หัวข้อ : ** เทพบุตรผู้พิทักษ์ ตอนที่ 2 + ตอนที่ 3 ****
ข้อความ :
==================================================================


ตอนที่ 2 เจ้าชายรัชทายาท ....
:


ราตรีคืนนี้ท้องฟ้าดารดาษด้วยดวงดาว…

บนศาลากลางน้ำภายในเขตอุทยานวังรัชทายาท.. ซาทากะนั่งอ่านหนังสืออยู่ใต้โคมไฟ ยามนั้นชิรินเดินเข้ามาส่งเสียงทักทาย แล้วทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ด้านตรงข้ามโดยไม่รอให้น้องชายเอ่ยชวน

“ น้องสาม.. ตั้งแต่กลับมาเจ้าพบเจ้าชายบ้างไหม ? “
“ ยัง..” อีกฝ่ายตอบเสียงเรียบ สายตายังคงอยู่ที่หนังสือ “ ได้ยินว่าเขาเข้าวังหลวงไปเข้าเฝ้า…”

ชิรินกล่าวด้วยสีหน้าทอแววกังวล “ นี่ก็ดึกจะเที่ยงคืนแล้ว.. “
“ เขาอาจค้างคืนในวังก็ได้นี่นา…”
“ แต่ถ้าค้าง.. ปกติเขาก็ต้องให้คนมาบอกต่อพวกเราก่อน…”

ซาทากะพลันถอนใจ ช้อนตาขึ้นมองพี่ชาย “ ท่านคิดว่าพวกเราเข้มงวดกับเขามากเกินไปไหม.. ปีนี้เขาอายุสิบหกปีเต็มแล้ว.. อาจารย์ตอนอายุเท่าเขาก็ขึ้นครองบัลลังก์แล้ว ข้าคิดว่า..เจ้าชายทรงโตเป็นผู้ใหญ่แล้วนะ.. ท่านปล่อยให้เขาทำอะไรตามลำพังเป็นอิสระบ้างเถอะ…”

เอ่ยถึงตอนนี้ปรากฏองครักษ์ผู้หนึ่งเข้ามารายงานว่าเจ้าชายเมราซัสเวด็จกลับมาแล้ว ทั้งยังมีพระอาการ “อารมณ์เสีย” สองขุนพลผู้พิทักษ์สบตากันวูบ ซาทากะได้แต่รีบปิดหนังสือ ผุดลุกขึ้นสาวเท้าตามพี่ชายที่ก้าวยาวๆนำหน้ารุดไปยังตำหนักที่ประทับของเจ้าชายรัชทายาทแล้ว…

ทั้งสองมาถึงหน้าห้องบรรทม ชิรินผลักเปิดประตูเข้าไป ค่อยเห็นเด็กหนุ่มในอาภรณ์งามหรูสมศักดิ์แห่งราชฐานะผู้หนึ่ง กำลังนอนพาดก่ายหน้าผากอยู่บนเตียง…ท่าทางเหมือนครุ่นคิดหนักแบกโลกทั้งโลกไว้ก็ไม่ปาน

“ เจ้าชาย.. ทรงเป็นไรไป..”

ชิรินส่งเสียงเรียกอ่อนโยน เด็กหนุ่มผู้นั้นผุดลุกขึ้นนั่งหันหน้ามาทางนี้ ร่างสูงประทับนั่งตัวตรงดูเจริญวัยกว่าเด็กหนุ่มอายุสิบหกปีทั่วไปเกือบสามสี่ปี เห็นวงพักตร์อ่อนเยาว์ขาวคมคาย ดวงเนตรคมปลาบเปล่งประกายอำนาจเกาะกุมจิตใจให้ยอมสยบ องคาพยพทุกส่วนคมสัน พระขนงเรียวและดกเข้มสะดุดตา.. เกศาสีดำสนิทยาวผูกมัดเป็นท่อนพาดบนพระอังสา วรองค์ซึ่งประทับเป็นสง่าอยู่บนแท่นบรรทม หล่อเหลาองอาจราวรูปปั้นแห่งองค์เทพเจ้าก็มิปาน

พักตร์คมคายยามนี้บูดบึ้ง… เช่นนี้ค่อยยังมีแววเป็น “เด็ก” หลงเหลือให้เห็นออกมาบ้าง

“ พี่ใหญ่ พี่สาม… ท่านต้องช่วยข้านะ..”

แม้อีกฝ่ายจะมีฐานะเป็นขุนพลผู้พิทักษ์ แต่อยู่ร่วมกันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย อย่าว่าเจ้าชายไม่มีพระเชษฐาหรือพระอนุชาแม้แต่องค์เดียว ดังนั้นจึงให้ความรักและเคารพพวกเขาเสมือนพี่ชายร่วมสายพระโลหิต เช่นเดียวกับความรู้สึกที่พวกเขามีต่อเจ้าชาย.. ไม่ใช่ความรู้สึกรักปกป้องตามหน้าที่ ..หากแต่นี่คือความผูกพันอันลึกล้ำ ที่ออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ ที่บุคคลภายนอกไม่ว่าใครก็ไม่อาจเข้าใจ..

“ ทำไมอารมณ์ไม่ดี..” ซาทากะนั่งลงยื่นมือกุมพระหัตถ์ ถามอย่างห่วงใย “ ใครขัดพระทัยเอาหรือ..”

“ จะมีใครเสียอีก.. ก้อพระบิดาน่ะสิ.. “ เจ้าชายน้อยรับสั่งอย่างขุ่นเคือง “ พวกท่านดูเอาเถอะ.. เขาให้ข้าหมั้นหมายกับเจ้าหญิง นาเฟอเรีย แห่งวังสุริยัน โดยไม่เคยบอกข้า ไม่เคยถามความสมัครใจของข้าแม้แต่น้อย.. แบบนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน…”

พอทราบว่าที่แท้เป็นเรื่องใด ชิรินอดยิ้มออกมามิได้ ทรุดนั่งลงข้างพระวรกายอีกด้านหนึ่ง กล่าวปลอบโยน

“ อาจารย์ทรงมีท่านเพียงองค์เดียว.. ข้าเชื่อว่าการเลือกคู่ให้ท่าน คงต้องผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบแน่นอน ได้ยินมาว่า..วังสุริยันแห่งราชสกุลไคจินป็นแม้เป็นเชื้อพระวงศ์ห่างๆ แต่ก็สืบเชื้อสายส่วนหนึ่งมาจากองค์เทพเจ้าเช่นกันเช่นกัน เจ้าหญิงนาเฟอเรียองค์นี้ฟังว่าพระชนม์ยังเยาว์ หากแต่พระสิริโฉมงดงาม ฉลาดปราดเปรื่อง เจนจบอักษรศาสตร์และยุทธศาสตร์มีฝีมือล้ำเลิศเหนือชาย.. ทอดตาทั่วแผ่นดิน คาดว่าคงมีเพียงพระนางแล้วที่คู่ควรเสมอน้องท่าน…”

“ หึ..ถ้าหากว่าไม่มีสตรีนางใดเหมาะสมกับข้าเท่านาง ถ้าเช่นนั้น..ข้าก็ไม่ขอแต่งงานเลยดีกว่าชั่วชีวิต ตั้งแต่เล็กจนโตข้าได้ยินแต่ชื่อ ไม่เคยเห็นหน้าค่าตาของนางมาก่อน ถึงแม้พวกเราจะเป็นลูกพี่ลูกน้องกันก็ตามทีเถอะ… พี่ชายเอย.. ท่านได้ยินแต่สิ่งดีๆของนาง แต่มีอีกด้านหนึ่งที่ท่านเคยได้ยินหรือไม่.. ฟังว่าเจ้าหญิงนางนี้ ทั้งซุกซนและดื้อรั้นเอาแต่ใจตนเองเป็นที่สุด…”

ชิรินนึกในใจ “ นั่นสินะ.. ช่างเหมือนกับท่านเหลือเกิน.. แล้วจะไปด้วยกันได้ไหมเนี่ย “ หากแต่ไม่ได้พูดออกมา ยิ้มเล็กน้อยปลอบโยนต่อไปว่า

“ ก็นางยังเด็กอยู่.. แล้วนี่ก็ยังเป็นเพียงกันหมั้นหมายกันเท่านั้น.. ยังอีกนานกว่าจะแต่งงาน.. ท่านอย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้เลย”

เจ้าชายค่อยๆคลายพระอารมณ์ขุ่นมัวลง นิ่งเงียบไปพักใหญ่ ค่อยเปลี่ยนเรื่องคุย
“ จริงสิ.. ไป เที่ยวซะหลายวัน.. สนุกหรือไม่..”
“ สนุกมาก.. เสียดายที่ท่านไม่ได้ไปด้วย..”
“ อืม.. ออกไปนอกวังคราวนี้ ได้ยินเรื่องราวของพรรคเบญจพิษที่อาละวาดอยู่ตอนนี้บ้างไหม… “

ซาทากะตอบเสียงเรียบ “ ออกไปกลางทะเล มีแต่เสียงนกนางนวล กับปลาในน้ำที่มันพูดไม่ได้…”

ชิรินกระตุกยิ้มมุมปากกับคำตอบที่สวนกลับของน้องชาย โชคดีที่เจ้าชายไม่ทรงถือสา จากนั้นค่อยฉุกใจคิด
“ แล้วท่านไปได้ข่าวเหล่านี้มาจากไหน.. อย่าบอกนะว่า..ระหว่างที่พวกเราไม่อยู่ท่านแอบ…”

เจ้าชายร้อนองค์ขึ้นทันใด รีบทำเป็นอ้าพระโอษฐ์หาวหวอดๆ “ โอย.. ดึกมากแล้วสิเนี่ย ชักง่วงล่ะสิ.. “

“ ประเดี๋ยวก่อน..อย่าเพิ่งบรรทม…”
“ เฮ้อ.. มีอะไรไว้ค่อยคุยต่อพรุ่งนี้นะ… วันนี้โมโหมากไปหน่อย.. ก้อเลยง่วงหนัก.. ข้านอนล่ะนะ..”

ตรัสจบก็มุดองค์เข้าใต้ผ้าห่ม ชิรินได้แต่ถอนใจแล้วส่ายหัว..
ส่วนซาทากะอมยิ้มอย่างนึกขัน..

…………………………………………………….

เช้าวันรุ่งขึ้น..ขณะเจ้าชายเมราซัสกำลังทรงอ่านหนังสืออยู่ในห้องทรงพระอักษร องครักษ์ผู้หนึ่งเข้ามาทูลรายงานว่า เจ้าพิทักษ์บูรพา..ท่านไทอิล ขอเข้าเฝ้า.. เจ้าชายพยักพักตร์อนุญาต สักครู่ค่อยปรากฏร่างสูงใหญ่บึกบึนของบุรุษในชุดนายทหารชั้นผู้ใหญ่ สาวเท้าเข้ามา ค้อมกายยกมือขวาขึ้นแตะไหล่ซ้ายน้อมถวายบังคม… เจ้าชายน้อยเพ่งมองเขานับตั้งแต่ก้าวเข้ามาในห้อง เค้าใบหน้าคมสันแฝงแววห้าวหาญ มุมปากที่ประดับรอยยิ้มนุ่มนวล..ทั้งหมดล้วนเป็นเค้าลักษณ์อันคุ้นเคยสำหรับพระองค์มาตั้งแต่ทรงเยาว์พระวัย

“ ตามสบาย..เถิดท่านลุงสี่…”

ใบหน้าและบุคลิกของไทอิลว่าไปแล้วยังดูอ่อนเยาว์กว่าอายุสามสิบสามปีเสียอีก เขาเกิดปีเดียวกับองค์ฟาลอส เพียงแก่เดือนกว่าเล็กน้อย เขาเป็นน้องเล็กร่วมสาบานแห่งสี่แม่ทัพคู่บัลลังก์ ต่อมาเมื่อองค์ฟาลอสได้สาบานร่วมกับแม่ทัพทั้งสี่เมื่อครั้งก่อนที่จะนำทัพเข้าต่อสู้กับกบฏ .. ด้วยเหตุนี้.. ไทอิลจึงต้องถูกองค์ราชโอรสและศิษย์ของฟาลอสเรียกเขาเป็น “ลุงสี่” ทั้งที่เขายังหนุ่มแน่นถึงเพียงนี้

แต่เขาก็รู้สึกชินแล้ว.. ทั้งยังน้อมรับด้วยความยินดี ..

“ ท่านลุงมาหาข้าแต่เช้ามีเรื่องใดมิทราบ…”
“ ได้ยินมาว่าเมื่อคืนทรงมีเรื่องกับพระบิดา..? “
“ เฮอะ.. เขาคงเล่าท่านฟังแล้วกระมัง…”
“ เจ้าชาย.. พระบิดาทรงรักท่านมาก.. ที่ทำไปก็เพื่อท่าน.และ”
“ หวังดีต่อข้า.. “ เจ้าชายรับสั่งต่อให้อย่างประชด

ไทอิลยิ้มเล็กน้อย ฟังออกว่าพระอารมณ์ยังไม่ “ใส” ซะทีเดียว ทั้งยังเริ่ม “ขุ่น” อีกแล้ว

“ เอาอย่างนี้เถอะ.. อย่าเอ่ยถึงเรื่องนั้นอีกเลย บ่ายวันนี้ข้าพระองค์คิดว่าจะออกไปขี่ม้าล่ากวางกัน ..เจ้าชายสนพระทัยไหม..”
“ ไม่สน..” เจ้าชายตรัสห้วนกางหนังสือออกเปิดอ่านต่อ “ ไม่ว่าง…”

ไทอิลส่วยหน้าแล้วยิ้มอย่างเอ็นดู ไม่ได้ถือสาเป็นอารมณ์ ..ค่อยขอทูลลาล่าถอยออกมา

เพิ่งผ่านสวนดอกไม้ข้างตำหนัก สวนทางกับคาลาธที่เดินสวนมา ทั้งสองยิ้มทักทายกันอยางสนิทสนม แล้วเดินสนทนามาด้วยกัน ซึ่งเรื่องสนทนาในตอนแรกนั้นเป็นเกี่ยวกับการหมั้นหมายระหว่างเจ้าชายกับเจ้าหญิงนาเฟอเรีย.. แต่คุยไปคุยไปสุดท้ายมิทราบวกเข้ามาในเรื่องลูกสุนัขของเขาที่เพิ่งคลอดได้อย่างไร….

……………………………………………………..


==================================================================


ตอนที่ 2 เจ้าพิทักษ์บูรพา ....



อันที่จริงตำหนักจ้าวพิทักษ์บูรพาอยู่ที่เมืองนาเปสอันเป็นเมืองหน้าด่านทางตะวันออกของโอเมรอส แต่ไทอิลนานครั้งจะกลับตำหนักของตน หากแต่มอบอำนาจให้นายทหารคนสนิทดูแล ตัวเขาส่วนมากจะพำนักอยู่ในเมืองหลวง เพราะองค์ฟาลอสทรงชอบเรียกใช้เขามากที่สุด ประกอบกับเขาไม่มีครอบครัว และองค์ฟาลอสเองก็ทรงเป็นหม้ายมานาน ยังไม่นึกสนพระทัยจะแต่งตั้งพระมเหสีใหม่เพื่อมาดำรงตำแหน่งพระแม่เทวีแห่งวังหลังเสียที จึงได้จ้าวพิทักษ์บูรพาไทอิลผู้นี้แหล่ะ เป็นพระสหายใกล้ชิดได้คอยช่วยงานราชการ และเป็นพระสหายชวนคุยชวนฝึกซ้อมอาวุธในยามว่าง บางครั้งก็ปลอมพระองค์ออกประพาสเยี่ยมเหล่าราษฎรด้วยกัน..

จวนรับรองจ้าวพิทักษ์บูรพาในเมืองหลวงปลูกสร้างอยู่ไม่ไกลจากวังหลวงและวังรัชทายาทนัก ทั้งยังมีอาณาบริเวณกว้างขวางพอสมควรสมศักดิ์ฐานะแห่งแม่ทัพคู่บัลลังก์ วันนี้ไทอิลพอกลับถึงจวนรับรอง ก็ปรากฏหญิงสาวเยาว์วัยหน้าตาสวยคมขำสองนางแย้มยิ้มดาหน้าออกมาทักทาย…

หญิงสาวทางซ้ายหน้าหวาน กิริยานุ่มนวลอ่อนโยน มีนามว่า..เรน่า ส่วนหญิงสาวทางขวาหน้าคมผิวคล้ำกว่าเล็กน้อย แววตาดูดื้อรั้นและเอาเรื่อง มีนามว่า.. เทย่า….. ทั้งสองเป็นหญิงรับใช้ประจำตัวของเขาเอง.. หากแต่เพราะอยู่กันมานาน ..นับตั้งแต่พวกนางยังเป็นเด็กหญิง.. อย่าว่านิสัยของไทอิลเป็นคนใจดีไม่ถือตัว ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างนายกับบ่าว จึงสนิทสนมกันราวพี่ชายกับน้องสาว…

“ นายท่านกลับมาพอดี.. เมื่อสักครู่.. ปีนี้ทางค่ายไนจาส่งบัตรเชิญมาอีกแล้ว… “

เทย่ารายงานพร้อมยื่นบัตรแข็งสีน้ำตาลส่งให้เขา “ แล้วปีนี้ท่านจะไปเองหรือส่งตัวแทนไปอีก.. บ่าวจะได้จัดเตรียมให้ “

“ อืม..”

ชายหนุ่มถอนใจอย่างเบื่อหน่าย ค่ายไนจาเป็นหนึ่งในห้าสำนักฝึกวิชาที่มีชื่อเสียงที่สุดในแผ่นดินแห่งยุคนี้ ทั้งยังได้รับการยกย่องนับถือจากเหล่าผู้มีฝีมือทั่วหล้าให้เป็นผู้นำในการกระทำกิจกรรมต่างๆ ทุกสองปีเหล่าผู้มีฝีมือจะนัดพบปะกันเพื่อร่วมวิจารณ์และแลกเปลี่ยนความรู้ประลองฝีมือกันครั้งหนึ่ง และปีนี้ค่ายไนจาก็รับเป็นเจ้าภาพในการจัดงานเช่นเดิม

ค่ายไนจาตั้งอยู่ที่เมืองเกปัน ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองหลวง ห่างจากเมืองหลวงเพียงร้อยกว่าเซลลิเท่านั้น ( 1 เซลลิเท่ากับประมาณครึ่งกิโลเมตรเศษๆ ) หัวหน้าค่ายไนจาเป็นยอดฝีมือผู้มีคุณธรรม ไทอิลเลื่อมใสคนผู้นี้ เพียงแต่เขาไม่ค่อยความเอิกเกริกของงานใหญ่ที่ต้องปั้นหน้าขรึมวางท่าสำรวมต่อหน้าเหล่าคนดังๆในแผ่นดิน ว่าแต่..หากไปในฐานะนักท่องเที่ยวที่ไม่มีใครรู้จักก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ฐานะจ้าวพิทักษ์บูรพาของเขาย่อมมีคนรู้จักมากมาย แน่นอน..เขารู้.. หัวหน้าค่ายไนจาเชิญเขาไปเพื่อเป็นเกียรติกับงาน มากกว่าที่จะเชิญเขาไปเพื่อร่วมประลองฝีมือ เช่นนั้นจะมีความหมายอะไร.. กับการที่แค่ไปนั่งเป็นประธานในงานเท่านั้น.. น่าเบื่อเป็นที่สุด

“ บังเอิญปีนี้ข้าไม่ว่างอีกแล้ว.. ปีที่แล้วให้ไพก้อนไป ปีนี้ก็ให้เขาไปแทนอีกก็แล้วกัน…เรน่า.. ฝากไปบอกเขาทีเถอะ..”

ไพก้อนที่เอ่ยถึงย่อมเป็นยอดฝีมือหนุ่มที่มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าองครักษ์ตำหนักจ้าวพิทักษ์บูรพาของเขานั่นเอง คนผู้นี้ติดตามเขามาหลายปี ไม่เพียงสัตย์ซื่อจงรักภักดีทั้งยังมีจิตใจห้าวหาญเปี่ยมคุณธรรม ทุกครั้งที่มีงานสำคัญไทอิลจึงชอบมอบหมายให้ไพก้อนไปจัดการแทนเขาเสมอ..

เรน่าส่งเสียงรับคำ ค่อยหันกายไปตามหาไพก้อน หญิงสาวรู้ว่าเขาเวลานี้มักอยู่ที่ไหน ลานสนามหญ้าหลังจวน..มักเป็นสถานที่ที่เขาชอบไปฝึกอาวุธที่นั่นยามว่างตอนบ่ายแก่ๆเช่นนี้

ไพก้อนเป็นชายหนุ่มใบหน้าคมเข้มอายุประมาณยี่สิบเศษๆไม่เกินยี่สิบห้า รูปร่างสูงใหญ่กล้ามเนื้อบึกบึน ผมสีน้ำตาลแก่มัดเป็นท่อนยาวห้อยถึงกลางหลัง อาวุธคู่มือที่เขาถนัดที่สุดคือทวนยาว แล้วเวลานี้เขาก็กำลังฝึกทบทวนเพลงทวนคู่มือของเขาอยู่ เสียงทวนยาวยามหวดฝ่าอากาศบังเกิดเป็นพลังคลื่นแผ่กระจายออกรอบทิศทาง เรน่าต้องยืนคอยอยู่ห่างๆ รอจนเขาร่ายทวนจบจึงค่อยเดินเข้าไปทักทาย

“ หัวหน้าองครักษ์ไพก้อน..”

ชายหนุ่มเหลียวหน้ามามองนางอย่างประหลาดใจแกมยินดี คล้ายกับคาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายอยู่ๆก็จะปรากฏกายขึ้นตรงหน้า

“ เรน่า.. ? มีอะไรหรือ.. หรือว่าท่านจ้าวสี่เรียกหาข้า ? “

“ อืม.. ใช่ ท่านจ้าวมีคำสั่งมาว่า งานชุมนุมประลองยอดฝีมือที่ค่ายไนจาอีกเจ็ดวันที่จะถึงสำหรับปีนี้ จะให้ท่านไปเป็นตัวแทนอีกครั้ง.. นี่คือบัตรเชิญ ท่านไปเตรียมตัวออกเดินทางเถิด..”

“ ทราบแล้ว.. ขอบคุณที่มาบอก..”

เรน่าพยักหน้าส่งเสียงดังฮื่อเบาๆในลำคอค่อยหมุนกายจากไป หากหารู้ตัวไม่ว่าตนเองยังคงถูกสายตาของชายหนุ่มจับจ้องมองส่งจนลับตา ในใจของหัวหน้าองครักษณ์หนุ่มคล้ายกับรู้สึกผูกพันธ์ต่อหญิงสาวอยู่ไม่น้อย.. เพียงแต่ดูเหมือนเจ้าตัวเองจะไม่เคยล่วงรู้สึกตัวแม้สักนิด…

……………………………………………

ไพก้อนพร้อมลูกน้องในสังกัดสี่คนแต่งกายด้วยอาภรณ์ชาวบ้านธรรมดาไม่ได้อยู่ในเครื่องแบบ ออกเดินทางมุ่งสู่ค่ายไนจา จวบจนฟ้าพลบค่ำกลางทางจึงแวะเข้าพักในโรงแรมเล็กๆแห่งหนึ่ง คืนนั้นขณะที่เขากำลังจะเคลิบหลับก็ได้ยินเสียงแผดร้องอย่างเจ็บปวดดังขึ้นที่ห้องข้างๆ ชายหนุ่มสะท้านตื่นตัวคว้าทวนคู่มือพุ่งกายรุดไปดู ค่อยพบศพของลูกน้องทั้งสี่นอนตายเกลื่อนอยู่ในห้องพัก มีอยู่คนหนึ่งยังไม่ทันสิ้นใจ ยกนิ้วชี้ออกไปทางหน้าต่างกล่าวด้วยเสียงขาดเป็นห้วงๆ

“ ฝีมือ.. คิ..จิ… ล้างแค้น.. ให้..เรา.. ด้วย..”

สุ้มเสียงตอนท้ายขาดหาย คนคอพับสิ้นใจ ไพก้อนเค้นเสียงทวนคำ “คิจิ” อย่างเคียดแค้น ค่อยทะยานร่างออกไปทางหน้าต่าง โลดแล่นผ่านป่าละเมาะด้านหลังของโรงแรมจนมาถึงลานกว้างหน้าเนินดินแห่งหนึ่ง

ท่ามกลางความมืด บนฟ้ามีเพียงแสงดาวรำไร ร่างสีดำผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่บนเนินดินสูงหันหลังมาทางนี้ ในมือขวาของอีกฝ่ายถืออะไรบางอย่างที่สะท้อนประกายวาววับใต้แสงดาว.. ไพก้อนเพ่งตามองชัด.. ยอดฝีมือเช่นเขาย่อมรู้จักดีว่านั่นคือศาตราวุธเลื่องชื่อลือชาเล่มหนึ่งในแดนดิน… ดาบศิลาเย็น..ที่สร้างจากศิลาน้ำแข็งอันแข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กไหล ..นั่นจึงยืนยันฐานะเจ้าของผู้ครอบครองดาบเล่มนั้น

มันคือ จอมดาบคิจิ อย่างแน่นอน..

“ ท่านคือ..คิจิ..? “
“ ใช่…” เสียงอีกฝ่ายตอบเย็นชา
“ เราไม่เคยมีความแค้นต่อก่อน.. ท่านฆ่าคนของข้าทำไม ? “

คิจิหันกายมาช้าๆ ประกายดาบเย็นเยียบสะท้อนใบหน้าเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปีของเขาจนน่าสะพึงกลัว ในเงามืดแม้มิอาจเห็นใบหน้านั้นชัด หากพอคำนวณเค้าโครงรูปหน้านั้นได้.. นั่นนับว่าเป็นบุรุษหนุ่มรูปงามคนหนึ่งเช่นกัน ..หากแต่เป็นเทพบุตรซาตานเสียมากกว่า… ไพก้อนยามสบตากับอีกฝ่าย อดรู้สึกสะท้านใจมิได้ ..คลื่นพลังที่อีกฝ่ายแผ่ออกมาคุกคามช่างรุนแรงนัก !!

“ นามหัวหน้าองครักษ์ไพก้อนแห่งวังจ้าวพิทักษ์บูรพา ได้ยินมานาน.. ฟังว่าเพลงทวนเก้าฟ้าของท่านร้ายกาจนัก ข้าเพียงอยากรู้ว่า.. เมื่อปะทะกับดาบศิลาเย็นของข้าจะเป็นอย่างไร…”

“ ท่านหมายความว่า..?? “

คิจิเคลื่อนไหวแทนคำตอบ ทะยานร่างสะบัดดาบในมือจู่โจมเข้ามา พลังดาบอันเกรี้ยวกราดรุนแรงคุกคามถึงตัวตั้งแต่คนยังมาไม่ถึง ไพก้อนรีบเบี่ยงตัววูบใช้สองมือกุมทวนมั่นตวัดปลายชี้เฉียงขึ้นใส่อีกฝ่ายที่อยู่กลางอากาศ คิจิพลิกหงายร่างหลบ พอทิ้งตัวลงสู่พื้นค่อยใช้การจู่โจมล่างเลียดดิน

ไพก้อนถอยปราดไปตั้งหลักค่อยร่ายรำทวนจู่โจมใหม่ หากคิจิอันร้ายกาจกลับตั้งรับอย่างสุขุมพลางค้นหาจุดอ่อนของฝ่ายตรงข้ามอย่างรวดเร็ว พลันเห็นประกายดาบเย็นเจิดจ้าขึ้นวูบ แทงเข้าหาไพก้อนดุจสายฟ้า โชคดีหัวหน้าองครักษ์หนุ่มปราดเปรียวรวดเร็ว ด้วยมากประสบการณ์สูงในการต่อสู้ ดังนั้นรีบถอยปราดออกแต่กลางคัน จึงหลบรอดคมดาบพิฆาตอย่างหวุดหวิด หากแต่แม้รอดพ้นเงื้อมหัตถ์มัจจุราช แต่ก็ต้องแลกมาด้วยแผลฉกรรจ์บนต้นแขน

คมดาบยามกรีดผ่าน..โลหิตแดงฉานสาดกระจาย ไพก้อนพอได้รับบาดเจ็บ ความปราดเปรียวรวดเร็วก็ตกฮวบลงเกือบครึ่ง เห็นแน่ชัดว่าต้องเสียทีอาจถึงต้องจบสิ้นชื่อ ยามคับขันจวนเจียน พลันปรากฏร่างสีขาวผู้หนึ่งทะยานเข้ามาคุมประกายดาบเจิดจ้าอีกสายเข้าต้านรับเพลงดาบศิลาเย็นของคิจิ

ฝีมือคนผู้นี้มิใช่ชั่วเลย ไพก้อนพอมีผู้ช่วยจิตใจก็คึกคักมีกำลังใจขึ้นอีกโข สองพลังประสานเสริมกันหนึ่งดาบหนึ่งทวน สอดคล้องกันอย่างเหมาะสม คิจิคล้ายสำนึกว่าต้องเหนื่อยแรงเพิ่มขึ้นโดยมิจำเป็น จึงคร้านที่จะสู้สืบไปอีก แค่นเสียงดังเฮอะเย็นชาในลำคอคำหนึ่ง ค่อยโผกายขึ้นสู่เนินดิน และทะยานร่างจากไป พริบตาก็สาปสูญไร้ร่องรอยไปในความมืด..

ไพก้อนหอบหายใจอย่างอ่อนล้า รีบฉีกชายเสื้อของตนออกมาพันรัดแผลห้ามเลือด ขณะจะหันมากล่าวขอบคุณต่อผู้มีพระคุณที่ยื่นมือมาช่วยเหลือ พลันได้ยินเสียงร้องเรียก “ พี่รอง” ดังเจื้อยแจ้วสดใจ ร่างบางนางอ้อนแอ้นนางหนึ่งถาโถมกายมาทางนี้ อีกฝ่ายพอเข้ามาใกล้ ค่อยเห็นนางเป็นดรุณีน้อยแรกรุ่น ใบหน้าหมดจดจิ้มลิ้มพริ้มเพรา.. ช่างเป็นเด็กสาวที่งดงามยิ่งนางหนึ่งจริงๆ

ชายหนุ่มในชุดขาวผู้ซึ่งยื่นมือเข้าช่วยเหลือไพก้อน เบือนหน้าไปร้องตำหนิเบาๆ

“ อาเทเซีย.. ดื้ออีกแล้วนะ พี่บอกให้คอยนี่นา..แล้ววิ่งตามออกมาทำไม..”

เด็กสาวนามอาเทเซียทำเป็นหูทวนลมอย่างดื้อรั้น ชายหนุ่มชุดขาวสั่นหัวอย่างระอาค่อยสาวเท้าเข้ามา

ไพก้อนทวนชื่อ “ อาเทเซีย “ ในใจอย่างครุ่นคิด ครั้นเห็นใบหน้าของผู้มีพระคุณที่เดินเข้ามาค่อยจดจำได้ ที่แท้ทั้งสองเป็นบุตรธิดาของหัวหน้าค่ายไนจานั่นเอง ชายหนุ่มเบื้องหน้าคือบุตรชายคนรองมีนามว่า “ อาซาย่า” คิดไม่ถึงไม่เจอกันสองปี จากเด็กหนุ่มเติบใหญ่เป็นชายหนุ่มสง่างามฝีมือดี ส่วนเด็กหญิงก็เจริญวัยเป็นเด็กสาวแสนสวยถึงเพียงนี้

การเดินทางไปค่ายไนจาครั้งที่แล้ว แม้ได้พักอยู่ในค่ายเพียงสองสามวัน แต่การไปในฐานะตัวแทนของจ้าวพิทักษ์บูรพาจึงเป็นแขกผู้มีเกียรติที่ได้รับการต้อนรับจากทางค่ายเป็นอย่างดี ทำให้เขาได้รู้จักกับทายาททั้งสองของหัวหน้าค่าย อาซาย่าจัดเป็นเด็กหนุ่มที่ฉลาดมีไหวพริบปฏิพานทั้งยังมีอัธยาศัยดี ส่วนอาเทเซียนั้นเล่าแม้ดื้อรั้นซุกซนไปบ้าง แต่ก็น่ารักช่างเจรจา เขาไม่เพียงได้สนิทกับพี่น้องคู่นี้ ทั้งยังรู้สึกประทับใจและเอ็นดูคนทั้งสองเป็นอย่างยิ่ง

ที่แท้หัวหน้าค่ายไนจาได้รับรายงานว่าตัวแทนของท่านเจ้าพิทักษ์บูรพาเดินทางมา จึงส่งบุตรชายคนรองอาซาย่าออกไปต้อนรับ สำหรับอาเทเซียผู้เป็นน้องสาวคนเล็กแอบขอติดตามมาเที่ยวด้วย อาซาย่าตั้งใจจะไปหาไพก้อนเพื่อเชิญเขามาพำนักค้างคืนที่บ้านรับรองของค่ายไนจาซึ่งอยู่ชานนี้เมืองไปพลางๆ คิดไม่ถึงจะผ่านมาประสบเหตุที่นี่เสียก่อน ถึงกับเป็นความบังเอิญอย่างยิ่ง

จากนั้นทั้งสามก็กลับไปที่โรงแรมด้วยกัน อาซาย่าให้คนไปเชิญหมอมาช่วยใส่ยาทำแผลให้ไพก้อน หลังจากหมอกลับไปแล้ว อาเทเซียก็ชงยาถ้วยหนึ่งยกมาให้เขา บอกว่าหมอสั่งให้ดื่มเพื่อลดอาการอักเสบของแผล

“ ส่วนเรื่องศพผู้ติดตามของท่าน ข้าให้คนไปจัดการให้แล้ว ขอท่านอย่าได้เป็นห่วง…” อาซาย่าบอกให้เขาคลายกังวล

“ ขอบคุณท่านมากทีเดียว…” ไพก้อนกล่าวอย่างจริงใจ

อาเทเซียแย้มยิ้มจนดวงตาสุกใส กล่าวเสียงจริงจัง “ ไม่เป็นไร.. ท่านไพก้อนเป็นแขกสำคัญของเรา ค่ายไนจาสมควรต้อนรับท่านอย่างดี คราวนี้พวกเรามาต้อนรับไม่ทัน ทำให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ท่านไม่ตำหนิเป็นความบกพร่องของเรา นับว่าเป็นพระคุณแล้วเช่นกัน..”

หัวหน้าองครักษ์หนุ่มอดยิ้มกับวาจาฉลาดเฉลียวน่าเอ็นดูของนางมิได้ อาซาย่าสั่นหัวเบาๆโบกมือสั่งให้นางไปนอนได้แล้ว เด็กสาวถึงกับหน้ามุ่ยลง แต่ก็ยอมทำตามคำสั่งพี่ชายแต่โดยดี หลังจากภายในห้องเหลือเพียงสองคน อาซาย่าค่อยเอ่ยถามความเป็นมาของเรื่องที่เกิดขึ้น ไพก้อนเล่าให้ฟังโดยไม่ปิดบัง ทายาทคนรองแห่งค่ายไนจาถึงกับหน้าเคร่งเครียดลง

“ เป็นเจ้าคิจิอีกแล้วหรือ.. คนผู้นี้ช่างอำมหิตไร้เหตุผลจริงๆ ฟังว่าครึ่งเดือนมานี้..มันเที่ยวออกปากท้าเหล่าผู้มีฝีมือไปทั่ว หลังจากได้ชัยก็สังหารคู่ต่อสู้อย่างอำมหิต … ข้ายังไม่เคยเจอมันตัวต่อตัว เพียงได้ยินว่าฝีมือมันร้ายกาจมาก วันนี้นับว่าได้เจอแล้วไม่ผิดคำร่ำลือจริงๆ นับว่าโชคดีที่พวกเราประสานมือกันต่อสู้สองต่อหนึ่ง.. มิฉะนั้นลำพังข้าคนเดียวคงยากจะรับมือมันได้..”

“ คิจิมันฆ่าคนของข้าไปสี่คน.. ข้ารับรองต้องเอาเรื่องมันถึงที่สุด…” ไพก้อนเสียงเครียดสรุปในตอนท้าย

………………………………………

เช้าวันรุ่งขึ้น… ไพก้อนหลังจากชำระค่าที่พักก็ทิ้งจดหมายฉบับหนึ่งไว้ให้อาซาย่าสองพี่น้อง จากนั้นตนเองควบม้าย้อนกลับเมืองหลวงเข้าพบไทอิลที่จวนรับรองจ้าวพิทักษ์บูรพา เวลานั้นไทอิลกำลังสนทนากับคาลาธที่ในสวน ครั้นได้รับรายงานว่าไพก้อนมีเรื่องด่วนขอเข้าพบก็อดแปลกใจมิได้ รีบบอกสาวใช้ให้เชิญเขาเข้ามาพบในศาลาเดี๋ยวนั้นเลย

ไพก้อนสาวเท้าเข้ามาทั้งที่ผ้าพันแผลบนหัวไหล่ยังมีเลือดชุ่มโชกเนื่องจากการรีบเร่งเดินทาง หากกระนั้นก็มิอาจลดทอนแววห้าวหาญทระนงเผยให้เห็นความอ่อนแอแม้แต่น้อย หลังจากน้อมคารวะผู้เป็นนายและคาลาธแล้ว ก็รายงานเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นออกมา ไทอิลรับฟังจนจบค่อยกล่าวว่า

“ ดีแล้วไพก้อนที่รีบกลับมา เรื่องสำคัญเฉพาะหน้าในตอนนี้คือรักษาอาการบาดเจ็บของเจ้าก่อนเถอะ บาดแผลเจ้าไม่น้อยเลย รีบเข้าไปพบหมอในจวนใส่ยาทำแผลเสียก่อนดีกว่า เรื่องจัดการกับเจ้าคิจิค่อยมาปรึกษากันใหม่ก็คงยังไม่สาย ส่วนเรื่องศพของคนของเจ้า ข้าจะให้คนไปจัดการงานศพอย่างสมเกียรติและจ่ายเงินปลอบขวัญกับทางครอบครัวพวกมันเอง.. “

“ ขอบคุณท่านจ้าวสี่…”

“ อืม.. รักษาตัวให้หายดี ถ้ายังไม่หายไม่ต้องมาทำงาน ส่วนเรื่องไปร่วมงานชุมนุมที่ค่ายไนจา แล้วข้าค่อยส่งคนอื่นไปแทน…”

ไพก้อนน้อมกายรับคำสั่ง ไทอิลให้เรน่าช่วยประคองเขาไปที่ห้องพยาบาล คาลาธมองตามเงาหลังของไพก้อน ตั้งแต่ต้นจนจบไม่พูดอะไรสักคำ รอจนอีกฝ่ายจากไปลับสายตา จึงค่อยหันมาทางไทอิล กล่าวพลางครุ่นคิด

“ น่าแปลก.. คิจิหากคิดประลองกับหัวหน้าไพก้อน ทำไมต้องสังหารคนของเขาอีกสี่คนด้วย เหมือนกับอยากกระตุ้นความโกรธแค้นอะไรสักอย่าง ไม่รู้ว่าเรื่องนี้จะมีอะไรอยู่เบื้องหลังหรือไม่…”

“ ข้าก็ไม่เข้าใจ แต่ที่แน่ๆ…มันสังหารคนของตำหนักข้าไปสี่คน กับทำร้ายหัวหน้าองครักษ์ของข้า ก็เท่ากับหยามหยันมาถึงข้า เรื่องนี้ข้าต้องเอาเรื่องเจ้าคิจิ.. ไม่ปล่อยมันไว้แน่…”

คาลาธกลอกตาวูบวาบแล้วยิ้มมุมปากราวกำลังนึกถึงเรื่องสนุกบางอย่างขึ้นมา

“ อืม..ท่านลุงสี่.. เรื่องตัวแทนไปงานประลองที่ค่ายไนจา.. ให้ข้าไปเถอะนะ…”

“ หือ…” ไทอิลหันมามองหน้าเขาอย่างประหลาดใจ “ อะไร..เจ้าคิดจะไปเองหรือ.. ปกติเจ้าไม่ค่อยชอบเรื่องต่อยตีประลองฝีมือนี่นา อีกอย่างขืนเอาฐานะของเจ้าไปร่วมงานชุมนุมยอดฝีมือแบบนั้น เจ้าชายต้องทรงไม่พอพระทัยข้าแน่ๆ หากให้เจ้าไปข้าคงต้องไปขออนุญาตเจ้าชายกับองค์ฟาลอสก่อน เวลาก็กระชั้นชิดแบบนี้ข้าจะจัดการทันได้ที่ไหน .. ไม่ล่ะ.. องค์ฟาลอสน่ะไม่เท่าไหร่.. แต่เกรงที่สุดก็เจ้าชายนี่แหล่ะ ถ้าเขาเอาเรื่องโกรธข้าขึ้นมาข้าคงปวดหัวตายแน่…”

“ เหอะน่า.. ข้ารับผิดชอบเอง.. อีกอย่างระหว่างนี้ข้าก็อยู่เฉยๆ หากท่านเกรงว่าถ้าข้าไปในฐานะผู้พิทักษ์องค์รัชทายาทแล้วจะมีปัญหาตามมา ท่านก็มอบตำแหน่งอะไรในตำหนักพิทักษ์บูรพาให้ข้าไปสักตำแหน่งสิ..”

ไทอิลได้แต่ฝืนยิ้ม.. เพียงแต่สำหรับหลานศิษย์คนโปรดผู้นี้ เรื่องใดที่เขาประสงค์มีหรือที่ไทอิลจะขัดขวางได้สักครั้ง..!!

………………………………………………………..

เย็นวันนั้นไทอิลนั่งอ่านเอกสารราชการอยู่ในห้องทำงาน เรน่ายกเครื่องดื่มบำรุงมาให้ผู้เป็นนาย ไทอิลถามถึงอาการของไพก้อนเรน่าบอกว่าอาการของเขาตอนนี้ดีขึ้นแล้ว เพียงแต่หมอยังสั่งให้เขาต้องพักผ่อนมากๆและดื่มยาลดอักเสบให้ครบชุด ภายในสามวันก็คงกลับมาทำงานได้ตามปกติ

สนทนาถึงตอนนั้นพลันได้ยินเสียงหัวเราดังคิกคัก เห็นเทย่าวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มร่าเริง ราวกับพบเรื่องถูกใจใดมา

“ นายท่าน..ทายสิว่าใครมาขอเข้าพบ..”

ไทอิลประหวั่นใจทุกครั้งที่เห็นรอยยิ้มมีเลศนัยของสาวใช้จอมซุกซนคนนี้ของเขา ไม่อยากนึกไม่อยากทายว่าจะเป็นเรื่องใด เพราะรู้ดีว่าต้องเป็นเรื่องที่สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าแก่เขาอย่างแน่นอน และแล้วก็เป็นไปดังคาด.. สักครู่เห็นเด็กสาวในชุดเครื่องแบบสาวใช้ของจวนขุนนางชั้นผู้ใหญ่นางหนึ่งเดินเข้ามา เขาจำได้ทันทีว่าอีกฝ่ายคือสาวใช้ประจำตัวของ..ท่านหญิงไอเรียล ..บุตรีเสนาบดีฝ่ายกลาโหมที่ชื่อวาวา นั่นเอง

ไทอิลพอเห็นนางก็รู้สึกท้องไส้ปั่นป่วนอย่างยิ่ง ลอบเบือนหน้าเข้าฝาแล้วทอดถอนใจ วาวาย่อกายลงคารวะเขาด้วยความเคารพอย่างชดช้อย แสดงให้เห็นถึงกิริยามารยาทีถูกฝึกหัดมาอย่างดีจากจวนขุนนางชั้นผู้ใหญ่

“ วาวา..คารวะท่านจ้าวสี่..”

ไทอิลได้แต่หันหน้ากลับมา รีบฝืนปั้นสีหน้าให้เป็นปกติ โบกมือเล็กน้อย “ ตามสบายเถอะ..เจ้าอุตส่าห์มาถึงนี่มีธุระอะไร..”

“ คือว่า.. ท่านหญิงไอเรียลของเราให้บ่าวนำบัตรเชิญมามอบแก่ท่าน ..อีกสามวันที่จะถึงเป็นวันเกิดของท่านหญิงเรา ท่านหญิงให้กำชับมาว่า.. ท่านต้องไปให้ได้นะคะ…”

ดีที่นางก้มหน้ารายงาน..ด้วยตามมารยาท..ผู้น้อยจะไม่จับจ้องมองหน้าผู้มีฐานะสูงกว่า เพราะนั่นจะกลายเป็นการออกคำสั่งซึ่งถือว่าไร้มารยาท.. เพียงแต่วาจาที่ท่านหญิงไอเรียลให้มาถ่ายทอดนี้..ว่าไปแล้วมันก็เหมือนคำสั่งดีๆนั่นแหล่ะหนอ

ไทอิลกล่าวแบ่งรับแบ่งสู้ ว่าหากไม่ติดธุระสำคัญจริงๆก็จะพยายามไปให้ได้ ครั้นวาวาอำลากลับไป ชายหนุ่มถึงกับทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างอ่อนอกอ่อนใจ กลอกตาขบคิดอยู่พักใหญ่ค่อยหันมาทางสาวใช้คู่ใจทั้งสอง

“ พวกเจ้าช่วยข้าหน่อยนะ.. ช่วยจัดเตรียมของขวัญดีๆอะไรสักชิ้น..แล้วไปเป็นตัวแทนข้าในงานวันเกิดท่านหญิงด้วย..”

“ อ้าว.. แล้วนายท่านจะไม่ไปด้วยหรือคะ ? “ เรน่าโพล่งถามเสียงสูงอย่างประหลาดใจ หากสีหน้าแกมล้อเลียนนิดๆ

“ อืม.. คงไปไม่ได้หรอก.. ข้าต้องไปร่วมงานชุมนุมยอดฝีมือที่ค่ายไนจา.. งานนี้คงสำคัญกว่า ฝากพวกเจ้าช่วยอธิบายท่านหญิงให้เข้าใจด้วยก็แล้วกัน…”

เทย่าคนช่างแซวหัวเราะคิกคัก ยิ้มอย่างซุกซนกล่าวเชิงล้อ

“ ว่าไปแล้วนะ.. ท่านหญิงไอเรียลงดงามน่ารัก ทั้งยังเป็นกุลธิดาจากตระกูลขุนนางชั้นผู้ใหญ่.. นางชื่นชมท่านเพียงไหนจนใครๆต่างก็รู้ แล้วทำไมหนอ.. ท่านจ้าวสี่ของพวกเราจนบัดนี้จึงยังไม่เคยใจอ่อนยอมรับน้ำใจจากนางเสียที..”

“ อืม.. ข้า..” ไทอิลอ้ำอึ้งอธิบายเหตุผลไม่ได้ สองสาวใช้แสนสวยคู่ใจถึงกับยกมือปิดปากหัวเราะคิกชอบใจ ที่ได้เห็นสีหน้ากระดากกระเดื่องซึ่งนานๆครั้งจะปรากฏบนใบหน้าอันห้าวหาญคมคายของแม่ทัพหนุ่มคู่บัลลังก์ผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้

…………………………………………………….

ไทอิลไม่อยากไปร่วมงานชุมนุมยอดฝีมือที่ค่ายไนจาก็ต้องมีเรื่องบีบให้ไปจนได้ เขาตะบึงม้าออกจากเมืองหลวงเร่งฝีเท้าจนทันกับคาลาธที่ล่วงหน้าไปก่อนเพียงไม่นาน อีกฝ่ายพอทราบสาเหตุที่ทำให้เขาต้องรุดตามมาถึงกับอดหัวเราะมิได้

“ ฮ่า ฮ่า.. เชื่อแล้วว่าท่านหญิงไอเรียลช่างยิ่งใหญ่เสียเหลือเกิน ค่ายไนจาส่งบัตรเชิญมาให้ท่านตั้งหลายครั้ง ไม่เคยเชิญท่านได้สำเร็จ.. คิดไม่ถึงเพียงแค่บัตรเชิญของท่านหญิงใบเดียวก็สามารถไล่ท่านออกมาได้แล้ว.. ช่างน่าขันจริงๆ.. ฮ่า ฮ่า..”

ไทอิลหัวเราะไม่ออก ขณะจะกล่าวอะไรพลันปรากฏคนชุดดำคลุมหน้าเกือบสิบคนทะยานร่างลงมาจากบนต้นไม้ที่ซุ่มซ่อนตัวอยู่ ทิ้งกายลงขวางล้อมรอบม้าของคนทั้งสองไว้ ชายหนุ่มทั้งสองสบตากันวูบหน้าเคร่งเครียดลง มิทันจะเอ่ยปากถามไถ่สาเหตุ ทั้งหมดก็ต่างพากันชักอาวุธโดยพร้อมเพรียงจู่โจมเข้ามาฟันใส่ขาม้าที่พวกเขานั่งอยู่

อาชาทั้งสองแผดเสียงร้องอย่างเจ็บปวด ก่อนทรุดฮวบ.. ไทอิลกับคาลาธโผกายทะยานลงจากหลังม้า ใช้มือเปล่าไร้อาวุธเข้าต่อสู้ชิงดาบจากคนร้ายสองคนแล้วย้อนคมดาบคืนสนองฟันใส่พวกมัน…

สิบคนชุดดำคลุมหน้าแม้เป็นขบวนมือสังหารที่ถูกฝึกมาอย่างดี แต่เมื่อเปรียบกับยอดฝีมือเช่นไทอิลและคาลาธกลับเหมือนน้ำเพียงหยิบมือมิอาจสยบกองไฟใหญ่ พวกมันเพียงแค่จู่โจมสังหารม้าตอนที่พวกเขาไม่ทันตั้งตัวเท่านั้นหากไม่สามารถทำอะไรเขาทั้งสองได้แม้แต่น้อย เพียงไม่กี่นาทีต่อมา.. คนร้ายก็ถูกสังหารล้มลงกว่าครึ่ง ที่เหลือเห็นต่อสู้ไม่ได้ค่อยส่งสัญญาณต่อกันแล้วโผกายหลบหนีไป

ไทอิลบอกคาลาธไม่ต้องติดตาม จากนั้นหันมาสำรวจดูศพผู้ตายที่นอกอยู่บนพื้น หลังจากตรวจค้นในเสื้อของพวกมัน ค่อยพบป้ายไม้ไผ่ทาสีเขียวซุกอยู่ในอกเสื้อของพวกมันทุกคน

“ สัญลักษณ์ของหุบเขาไผ่เขียว..” ไทอิลพึมพำ “ เราไม่เคยมีความแค้นใดกับพวกมัน มันลงมือใส่เราทำไมกันนะ..”
“ อืม..หรือว่า…”

คาลาธกลาวอย่างครุ่นคิด…ไทอิลเงยหน้าขึ้นรอฟัง.. หากแต่ที่พบเห็นคือดวงตากลอกกลิ้งปนยิ้มสัพยอกของอีกฝ่าย

“ บางที.. ข้าว่านะ..หุบเขาไผ่เขียวอาจมีธิดาแสนสวยอยากเชิญท่านไปร่วมงานวันเกิดของนางเหมือนกับท่านหญิงก็ได้..จึงส่งพวกมันออกมาต้อนรับ..”

นึกแล้ว..เอาจนได้เชียว… !
ผู้อาวุโสกว่าถอนใจพลางปรายสายตาดุใส่

“ เจ้าเนี่ยนะ..เกิดเรื่องแบบนี้ยังมีใจมาพูดเล่นอีก.. ไปกันเถอะฟ้าจะค่ำมืดแล้ว.. เราคงต้องหาที่พักกันก่อน พรุ่งนี้ค่อยหาซื้อม้าตัวใหม่ออกเดินทางกันต่อ..”

……………………………………..









จาก : kjb - 25/01/2001 12:32

ข้อความ : มีสู้กันแล้ว มันส์ดีครับ การอธิบายความเป็นมาของตัวละครละเอียดดีครับ จะรออ่านตอนต่อไปนะครับ

จาก : Fic T. - 25/01/2001 16:01

ข้อความ : ชื่อตะวันตกแต่บรรยากาศจีนนิ..

เจ๋งขรับๆๆๆๆ


จาก : ioroid - 25/01/2001 20:08

ข้อความ : อ่านดูแล้วมีรู้สึกเหมือนกำลังดูหนังแบบ หนังจีนกำลังภายใน ราชวงศ์แมนจู ยุทธจักรบู้ลิ้ม จำพวกนั้นจริงๆค่ะ ^-^;;

จาก : Alicia - 25/01/2001 23:22

ข้อความ : โอ แต่งได้เก่งจริงๆๆ นับถือๆ

จาก : illusion - 26/01/2001 10:25

ข้อความ : ขอบคุณมากค่ะ..แหมโดนชมจนเขินเลย
เพียงแค่มีคนอ่านก็ดีใจแล้วล่ะ
นึกว่าจะไม่มีใครมาอ่านซะอีก
ความจริงตอนนี้พิมพ์ถึงตอนที่ 21 แล้วค่ะ
แต่จะทะยอยมาลง ครั้งละ 2-3 ตอน/ 2 วันนะ
เพราะมีคน comment ว่าเรื่องนี้ผูกเรื่องซับซ้อนมาก ถ้าอ่านไม่ติดต่อกัน
หรือขาดช่วง..จะอ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง
แล้วไว้ว่างๆจะเอาบทความพิเศษของเรื่องนี้ที่เขียนไว้มาให้อ่านกันด้วยค่ะ
ส่วนเรื่อง irc นั้น ขอโทษจริงๆค่ะ เล่นไม่เป็นจริงๆ ไม่เคยหัดเล่นค่ะ... :P

จาก : kjb - 27/01/2001 02:01

Comment เกี่ยวกับ Fiction ตอนนี้
ชื่อ :
Email :
ICQ :
โฮมเพจ :
ข้อความ :


Pocket WebBoard Fiction แห่งนี้ใช้บริการของD'Server
Hosted by www.Geocities.ws

1