|
หัวข้อ : ** เทพบุตรผู้พิทักษ์ บทนำเรื่อง + ตอนที่ 1 สี่ผู้พิทักษ์" ** ข้อความ : อาณาจักรโอเมรอส ปกครองโดยกษัตริย์ราชวงศ์รามิเนียล ผู้ซึ่งได้รับยกย่องว่าสืบเชื้อสายองค์เทพเจ้าจากสวรรค์มาหลายชั่วอายุขัย ดำรงความยิ่งใหญ่จนแผ่อำนาจขยายอาณาเขตกว้างขวางกินพื้นที่แปดในสิบส่วนของทวีป แต่แผ่นดินเมื่อผ่านความเจริญสูงสุดก็เริ่มเสื่อมถอยเข้าสู่ยุคมืด รัชสมัยของกษัตริย์รามิเนียลที่แปดปรากฏขุนนางชั่วกลุ่มหนึ่งสมคบกับเหล่ามารอสูร เข้าทำการล้มบัลลังก์ปลงพระชนม์องค์กษัตริย์เข่นฆ่าเชื้อพระวงศ์ด้วยหวังล้างสถาบันเทพเจ้า ยังโชคดีที่ยังมีขุนนางผู้จงรักภักดีอีกกลุ่มพาเจ้าชายฟาลอส องค์รัชทายาทเยาว์วัยหลบหนีไปได้ นับว่าสามารถรักษาหน่อเนื้อเชื้อไขแห่งราชวงศ์รามิเนียลไว้ได้อย่างหวุดหวิด ไม่มีใครทราบว่าทั้งหมดหนีไปที่ใด.. หากสิบปีต่อมา.. เจ้าชายฟาลอสก็ทรงกลับมาพร้อมด้วยเหล่าทายาทขุนนางผู้จงรักจำนวนหนึ่ง แม้พระชนม์เยาว์พระวัยหากมากด้วยฝีมือและความเข้มแข็ง ทรงนำกำลังเข้าต่อสู้ปราบเหล่ากบฏชิงราชบัลลังก์และอาณาจักรกลับคืนมาได้เป็นผลสำเร็จ ประกาศศักดานุภาพแห่งราชวงศ์รามิเนียลผงาดขึ้นเหนือแผ่นดินโอเมรอสอีกครั้ง จากนั้นค่อยเสด็จขึ้นเถลิงราชย์เป็นกษัตริย์รามิเนียลที่เก้า ด้วยพระชนมายุเพียงสิบหกชันษา ในช่วงเวลานั้น.. ขุนนางชั่วในราชสำนักเพิ่งถูกปราบปราม บ้านเมืองผ่านพ้นช่วงผลัดแผ่นดินมาได้ไม่นาน เหล่าราษฎรยังเดือดร้อนทุกข์เข็ญ หัวเมืองรอบนอกเมืองหลวงยังคงเต็มไปด้วยโจรผู้ร้าย ทั้งยังมีขุนนางอีกบางคนคอยคิดฉกฉวยโอกาสแสวงหาอำนาจยิ่งใหญ่เข้าแทนที่อำนาจเก่าที่ถูกล้มล้าง เป็นเวลาเดียวกับเหล่าผู้มีฝีมือในแผ่นดินที่รวบรวมกำลังตั้งตัวเป็นกลุ่มเป็นพรรคต่างๆ ได้เกิดความขัดแย้งกันเองจนมีการประลองฝีมือชิงชัยความเป็นเจ้าแห่งยุทธเหนือพิภพ ด้วยเหตุนี้ความวุ่นวายและเหตุฆ่าฟันจึงบังเกิดขึ้นเกี่ยวพันเป็นลูกโซ่ไม่มีจบสิ้น.. เป็นเวลาถึงห้าปีเต็มๆแห่งยุคมิคสัญญี.. และแล้วเมื่อสถานการณ์ตึงเครียดขึ้นสู่จุดสูงสุด ก็ปรากฏบุคคลลึกลับกลุ่มหนึ่งยื่นมือเข้ามาคลี่คลาย ช่วยเหลือองค์ฟาลอสและราชสำนักปราบปรามเหตุร้ายทั้งหลายในราชอาณาจักร จนสงบราบคาบ.. เหล่ามารถูกปราบจนหลบหายสาปสูญ ความขัดแย้งระหว่างเหล่าผู้กล้ามีฝีมือได้รับการไกล่เกลี่ย .. แผ่นดินคืนสู่ความสงบสันติสุขอีกครั้ง อย่างไม่เคยมีมาก่อนในรอบสามสี่สิบปี ทุกคนทั่วแผ่นดินต่างน้อมใจสยบต่อบุคคลกลุ่มนั้น .. พวกเขา..เป็นที่รักและเลื่อมใสต่อเหล่าผู้กล้าที่มีคุณธรรมจนสุดวิญญาณ์ ในขณะเหล่ามารชั่วคนไร้ศีลธรรมต่างพากันเกรงกลัวและเกลียดชังพวกเขาเหล่านั้นจนมิกล้าแม้จะเอ่ยชื่อเรียกหา ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาเป็นใคร... ไม่มีใครเคยเห็นโฉมหน้าของพวกเขาว่ามีหน้าตาเยี่ยงไร... แต่สิ่งหนึ่งเดียวที่ทุกคนทราบ.... คือพวกเขาเหล่านั้นล้วนมีฝีมือเยี่ยมยุทธและเรืองเวทย์ เหนือปุถุชนสามัญในปฐพี หลังเหตุการณ์ร้ายในแผ่นดินสงบลง..พวกเขาก็จากไป ไปไหนไม่มีผู้ใดทราบ.. จากไปอย่างไร้ร่องรอย ภายหลังมีคำร่ำลือออกมาว่า... เขาเหล่านั้นคือเทพแห่งสรวงสวรรค์ที่องค์เทพเจ้าสูงสุดได้ทรงส่งลงมาช่วยพิทักษ์อาณาจักรโอเมรอสและราชบัลลังก์รามิเนียล ...เหล่าบุคคลในตำนานที่องค์เทพเจ้าสูงสุดทรงประทานให้เป็นผู้พิทักษ์แห่งโอเมรอส ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องเรียกหาเป็น " ผู้วิเศษแห่งตำหนักเทพยุทธ " นั่นเอง... หลายปีผ่านไป.. เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนั้นตลอดจนวีรกรรมของพวกเขาได้รับการเล่าขานสืบต่อมาจนกลายเป็นตำนาน ไม่มีใครได้พบเห็นพวกเขาอีกเลย ทอดตาทั่วแผ่นดินดูคล้ายมีเพียงบุคคลเพียงผู้เดียวเท่านั้น ที่สามารถติดต่อกับผู้วิเศษเหล่านั้นได้ คนผู้นั้นก็คือ.. เจ้าชายเมราซัส.. ราชโอรสพระองค์เดียวในองค์รามิเนียลที่เก้า โดยร่ำลือว่าทรงเป็นศิษย์ทายาทของเทพมังกรผู้เป็นจ้าวแห่งตำหนักเทพยุทธนั่นเอง หากแต่นี่ไม่มีใครยืนยัน แม้แต่องค์ฟาลอสเองก็หาได้ทรงตรัสถึงแต่อย่างใด เวลาล่วงเลยนับมาจนถึงบัดนี้ เป็นเวลา ณ ปีที่สิบเจ็ดแห่งรัชสมัยองค์รามิเนียลที่เก้า !! ท่องเที่ยวเรื่อยไป ในโลกกว้างแห่งอินเตอร์เนต พบเจอโดยมิคาดหมาย ฝากน้ำใจให้มวลมิตร... ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ.. แวะเข้ามาแล้วพบว่าน้องเอ๋ ( Aey1997) ก็เคยมาฝากเรื่อง Twin ไว้ที่นี่แล้ว งั้นขอฝากเรื่องนี้ไว้ให้อ่านเล่นๆบ้างสักเรื่องนะคะ ถ้าพอจะอ่านกันได้ ก็จะนำมาโพสต์ให้อ่านกันอีกค่ะ เป็นนิยายแฟนตาซีแนวบู๊ชีวิต สำนวนอาจติดกำลังภายในนิดหน่อย หวังว่าคงไม่ถือนะคะ เรื่องราวเกี่ยวกับการต่อสู้ระหว่างฝ่ายผู้จงรักเทพและฝ่ายภักดีมาร ในอาณาจักรที่เรียกว่า "โอเมรอส " เรื่องราวเกี่ยวข้องกับบัลลังก์ การช่วงชิงความเป็นใหญ่ในเหล่ายอดฝีมือ การสู่ความสูงสุดแห่ง "คอธ" และ "ไคน์" เรื่องราวเป็นอย่างไรติดตามอ่านนะคะ.. แต่บอกไว้นิดว่า เรื่องนี้ยาวมาก แต่อยากให้ลองอ่านเล่นๆไปดูกันก่อนนะคะ ^O^ ================================================================ ..เทพบุตรผู้พิทักษ์ .. บทนำเรื่อง.. หัวใจหวั่นไหว..ดั่งละลอกคลื่นกลางทะเล สลัดทิ้งไป ตัดใจจากความเศร้า มือถือดาบก้าวสู่สุดขอบฟ้า ท้องทุ่งหญ้าทะเลกว้างหนทางไกล หิมะเหน็บหนาวพร่างพรมทุกหย่อมหญ้า ควบอาชาโลดแล่นไปทั่วพสุธา หัวเราะก้องฟ้า..ชีวิตข้าไม่อาทร ต่อให้ฟ้าสุดกว้าง ทะเลไกลลิบลับ ไม่เคยท้อกับอุปสรรคที่หลอกหลอน ไยเพราะรักกลับทำให้ใจสั่นคลอน เจ็บปวดร้าวรอนแทบสิ้นชีวา ตัดให้ขาด...แม้ยากเย็นเพียงไร สะบัดดาบสะบั้นรักในหัวใจข้า ลูกผู้ชายหลั่งเลือด..ไร้น้ำตา หน้าที่..ความภักดีต้องมา ก่อนสิ่งใด..@ ================================================================ ..เทพบุตรผู้พิทักษ์ ..ตอนที่ 1 สี่ผู้พิทักษ์.. : ใต้แสงอาทิตย์ยามเช้า . แดดอ่อนสายลมโชยพลิ้ว สกุณาเริงร่า กลางทะเลสาปคลื่นลมสงบนิ่ง เรือลำหนึ่งกางใบทอดสมอจอดลอยลำนิ่งบนผิวน้ำ เป็นเรือที่ไม่ใหญ่ไม่เล็ก แต่เครื่องเรือดูยังใหม่ถูกตบแต่งอย่างสวยงาม มองปราดเดียวก็ดูออกว่าเป็นเรือท่องเที่ยวของเหล่าเศรษฐีไม่ก็ขุนนางเชื้อพระวงศ์อย่างแน่นอน ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในอาภรณ์ลำลองสีคราม เสื้อตัดเย็บหลวมๆตัวยาวเกือบถึงเข่าพับแขนสูงเลยข้อศอก คาดรัดด้วยเข็มขัดหนังหัวนกฟีนิกซ์ กางเกงรวบขาไว้ในรองเท้าผ้าพื้นบางตัดเย็บแบบหุ้มน่อง กำลังนอนอยู่บนเก้าอี้โยกปรับเอนบนลานหัวเรือในท่าสบายๆ ขาสองข้างยกตั้งบนแคมเรือ มือข้างหนึ่งจับคันเบ็ดยาวที่พาดกับแคมเรือ ปลายเบ็ดกำลังหย่อนอยู่ในน้ำ อีกมือหนึ่งยกพาดก่ายหน้าผาก บนใบหน้าคมคายแจ่มใสแฝงแววดื้อรั้น สองตาหลับพริ้ม มุมปากประดับรอยยิ้มพราย..คนคล้ายกำลังฝันหวานกลางวัน ทันใด..รู้สึกสายเบ็ดกระตุก.. ชายหนุ่มบนเก้าอี้เอนสะท้านตื่นจากภวังค์ รีบหดขาลงผุดลุกขึ้นนั่ง พร้อมกับมือที่จับคันเบ็ดตวัดขึ้นอย่างรวดเร็ว หากแต่ช้าไป รู้สึกที่ตวัดขึ้นมานั้นเบาหวิว.. ที่แท้ปลากินเหยื่อหมดแล้ว เขาถอนใจเบาๆอย่างเสียดาย ค่อยเกี่ยวเหยื่อกับเบ็ดแล้วหย่อนลงไปในน้ำใหม่.. ขณะจะเอนกายลงนอนไปบนเก้าอี้.. รู้สึกมีอะไรบางอย่างกระตุกที่สายเบ็ด ..เขารีบตวัดขึ้นมาอีกครั้ง.. แต่ก็..ช้ากว่าเจ้าปลาจอมเจ้าเล่ห์ตัวนั้นอีกครา .. ไม่มีปลาติดเบ็ด พร้อมกับเหยื่อก็ถูกกินเรียบ ชายหนุ่มติดเหยื่อใหม่.. แต่เหตุการณ์ก็เป็นซ้ำๆเช่นเดิมอีกสองสามหน.. คราวนี้เขาชักเอ๊ะใจ..!! หรือว่าไอ้ปลาตัวนั้นมันจะรวดเร็วและฉลาดกว่าเขา ? ยอมไม่ได้แฮะ ! ขุนพลคาลาธ.. อันดับสองแห่งสี่ผู้พิทักษ์องค์รัชทายาท..จะมายอมพ่ายแพ้แก่เจ้าปลาตัวนี้ได้ไงกันวะ ถ้าจับมันขึ้นมาไม่ได้..เขาสาบานจะไม่กลับเมืองหลวงอย่างเด็ดขาด !! น้องรอง ปลาติดเบ็ดบ้างรึเปล่า ? ในเสียงทักถาม.. ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ผมยาวเหยียดตรงสีทองพลิ้วสลวยผูกรวบห้อยประไหล่ สวมใส่อาภรณ์สีน้ำตาลตัดเย็บรูปแบบคล้ายๆกัน เพียงแต่บนหัวเข็มขัดหนังกลับเป็นรูปหัวราชสีห์ ก้าวเดินช้าๆออกมาจากห้องในท้องเรือ ใบหน้าสงบนุ่มนวลยามแย้มสรวล สองข้างแก้มมีลักยิ้มจางๆแฝงเสน่ห์หล่อเหลาชวนมองมิน้อย ดูจากรอยยิ้มนี้บ่งบอกอัธยาศัยอันใจดีเอื้ออารีย์ชวนใกล้ชิดอย่างยิ่ง หากทั่วราชสำนักมีใครไม่รู้ว่า .. ท่านชิริน..สุภาพบุรุษหนุ่มพี่ใหญ่แห่งสี่ผู้พิทักษ์องค์รัชทายาทผู้นี้ เปลือกนอกสุภาพอ่อนโยน หากแต่เพลงหมัดเทพเจ้าของเขากลับเข้มแข็งแฝงพลังหนักหน่วงยากที่ใครจะรับมือได้.. ดังนั้นยามใดที่สี่ขุนพลวังรัชทายาทผสานรวมพลังลงมือ รับรองต้องบังเกิดเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่ไร้ผู้ใดเทียมทาน คาลาธเหลียวหน้ามา ยกนิ้วแตะริมฝีปากเป็นเชิงห้ามส่งเสียงดัง จากนั้นค่อยลดสุ้มเสียงกล่าวแผ่วเบา ตอนนี้ยังไม่ แต่กำลังจะได้ ดูเหมือนเป็นปลาประหลาดตัวใหญ่ซะด้วย.. วานพี่ใหญ่ช่วยหยิบแหให้ข้าที.. ชิรินพยักหน้าหงึกๆ เห็นแววกลอกกลิ้งเอาเรื่องระคนขี้เล่นในดวงตาของน้องชายร่วมสาบาน ก็รู้ว่าเรื่องนี้ต้องมีความนัยบางประการเคลือบแฝง ดังนั้นหันกลับเข้าไปในเรือ ครู่หนึ่งก็กลับมาพร้อมแหในมือ คาลาธบุ้ยปากบอกใบ้ให้พี่ชายช่วยจับคันเบ็ดไว้ เจ้าปลาด้านล่างยังคงกระตุกสายเบ็ดอยู่ตลอด มันคงเล่นกลั่นแกล้งคนจนสนุกถึงกับลืมสงสัยไปว่า ทำไมคราวนี้งับเบ็ดอยู่นานคนก็ยังไม่ยอมตวัดสายเบ็ดขึ้นไปสักที ครั้นพอฉุกใจคิด.. คาลาธที่บนเรือก็พลันลงมือรวดเร็วกว่า ก่อนที่มันทันจะว่ายหนี .. แหปากใหญ่ถูกเหวี่ยงโครมลงไป.. ขุนพลหนุ่มอันดับสองแห่งสี่ผู้พิทักษ์กระชากข้อมือวูบ รูดชักแหดึงกลับมาโดยเร็ว ชิรินยื่นมือปราดออกแรงช่วยอีกแรง ..พลังแขนอันเข้มแข็ง ลากเจ้าปลาขี้เล่นตัวนั้นเหวี่ยงกลับขึ้นมาบนหัวเรือ !! จริงดังคาด.. ในร่างแหมิใช่ปลาจริงๆ.. หากแต่เป็นชายหนุ่มอีกคนหนึ่ง !! ชายหนุ่มรูปร่างสันทัดหน้าตาหมดจดอ่อนเยาว์ ดวงตาสุกใสร่าเริงแฝงแววซุกซน .. เสื้อผ้าที่สวมใส่เป็นชุดดำน้ำรัดกุมกางเกงขาสั้นรัดเข่า ยามนี้ทั้งตัวเปียกโชกมะล่อกมะแล่ก ผมสีม่วงเข้มความจริงมักผูกเป็นเปียเล็กๆไว้ข้างหลังยามดิ้นขลุกขลักในแห..แหเกี่ยวเอาเชือกที่รัดผมไว้จนผมเผ้าหลุดลุ่ยยุ่งเหยิง สภาพทุลักทุเลน่าตลกอย่างยิ่ง.. สองขุนพลหนุ่มแห่งวังรัชทายาทถึงกับหัวเราะอย่างขบขัน คาลาธยิ้มพลางเลิกคิ้วออกความคิดเห็น พี่ใหญ่.. ปลาตัวนี้ประหลาดดี.. ท่าทางทำแป๊ะซะแกล้มเหล้าเนื้อคงอร่อยพิลึกเนอะ.. ชิรินส่งเสียงรับคำ ชายหนุ่มในร่างแหถึงกับร้องลั่น เฮ้ยๆ.. ข้าไม่เกี่ยวนะ.. ข้าทำตามที่พี่สามแนะนำมาต่างหาก.. คาลาธแสร้งลากเสียงดังอ้อยาวๆ ..พี่สามที่ชายหนุ่มในแหเอ่ยถึงย่อมเป็น.. ซาทากะ..อันดับสามแห่งสี่ผู้พิทักษ์องค์รัชทายาท. ถ้าเช่นนั้นแล้ว.. ดังนั้นชายหนุ่มในแหก็คือ.. อันดับสี่..ริวจิล นั่นเอง ! ชิรินเดินเข้ามาช่วยแกะแหออกจากร่างน้องชาย.. ยิ้มพลางพึมพำ สมน้ำหน้า..อยู่ดีๆไม่ชอบ มิหนำซ้ำแกล้งใครไม่แกล้ง มาแกล้งคนอย่างพี่รองของเจ้า.. ไม่ถูกเขาเหวี่ยงลงกะทะก็เป็นบุญแล้วล่ะ ริวจิลแย้มยิ้มประจบ หลิ่วตามองพี่ชายอีกคน ไม่หรอกน่า.. ถ้าเขาจับข้ากินซะแล้ว ต่อไปจะหาคู่หูที่ถูกใจไว้ร่วมมือแกล้งคนอย่างข้าได้ที่ไหนอีกเล่า.. คนถูกเอ่ยถึงค่อยฉุกใจคิด.. ส่งเสียงดังอืมในลำคอพลางกลอกตาไปมา.. ครู่หนึ่งดวงตาทอประกายวาววูบ ยิ้มพลางหันมาตบไหล่น้องชายคนเล็ก ไป เราไปดูกันว่าตอนนี้ เจ้าหนอนหนังสือกำลังทำอะไรอยู่ .. ในจำนวนสี่พี่น้องร่วมสาบาน..ดูเหมือนว่าอันดับสามซาทากะ จะมีหน้าตาดีและเคร่งขรึมสำอางค์กว่าเพื่อน ร่างสูงยามคลุมทับด้วยเสื้อยาวตัวหลวมกว้างสีน้ำเงินเข้ม เข็มขัดหนังหัวเป็นรูปนาคราช ขับเน้นให้ร่างนั้นดูโปร่งบางลง หากมิอาจลดทอนบุคลิกภาพสง่าทระนงลงไปได้แม้แต่น้อย เขาแม้อยู่ในชุดลำลองตามสบาย ทว่าเครื่องแต่งกายทุกชิ้นล้วนสะอาดและประณีต ผมสีดำสนิทเส้นตรงเหยียดยาวสลวยเป็นเงางามราวอิสตรี แม้เวลานี้จะปล่อยยาวระไหล่เป็นธรรมชาติ หากหวีเรียบแล้วใช้แถบผ้าไหมสีทองแดงคาดรัดหน้าผากไว้มิให้ผมรกปรกใบหน้า ด้วยท่าทางปลอดโปร่งสบายๆหากเปล่งสง่าราศีอันสูงศักดิ์จับตา ในสี่ผู้พิทักษ์องค์รัชทายาท.. ทั้งชิริน คาลาธและริวจิลล้วนเป็นกำพร้าที่มีชาติกำเนิดไม่กระจ่างชัด มีแต่ซาทากะเพียงผู้เดียวที่ถือกำเนิดมาจากหนึ่งในสี่ตระกูลแม่ทัพใหญ่คู่บัลลังก์ .. บิดาของเขาไม่เพียงเป็นถึงเจ้าพิชิตอุดร.. ท่านซาฮัส เนอาร์ยังเป็นพี่ใหญ่ร่วมน้ำสาบานขององค์ฟาลอสกษัตริย์รามิเนียลที่แปดอีกด้วย แต่ฟังว่าเขามีปัญหากับบิดาที่ไม่ลงรอยกัน เรื่องราวในครอบครัวที่ยากจะมีผู้ใดมาช่วยสมานความเข้าใจ ดังนั้นองค์ฟาลอสทรงเอ็นดูซาทากะจึงให้เขาเข้าวังตั้งแต่เล็กมาเป็นพระสหายของราชโอรส จึงค่อยช่วยลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างพ่อลูกในตระกูลเนอาร์ไปอีกวิธีหนึ่ง ซาทากะแม้กำเนิดในตระกูลแม่ทัพใหญ่ แต่ด้วยบุคลิกสะอาดสำอางค์บวกกับความลุ่มหลงในวิชาอักษรศาสตร์ภาพวาดและดนตรี ทำให้เขามีลักษณะของนักศึกษาที่คงแก่เรียนมากเสียกว่านายทหาร จนคาลาธชอบตั้งฉายาให้เขาว่า หนอนหนังสือ ยามนี้เขานั่งอยู่ริมหน้าต่างภายในห้องท้องเรือ เบื้องหน้าเป็นกระดานผ้าใบสีขาวจัดวางบนขาตั้ง ในมือถือพู่กันหันหน้ามองทิวทัศน์นอกหน้าต่าง เขากำลังวาดนกนางนวลที่บินโฉบอยู่เหนือผิวน้ำตัวหนึ่ง ข้างๆเก้าอี้ที่นั่งอยู่เป็นโต๊ะที่จัดวางถาดสีและอุปกรณ์วาดรูป และใกล้ๆกันนั้นก็เป็นกาเซรามิคพร้อมถ้วยชา ชาสีเขียวใสในถ้วยไอลอยกรุ่นส่งกลิ่นหอมจางๆ ชายหนุ่มสายตาจับจ้องแต่นกนางนวลกับกระดานผ้าใบ นานๆครั้งจะวางพู่กันแล้วหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบ.. เขาชอบความสงบที่ประดับด้วยความสดใสของท้องฟ้าเหนือทะเลสาปยามนี้ มันทำให้จิตใจของเขาปลอดโปร่งอย่างบอกไม่ถูก ด้วยตำแหน่งแม้เขาจะมีฐานะเป็นขุนพลผู้พิทักษ์องค์รัชทายาท แต่เนื้องานกลับมีมากมายนัก. ฐานะนี้ถูกวางไว้เพื่อเตรียมรับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่คู่บัลลังก์ต่อไปยามเมื่อเจ้าชายเสด็จขึ้นครองราชย์ ดังนั้นพวกเขาไม่เพียงต้องศึกษากลยุทธและการปกครองไปพร้อมกับเจ้าชาย ทั้งยังต้องช่วยเหลืออีกฝ่ายวางรากฐานความเข้มแข็งให้กับวังรัชทายาทอีกด้วย ไม่ว่าอย่างไร.. ด้วยวัยที่ยังไม่ถึงยี่สิบปี ยังนับว่าเยาว์นักที่ต้องแบกรับภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ไว้ เมื่อเทียบกับบุรุษอื่นในวัยเดียวกับพวกเขา แต่พวกเขาก็เต็มใจต่อภารกิจนี้.. เพื่อองค์ฟาลอสผู้เป็นทั้งเจ้าเหนือหัวและอาจารย์ผู้ประสาทวิชา และเพื่อเจ้าชายเมราซัสผู้เป็นทั้งเจ้าชีวิตและน้องชาย.. ต่อให้เป็นงานที่หนักเหนื่อยและลำบากยิ่งกว่านี้..พวกเขาก็ยินดี สองสามวันมานี้ฟ้าใสอากาศปลอดโปร่งสบาย.. พี่ชายสามคาลาธเอ่ยปากอยากเที่ยวทะเลตกปลา เจ้าชายก็ทรงพระทัยดีเหลือเกิน..อนุญาตให้ใช้เรือท่องเที่ยวส่วนพระองค์ลำนี้ออกมาล่องลำเล่นกลางทะเลสาปไซจีแห่งนี้ เพียงแต่พระองค์เองไม่ยอมเสด็จมาด้วย อ้างว่าจะอยู่เมืองหลวงเพื่อเก็บตัวฝึกพลัง ความจริงชิรินไม่อยากมาเพราะเป็นห่วงเจ้าชาย กลัวอีกฝ่ายจะถือโอกาสที่พวกเขาไม่ได้อยู่อารักขาใกล้ชิด แอบออกไปท่องเที่ยวซุกซนนอกวังเหมือนกับที่เคยทำอีก ถึงแม้เจ้าชายน้อยจะทรงฉลาดและฝีมือเลิศล้ำเพียงไหน แต่ในสายตาของพวกเขา.. พระองค์ก็ยังทรงพระเยาว์เกินไป ทั้งยังแสนจะซุกซนดื้อรั้นอย่างร้ายเหลือ .. แล้วจะให้พวกเขาไว้วางใจให้อยู่วังตามลำพังได้อย่างไร โชคดีช่วงนี้องค์ฟาลอสทรงว่างจึงรับปากจะช่วยคุมเจ้าชายให้ รับรองจะไม่ให้หลุดรอดจากสายพระเนตร ทั้งนี้ก็เพราะอยากให้พวกเขาโดยเฉพาะชิรินได้มีโอกาสไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจบ้าง พวกเขาสี่พี่น้องจึงสามารถออกกันมาพร้อมกันได้เช่นนี้.. ยามนั้น..ระหว่างที่ซาทากะกำลังสบายใจจมอยู่ในภวังค์จิตรกรและครุ่นคิดอะไรเพลินๆอยู่นั้น คาลาธกับริวจิลมายืนแอบมองอยู่หลังประตูตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ.. สองคนกระซิบกระซาบเบาๆกันหลายประโยค แล้วน้องชายคู่หูก็ยิ้มพลางพยักหน้าหงึกๆ จากนั้นค่อยๆย่องเงียบกริบเข้ามาในห้อง จนถึงเบื้องหลังของซาทากะ ค่อยยื่นมือแอบเทน้ำหมึกสีแดงในขวดลงในถ้วยน้ำชา.. เสร็จงานก็ย่องๆเดินถอยหลังออกมาจนถึงข้างกายคนช่างคิดแผน แล้วทั้งสองก็ยกมืออุดปากตนเองกลั้นหัวเราะ ซาทากะไม่ล่วงรู้สึกตัวแม้แต่น้อยว่าถูกพี่น้องกลั่นแกล้ง ยังป้ายพู่กันลงสีบนผ้าใบพลางมองออกไปนอกหน้าต่าง แม้ยามวางพู่กันลงชั่วคราว เอื้อมมือหยิบถ้วยน้ำชาขึ้นมาสายตาก็ยังไม่ยอมคลาดคลาถอนไปจากนกนางนวลตัวนั้น รูปภาพวาดเสร็จแล้ว เพียงเหลือใช้สีตกแต่งฉากอีกเล็กน้อย เขายกถ้วยชาขึ้นจ่อริมฝีปากพลางจับจ้องดูภาพวาดของตนเองอย่างชื่นชม จิบชาน้อยๆหวังความดื่มด่ำ หากน้ำชาพอเข้าปากพลันก็ต้องถึงกับสำลัก.. ผุดลุกขึ้นบ้วนทิ้งออกไปนอกหน้าต่างอย่างตระหนก ยามนั้นเห็นทั้งอกเสื้อ แขนเสื้อ ริมฝีปากเต็มไปด้วยสีแดงชาด มิทราบน้ำชามันกลายเป็นสีไปได้ตั้งแต่เมื่อใด.. ชายหนุ่มหมุนตัวขวับมองไปรอบห้องอย่างรวดเร็ว ค่อยเห็นพี่ชายกับน้องชายตัวดีสองคนนั้นยืนหัวเราะอยู่หน้าประตู โทสะถึงกับพลุ่งขึ้นมา กรากเข้าไปหาด้วยความโกรธ ทำอะไรกัน.. พวกท่านใช่มั้ยเป็นคนเอาสีไปผสมใส่ในถ้วยชาของข้า..? รสชาติคงแปลกดีนะ.. คาลาธยักไหล่ถามอย่างไม่ยี่หระ หลิ่วตาไปทางน้องชายคนเล็กแล้วยิ้ม เจ้าปลาตัวโตที่ข้าเหวี่ยงแหทอดได้เมื่อตะกี้ก็อร่อยดีไม่เลวเหมือนกัน ซาทากะอารมณ์ค่อยสงบลงพอเข้าใจแล้วว่าเป็นเรื่องใดกัน หันไปเหลือบมองน้องชายสี่ค่อยยิ้มออกมา โทสะเมื่อครู่สลายตัวลงจากรวดเร็ว พี่น้องผลัดกันแกล้งเป็นเรื่องปกติ.. ยามนี้เมื่อเขาต้องถูกเอาคืนบ้างก็ถือเป็นเรื่องที่สมควร ขณะจะกล่าวอะไร.. เห็นชิรินผู้เป็นพี่ชายใหญ่สาวเท้าตรงมาทางนี้ หมดเวลาพักผ่อนแล้ว..เตรียมตัวกลับกันเถอะนะ จะได้เข้าฝั่งกลับถึงวังรัชทายาทก่อนฟ้าจะมืด.. คาลาธกับริวจิลพอฟังต้องสบตากันแล้วเบ้ปากอย่างเสียดาย.. วันว่างที่สามารถออกมาท่องเที่ยวเช่นนี้นานทีจะได้มีสักครั้ง.. หลังจากนี้ไม่รู้อีกเมื่อไหร่จึงจะได้ออกมาพักร้อนเช่นนี้อีก.. .. สี่ขุนพลผู้พิทักษ์จะมีบ้านพักส่วนตัวอยู่ในวังรัชทายาท คาลาธพอกลับถึงบ้านพักก็ปรากฏเด็กหนุ่มชุดเขียว ใบหน้าเรียวแจ่มใสผมตัดสั้นประบ่าใช้แถบผ้าสีเขียวคาดรัดหน้าผากถาโถมออกมาต้อนรับเขาด้วยสีหน้าตื่นเต้นยินดี .. คนผู้นี้เป็นหนึ่งในสองเด็กรับใช้ประจำตัวของเขานามว่า.. ซันจิ นั่นเอง คุณชายรองกลับมาแล้ว น้ำฝนเย็นๆก่อนไหมท่าน ? อืม.. ก้อดี คาลาธทรุดนั่งลงบนเก้าอี้บุขนแกะตัวหนึ่ง สักครู่พอซันจิยกจอกน้ำมาให้ค่อยรับมาดื่ม.. เด็กหนุ่มกลอกตาอย่างซุกซนถามว่า เป็นไง.. เที่ยวทะเลสนุกหรือไม่..? ก้อสนุกดี ทั้งเหนื่อยทั้งสนุก.. อืม.. ข้าจะไปอาบน้ำก่อนล่ะ.. อ้อ.. จริงสิ..ระหว่างข้าไม่อยู่ที่นี่สงบเรียบร้อยดีไหม ไม่สงบ..ที่นี่เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นเรื่องหนึ่ง.. คำพูดแม้ฟังน่าตระหนก หากสีหน้าแย้มยิ้มยียวนของซันจิ กลับทำให้ผู้ฟังต้องขมวดคิ้วอย่างสงสัย แต่ท่านวางใจเถิด นั่นเป็นข่าวใหญ่ข่าวดี อย่ามัวเล่นอยู่สิ เดี๋ยวก็โดนมะเหงกหรอก มีอะไรรีบบอกมา คือว่า.. ท่านผู้หญิง.. สุดที่รักของท่านคลอดลูกแล้ว หาจริงหรือ.. ? ชายหนุ่มพอได้ยินถึงกับแทบกระโดดปราดขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความดีใจ ย่อมเป็นความจริง.. ข้าจะโกหกท่านทำไม.. เหลวไหล ..ทำไมไม่รีบบอกข้าแต่แรก.. เขาตื่นเต้นปิติจนแทบมิอาจระงับอาการได้อยู่ ละล้าละลังทำอะไรไม่ถูก นอกจากเร่งรัดถามรัวเป็นชุด แล้วเป็นไงบ้าง ผู้หญิง รึ ผู้ชายล่ะ.. หน้าตาน่ารักมั้ย.. ฮ่ะ ฮ่า นี่ข้าจะมีลูกเพิ่มขึ้นมาแล้วหรือนี่ ซันจิก็ตอบอย่างปลาบปลื้ม น่ารักทั้งนั้นเลยล่ะ.. เป็นผู้ชายสาม..แล้วก้ผู้หญิงสอง โห ห้า..เชียวเหรอ.. ไหนๆ ซันจิเร็วเข้า.. พาข้าไปหาสุดที่รักของข้าเร็วๆเถอะ.. ซันจิส่งเสียงร้องรับคำพลางฉวยมือเขาพาไปขึ้นบันไดไปชั้นบน หากแต่ชายหนุ่มกลับเร่งฝีเท้าจนแทบกลายเป็นฉุดมันไปซะมากกว่า เมื่อทั้งสองมาถึงหน้าประตูห้องเล็กๆห้องหนึ่ง คาลาธก็สลัดมือจากการจับกุมของซันจิส่งเสียงเรียกหา ท่านผู้หญิง คาลาธกลับมาแล้ว ท่านผู้หญิงอยู่ไหน.. ? ในเสียงเรียกหา..ชายหนุ่มผลักเปิดประตูเข้าไป เห็นภายในห้องนั้นจัดวางฟูกนุ่มบนพื้นกางมุ้งสี่เสา ร่างของคาลาธเพิ่งโถมเข้ามาในห้อง ก็ปรากฏสุนัขสีขาวสีน้ำตาลขนยาวปุกปุยสองตัวพากันกระดิกหางกระโจนเข้ามาหาเขา ชายหนุ่มหัวเราะฮาฮาย่อตัวลงนั่งยองๆกับพื้นปล่อยให้พวกมันเข้ามายกขากอดจูบแก้มเลียหน้าด้วยความดีใจ จนอาการตื่นเต้นปิติของพวกมันสงบลงบ้าง คาลอธค่อยยื่นมือตบหัวเจ้าตัวสีน้ำตาลเบาๆ ซาทากิ.. เป็นไงฮึพรรคพวก คราวนี้แกก้อเป็นได้เป็นพ่อแล้วซีนะ.. ฮ่ะฮ่ะ..เก่งไม่เบานะเรา ซาทากิ.. ซึ่งเมื่อก่อนเคยใช้ชื่อ ซาทากะ อันเป็นชื่อที่พ้องตรงกับชื่อน้องชายสามโดยตั้งใจ ตอนนั้นจำไม่ได้แล้วว่าเขาไปมีเรื่องหมั่นไส้อะไรกับเจ้าน้องชายจอมหยิ่งคนนั้น แต่ก้อทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้เพราะคำสาบานพี่น้องที่จ่อคออยู่ ดังนั้นเลยแก้เผ็ดโดยเอาชื่อมาตั้งเป็นชื่อหมาเสียเลย เพื่ออยากให้เจ้าซาทากะโกรธจนหัวฟัดหัวเหวี่ยงให้เขาสะใจเล่น ระหว่างเขากับน้องชายคนนี้ มีเรื่องให้กัดกันมาตั้งแต่เล็ก.. เดี๋ยวดีเดี๋ยวทะเลาะ เพียงแต่ไม่เคยแค้นกันจริงๆ หรือโกรธกันนาน ตอนนั้นจำได้ว่าสักพักพอพวกเขาดีกัน เขาก็เลยยอมอ่อนข้อให้อีกฝ่ายหนึ่งก้าว โดยเปลี่ยนจาก ซาทากะ ให้เป็นซาทากิเสีย เจ้าหมาขนสีน้ำตาลยาวตัวนี้จึงได้ชื่อ ซาทากิ นับแต่บัดนั้น หลังจากทักทายซาทากิ ค่อยตบหัวเจ้าตัวสีขาวบ้างเพื่อความยุติธรรม เป็นไงท่านผู้หญิง.. คลอดยากไหม.. ไหน..พาข้าไปดูลูกเจ้าทีซิ ท่านผู้หญิงกระดิกหางรับอย่างแสนรู้ พาเจ้านายมายังหน้าที่มุ้งของมัน ( เจ้าชายเคยทรงหัวเราะขำที่เขาตั้งชื่อหมาได้อย่างประหลาด ความจริงชื่อท่านผู้หญิงนี้ก็มีที่มา แต่เขาไม่บอกใครหรอกว่ามายังไป.. แม้เจ้าชายจะทรงบีบคอเค้นถาม เขาก็ยังคงปิดปากเงียบ จนกระทั่งถึงทุกวันนี้..) คาลาธยื่นมือแหวกเปิดมุ้งกว้าง กวาดสายตามอง เห็นบนฟูกหนานุ่มนอนเรียงไว้ด้วยลูกสุนัขตัวเล็กๆที่ตายังไม่ทันเปิดห้าตัว เป็นสีขาวล้วนหนึ่งตัว น้ำตาลล้วนหนึ่งตัว ส่วนที่เหลืออีกสามจะเป็นสีขาวลายแต้มน้ำตาล ด่างมากด่างน้อยต่างกันไป.. ชายหนุ่มเอื้อมมือลูบหัวเจ้าตัวน้อยๆแต่ละตัวอย่างเบามือแล้วยิ้ม ซันจิที่ด้านข้างถึงกับเหม่อมองจนซึม เผยอยิ้มอย่างลืมตัว .. ท่านคาลาธของมันผู้นี้ร้ายกาจเพียงไหน ไม่ว่าใครต่างรู้จักและยอมรับ ถึงแม้ในสี่ขุนพลผู้พิทักษ์เขาจะไม่ใช่ผู้มีพลังฝีมือสูงสุด แต่ด้วยความฉลาดเจ้าเล่ห์เป็นกรด วิชาฝีมือการปลอมโฉมที่เป็นหนึ่งในปฐพี บวกกับนิสัยที่เอาเรื่องไม่ค่อยยอมคนของเขา.. ไม่ว่าใครก็ไม่กล้าล่วงเกินเขา ฉายา จ้าวปีศาจ ที่ผู้อื่นแอบตั้งให้เขา นับว่าประกันความ ร้าย ของคนผู้นี้ได้เป็นอย่างดี ในสี่ขุนพลผู้พิทักษ์ หากนับฝีมือต้องยกให้ชิรินเป็นอันดับหนึ่ง แต่ความร้ายกาจนั้น..คาลาธกลับเหนือกว่าผู้ใด องค์ฟาลอสเคยให้นิยามบุคลิกนิสัยของสี่ขุนพลผู้พิทักษ์ขององค์ราชโอรสว่า อันดับหนึ่ง..ชิรินสุภาพอ่อนโยน ทำอะไรสุขุมลุ่มลึก นิสัยเข้มแข็งและเคร่งครัดเจ้าระเบียบ .. อันดับสอง..คาลาธ กลอกกลิ้งทันคน ดีร้ายปนกัน ตาต่อตาฟันต่อฟัน ไม่เคยยอมสยบผู้ใด อันดับสาม..ซาทากะ เคร่งขรึมเย็นชา เปลือกนอกไม่แยแสสนใจใคร หากเนื้อแท้ภายในอารมณ์อ่อนไหวดุจศิลปิน อันดับสี่..ริวจิล ร่าเริงแจ่มใสคล้ายเด็กที่ไม่รู้จักโต..หากปราดเปรียวทันคนและมีมนุษยสัมพันธ์ดี แต่สำหรับซันจิที่ใกล้ชิดคาลาธกลับรู้ ชายหนุ่มผู้นี้ยามอ่อนโยนขึ้นมาแม้ท่านชิรินก็คงเทียบไม่ได้ ยามร่าเริงแจ่มใส..แม้แต่ท่านริวจิลก็ยังไม่น่ารักเท่าเขา และมีหลายครั้งที่เขามีอารมณ์อ่อนไหวขึ้นมาดุจศิลปิน ทั้งที่เขาวาดรูปไม่เข้าท่า เล่นดนตรีไม่เป็น และแต่งกลอนไม่เก่งเหมือนกับท่านซาทากะก็ตาม . ซันจิปล่อยให้ผู้เป็นนายอยู่ชื่นชมลูกสุนัขเพิ่งเกิด ส่วนตนเองล่าถอยออกมาเงียบๆ ลงบันไดมาชั้นล่าง เห็นเด็กหนุ่มร่างสันทัดหน้าตาคมเข้มยืนชะเง้อคอมองอยู่ ซันจิ.. คุณชายรองกลับมาแล้วหรือ.. อืม.. แล้วเจ้าไปไหนมาน่ะ..พีจาร์ ที่แท้อีกฝ่ายก็เป็นเด็กรับใช้ ที่คาลาธชุบเลี้ยงไว้ตั้งแต่เล็กคู่กับซันจินั่นเอง เอ่อ.. ข้า..อือ..จริงสิ..คุณชายถามอะไรถึงข้ามั้ย.. เปล่า.. มัวดีใจกับลูกของนางท่านผู้หญิง.. ก้อเลยไม่ได้ถาม เฮ้อ..ดีใจ.. พีจาร์ถอนใจอย่างโล่งอก ขอบคุณสวรรค์ ขอบคุณนางท่านผู้หญิง ซันจิกลับขมวดคิ้ว รู้สึกพีจาร์ท่าทางแปลกๆ คล้ายซุกซ่อนเรื่องบางอย่างอยู่ในใจ เพียงแต่เห็นอีกฝ่ายหันกายเดินผละไป ดังนั้นจึงไม่ได้เอ่ยคาดคั้นไถ่ถามว่าเป็นเรื่องใด จาก : kjb - 25/01/2001 12:20 |
|
ข้อความ : หึหึ...ดูเหมือนว่าฤกษ์ไม่ค่อยดีเลยแฮะ
มาถึงก้อ paste สลับกันระหว่างบททักทายกับบทนำ อย่าเพิ่งเวียนหัวนะคะ ขอโทษด้วยจริงๆ...อิอิ จาก : kjb - 25/01/2001 12:24 |
|
ข้อความ : อืม สนุกดีครับ ออกบนจีนอย่างที่ว่า
แต่รู้สึกข้อความจะกว้างไปนิดครับ ถ้าเปิดicqต้องคอยเลื่อนจอซ้ายขวา จาก : kumagift - 25/01/2001 15:21 |
|
ข้อความ : ศัพท์สำนวนไพเราะมากๆ ราวกับเป็นศรีปราชญ์กลับชาติมาเกิด
เท่าที่อ่านดูท่าทางจะเหมือนหนังจีนมากกว่าหนังฝรั่งแฮะ เอาเป็นว่าจะรอดูบทบู๊แล้วกันว่าจะมันส์ขนาดไหน จาก : Fic T. - 25/01/2001 15:53 |
|
ข้อความ : ว่างๆก็แวะ irc ห้อง #@FictionZone หน่อยนะครับ...
แต่งเก่งจริงๆครับ ^^ จาก : Angel k - 25/01/2001 20:04 |
|
ข้อความ : สุดยอดดดด
เก่งจังครับ จาก : illusion - 26/01/2001 10:34 |
|
ข้อความ : อ่า..สำนวนแจ๋วเลยครับ แต่..กลิ่นไอนิยายจีนตลบดังท่านว่าจริงๆ ^ ^; จาก : Cid - 27/01/2001 10:14 |