายราวอิสตรี… แว่บแรกที่เห็นก็อดรู้สึกเอ็นดูมิได้

หากแต่อีกฝ่ายดูเหมือนไม่ได้รู้สึกปรารถนาดีตอบต่อเขาแม้แต่น้อย กลับถลึงตาใส่ตวาดแหวว

“ ท่านเป็นใคร..บังอาจบุกรุกหุบเขาของเรา… ? “
“ ข้าคือไทอิลแห่งตำหนักจ้าวพิทักษ์บูรพา.. มานี่เพื่อขอพบท่านคาเดม่อน..”
“ หึ.. ประมุขเราอยากพบก็เข้าพบได้ดังใจง่ายๆหรือไร.. เจ้ากลับไปซะ…”
“ รบกวนน้องเราไปแจ้งประมุขเจ้า..บอกว่าเราไทอิลมาเยือนก่อนมิดีกว่าหรือ..? “
“ เจ้าคือไทอิลแล้วเป็นอย่างไร คิดว่าตนเองยิ่งใหญ่นักหรือ ที่อยากพบใครก้อต้องพบได้ดังใจ.. “

ไทอิลได้แต่ฝืนยิ้ม..หวนนึกถึงชื่อเสียงของเขาลือลั่นสะท้านทั่วปฐพี นี่ถึงกับเป็นครั้งแรกที่มีคนตอกกลับเขามาเช่นนี้ แต่ก็จนใจที่อีกฝ่ายเป็นเด็กน้อยไม่รู้ความ.. แล้วผู้ยิ่งใหญ่อย่างเขาจะไปถือสาหาความเด็กได้อย่างไรกัน..

เด็กหนุ่มเบื้องหน้าไม่เพียงออกปากขับไล่ ทั้งยังชักดาบออกมาตวัดออกจู่โจม ไทอิลได้แต่พลิกตัวลงจากหลังม้า สลับเท้าเบี่ยงกายหลบหลีกหาได้ตอบโต้ไม่ อาจเป็นเพราะเด็กหนุ่มเบื้องหน้า..ดูอ่อนแอบอบบางเกินไป ทั้งยังดวงหน้าขาวเกลี้ยงใสราวทารก ทำให้เขารู้สึกไม่อาจใจร้ายถือสาโกรธเคืองมันได้ลงคอจริงๆ

เพียงแต่ความปลอดภัยของคาลาธหลานรักกลับมีเหนือสิ่งใดในเวลานี้ เขาไม่อาจเสียเวลามาเล่นกับเด็กน้อยผู้นี้นานได้ ดังนั้นหลบหลีกถึงตอนท้ายค่อยยื่นมือออกตรงๆ กระบวนท่าที่ไร้กระบวนท่ายามลงมือโดยเขา กลับทรงอานุภาพเหนือกระบวนท่าจู่โจมใดใดของเด็กหนุ่ม เพียงพริบตาก็ชิงดาบคว้าลำคอสยบมันไว้ได้..

ทันใดพลันสุ้มเสียงหนึ่งกล่าวดังกังวาน…

“ ที่แท้เป็นท่านจ้าวสี่มาเยือน.. ขออภัยที่ข้า..คาเดม่อนมิได้รีบออกมาต้อนรับ…”

ร่างหนึ่งถลันวูบ..เห็นคนทอดน่องเดินแช่มช้า หากชั่วพริบตาก็มาถึง.. ไทอิลเหลียวหน้าไป เขาได้ยินชื่อเสียงของเจ้าหุบเขาไผ่เขียวคาเดม่อนมานานแล้ว หากแต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นอีกฝ่าย… ในความคาดคิดของเขา.. อายุของคนผู้นี้สมควรไม่ต่ำกว่า หกสิบปี แต่ไหนเลยคาดคิด..คาเดม่อนเบื้องหน้ากลับเป็นบุรุษเรือนร่างสูงโปร่งงามสง่า ใบหน้าอ่อนโยนการุณ คนดูไปอายุไม่น่าถึงสี่สิบปีด้วยซ้ำ…

ไทอิลคลายมือจากการจับกุมอย่างลืมตัว เด็กหนุ่มในมือดิ้นรนจนหลุดค่อยถลันเข้าไปหาบุรุษผู้เพิ่งปรากฏกาย..

“ ท่านพ่อ… เขาบังอาจนัก…”

คาเดม่อนพลันสั่นหน้า ชิงสอดคำขึ้น

“ เจ้าน่ะสิที่บังอาจไปแล้ว… ยังไม่เข้าไปคาวระแล้วขอขมาท่านจ้าวสี่อีก…”

เด็กหนุ่มหน้างอ สะบัดหน้าหันไปอีกทางอย่างขุ่นเคือง
ไทอิลพลันยกมือห้าม “ ไม่จำเป็น..”

คาเดม่อนสีหน้านิ่งสงบไม่บึ้งไม่ยิ้ม หากฉายแววอ่อนโยนอย่างบอกไม่ถูก ปรายตามองเด็กหนุ่มอย่างตำหนิเล็กน้อย ค่อยหันมาทางอาคันตุกะผู้มาเยือน

“ ท่านไทอิลเมื่ออุตส่าห์มาถึง.. งั้นก็ขอเชิญไปจิบน้ำชาสนทนาที่ในบ้านกันเถิด..”

คาเดม่อนผายมือเชื้อเชิญ.. ไทอิลปักดาบที่แย่งมาได้จากเด็กหนุ่มลงบนพื้นอย่างเฉื่อยชา ค่อยก้าวยาวๆสง่างามเดินเข้าสู่ในหุบเขาตามคำเชิญโดยไม่มีท่าทีสะทกสะท้านใดใดแม้แต่น้อย..

………………………………….

คาเดม่อนให้การต้อนรับไทอิลในเรือนไม้ไผ่หน้าบ้าน หญิงรับใช้นางหนึ่งประคองถาดน้ำชาเข้ามา ผู้เป็นเจ้าบ้านผายมือเชิญแขกดื่ม หากไทอิลหาได้ยอมแตะต้องไม่ ผุดลุกยืนขึ้นพลางกล่าวเสียงเย็นชา

“ ข้ามาที่นี่เพื่อต้องการคำอธิบาย..และต้องการให้ท่านคืนตัวหลานชายแก่ข้า…”
“ ท่านกำลังพูดถึงเรื่องใด ? “

ไทอิลจึงเอ่ยถึงเรื่องคนชุดดำที่ก่อกวนเขาตามรายทาง จากนั้นล้วงป้ายไม้ไผ่อันหนึ่งออกมาโยนลงบนโต๊ะแสดงหลักฐาน

“ ..ของสิ่งนี้ไม่ทราบว่าท่านจะอธิบายอย่างไร ? “

สีหน้าคาเดม่อนยังคงราบเรียบ กล่าวเสียงเฉื่อยชา “ หากบอกว่านี่เป็นแผนใส่ร้าย..ดูท่าท่านคงไม่ยอมเชื่อ..”

ไทอิลนิ่ง.. จะอย่างไรเขาก็หาใช่คนผลีผลามเอาแต่อารมณ์..อย่าว่าแต่เขายังเชื่อความรู้สึกของตนเองอยู่บ้าง.. รู้สึกว่าเรื่องนี้คล้ายๆกับมีเบื้องหลังที่ลึกไปกว่าที่มองเห็นโดยผิวเผิน หากคาเดม่อนจับตัวคาลาธไปจริงก็ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธเขาแบบนี้ และไม่มีเหตุผลที่จะให้การต้อนรับเขาอย่างให้เกียรติถึงเพียงนี้.. ทั้งๆที่เขารุดมาเพียงลำพังเท่านั้น และก่อนหน้านี้เขาก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ถูกลงมือเช่นกัน..หากแต่หลบรอดมาได้

ไม่ทันที่เขาจะกล่าวว่าอย่างไร สุ้มเสียงหนึ่งก็ตวาดขึ้นอย่างโกรธเกรี้ยว

“ ถือว่าตนเป็นผู้ยิ่งใหญ่ก็มาข่มเหงใส่ความกันง่ายๆแบบนี้หรือ..? “

ไทอิลเหลียวหน้าไปทางทิศต้นเสียง เห็นชายชราหนวดยาวผมขาวโพลนผู้หนึ่งมิทราบมายืนอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อใด เด็กหนุ่มที่ถลันออกมาขวางม้าของไทอิลเมื่อครู่ยืนเกาะแขนผู้เฒ่าอยู่ข้างๆอย่างประจบแล้วก็ถลึงตาใส่ไทอิลอย่างเอาเรื่อง คาเดม่อนส่งเสียงเรียกผู้มาว่า “อาจารย์” ทำให้ไทอิลค่อยนึกถึงยอดคนแห่งหุบเขาไผ่เขียวอีกม่านหนึ่ง…. ผู้เฒ่าสายฟ้า..!!

“ ธิเดลล่า… ทำไมต้องไปตามอาจารย์ปู่มาด้วย..”

คาเดม่อนตำหนิลูก ไทอิลรับฟังจนงง… ชื่อ “ธิเดลล่า” มันชื่อผู้หญิงนี่นา หรือว่าเด็กหนุ่มนั่นที่แท้เป็นเด็กสาวปลอมตัวแต่งเป็นชาย.. เขาอดเพ่งพิศมิได้.. คาดว่าไม่ผิดแม้แต่น้อย.. นั่นสินะ.. เขาถึงได้มีความรู้สึกแปลกๆที่บอกไม่ถูกต่อเด็กหนุ่มผู้นั้น

“ ธิเดลล่าทำถูกแล้ว.. เจ้าไทอิลผู้นี้ถือดีเกินไป.. ถือว่าตนเองเป็นแม่ทัพคู่บัลลังก์ก็คิดมาวางอำนาจที่นี่ได้ง่ายๆหรือ..”

“ ท่านอาจารย์..เรื่องนี้…”

ผู้เฒ่าสายฟ้ากลับหาฟังคำเกลี้ยกล่อมจากศิษย์รักไม่ ถลึงตาใส่ไทอิลแค่นเสียงว่า

“ เจ้าไสหัวไป.. หากมิฉะนั้น.. ข้าจะไม่เกรงใจอีกต่อไป…”

ไทอิลส่งเสียงดังอ้อ…ถึงกับอยากถามว่า ที่ผ่านมาท่านเอ่ยปากเกรงใจเขาตอนไหน..

ชายชราเขม้นมองรอยยิ้มมุมปากของเขาอย่างหมั่นไส้ เหมารวมเป็นการเหยียดหยามดูถูก ถึงกับบันดาลโทสะ กางกรงเล็บดุจพยัคฆ์ฟาดตะปบเข้ามาดุจสายฟ้า ไทอิลพลิ้วกายถลันหลบ หากแต่ผู้เฒ่าสายฟ้ากลับไม่เสียทีเป็นอดีตยอดฝีมือผู้ลือลั่น กระบวนท่าจู่โจมของอีกฝ่ายลึกล้ำพลิกแพลงพิสดารสุดหยั่งคาดจริงๆ ไม่ว่าเขาจะหลบไปทางใด กรงเล็บพยัคฆ์ก็ตามพันตูไปประดุจเงา

ในเสียงดังโครมหนักๆ.. ไทอิลถูกฟาดใส่กลางอกอย่างถนัดถนี่ ถึงกับรู้สึกราวโดนพะเนินเหล็กกดทับใส่ ในอกแน่นอึดอัดอย่าง
บอกไม่ถูก ส่งเสียงคำออกมาคำหนึ่ง..อ้าปากกระอักเลือดแดงสดออกมา

คาเดม่อนสีหน้าแปรเปลี่ยน… รีบถลันกายเข้ามาขวางผู้เป็นอาจารย์ไว้ ส่งเสียงร้องเรียกอีกฝ่ายหยุดลงมือ ผู้เฒ่าสายฟ้าผลักไสเขาออกไป..แล้วหันมาฟาดใส่กลางหลังไทอิลอีกฝ่ามือ คาเดม่อนได้แต่ถลันเอาร่างตนเองมาขวางอีกครั้ง กล่าวเสียงหนักๆ

“ อาจารย์..ได้โปรดเห็นแก่หน้าข้าบ้างได้หรือไม่…”

คราวนี้พลันได้ผล… ผู้เฒ่าสายฟ้าชะงักมือค้างกลางอากาศ.. มองหน้าศิษย์รักอย่างตะลึง ดวงตาฉายแววเกรงใจขึ้นวูบ ค่อยปล่อยมือลงข้างกายโดยแรงราวสะบัด..บ่งบอกอาการขัดใจอย่างยิ่ง

“ เขาเป็นแขกของข้า..ได้โปรด..”

คำพูดแม้เป็นวาจาขอร้องวิงวอน หากน้ำเสียงเข้ม…ย้ำหนัก.. ราวออกคำสั่งด้วยอำนาจ !!

ไทอิลหลังพิงฝามือกุมอก หยัดทรงกายไว้อย่างสุดความสามารถ แค่นเสียงเย็นชา “ เฮอะ.. ไม่ต้องเสแสร้งมา..” หากกล่าวไม่ทันจบคำ ก็พ่นเลือดออกมาอีกคำ รูดกายทรุดลงสิ้นสติไปตรงนั้น โชคดีคาเดม่อนยื่นมือออกรับประคองร่างสูงใหญ่นั้นไว้ได้ทันก่อนที่อีกฝ่ายจะลงไปนอนกองกับพื้น

“ เรื่องทั้งหมดเป็นการเข้าใจผิด.. “ คาเดม่อนเอ่ยอธิบาย “ เราไม่ควรทำร้ายเขาอย่างไร้เหตุผล..”

สายตาเพ่งมองผู้เป็นอาจารย์อย่างขอร้องอีกครั้ง ผู้เฒ่าสายฟ้าราวมิอาจทนต่อสายตาเช่นนั้นได้ เม้มปากอย่างขัดใจแต่ก็ยินยอมก้มลงช่วยประคองไทอิลเข้าสู่ห้องหับในบ้านแต่โดยดี

ไทอิลถูกประคองนอนลงบนเตียง ผู้เฒ่าสายฟ้ายืนข้างเตียงหันหน้าเข้าหาคนเจ็บ มือทั้งสองยื่นไปข้างหน้าคว่ำฝ่ามือขนานกับร่างที่นอนอยู่ พลังเมื่อถูกเกร็งขึ้น ใต้ฝ่ามือทั้งสองก็บังเกิดเป็นกลุ่มแสงสีทองก้อนหนึ่ง ชายชราบังคับกลุ่มแสงนั้นค่อยๆลอยต่ำลงช้าๆจนถึงร่างของไทอิล.. แล้วกลุ่มแสงนั้นก็ค่อยๆแทรกซึมลงบนทรวงอกของชายหนุ่ม..จากนั้นกระจายไปทั่วร่าง…ช้าๆ

หลังสิ้นสุดการรักษา.. ผู้เฒ่าสายฟ้าค่อยลดมือลงมาประสานตรงระดับท้องน้อย ผ่อนลมหายใจยาวๆสองสามครั้ง คนคล้ายใช้พลังจนอ่อนล้า ถึงกับฝีเท้าโงนเงนเล็กน้อย คาเดม่อนสีหน้าทอแววเสียใจวูบ ยื่นมือออกประคอง

“ อาจารย์…”

ผู้เฒ่าสายฟ้ายกมือห้าม แล้วถลึงตาใส่เขา

“ เฮอะ เวลานี้เขาปลอดภัยแล้ว.. ว่าแต่เจ้าเถอะ.. อย่าใจดีเกินไประวังประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยอีกครั้ง..เดี๋ยวหาว่าข้าไม่เตือน..”

กล่าวจบกระทืบเท้าจากไปอย่างขุ่นเคือง…
ดวงตาเจ้าแห่งขุนเขาสลดลง…สีหน้าสงบ..เศร้า.. หันไปมองร่างที่ยังนอนไร้สติอยู่บนเตียงอย่างเซื่องซึม…!!

…………………………….









จาก : kjb - 27/01/2001 01:17

ข้อความ : โอ้ เริ่มมันส์มากขึ้นเรื่อยๆแล้ว อย่างนี้ต้องรีบไปอ่านตอนต่อไป

จาก : Fic T. - 27/01/2001 20:03

Comment เกี่ยวกับ Fiction ตอนนี้
ชื่อ :
Email :
ICQ :
โฮมเพจ :
ข้อความ :


Pocket WebBoard Fiction แห่งนี้ใช้บริการของD'Server
Hosted by www.Geocities.ws

1