|
หัวข้อ : ** เทพบุตรผู้พิทักษ์ ตอนที่ 2 + ตอนที่ 3 **** ข้อความ : ================================================================== ตอนที่ 2 เจ้าชายรัชทายาท .... : ราตรีคืนนี้ท้องฟ้าดารดาษด้วยดวงดาว บนศาลากลางน้ำภายในเขตอุทยานวังรัชทายาท.. ซาทากะนั่งอ่านหนังสืออยู่ใต้โคมไฟ ยามนั้นชิรินเดินเข้ามาส่งเสียงทักทาย แล้วทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ด้านตรงข้ามโดยไม่รอให้น้องชายเอ่ยชวน น้องสาม.. ตั้งแต่กลับมาเจ้าพบเจ้าชายบ้างไหม ? ยัง.. อีกฝ่ายตอบเสียงเรียบ สายตายังคงอยู่ที่หนังสือ ได้ยินว่าเขาเข้าวังหลวงไปเข้าเฝ้า ชิรินกล่าวด้วยสีหน้าทอแววกังวล นี่ก็ดึกจะเที่ยงคืนแล้ว.. เขาอาจค้างคืนในวังก็ได้นี่นา แต่ถ้าค้าง.. ปกติเขาก็ต้องให้คนมาบอกต่อพวกเราก่อน ซาทากะพลันถอนใจ ช้อนตาขึ้นมองพี่ชาย ท่านคิดว่าพวกเราเข้มงวดกับเขามากเกินไปไหม.. ปีนี้เขาอายุสิบหกปีเต็มแล้ว.. อาจารย์ตอนอายุเท่าเขาก็ขึ้นครองบัลลังก์แล้ว ข้าคิดว่า..เจ้าชายทรงโตเป็นผู้ใหญ่แล้วนะ.. ท่านปล่อยให้เขาทำอะไรตามลำพังเป็นอิสระบ้างเถอะ เอ่ยถึงตอนนี้ปรากฏองครักษ์ผู้หนึ่งเข้ามารายงานว่าเจ้าชายเมราซัสเวด็จกลับมาแล้ว ทั้งยังมีพระอาการ อารมณ์เสีย สองขุนพลผู้พิทักษ์สบตากันวูบ ซาทากะได้แต่รีบปิดหนังสือ ผุดลุกขึ้นสาวเท้าตามพี่ชายที่ก้าวยาวๆนำหน้ารุดไปยังตำหนักที่ประทับของเจ้าชายรัชทายาทแล้ว ทั้งสองมาถึงหน้าห้องบรรทม ชิรินผลักเปิดประตูเข้าไป ค่อยเห็นเด็กหนุ่มในอาภรณ์งามหรูสมศักดิ์แห่งราชฐานะผู้หนึ่ง กำลังนอนพาดก่ายหน้าผากอยู่บนเตียง ท่าทางเหมือนครุ่นคิดหนักแบกโลกทั้งโลกไว้ก็ไม่ปาน เจ้าชาย.. ทรงเป็นไรไป.. ชิรินส่งเสียงเรียกอ่อนโยน เด็กหนุ่มผู้นั้นผุดลุกขึ้นนั่งหันหน้ามาทางนี้ ร่างสูงประทับนั่งตัวตรงดูเจริญวัยกว่าเด็กหนุ่มอายุสิบหกปีทั่วไปเกือบสามสี่ปี เห็นวงพักตร์อ่อนเยาว์ขาวคมคาย ดวงเนตรคมปลาบเปล่งประกายอำนาจเกาะกุมจิตใจให้ยอมสยบ องคาพยพทุกส่วนคมสัน พระขนงเรียวและดกเข้มสะดุดตา.. เกศาสีดำสนิทยาวผูกมัดเป็นท่อนพาดบนพระอังสา วรองค์ซึ่งประทับเป็นสง่าอยู่บนแท่นบรรทม หล่อเหลาองอาจราวรูปปั้นแห่งองค์เทพเจ้าก็มิปาน พักตร์คมคายยามนี้บูดบึ้ง เช่นนี้ค่อยยังมีแววเป็น เด็ก หลงเหลือให้เห็นออกมาบ้าง พี่ใหญ่ พี่สาม ท่านต้องช่วยข้านะ.. แม้อีกฝ่ายจะมีฐานะเป็นขุนพลผู้พิทักษ์ แต่อยู่ร่วมกันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย อย่าว่าเจ้าชายไม่มีพระเชษฐาหรือพระอนุชาแม้แต่องค์เดียว ดังนั้นจึงให้ความรักและเคารพพวกเขาเสมือนพี่ชายร่วมสายพระโลหิต เช่นเดียวกับความรู้สึกที่พวกเขามีต่อเจ้าชาย.. ไม่ใช่ความรู้สึกรักปกป้องตามหน้าที่ ..หากแต่นี่คือความผูกพันอันลึกล้ำ ที่ออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ ที่บุคคลภายนอกไม่ว่าใครก็ไม่อาจเข้าใจ.. ทำไมอารมณ์ไม่ดี.. ซาทากะนั่งลงยื่นมือกุมพระหัตถ์ ถามอย่างห่วงใย ใครขัดพระทัยเอาหรือ.. จะมีใครเสียอีก.. ก้อพระบิดาน่ะสิ.. เจ้าชายน้อยรับสั่งอย่างขุ่นเคือง พวกท่านดูเอาเถอะ.. เขาให้ข้าหมั้นหมายกับเจ้าหญิง นาเฟอเรีย แห่งวังสุริยัน โดยไม่เคยบอกข้า ไม่เคยถามความสมัครใจของข้าแม้แต่น้อย.. แบบนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน พอทราบว่าที่แท้เป็นเรื่องใด ชิรินอดยิ้มออกมามิได้ ทรุดนั่งลงข้างพระวรกายอีกด้านหนึ่ง กล่าวปลอบโยน อาจารย์ทรงมีท่านเพียงองค์เดียว.. ข้าเชื่อว่าการเลือกคู่ให้ท่าน คงต้องผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบแน่นอน ได้ยินมาว่า..วังสุริยันแห่งราชสกุลไคจินป็นแม้เป็นเชื้อพระวงศ์ห่างๆ แต่ก็สืบเชื้อสายส่วนหนึ่งมาจากองค์เทพเจ้าเช่นกันเช่นกัน เจ้าหญิงนาเฟอเรียองค์นี้ฟังว่าพระชนม์ยังเยาว์ หากแต่พระสิริโฉมงดงาม ฉลาดปราดเปรื่อง เจนจบอักษรศาสตร์และยุทธศาสตร์มีฝีมือล้ำเลิศเหนือชาย.. ทอดตาทั่วแผ่นดิน คาดว่าคงมีเพียงพระนางแล้วที่คู่ควรเสมอน้องท่าน หึ..ถ้าหากว่าไม่มีสตรีนางใดเหมาะสมกับข้าเท่านาง ถ้าเช่นนั้น..ข้าก็ไม่ขอแต่งงานเลยดีกว่าชั่วชีวิต ตั้งแต่เล็กจนโตข้าได้ยินแต่ชื่อ ไม่เคยเห็นหน้าค่าตาของนางมาก่อน ถึงแม้พวกเราจะเป็นลูกพี่ลูกน้องกันก็ตามทีเถอะ พี่ชายเอย.. ท่านได้ยินแต่สิ่งดีๆของนาง แต่มีอีกด้านหนึ่งที่ท่านเคยได้ยินหรือไม่.. ฟังว่าเจ้าหญิงนางนี้ ทั้งซุกซนและดื้อรั้นเอาแต่ใจตนเองเป็นที่สุด ชิรินนึกในใจ นั่นสินะ.. ช่างเหมือนกับท่านเหลือเกิน.. แล้วจะไปด้วยกันได้ไหมเนี่ย หากแต่ไม่ได้พูดออกมา ยิ้มเล็กน้อยปลอบโยนต่อไปว่า ก็นางยังเด็กอยู่.. แล้วนี่ก็ยังเป็นเพียงกันหมั้นหมายกันเท่านั้น.. ยังอีกนานกว่าจะแต่งงาน.. ท่านอย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้เลย เจ้าชายค่อยๆคลายพระอารมณ์ขุ่นมัวลง นิ่งเงียบไปพักใหญ่ ค่อยเปลี่ยนเรื่องคุย จริงสิ.. ไป เที่ยวซะหลายวัน.. สนุกหรือไม่.. สนุกมาก.. เสียดายที่ท่านไม่ได้ไปด้วย.. อืม.. ออกไปนอกวังคราวนี้ ได้ยินเรื่องราวของพรรคเบญจพิษที่อาละวาดอยู่ตอนนี้บ้างไหม ซาทากะตอบเสียงเรียบ ออกไปกลางทะเล มีแต่เสียงนกนางนวล กับปลาในน้ำที่มันพูดไม่ได้ ชิรินกระตุกยิ้มมุมปากกับคำตอบที่สวนกลับของน้องชาย โชคดีที่เจ้าชายไม่ทรงถือสา จากนั้นค่อยฉุกใจคิด แล้วท่านไปได้ข่าวเหล่านี้มาจากไหน.. อย่าบอกนะว่า..ระหว่างที่พวกเราไม่อยู่ท่านแอบ เจ้าชายร้อนองค์ขึ้นทันใด รีบทำเป็นอ้าพระโอษฐ์หาวหวอดๆ โอย.. ดึกมากแล้วสิเนี่ย ชักง่วงล่ะสิ.. ประเดี๋ยวก่อน..อย่าเพิ่งบรรทม เฮ้อ.. มีอะไรไว้ค่อยคุยต่อพรุ่งนี้นะ วันนี้โมโหมากไปหน่อย.. ก้อเลยง่วงหนัก.. ข้านอนล่ะนะ.. ตรัสจบก็มุดองค์เข้าใต้ผ้าห่ม ชิรินได้แต่ถอนใจแล้วส่ายหัว.. ส่วนซาทากะอมยิ้มอย่างนึกขัน.. . เช้าวันรุ่งขึ้น..ขณะเจ้าชายเมราซัสกำลังทรงอ่านหนังสืออยู่ในห้องทรงพระอักษร องครักษ์ผู้หนึ่งเข้ามาทูลรายงานว่า เจ้าพิทักษ์บูรพา..ท่านไทอิล ขอเข้าเฝ้า.. เจ้าชายพยักพักตร์อนุญาต สักครู่ค่อยปรากฏร่างสูงใหญ่บึกบึนของบุรุษในชุดนายทหารชั้นผู้ใหญ่ สาวเท้าเข้ามา ค้อมกายยกมือขวาขึ้นแตะไหล่ซ้ายน้อมถวายบังคม เจ้าชายน้อยเพ่งมองเขานับตั้งแต่ก้าวเข้ามาในห้อง เค้าใบหน้าคมสันแฝงแววห้าวหาญ มุมปากที่ประดับรอยยิ้มนุ่มนวล..ทั้งหมดล้วนเป็นเค้าลักษณ์อันคุ้นเคยสำหรับพระองค์มาตั้งแต่ทรงเยาว์พระวัย ตามสบาย..เถิดท่านลุงสี่ ใบหน้าและบุคลิกของไทอิลว่าไปแล้วยังดูอ่อนเยาว์กว่าอายุสามสิบสามปีเสียอีก เขาเกิดปีเดียวกับองค์ฟาลอส เพียงแก่เดือนกว่าเล็กน้อย เขาเป็นน้องเล็กร่วมสาบานแห่งสี่แม่ทัพคู่บัลลังก์ ต่อมาเมื่อองค์ฟาลอสได้สาบานร่วมกับแม่ทัพทั้งสี่เมื่อครั้งก่อนที่จะนำทัพเข้าต่อสู้กับกบฏ .. ด้วยเหตุนี้.. ไทอิลจึงต้องถูกองค์ราชโอรสและศิษย์ของฟาลอสเรียกเขาเป็น ลุงสี่ ทั้งที่เขายังหนุ่มแน่นถึงเพียงนี้ แต่เขาก็รู้สึกชินแล้ว.. ทั้งยังน้อมรับด้วยความยินดี .. ท่านลุงมาหาข้าแต่เช้ามีเรื่องใดมิทราบ ได้ยินมาว่าเมื่อคืนทรงมีเรื่องกับพระบิดา..? เฮอะ.. เขาคงเล่าท่านฟังแล้วกระมัง เจ้าชาย.. พระบิดาทรงรักท่านมาก.. ที่ทำไปก็เพื่อท่าน.และ หวังดีต่อข้า.. เจ้าชายรับสั่งต่อให้อย่างประชด ไทอิลยิ้มเล็กน้อย ฟังออกว่าพระอารมณ์ยังไม่ ใส ซะทีเดียว ทั้งยังเริ่ม ขุ่น อีกแล้ว เอาอย่างนี้เถอะ.. อย่าเอ่ยถึงเรื่องนั้นอีกเลย บ่ายวันนี้ข้าพระองค์คิดว่าจะออกไปขี่ม้าล่ากวางกัน ..เจ้าชายสนพระทัยไหม.. ไม่สน.. เจ้าชายตรัสห้วนกางหนังสือออกเปิดอ่านต่อ ไม่ว่าง ไทอิลส่วยหน้าแล้วยิ้มอย่างเอ็นดู ไม่ได้ถือสาเป็นอารมณ์ ..ค่อยขอทูลลาล่าถอยออกมา เพิ่งผ่านสวนดอกไม้ข้างตำหนัก สวนทางกับคาลาธที่เดินสวนมา ทั้งสองยิ้มทักทายกันอยางสนิทสนม แล้วเดินสนทนามาด้วยกัน ซึ่งเรื่องสนทนาในตอนแรกนั้นเป็นเกี่ยวกับการหมั้นหมายระหว่างเจ้าชายกับเจ้าหญิงนาเฟอเรีย.. แต่คุยไปคุยไปสุดท้ายมิทราบวกเข้ามาในเรื่องลูกสุนัขของเขาที่เพิ่งคลอดได้อย่างไร . .. ================================================================== ตอนที่ 2 เจ้าพิทักษ์บูรพา .... อันที่จริงตำหนักจ้าวพิทักษ์บูรพาอยู่ที่เมืองนาเปสอันเป็นเมืองหน้าด่านทางตะวันออกของโอเมรอส แต่ไทอิลนานครั้งจะกลับตำหนักของตน หากแต่มอบอำนาจให้นายทหารคนสนิทดูแล ตัวเขาส่วนมากจะพำนักอยู่ในเมืองหลวง เพราะองค์ฟาลอสทรงชอบเรียกใช้เขามากที่สุด ประกอบกับเขาไม่มีครอบครัว และองค์ฟาลอสเองก็ทรงเป็นหม้ายมานาน ยังไม่นึกสนพระทัยจะแต่งตั้งพระมเหสีใหม่เพื่อมาดำรงตำแหน่งพระแม่เทวีแห่งวังหลังเสียที จึงได้จ้าวพิทักษ์บูรพาไทอิลผู้นี้แหล่ะ เป็นพระสหายใกล้ชิดได้คอยช่วยงานราชการ และเป็นพระสหายชวนคุยชวนฝึกซ้อมอาวุธในยามว่าง บางครั้งก็ปลอมพระองค์ออกประพาสเยี่ยมเหล่าราษฎรด้วยกัน.. จวนรับรองจ้าวพิทักษ์บูรพาในเมืองหลวงปลูกสร้างอยู่ไม่ไกลจากวังหลวงและวังรัชทายาทนัก ทั้งยังมีอาณาบริเวณกว้างขวางพอสมควรสมศักดิ์ฐานะแห่งแม่ทัพคู่บัลลังก์ วันนี้ไทอิลพอกลับถึงจวนรับรอง ก็ปรากฏหญิงสาวเยาว์วัยหน้าตาสวยคมขำสองนางแย้มยิ้มดาหน้าออกมาทักทาย หญิงสาวทางซ้ายหน้าหวาน กิริยานุ่มนวลอ่อนโยน มีนามว่า..เรน่า ส่วนหญิงสาวทางขวาหน้าคมผิวคล้ำกว่าเล็กน้อย แววตาดูดื้อรั้นและเอาเรื่อง มีนามว่า.. เทย่า .. ทั้งสองเป็นหญิงรับใช้ประจำตัวของเขาเอง.. หากแต่เพราะอยู่กันมานาน ..นับตั้งแต่พวกนางยังเป็นเด็กหญิง.. อย่าว่านิสัยของไทอิลเป็นคนใจดีไม่ถือตัว ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างนายกับบ่าว จึงสนิทสนมกันราวพี่ชายกับน้องสาว นายท่านกลับมาพอดี.. เมื่อสักครู่.. ปีนี้ทางค่ายไนจาส่งบัตรเชิญมาอีกแล้ว เทย่ารายงานพร้อมยื่นบัตรแข็งสีน้ำตาลส่งให้เขา แล้วปีนี้ท่านจะไปเองหรือส่งตัวแทนไปอีก.. บ่าวจะได้จัดเตรียมให้ อืม.. ชายหนุ่มถอนใจอย่างเบื่อหน่าย ค่ายไนจาเป็นหนึ่งในห้าสำนักฝึกวิชาที่มีชื่อเสียงที่สุดในแผ่นดินแห่งยุคนี้ ทั้งยังได้รับการยกย่องนับถือจากเหล่าผู้มีฝีมือทั่วหล้าให้เป็นผู้นำในการกระทำกิจกรรมต่างๆ ทุกสองปีเหล่าผู้มีฝีมือจะนัดพบปะกันเพื่อร่วมวิจารณ์และแลกเปลี่ยนความรู้ประลองฝีมือกันครั้งหนึ่ง และปีนี้ค่ายไนจาก็รับเป็นเจ้าภาพในการจัดงานเช่นเดิม ค่ายไนจาตั้งอยู่ที่เมืองเกปัน ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองหลวง ห่างจากเมืองหลวงเพียงร้อยกว่าเซลลิเท่านั้น ( 1 เซลลิเท่ากับประมาณครึ่งกิโลเมตรเศษๆ ) หัวหน้าค่ายไนจาเป็นยอดฝีมือผู้มีคุณธรรม ไทอิลเลื่อมใสคนผู้นี้ เพียงแต่เขาไม่ค่อยความเอิกเกริกของงานใหญ่ที่ต้องปั้นหน้าขรึมวางท่าสำรวมต่อหน้าเหล่าคนดังๆในแผ่นดิน ว่าแต่..หากไปในฐานะนักท่องเที่ยวที่ไม่มีใครรู้จักก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ฐานะจ้าวพิทักษ์บูรพาของเขาย่อมมีคนรู้จักมากมาย แน่นอน..เขารู้.. หัวหน้าค่ายไนจาเชิญเขาไปเพื่อเป็นเกียรติกับงาน มากกว่าที่จะเชิญเขาไปเพื่อร่วมประลองฝีมือ เช่นนั้นจะมีความหมายอะไร.. กับการที่แค่ไปนั่งเป็นประธานในงานเท่านั้น.. น่าเบื่อเป็นที่สุด บังเอิญปีนี้ข้าไม่ว่างอีกแล้ว.. ปีที่แล้วให้ไพก้อนไป ปีนี้ก็ให้เขาไปแทนอีกก็แล้วกัน เรน่า.. ฝากไปบอกเขาทีเถอะ.. ไพก้อนที่เอ่ยถึงย่อมเป็นยอดฝีมือหนุ่มที่มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าองครักษ์ตำหนักจ้าวพิทักษ์บูรพาของเขานั่นเอง คนผู้นี้ติดตามเขามาหลายปี ไม่เพียงสัตย์ซื่อจงรักภักดีทั้งยังมีจิตใจห้าวหาญเปี่ยมคุณธรรม ทุกครั้งที่มีงานสำคัญไทอิลจึงชอบมอบหมายให้ไพก้อนไปจัดการแทนเขาเสมอ.. เรน่าส่งเสียงรับคำ ค่อยหันกายไปตามหาไพก้อน หญิงสาวรู้ว่าเขาเวลานี้มักอยู่ที่ไหน ลานสนามหญ้าหลังจวน..มักเป็นสถานที่ที่เขาชอบไปฝึกอาวุธที่นั่นยามว่างตอนบ่ายแก่ๆเช่นนี้ ไพก้อนเป็นชายหนุ่มใบหน้าคมเข้มอายุประมาณยี่สิบเศษๆไม่เกินยี่สิบห้า รูปร่างสูงใหญ่กล้ามเนื้อบึกบึน ผมสีน้ำตาลแก่มัดเป็นท่อนยาวห้อยถึงกลางหลัง อาวุธคู่มือที่เขาถนัดที่สุดคือทวนยาว แล้วเวลานี้เขาก็กำลังฝึกทบทวนเพลงทวนคู่มือของเขาอยู่ เสียงทวนยาวยามหวดฝ่าอากาศบังเกิดเป็นพลังคลื่นแผ่กระจายออกรอบทิศทาง เรน่าต้องยืนคอยอยู่ห่างๆ รอจนเขาร่ายทวนจบจึงค่อยเดินเข้าไปทักทาย หัวหน้าองครักษ์ไพก้อน.. ชายหนุ่มเหลียวหน้ามามองนางอย่างประหลาดใจแกมยินดี คล้ายกับคาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายอยู่ๆก็จะปรากฏกายขึ้นตรงหน้า เรน่า.. ? มีอะไรหรือ.. หรือว่าท่านจ้าวสี่เรียกหาข้า ? อืม.. ใช่ ท่านจ้าวมีคำสั่งมาว่า งานชุมนุมประลองยอดฝีมือที่ค่ายไนจาอีกเจ็ดวันที่จะถึงสำหรับปีนี้ จะให้ท่านไปเป็นตัวแทนอีกครั้ง.. นี่คือบัตรเชิญ ท่านไปเตรียมตัวออกเดินทางเถิด.. ทราบแล้ว.. ขอบคุณที่มาบอก.. เรน่าพยักหน้าส่งเสียงดังฮื่อเบาๆในลำคอค่อยหมุนกายจากไป หากหารู้ตัวไม่ว่าตนเองยังคงถูกสายตาของชายหนุ่มจับจ้องมองส่งจนลับตา ในใจของหัวหน้าองครักษณ์หนุ่มคล้ายกับรู้สึกผูกพันธ์ต่อหญิงสาวอยู่ไม่น้อย.. เพียงแต่ดูเหมือนเจ้าตัวเองจะไม่เคยล่วงรู้สึกตัวแม้สักนิด ไพก้อนพร้อมลูกน้องในสังกัดสี่คนแต่งกายด้วยอาภรณ์ชาวบ้านธรรมดาไม่ได้อยู่ในเครื่องแบบ ออกเดินทางมุ่งสู่ค่ายไนจา จวบจนฟ้าพลบค่ำกลางทางจึงแวะเข้าพักในโรงแรมเล็กๆแห่งหนึ่ง คืนนั้นขณะที่เขากำลังจะเคลิบหลับก็ได้ยินเสียงแผดร้องอย่างเจ็บปวดดังขึ้นที่ห้องข้างๆ ชายหนุ่มสะท้านตื่นตัวคว้าทวนคู่มือพุ่งกายรุดไปดู ค่อยพบศพของลูกน้องทั้งสี่นอนตายเกลื่อนอยู่ในห้องพัก มีอยู่คนหนึ่งยังไม่ทันสิ้นใจ ยกนิ้วชี้ออกไปทางหน้าต่างกล่าวด้วยเสียงขาดเป็นห้วงๆ ฝีมือ.. คิ..จิ ล้างแค้น.. ให้..เรา.. ด้วย.. สุ้มเสียงตอนท้ายขาดหาย คนคอพับสิ้นใจ ไพก้อนเค้นเสียงทวนคำ คิจิ อย่างเคียดแค้น ค่อยทะยานร่างออกไปทางหน้าต่าง โลดแล่นผ่านป่าละเมาะด้านหลังของโรงแรมจนมาถึงลานกว้างหน้าเนินดินแห่งหนึ่ง ท่ามกลางความมืด บนฟ้ามีเพียงแสงดาวรำไร ร่างสีดำผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่บนเนินดินสูงหันหลังมาทางนี้ ในมือขวาของอีกฝ่ายถืออะไรบางอย่างที่สะท้อนประกายวาววับใต้แสงดาว.. ไพก้อนเพ่งตามองชัด.. ยอดฝีมือเช่นเขาย่อมรู้จักดีว่านั่นคือศาตราวุธเลื่องชื่อลือชาเล่มหนึ่งในแดนดิน ดาบศิลาเย็น..ที่สร้างจากศิลาน้ำแข็งอันแข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กไหล ..นั่นจึงยืนยันฐานะเจ้าของผู้ครอบครองดาบเล่มนั้น มันคือ จอมดาบคิจิ อย่างแน่นอน.. ท่านคือ..คิจิ..? ใช่ เสียงอีกฝ่ายตอบเย็นชา เราไม่เคยมีความแค้นต่อก่อน.. ท่านฆ่าคนของข้าทำไม ? คิจิหันกายมาช้าๆ ประกายดาบเย็นเยียบสะท้อนใบหน้าเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปีของเขาจนน่าสะพึงกลัว ในเงามืดแม้มิอาจเห็นใบหน้านั้นชัด หากพอคำนวณเค้าโครงรูปหน้านั้นได้.. นั่นนับว่าเป็นบุรุษหนุ่มรูปงามคนหนึ่งเช่นกัน ..หากแต่เป็นเทพบุตรซาตานเสียมากกว่า ไพก้อนยามสบตากับอีกฝ่าย อดรู้สึกสะท้านใจมิได้ ..คลื่นพลังที่อีกฝ่ายแผ่ออกมาคุกคามช่างรุนแรงนัก !! นามหัวหน้าองครักษ์ไพก้อนแห่งวังจ้าวพิทักษ์บูรพา ได้ยินมานาน.. ฟังว่าเพลงทวนเก้าฟ้าของท่านร้ายกาจนัก ข้าเพียงอยากรู้ว่า.. เมื่อปะทะกับดาบศิลาเย็นของข้าจะเป็นอย่างไร ท่านหมายความว่า..?? คิจิเคลื่อนไหวแทนคำตอบ ทะยานร่างสะบัดดาบในมือจู่โจมเข้ามา พลังดาบอันเกรี้ยวกราดรุนแรงคุกคามถึงตัวตั้งแต่คนยังมาไม่ถึง ไพก้อนรีบเบี่ยงตัววูบใช้สองมือกุมทวนมั่นตวัดปลายชี้เฉียงขึ้นใส่อีกฝ่ายที่อยู่กลางอากาศ คิจิพลิกหงายร่างหลบ พอทิ้งตัวลงสู่พื้นค่อยใช้การจู่โจมล่างเลียดดิน ไพก้อนถอยปราดไปตั้งหลักค่อยร่ายรำทวนจู่โจมใหม่ หากคิจิอันร้ายกาจกลับตั้งรับอย่างสุขุมพลางค้นหาจุดอ่อนของฝ่ายตรงข้ามอย่างรวดเร็ว พลันเห็นประกายดาบเย็นเจิดจ้าขึ้นวูบ แทงเข้าหาไพก้อนดุจสายฟ้า โชคดีหัวหน้าองครักษ์หนุ่มปราดเปรียวรวดเร็ว ด้วยมากประสบการณ์สูงในการต่อสู้ ดังนั้นรีบถอยปราดออกแต่กลางคัน จึงหลบรอดคมดาบพิฆาตอย่างหวุดหวิด หากแต่แม้รอดพ้นเงื้อมหัตถ์มัจจุราช แต่ก็ต้องแลกมาด้วยแผลฉกรรจ์บนต้นแขน คมดาบยามกรีดผ่าน..โลหิตแดงฉานสาดกระจาย ไพก้อนพอได้รับบาดเจ็บ ความปราดเปรียวรวดเร็วก็ตกฮวบลงเกือบครึ่ง เห็นแน่ชัดว่าต้องเสียทีอาจถึงต้องจบสิ้นชื่อ ยามคับขันจวนเจียน พลันปรากฏร่างสีขาวผู้หนึ่งทะยานเข้ามาคุมประกายดาบเจิดจ้าอีกสายเข้าต้านรับเพลงดาบศิลาเย็นของคิจิ ฝีมือคนผู้นี้มิใช่ชั่วเลย ไพก้อนพอมีผู้ช่วยจิตใจก็คึกคักมีกำลังใจขึ้นอีกโข สองพลังประสานเสริมกันหนึ่งดาบหนึ่งทวน สอดคล้องกันอย่างเหมาะสม คิจิคล้ายสำนึกว่าต้องเหนื่อยแรงเพิ่มขึ้นโดยมิจำเป็น จึงคร้านที่จะสู้สืบไปอีก แค่นเสียงดังเฮอะเย็นชาในลำคอคำหนึ่ง ค่อยโผกายขึ้นสู่เนินดิน และทะยานร่างจากไป พริบตาก็สาปสูญไร้ร่องรอยไปในความมืด.. ไพก้อนหอบหายใจอย่างอ่อนล้า รีบฉีกชายเสื้อของตนออกมาพันรัดแผลห้ามเลือด ขณะจะหันมากล่าวขอบคุณต่อผู้มีพระคุณที่ยื่นมือมาช่วยเหลือ พลันได้ยินเสียงร้องเรียก พี่รอง ดังเจื้อยแจ้วสดใจ ร่างบางนางอ้อนแอ้นนางหนึ่งถาโถมกายมาทางนี้ อีกฝ่ายพอเข้ามาใกล้ ค่อยเห็นนางเป็นดรุณีน้อยแรกรุ่น ใบหน้าหมดจดจิ้มลิ้มพริ้มเพรา.. ช่างเป็นเด็กสาวที่งดงามยิ่งนางหนึ่งจริงๆ ชายหนุ่มในชุดขาวผู้ซึ่งยื่นมือเข้าช่วยเหลือไพก้อน เบือนหน้าไปร้องตำหนิเบาๆ อาเทเซีย.. ดื้ออีกแล้วนะ พี่บอกให้คอยนี่นา..แล้ววิ่งตามออกมาทำไม.. เด็กสาวนามอาเทเซียทำเป็นหูทวนลมอย่างดื้อรั้น ชายหนุ่มชุดขาวสั่นหัวอย่างระอาค่อยสาวเท้าเข้ามา ไพก้อนทวนชื่อ อาเทเซีย ในใจอย่างครุ่นคิด ครั้นเห็นใบหน้าของผู้มีพระคุณที่เดินเข้ามาค่อยจดจำได้ ที่แท้ทั้งสองเป็นบุตรธิดาของหัวหน้าค่ายไนจานั่นเอง ชายหนุ่มเบื้องหน้าคือบุตรชายคนรองมีนามว่า อาซาย่า คิดไม่ถึงไม่เจอกันสองปี จากเด็กหนุ่มเติบใหญ่เป็นชายหนุ่มสง่างามฝีมือดี ส่วนเด็กหญิงก็เจริญวัยเป็นเด็กสาวแสนสวยถึงเพียงนี้ การเดินทางไปค่ายไนจาครั้งที่แล้ว แม้ได้พักอยู่ในค่ายเพียงสองสามวัน แต่การไปในฐานะตัวแทนของจ้าวพิทักษ์บูรพาจึงเป็นแขกผู้มีเกียรติที่ได้รับการต้อนรับจากทางค่ายเป็นอย่างดี ทำให้เขาได้รู้จักกับทายาททั้งสองของหัวหน้าค่าย อาซาย่าจัดเป็นเด็กหนุ่มที่ฉลาดมีไหวพริบปฏิพานทั้งยังมีอัธยาศัยดี ส่วนอาเทเซียนั้นเล่าแม้ดื้อรั้นซุกซนไปบ้าง แต่ก็น่ารักช่างเจรจา เขาไม่เพียงได้สนิทกับพี่น้องคู่นี้ ทั้งยังรู้สึกประทับใจและเอ็นดูคนทั้งสองเป็นอย่างยิ่ง ที่แท้หัวหน้าค่ายไนจาได้รับรายงานว่าตัวแทนของท่านเจ้าพิทักษ์บูรพาเดินทางมา จึงส่งบุตรชายคนรองอาซาย่าออกไปต้อนรับ สำหรับอาเทเซียผู้เป็นน้องสาวคนเล็กแอบขอติดตามมาเที่ยวด้วย อาซาย่าตั้งใจจะไปหาไพก้อนเพื่อเชิญเขามาพำนักค้างคืนที่บ้านรับรองของค่ายไนจาซึ่งอยู่ชานนี้เมืองไปพลางๆ คิดไม่ถึงจะผ่านมาประสบเหตุที่นี่เสียก่อน ถึงกับเป็นความบังเอิญอย่างยิ่ง จากนั้นทั้งสามก็กลับไปที่โรงแรมด้วยกัน อาซาย่าให้คนไปเชิญหมอมาช่วยใส่ยาทำแผลให้ไพก้อน หลังจากหมอกลับไปแล้ว อาเทเซียก็ชงยาถ้วยหนึ่งยกมาให้เขา บอกว่าหมอสั่งให้ดื่มเพื่อลดอาการอักเสบของแผล ส่วนเรื่องศพผู้ติดตามของท่าน ข้าให้คนไปจัดการให้แล้ว ขอท่านอย่าได้เป็นห่วง อาซาย่าบอกให้เขาคลายกังวล ขอบคุณท่านมากทีเดียว ไพก้อนกล่าวอย่างจริงใจ อาเทเซียแย้มยิ้มจนดวงตาสุกใส กล่าวเสียงจริงจัง ไม่เป็นไร.. ท่านไพก้อนเป็นแขกสำคัญของเรา ค่ายไนจาสมควรต้อนรับท่านอย่างดี คราวนี้พวกเรามาต้อนรับไม่ทัน ทำให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ท่านไม่ตำหนิเป็นความบกพร่องของเรา นับว่าเป็นพระคุณแล้วเช่นกัน.. หัวหน้าองครักษ์หนุ่มอดยิ้มกับวาจาฉลาดเฉลียวน่าเอ็นดูของนางมิได้ อาซาย่าสั่นหัวเบาๆโบกมือสั่งให้นางไปนอนได้แล้ว เด็กสาวถึงกับหน้ามุ่ยลง แต่ก็ยอมทำตามคำสั่งพี่ชายแต่โดยดี หลังจากภายในห้องเหลือเพียงสองคน อาซาย่าค่อยเอ่ยถามความเป็นมาของเรื่องที่เกิดขึ้น ไพก้อนเล่าให้ฟังโดยไม่ปิดบัง ทายาทคนรองแห่งค่ายไนจาถึงกับหน้าเคร่งเครียดลง เป็นเจ้าคิจิอีกแล้วหรือ.. คนผู้นี้ช่างอำมหิตไร้เหตุผลจริงๆ ฟังว่าครึ่งเดือนมานี้..มันเที่ยวออกปากท้าเหล่าผู้มีฝีมือไปทั่ว หลังจากได้ชัยก็สังหารคู่ต่อสู้อย่างอำมหิต ข้ายังไม่เคยเจอมันตัวต่อตัว เพียงได้ยินว่าฝีมือมันร้ายกาจมาก วันนี้นับว่าได้เจอแล้วไม่ผิดคำร่ำลือจริงๆ นับว่าโชคดีที่พวกเราประสานมือกันต่อสู้สองต่อหนึ่ง.. มิฉะนั้นลำพังข้าคนเดียวคงยากจะรับมือมันได้.. คิจิมันฆ่าคนของข้าไปสี่คน.. ข้ารับรองต้องเอาเรื่องมันถึงที่สุด ไพก้อนเสียงเครียดสรุปในตอนท้าย เช้าวันรุ่งขึ้น ไพก้อนหลังจากชำระค่าที่พักก็ทิ้งจดหมายฉบับหนึ่งไว้ให้อาซาย่าสองพี่น้อง จากนั้นตนเองควบม้าย้อนกลับเมืองหลวงเข้าพบไทอิลที่จวนรับรองจ้าวพิทักษ์บูรพา เวลานั้นไทอิลกำลังสนทนากับคาลาธที่ในสวน ครั้นได้รับรายงานว่าไพก้อนมีเรื่องด่วนขอเข้าพบก็อดแปลกใจมิได้ รีบบอกสาวใช้ให้เชิญเขาเข้ามาพบในศาลาเดี๋ยวนั้นเลย ไพก้อนสาวเท้าเข้ามาทั้งที่ผ้าพันแผลบนหัวไหล่ยังมีเลือดชุ่มโชกเนื่องจากการรีบเร่งเดินทาง หากกระนั้นก็มิอาจลดทอนแววห้าวหาญทระนงเผยให้เห็นความอ่อนแอแม้แต่น้อย หลังจากน้อมคารวะผู้เป็นนายและคาลาธแล้ว ก็รายงานเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นออกมา ไทอิลรับฟังจนจบค่อยกล่าวว่า ดีแล้วไพก้อนที่รีบกลับมา เรื่องสำคัญเฉพาะหน้าในตอนนี้คือรักษาอาการบาดเจ็บของเจ้าก่อนเถอะ บาดแผลเจ้าไม่น้อยเลย รีบเข้าไปพบหมอในจวนใส่ยาทำแผลเสียก่อนดีกว่า เรื่องจัดการกับเจ้าคิจิค่อยมาปรึกษากันใหม่ก็คงยังไม่สาย ส่วนเรื่องศพของคนของเจ้า ข้าจะให้คนไปจัดการงานศพอย่างสมเกียรติและจ่ายเงินปลอบขวัญกับทางครอบครัวพวกมันเอง.. ขอบคุณท่านจ้าวสี่ อืม.. รักษาตัวให้หายดี ถ้ายังไม่หายไม่ต้องมาทำงาน ส่วนเรื่องไปร่วมงานชุมนุมที่ค่ายไนจา แล้วข้าค่อยส่งคนอื่นไปแทน ไพก้อนน้อมกายรับคำสั่ง ไทอิลให้เรน่าช่วยประคองเขาไปที่ห้องพยาบาล คาลาธมองตามเงาหลังของไพก้อน ตั้งแต่ต้นจนจบไม่พูดอะไรสักคำ รอจนอีกฝ่ายจากไปลับสายตา จึงค่อยหันมาทางไทอิล กล่าวพลางครุ่นคิด น่าแปลก.. คิจิหากคิดประลองกับหัวหน้าไพก้อน ทำไมต้องสังหารคนของเขาอีกสี่คนด้วย เหมือนกับอยากกระตุ้นความโกรธแค้นอะไรสักอย่าง ไม่รู้ว่าเรื่องนี้จะมีอะไรอยู่เบื้องหลังหรือไม่ ข้าก็ไม่เข้าใจ แต่ที่แน่ๆ มันสังหารคนของตำหนักข้าไปสี่คน กับทำร้ายหัวหน้าองครักษ์ของข้า ก็เท่ากับหยามหยันมาถึงข้า เรื่องนี้ข้าต้องเอาเรื่องเจ้าคิจิ.. ไม่ปล่อยมันไว้แน่ คาลาธกลอกตาวูบวาบแล้วยิ้มมุมปากราวกำลังนึกถึงเรื่องสนุกบางอย่างขึ้นมา อืม..ท่านลุงสี่.. เรื่องตัวแทนไปงานประลองที่ค่ายไนจา.. ให้ข้าไปเถอะนะ หือ ไทอิลหันมามองหน้าเขาอย่างประหลาดใจ อะไร..เจ้าคิดจะไปเองหรือ.. ปกติเจ้าไม่ค่อยชอบเรื่องต่อยตีประลองฝีมือนี่นา อีกอย่างขืนเอาฐานะของเจ้าไปร่วมงานชุมนุมยอดฝีมือแบบนั้น เจ้าชายต้องทรงไม่พอพระทัยข้าแน่ๆ หากให้เจ้าไปข้าคงต้องไปขออนุญาตเจ้าชายกับองค์ฟาลอสก่อน เวลาก็กระชั้นชิดแบบนี้ข้าจะจัดการทันได้ที่ไหน .. ไม่ล่ะ.. องค์ฟาลอสน่ะไม่เท่าไหร่.. แต่เกรงที่สุดก็เจ้าชายนี่แหล่ะ ถ้าเขาเอาเรื่องโกรธข้าขึ้นมาข้าคงปวดหัวตายแน่ เหอะน่า.. ข้ารับผิดชอบเอง.. อีกอย่างระหว่างนี้ข้าก็อยู่เฉยๆ หากท่านเกรงว่าถ้าข้าไปในฐานะผู้พิทักษ์องค์รัชทายาทแล้วจะมีปัญหาตามมา ท่านก็มอบตำแหน่งอะไรในตำหนักพิทักษ์บูรพาให้ข้าไปสักตำแหน่งสิ.. ไทอิลได้แต่ฝืนยิ้ม.. เพียงแต่สำหรับหลานศิษย์คนโปรดผู้นี้ เรื่องใดที่เขาประสงค์มีหรือที่ไทอิลจะขัดขวางได้สักครั้ง..!! .. เย็นวันนั้นไทอิลนั่งอ่านเอกสารราชการอยู่ในห้องทำงาน เรน่ายกเครื่องดื่มบำรุงมาให้ผู้เป็นนาย ไทอิลถามถึงอาการของไพก้อนเรน่าบอกว่าอาการของเขาตอนนี้ดีขึ้นแล้ว เพียงแต่หมอยังสั่งให้เขาต้องพักผ่อนมากๆและดื่มยาลดอักเสบให้ครบชุด ภายในสามวันก็คงกลับมาทำงานได้ตามปกติ สนทนาถึงตอนนั้นพลันได้ยินเสียงหัวเราดังคิกคัก เห็นเทย่าวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มร่าเริง ราวกับพบเรื่องถูกใจใดมา นายท่าน..ทายสิว่าใครมาขอเข้าพบ.. ไทอิลประหวั่นใจทุกครั้งที่เห็นรอยยิ้มมีเลศนัยของสาวใช้จอมซุกซนคนนี้ของเขา ไม่อยากนึกไม่อยากทายว่าจะเป็นเรื่องใด เพราะรู้ดีว่าต้องเป็นเรื่องที่สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าแก่เขาอย่างแน่นอน และแล้วก็เป็นไปดังคาด.. สักครู่เห็นเด็กสาวในชุดเครื่องแบบสาวใช้ของจวนขุนนางชั้นผู้ใหญ่นางหนึ่งเดินเข้ามา เขาจำได้ทันทีว่าอีกฝ่ายคือสาวใช้ประจำตัวของ..ท่านหญิงไอเรียล ..บุตรีเสนาบดีฝ่ายกลาโหมที่ชื่อวาวา นั่นเอง ไทอิลพอเห็นนางก็รู้สึกท้องไส้ปั่นป่วนอย่างยิ่ง ลอบเบือนหน้าเข้าฝาแล้วทอดถอนใจ วาวาย่อกายลงคารวะเขาด้วยความเคารพอย่างชดช้อย แสดงให้เห็นถึงกิริยามารยาทีถูกฝึกหัดมาอย่างดีจากจวนขุนนางชั้นผู้ใหญ่ วาวา..คารวะท่านจ้าวสี่.. ไทอิลได้แต่หันหน้ากลับมา รีบฝืนปั้นสีหน้าให้เป็นปกติ โบกมือเล็กน้อย ตามสบายเถอะ..เจ้าอุตส่าห์มาถึงนี่มีธุระอะไร.. คือว่า.. ท่านหญิงไอเรียลของเราให้บ่าวนำบัตรเชิญมามอบแก่ท่าน ..อีกสามวันที่จะถึงเป็นวันเกิดของท่านหญิงเรา ท่านหญิงให้กำชับมาว่า.. ท่านต้องไปให้ได้นะคะ ดีที่นางก้มหน้ารายงาน..ด้วยตามมารยาท..ผู้น้อยจะไม่จับจ้องมองหน้าผู้มีฐานะสูงกว่า เพราะนั่นจะกลายเป็นการออกคำสั่งซึ่งถือว่าไร้มารยาท.. เพียงแต่วาจาที่ท่านหญิงไอเรียลให้มาถ่ายทอดนี้..ว่าไปแล้วมันก็เหมือนคำสั่งดีๆนั่นแหล่ะหนอ ไทอิลกล่าวแบ่งรับแบ่งสู้ ว่าหากไม่ติดธุระสำคัญจริงๆก็จะพยายามไปให้ได้ ครั้นวาวาอำลากลับไป ชายหนุ่มถึงกับทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างอ่อนอกอ่อนใจ กลอกตาขบคิดอยู่พักใหญ่ค่อยหันมาทางสาวใช้คู่ใจทั้งสอง พวกเจ้าช่วยข้าหน่อยนะ.. ช่วยจัดเตรียมของขวัญดีๆอะไรสักชิ้น..แล้วไปเป็นตัวแทนข้าในงานวันเกิดท่านหญิงด้วย.. อ้าว.. แล้วนายท่านจะไม่ไปด้วยหรือคะ ? เรน่าโพล่งถามเสียงสูงอย่างประหลาดใจ หากสีหน้าแกมล้อเลียนนิดๆ อืม.. คงไปไม่ได้หรอก.. ข้าต้องไปร่วมงานชุมนุมยอดฝีมือที่ค่ายไนจา.. งานนี้คงสำคัญกว่า ฝากพวกเจ้าช่วยอธิบายท่านหญิงให้เข้าใจด้วยก็แล้วกัน เทย่าคนช่างแซวหัวเราะคิกคัก ยิ้มอย่างซุกซนกล่าวเชิงล้อ ว่าไปแล้วนะ.. ท่านหญิงไอเรียลงดงามน่ารัก ทั้งยังเป็นกุลธิดาจากตระกูลขุนนางชั้นผู้ใหญ่.. นางชื่นชมท่านเพียงไหนจนใครๆต่างก็รู้ แล้วทำไมหนอ.. ท่านจ้าวสี่ของพวกเราจนบัดนี้จึงยังไม่เคยใจอ่อนยอมรับน้ำใจจากนางเสียที.. อืม.. ข้า.. ไทอิลอ้ำอึ้งอธิบายเหตุผลไม่ได้ สองสาวใช้แสนสวยคู่ใจถึงกับยกมือปิดปากหัวเราะคิกชอบใจ ที่ได้เห็นสีหน้ากระดากกระเดื่องซึ่งนานๆครั้งจะปรากฏบนใบหน้าอันห้าวหาญคมคายของแม่ทัพหนุ่มคู่บัลลังก์ผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้ . ไทอิลไม่อยากไปร่วมงานชุมนุมยอดฝีมือที่ค่ายไนจาก็ต้องมีเรื่องบีบให้ไปจนได้ เขาตะบึงม้าออกจากเมืองหลวงเร่งฝีเท้าจนทันกับคาลาธที่ล่วงหน้าไปก่อนเพียงไม่นาน อีกฝ่ายพอทราบสาเหตุที่ทำให้เขาต้องรุดตามมาถึงกับอดหัวเราะมิได้ ฮ่า ฮ่า.. เชื่อแล้วว่าท่านหญิงไอเรียลช่างยิ่งใหญ่เสียเหลือเกิน ค่ายไนจาส่งบัตรเชิญมาให้ท่านตั้งหลายครั้ง ไม่เคยเชิญท่านได้สำเร็จ.. คิดไม่ถึงเพียงแค่บัตรเชิญของท่านหญิงใบเดียวก็สามารถไล่ท่านออกมาได้แล้ว.. ช่างน่าขันจริงๆ.. ฮ่า ฮ่า.. ไทอิลหัวเราะไม่ออก ขณะจะกล่าวอะไรพลันปรากฏคนชุดดำคลุมหน้าเกือบสิบคนทะยานร่างลงมาจากบนต้นไม้ที่ซุ่มซ่อนตัวอยู่ ทิ้งกายลงขวางล้อมรอบม้าของคนทั้งสองไว้ ชายหนุ่มทั้งสองสบตากันวูบหน้าเคร่งเครียดลง มิทันจะเอ่ยปากถามไถ่สาเหตุ ทั้งหมดก็ต่างพากันชักอาวุธโดยพร้อมเพรียงจู่โจมเข้ามาฟันใส่ขาม้าที่พวกเขานั่งอยู่ อาชาทั้งสองแผดเสียงร้องอย่างเจ็บปวด ก่อนทรุดฮวบ.. ไทอิลกับคาลาธโผกายทะยานลงจากหลังม้า ใช้มือเปล่าไร้อาวุธเข้าต่อสู้ชิงดาบจากคนร้ายสองคนแล้วย้อนคมดาบคืนสนองฟันใส่พวกมัน สิบคนชุดดำคลุมหน้าแม้เป็นขบวนมือสังหารที่ถูกฝึกมาอย่างดี แต่เมื่อเปรียบกับยอดฝีมือเช่นไทอิลและคาลาธกลับเหมือนน้ำเพียงหยิบมือมิอาจสยบกองไฟใหญ่ พวกมันเพียงแค่จู่โจมสังหารม้าตอนที่พวกเขาไม่ทันตั้งตัวเท่านั้นหากไม่สามารถทำอะไรเขาทั้งสองได้แม้แต่น้อย เพียงไม่กี่นาทีต่อมา.. คนร้ายก็ถูกสังหารล้มลงกว่าครึ่ง ที่เหลือเห็นต่อสู้ไม่ได้ค่อยส่งสัญญาณต่อกันแล้วโผกายหลบหนีไป ไทอิลบอกคาลาธไม่ต้องติดตาม จากนั้นหันมาสำรวจดูศพผู้ตายที่นอกอยู่บนพื้น หลังจากตรวจค้นในเสื้อของพวกมัน ค่อยพบป้ายไม้ไผ่ทาสีเขียวซุกอยู่ในอกเสื้อของพวกมันทุกคน สัญลักษณ์ของหุบเขาไผ่เขียว.. ไทอิลพึมพำ เราไม่เคยมีความแค้นใดกับพวกมัน มันลงมือใส่เราทำไมกันนะ.. อืม..หรือว่า คาลาธกลาวอย่างครุ่นคิด ไทอิลเงยหน้าขึ้นรอฟัง.. หากแต่ที่พบเห็นคือดวงตากลอกกลิ้งปนยิ้มสัพยอกของอีกฝ่าย บางที.. ข้าว่านะ..หุบเขาไผ่เขียวอาจมีธิดาแสนสวยอยากเชิญท่านไปร่วมงานวันเกิดของนางเหมือนกับท่านหญิงก็ได้..จึงส่งพวกมันออกมาต้อนรับ.. นึกแล้ว..เอาจนได้เชียว ! ผู้อาวุโสกว่าถอนใจพลางปรายสายตาดุใส่ เจ้าเนี่ยนะ..เกิดเรื่องแบบนี้ยังมีใจมาพูดเล่นอีก.. ไปกันเถอะฟ้าจะค่ำมืดแล้ว.. เราคงต้องหาที่พักกันก่อน พรุ่งนี้ค่อยหาซื้อม้าตัวใหม่ออกเดินทางกันต่อ.. .. จาก : kjb - 25/01/2001 12:32 |
|
ข้อความ : มีสู้กันแล้ว มันส์ดีครับ การอธิบายความเป็นมาของตัวละครละเอียดดีครับ จะรออ่านตอนต่อไปนะครับ จาก : Fic T. - 25/01/2001 16:01 |
|
ข้อความ : ชื่อตะวันตกแต่บรรยากาศจีนนิ..
เจ๋งขรับๆๆๆๆ จาก : ioroid - 25/01/2001 20:08 |
|
ข้อความ : อ่านดูแล้วมีรู้สึกเหมือนกำลังดูหนังแบบ หนังจีนกำลังภายใน ราชวงศ์แมนจู ยุทธจักรบู้ลิ้ม จำพวกนั้นจริงๆค่ะ ^-^;; จาก : Alicia - 25/01/2001 23:22 |
|
ข้อความ : โอ แต่งได้เก่งจริงๆๆ นับถือๆ จาก : illusion - 26/01/2001 10:25 |
|
ข้อความ : ขอบคุณมากค่ะ..แหมโดนชมจนเขินเลย
เพียงแค่มีคนอ่านก็ดีใจแล้วล่ะ นึกว่าจะไม่มีใครมาอ่านซะอีก ความจริงตอนนี้พิมพ์ถึงตอนที่ 21 แล้วค่ะ แต่จะทะยอยมาลง ครั้งละ 2-3 ตอน/ 2 วันนะ เพราะมีคน comment ว่าเรื่องนี้ผูกเรื่องซับซ้อนมาก ถ้าอ่านไม่ติดต่อกัน หรือขาดช่วง..จะอ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง แล้วไว้ว่างๆจะเอาบทความพิเศษของเรื่องนี้ที่เขียนไว้มาให้อ่านกันด้วยค่ะ ส่วนเรื่อง irc นั้น ขอโทษจริงๆค่ะ เล่นไม่เป็นจริงๆ ไม่เคยหัดเล่นค่ะ... :P จาก : kjb - 27/01/2001 02:01 |