หัวข้อ : ROAR!!! Chapter 33 - Blind Guardian 13 (Cure The Pain) - ช่วงต้น
ข้อความ : 3 วันต่อมา หลังจากการต่อสู้ที่โรงเรียน
ตอนนี้ภายในเมืองวินด์ฮิลเต็มไปด้วยกองทหารกองหนุนจากรัฐแกรี่แลนด์ซึ่งมาพร้อมกับอาวุธล้ำสมัยจำนวนมาก (ดังที่อธิบายไปในตอนต้นๆ ของเรื่องแล้ว) และกองกำลัง
จำนวนกว่า 4000 คน ดูเหมือนจะน้อยในการรักษาเมืองใหญ่อย่างวินด์ฮิล แต่เพราะมีอาวุธและเครื่องจักรพลังออร่าที่ยอดเยี่ยมคอยหนุนอยู่ ก็ทำให้กองทหารแห่งแกรี่แลนด์
สามารถต้านทานแสนยานุภาพของวอร์เรนเซียได้สบาย


เคนนี่ยืนอยู่บนถนนด้านหน้าของจวน กำลังจ้องมองไปยังโรงเรียนบนเนินเขาที่ตอนนี้ทั้งทหารและประชาชนกำลังร่วมมือกันขนเศษซากหักพังออกไปเป็นการใหญ่ หันไปมองอีก
ด้านทางด้านล่าง บรรดาเด็กๆ หลายคนต่างวิ่งเล่นกันเต็มไปหมดราวกับลืมเหตุการณ์เมื่อ 3 วันก่อนไปแล้วจนหมด ชาวบ้านต่างก็ออกมาทำงานกันตามปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
" ในวันนั้นหลังจากที่เรื่องราวทั้งหมดจบลงแล้ว " เสียงของเคนนี่ดังขึ้นมาในใจ " แอรอนกลับไปที่รถซึ่งจอดทิ้งเอาไว้นอกเมือง เพื่อจะถอยกลับมาก่อน แล้วจากนั้นจึง
ติดต่อไปยังกองทัพใหญ่ที่เมืองคาคอนซิส รายงานเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ท่านกราเซียรู้ รวมทั้งเรื่องที่รัซเซลล์กลายเป็นคนตาบอดเพื่อช่วยทุกคน
" ตอนนี้ถือเป็นความลำบากใจของท่านกราเซียอยู่ไม่น้อย เพราะตอนนี้ท่านต้องเตรียมรับมือกับกองทัพวอร์เรนเซียซึ่งบัดนี้ได้ขอกำลังสนับสนุนจากกลุ่มรูนมาสเตอร์จาก
เกาะซัลดีน และเมื่อได้ฟังรายละเอียดเกี่ยวกับอาการตาบอดของรัซเซลล์ที่หมอหลายๆ คนในเมืองวินิจฉัยและบอกให้พวกเราฟังแล้ว ท่านกราเซียบอกว่าการรักษา
ค่อนข้างลำบากมากในตอนนี้ เพราะบริเวณจอรับภาพของตา และเส้นประสาทตานั้นถูกตัดจนขาด ถึงท่านกราเซียจะใช้พลังช่วยรักษาด้วยก็ตาม แต่ประสาทตาที่
สร้างใหม่นั้นจะอ่อนแอมาก ไม่สามารถมองเห็นได้ทันที ยังคงต้องได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญอีกระยะจนแน่ใจว่าประสาทตาจะทำงานได้เป็นปกติจริง ซึ่งด้วยภารกิจ
ของท่านกราเซียในตอนนี้ไม่สามารถปลีกตัวมาจัดการเรื่องการดูแลได้
" แต่ในที่สุด ท่านกราเซียก็ตัดสินใจ โดยบอกกับแอรอนว่าจะส่งกองทัพของแกรี่แลนด์ส่วนหนึ่งไปยังเมืองวินด์ฮิล พร้อมกับเครื่องวาร์ปเกทที่เชื่อมต่อกับวาร์ปเกทที่เอลแลน
ซึ่งเป็นที่ที่มีกำลังคนและอุปกรณ์พร้อมมากกว่าที่คาคอนซิสซึ่งอาจกลายเป็นสนามรบเมื่อไหร่ก็ได้ ส่วนตัวท่านเองจะตามไปทางเครื่องวาร์ปของฐานใหญ่ที่เมืองคาคอนซิส
หลังจากติดตั้งเครื่องเรียบร้อยแล้ว เพื่อใช้พลังเชื่อมเส้นประสาทตาให้กับรัซเซลล์ไว้ก่อน ก่อนจะส่งตัวไปพักฟื้นประสาทตาที่เอลแลนต่อไป
" สำหรับรัซเซลล์นั้น พวกเราทุกคนได้พาตัวมายังจวนของเจ้าเมืองซึ่งอยู่ในเมืองไม่ได้อยู่ที่โรงเรียน โดยท่านเทเรซ่าอนุญาติให้พวกเราทั้งหมดพักอาศัยอยู่ในจวนเป็นการชั่วคราว
เพื่อรอวันส่งตัวรัซเซลล์ไปรักษาที่เมืองเอลแลน เมืองหลวงของรัฐนอร์ธการ์ด... "
เคนนี่ยืนนึกมาถึงตรงนี้ด้วยอาการเหม่อลอยอยู่ครู่หนึ่ง
" ยืนทำอะไรอยู่น่ะ เคนนี่ "
เสียงทักใสๆ อันคุ้นหูของไอร่าดังขึ้นมาจากด้านหลังของเคนนี่ เขาหันกลับไปหาพร้อมกับเรียก " ไอร่าเหร.. "
คำพูดของเขาหยุดอยู่แค่นั้น พร้อมกับทำหน้าตาตะลึง เมื่อได้เห็นชุดของไอร่า
ไอร่าไม่ได้สวมชุดสีฟ้าอย่างที่เคยสวม หรือชุดนักเรียนอย่างคราวที่แอบเข้าเมืองมา โดยตอนนี้เธอสวมเสื้อแขนกุดสีเขียวอ่อนที่เนื้อผ้าดูโปร่งดีชะมัดปล่อยชายยาว
พ้นเอวถึงราวๆ โคนขาอ่อน เสื้อในเป็นเสื้อเอวลอยสีดำรัดรูป แขนกุดเหมือนกัน กางเกงสีดำรัดรูป คล้ายกางเกงเต้นแอโรบิค (ไม่รู้เรียกว่าอะไรง่ะ) ยาวประมาณครึ่งขาอ่อน
สวมรองเท้าคล้ายรองเท้ากีฬาปัจจุบัน ถุงเท้าขาวพับแค่ข้อเท้า ผมที่เคยย้อมสีน้ำตาล ตอนนี้กัดสีออกจนกลายเป็นผมสีขาวเหลือบม่วงอ่อนเหมือนกำมะหยี่เหมือนเดิม ต่างกันที่ตอนนี้
ผมถูกตัดจนสั้นแล้ว
" ตกใจงั้นเหรอ " ไอร่าถามด้วยรอยยิ้มอย่างร่าเริง พร้อมกับหมุนตัวรอบหนึ่งเหมือนจะโชว์ชุดให้เคนนี่ดู " ได้มาจากเพื่อนร่วมห้องน่ะ พอดีอยู่ว่างๆ เลยลองใส่ดู "
สีหน้าของไอร่าตอนนี้เหมือนจะเอียงอายนิดหน่อยแล้วถาม " เหมาะมั้ย "
" ก็... เอ่อ... เหมาะดีนะ " เคนนี่ตอบตะกุกตะกัก หน้าตาของเขาก็แดงเหมือนกัน
ไอร่ารู้สึกขันๆ กับสีหน้าท่าทางของเคนนี่ เธอหัวเราะเบาๆ ด้วยเสียงใสๆ เหมือนระฆังเงิน หันไปมองพวกเด็กๆ ที่วิ่งเล่นกันอยู่แล้วพูดกับเคนนี่
" ในที่สุดเรื่องคราวนี้ก็จบลงได้ซะทีนะ "
" ใช่ จบลงแล้ว " เคนนี่พูด " แต่ดูจะไม่ค่อยงดงามนักหรอก เพราะยังไงซะก็มีผู้เสียสละแล้วคนนึง "
ไอร่ามีสีหน้าสลดไปกับคำพูดของเคนนี่ " นั่นสินะ "
ไอร่าเงยหน้าขึ้นไปมองบนท้องฟ้า แล้วถาม
" นี่ เคนนี่ เคยคิดบ้างมั้ยว่าทำไมคนเราถึงต้องทำสงคราม ต้องมาฆ่ากันโดยไม่มีสาเหตุกันแบบนี้ "
เคนนี่เงียบไปเมื่อได้ฟังคำถามที่น่าคิดของไอร่า เขาเองก็ไม่รู้ว่าจะตอบยังไงดีเหมือนกัน
" ทุกคนมักจะอ้างความจำเป็นว่า ทำเพื่อปกป้องครอบครัวและประเทศชาติ " ไอร่าพูดต่อ " แต่ทั้งๆ ที่รู้กันแท้ๆ ว่าถ้าไปแล้วจะต้องทิ้งความเจ็บปวดไว้ให้คนเบื้องหลังแล้ว
ทำไมถึงต้องไปอีก "
" บางทีอาจจะเป็นอย่างที่เจ้ารัซเซลล์พูดก็ได้นะ " เคนนี่ตอบ " พวกผู้ใหญ่ที่คิดแต่จะปกป้องเด็กๆ ของตัวเองด้วยการไปเป็นทหารเพื่อปกป้องดินแดนของตัวเอง
สุดท้ายก็ตายในสนามรบ ทิ้งครอบครัวไว้เบื้องหลังแบบนั้น แล้วทำเพื่อสนองความอยากปกป้องคนอื่น พวกที่ทำแบบนั้นน่ะเป็นได้ "ผู้พิทักษ์ตาบอด" อย่างที่หมอนั่นมันพูดเลยละ "
ทั้งคู่ต่างยืนนิ่งกับคำพูดที่ต่างฝ่ายพูดออกมา
ครู่ใหญ่ ไอร่าก็พูดออกมาด้วยสีหน้า
" นี่ ไปหารัซเซลล์กันหน่อยดีมั้ย วันนี้เป็นวันที่รัซเซลล์จะถุกส่งตัวกลับไปรักษาตาที่เอลแลนแล้วไม่ใช่เหรอ ไปเยี่ยมเค้าซะหน่อยสิ "
" อืมม์ ก็ดีเหมือนกัน " เคนนี่พูด พร้อมกับเดินไปยังประตูใหญ่ของจวนที่ไอร่าเดินออกมาทันที โดยมีไอร่าเดินตามไป


ที่โรงเรียนของเมืองวินด์ฮิลซึ่งบัดนี้แทบไม่เหลือซากจากการปะทะกันอย่างหนักแล้วนั้น ตอนนี้เต็มไปด้วยทหารทั้งจากกองหนุนรัฐแกรี่แลนด์และทหารของวินด์ฮิลมาเต็มไปหมด
ที่กำลังจัดการเคลียร์พื้นที่ด้วยการขนเศษหินเศษดินของตึกเรียนใหญ่ที่ถล่มจากการต่อสู้ และมีอยู่กลุ่มหนึ่งที่กำลังใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่อะไรซักอย่างรูปร่างคล้ายที่ขุดเจาะน้ำมัน
กำลังเจาะผนังจอมปลวกดินที่วอลโดสร้างขึ้นมาอย่างง่ายดายราวกับเป็นเต้าหู้ จากนั้นก็มีรถคล้ายๆ รถตักดินใหญ่ๆ ตักดินออกไปกองไว้ตรงจุดหนึ่งใกล้ๆ กัน
แอรอนยืนดูเครื่องนั้นอย่างสนอกสนใจกว่าเครื่องมืออื่นๆ ที่เห็นมาทั้งหมด
" อยากให้ไอ้เครื่องนั่นอยู่ที่นี่ตอนนั้จริงว่ะ " แอรอนพึมพำอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่นัก "ตอนนั้น" ในความหมายของแอรอนก็คือเมื่อ 3 วันก่อนตอนที่กำลัง
แอรอนเดินดูการทำงานของพวกทหารด้วยสาบตาไปเรื่อยๆ เฉื่อยๆ ไม่ค่อยสนใจอะไรมากนัก เขาเดินไปเรื่อยๆ ผ่านจุดที่รัซเซลล์ทุบพื้นจนเป็นหลุมใหญ่ซึ่งตอนนี้กองทหารกำลัง
ใช้รถคล้ายแทรกเตอร์เกลี่ยดินไปถมหลุมนั้นอยู่
ในขณะที่กำลังเดินผ่านจุดที่วางสิ่งของที่หาได้จากซากปรักหักพัง ซึ่งก็มีพวกแจกัน หนังสือ รูปภาพต่างๆ นั้น
รูปภาพขนาดใหญ่รูปหนึ่งวางพิงอยู่กับซากผนัง เป็นรูปเต็มตัวของคน 3 คน คนแรกเป็นชายในวัยกลางคน ผมสีน้ำตาลเข้มใบหน้าดูผอม แต่เมื่อไว้เคราแล้วกลับทำให้
ดูสง่างามมากขึ้น สวมชุดอย่างขุนนางระดับเจ้าเมืองเต็มยศ ยืนด้วยท่าทางอันองอาจทรงพลัง คนที่สองที่ยืนอยู่ข้างๆ เป็นหญิงวัยกลางคน แต่เครื่องประดับเต็มยศเช่นกัน สีหน้าของ
สตรีในภาพเต็มไปด้วยความอ่อนโยน มุมปากเผยอยิ้มน้อยๆ ดวงตาจ้องมองตรงแน่วมาข้างหน้าอย่างมั่นคงเข้มแข็ง ส่วนคนสุดท้ายเป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ผมสีทอง หน้าตาน่ารัก
แต่แววตาเต็มไปด้วยความ
แอรอนมองภาพนั้นอย่างสนใจแล้วหันไปถามทหารคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ นั้น
" เฮ้ นี่รูปใครงั้นเหรอ "
" รูปครอบครัวของท่านเจ้าเมืองน่ะครับ วาดเอาไว้ตั้งแต่สมัยท่านเจ้าเมืองคนก่อนกับภรรยายังมีชีวิตอยู่ " ทหารผู้นั้นตอบ
แอรอนรับคำอ้อ แล้วหันไปพิจารณารูปภาพอีกหน เอานิ้วจิ้มคางด้วยสีหน้าสงสัย แล้วถามขึ้นมาลอยๆ
" แปลกแฮะ ทำไมท่านเทเรซ่าถึงได้หน้าตาไม่เหมือนกับท่านพ่อกับท่านแม่เลย "
" ท่านเทเรซ่าน่ะไม่ใช่ลูกสาวแท้ๆ ของท่านเจ้าเมืองกับท่านผู้หญิงหรอกครับ "
" อ้าว "
" ได้ยินว่าเดิมทีท่านเทเรซ่าน่ะเป็นเด็กกำพร้าจากสงครามเมื่อ 20 ปีก่อน ตัวท่านเจ้าเมืองคนก่อนเองก็ยังไม่มีลูก ดังนั้นจึงรับท่านเทเรซ่าเป็นลูกบุญธรรมน่ะครับ "
" ยังงี้นี่เอง " แอรอนพูดพร้อมกับพยักหน้าอย่างเข้าใจ " ขอโทษนะถามมากเรื่อง "
พูดจบแล้วก็ผละจากภาพเหมือนทั้งสอง เดินตรงไปยังบันไดทางลงไปยังถนนที่เชื่อมตรงไปยังเมืองเพื่อจะไปหารัซเซลล์ที่จวนเจ้าเมืองต่อไป


รัซเซลล์สะดุ้งเฮือกขึ้นมาจากเตียงในห้องด้วยสีหน้าขวัญหาย เหงื่อกาฬแตกพลั่กทั้งตัว
" ฝันอีกแล้วเหรอเนี่ย " รัซเซลล์พึมพำกับตัวเอง 3 วันมานี้ รัซเซลล์ฝันถึงเรื่องเดียวติดๆ กันมาตลอด
เป็นภาพของสถานที่แห่งหนึ่งคล้ายห้องโถงใหญ่ของที่ไหนซักแห่ง ที่พื้นมีเลือดและเศษชิ้นส่วนของมนุษย์เกลื่อนไปหมด ทั้งแขนขา หัวหู ตับไตไส้พุง
ที่ตรงกลงลานเลือดนั้น ร่างเล็กขนาดเด็ก เสื้อผ้าขาดวิ่นเปื้อนเลือดเต็ม กล้ามเป็นมัด มีขนสีเหลืองสลับริ้วดำขึ้นเต็มไปหมดทั้งตัว และส่วนหัวที่เป็นเสือโคร่งกำลังแยกเขี้ยว
อย่างดุดัน
ที่มุมหนึ่งของห้องนั้นมีร่างเล็กๆ กลุ่มหนึ่งจับกลุ่มรวมกันอยู่ เป็นเด็กกลุ่มหนึ่ง ทั้งชายและหญิง ใส่เสื้อผ้าสีทึมๆ มีรอยปุปะเต็ม กำลังจ้องมองมายังร่างครึ่งคนครึ่งเสือนั้น
อย่างหวาดกลัวเต็มที่ ภาวนาในใจว่าอย่าให้มนุษย์เสือนั้นหันมาทางนี้เลย
แต่คำภาวนานั้นไม่ได้ผล เพราะประกายตาสีเขียวมรกตนั้นหันขวับมายังพวกเขาแล้ว พร้อมร่างกายที่หันมาหา
กลุ่มเด็กๆ ถอยกรูดด้วยความหวาดกลัว แล้วกลายเป็นการวิ่งหนีอย่างอลหม่าน นั่นยิ่งเท่ากับเร่งให้มนุษย์เสือนั้นจู่โจมทันที
แต่ร่างของมนุษย์เสือนั้นคล้ายชะงักไปชั่วขณะหนึ่ง เหมือนถูกดึงคอเสื้อเอาไว้ ซึ่งแท้จริงนั้นเกิดจากการที่มีเด็กคนหนึ่งดึงหางของมันไว้
นัยน์ตาของมนุษย์เสือนั้นทอประกายโกรธขึ้นมาวูบหนึ่ง ตวัดกรงเล็บกลับหลังทันที
เสียงร้องกรี๊ดอย่างตกใจและเจ็บปวด บอกให้รู้ว่าร่างที่ถูกกรงเล็บไปนั้นถือเพศหญิง
มนุษย์เสือนั้นชะงักไปทันทีที่ได้ยินเสียงร้อง ตาเบิกกว้างอย่างตะลึง ลดท่าทางดุร้ายอย่างช้าๆ หันไปมองร่างที่ถูกตบจนกระเด็นไปคว่ำอยู่อีกทาง
ร่างนั้นนอนอยู่ท่ามกลางกองเลือดสีแดงสดส่งกลิ่นคาวคลุ้ง ผมสีทองยาวสยายลงมาจนปิดแผ่นหลังเกือบหมด เห็นแต่เส้นผมยาวสยายเหมือนหนวดแมงกะพรุนกางออก
บนทะเลเลือดเท่านั้น
ท่าทางดุร้ายของมนุษย์เสือหายไปแล้ว เหลือเพียงความตะลึงไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง ความรู้สึกผิด ความเจ็บปวดที่ระบายออกมาเป็นเสียงคำรามดังสนั่นหวั่นไหว
น่าแปลก รัซเซลล์นึกในใจ เราไม่ได้ฝันถึงเหตุการณ์นั้นมานานมากแล้วนี่นะ ทำไมจู่ๆ ถึงมาฝันติดๆ กัน 4 วันแบบนี้
รึเพราะเกิดคลั่งขึ้นมา ทำให้เรานึกถึงเหตุการณ์ตอนนั้นอีก
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมานานมากแล้ว
เกี่ยวกับอดีตของรัซเซลล์
รัซเซลล์เกิดในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างการสิ้นสุดของสงครามสมิง เป็นหนึ่งในจำนวนเด็กกำพร้าจากสงครามที่มีอยู่มากมายกว่าสามแสนคน จำนวนที่มากขนาดนี้ทำให้เกิดสถาน
รับเลี้ยงเด็กกำพร้าขึ้นมามากมาย โดยเฉพาะในดินแดนทางตอนเหนือของทวีป ประมาณว่ามีสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ากว่า 1400 โรง เลยทีเดียว ในบรรดาสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่มากมาย
เหมือนแมลงสาบเหล่านี้ ก็มีทั้งที่ดีและไม่ดี ที่ดีก็ดูแลเด็กในอุปการะอย่างดี ให้ความรักและความอบอุ่นราวกับเป็นครอบครัวเดียวกัน แต่บางที่นั้นถูกตั้งขึ้นมาเพียงเพื่อความมีหน้ามีตาของ
ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ดังนั้น สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่ถูกตั้งขึ้นมาด้วยสาเหตุนี้จึงมักจะไม่มีการจัดการที่ดี ทั้งเรื่องความสะอาด เรื่องอาหารการกิน นอกจากนี้ผู้ดูแลสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า
ยังเป็นคนที่ไม่เข้าใจจิตวิทยาเด็ก คิดว่าเด็กๆ เป็นพวกน่ารำคาญอีกด้วย
และรัซเซลล์ก็เป็นหนึ่งในเด็กกำพร้าอีกนับหมื่นๆ ที่โชคร้ายได้อยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าอย่างหลังที่กล่าวถึง
รัซเซลล์กับเพื่อนพ้องเด็กกำพร้ารุ่นเดียวกันในสมัยนั้นต้องทนรับแต่อาหารงี่เง่าๆ ไม่มีคุณค่า เช่น ซุปเห่ยๆ ที่เหมือนน้ำเปล่า ขนมปังก้อนแข็งๆ ขนาดปาหัวหมาแตก มันฝรั่งบด
เละๆ กับเนื้อย่างกลิ่นเหมือนของเก่าค้างคืนที่ราดน้ำเกรวี่สีน้ำตาลๆ ทับเต็มไปหมด
นอกจากอาหารน่าเกลียดๆ แล้ว พวกเขายังต้องรับอารมณ์อันรุนแรงจากพวกผู้ดุแลบางคนที่ชอบลงโทาเด็กๆ อย่างรุนแรงเพื่อสนองความซาดิสม์ส่วนตัว
รัซเซลล์ดูจะเป็นคนเดียวที่อาจหาญต่อกรกับพวกบาทหลวงที่มีหน้าที่จัดการกับเรื่องราวภายในของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้านั้น ดวงตาสีม่วงเข้มนั้นฉายแววเด็ดเดี่ยวและดุดันเสมอ
ริมฝีปากเม้มสนิท ที่ไม่มีแม้แต่เสียงร้องซักคำแม้จะถูกลงโทษฟาดเอาอย่างแรงด้วยเข็มขัดหนังก็ตาม
ดังนั้น ทุกครั้งที่พวกเด็กๆ ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าจะหาทางเล่นงานพวกผู้ดูแล รัซเซลล์จะเป็นแม่กองคอยนำทัพออกลุยอยู่เสมอ ซึ่งเมื่อถูกจับตัวได้แล้ว รัซเซลล์
ก็จะออกตัวรับผิดเกือบตลอด เป็นเหตุให้ถูกลงโทษอย่างรุนแรงเกือบทุกครั้ง
เด็กแทบทุกคนต่างยินดีที่มีรัซเซลล์คอยเป็นด่านคุ้มกันให้ แต่ก็มีอีกหลายคนที่สงสารรัซเซลล์ ไม่อยากให้รัซเซลล์ทำแบบนั้น
ในจำนวนนี้ก็มีอยู่คนนึงที่ดูจะพิเศษกว่าคนอื่น
เป็นเด็กผู้หญิงผมยาวสีทอง หน้าตากับชื่อจำไม่ได้ เหมือนเด็กคนนั้นจะเคยบอกชื่อของเธอแล้วหลายหน แต่รัซเซลล์ก็ไม่เคยจำได้ซะที และเรียกเธอว่า ยัยหน้ามู่ทู่ มาตลอด
แต่เด็กคนนั้นกลับจำชื่อเขาได้ และมักจะเรียกเขาอย่างสนิทสนมว่า ราซ สั้นๆ อย่างนี้เสมอ
ปกติเวลามีเพื่อนคนอื่นมาบอกให้รัซเซลล์เลิกออกรับแทนคนอื่น รัซเซลล์มักจะบอกว่า " พวกนั้นมันเป็นเพื่อนชั้นนะ "
แต่กับเด็กคนนี้ เมื่อให้เหตุผลแบบนั้น เธอมักจะตอบแว้ดๆ กลับมาด้วยหน้าตาโกรธๆ ว่า
" เธอน่ะตาบอดรึเปล่า!! "
แล้วก็ต่อด้วยสารพัดคำต่อว่าเป็นชุดๆ ซึ่งรัซเซลล์ปิดหูลืมๆ มันไปซะหมดแล้วด้วยความรำคาญใจ รู้สึกอยากให้เด็กคนนั้นไปให้ไกลๆ เสียเป็นกำลัง
รัซเซลล์เชื่อมั่นอยู่เสมอใน มิตรภาพระหว่างเพื่อน เพื่อนต้องปกป้องเพื่อน ช่วยเหลือเพื่อน
จนวันหนึ่ง เมื่อรัซเซลล์อายุ 10 ขวบ ซึ่งในขณะนั้นพลังของสมิงเริ่มจะแสดงออกมาค่อนข้างชัดเจนแล้ว รัซเซลล์กับพรรคพวกได้ทำความผิดโดยแอบดอดเข้าไปขโมยอาหารจาก
โกดังเก็บของของโรงเลี้ยงเด็กกำพร้าซึ่งล่ามกุญแจไว้แน่น แต่แม้จะแน่นแค่ไหนประตูก็ยังคงเป็นไม้ผุๆ รัซเซลล์กระแทกเพียงสองสามหนก็พังมันอย่างง่ายดาย และเข้าไปสวาปามอาหาร
นั้นอย่างสบายใจเฉิบ แถมเอาติดไม้ติดมือมาฝากเพื่อนๆ อีกซะด้วย
คราวนี้เลยเกิดปัญหา เมื่อพวกผู้ดูแลเกิดกลับมาเห็นสภาพของห้องเก็บอาหารที่ถูกพังซะไม่มีชิ้นดีเข้า พวกนั้นตะละคนบึ่งตรงไปเรียกเด็กกำพร้าทุกคนเข้ามารวมกันที่ห้องโถงใหญ่
ทันทีด้วยดวงตาและใบหน้าที่เขียวเป็นศพถูกรัดคอ ตะคอกถามเสียงดังลั่นว่าใครเป็นคนทำลายห้องเก็บอาหาร
รัซเซลล์ยอดคนกล้า ออกรับว่าเป็นคนทำลายห้องเก็บอาหาร แต่พวกนั้นไม่ยอมเชื่อ เพราะประตูห้องเก็บอาหารนั้นเป็นประตูใหญ่ แม้จะผุแล้วก็ตาม แต่ลำพังด้วยกำลังของเด็กอายุ
แค่ 10 ขวบเพียงคนเดียวไม่มีทางทำให้ประตูนี้สะเทือนได้เลย ดังนั้นความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวก็คือ คนร้ายต้องไม่มีเพียงคนเดียว
อนิจจา แม้รัซเซลล์จะยืนยันสักเท่าไหร่ว่าเป็นฝีมือของตัวเองก็ไม่มีใครเชื่อ เจ้าพวกนั้นยิ้มเยาะเย้ยกับคำพูดของรัซเซลล์ แล้วก็ตรงเข้าไปหาเด็กทั้งหมด แล้วก็เริ่มจับเด็กพวกนั้น
ลงโทษด้วยการเฆี่ยนอย่างไร้ความปราณีด้วยเข็มขัด ไม้ หรืออะไรก็ตามแต่ที่แต่ละคนมีอยู่
รัซเซลล์เป็นคนที่ทนความเจ็บปวดได้ก็จริงอยู่ แต่เขาไม่อาจทนเห็นคนอื่นต้องมาเจ็บแทนตัวเองได้ จิตใจของเขาพลุ่งพล่าน พยายามจะเข้าไปช่วยเหลือเพื่อนๆ
แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้ เพราะถูกพวกผู้ดูแลหุ่นเหมือนไมค์ ไทสัน 4 คนล็อกตัวไว้แน่น
ความโกรธแค้นค่อยๆ ประดังเข้ามาในจิตใจของรัซเซลล์อย่างเต็มเปี่ยม ดวงตาของเขาวาวโรจน์ด้วยความคลั่ง
และยิ่งโกรธแค้นมากขึ้น เมื่อเขาพยายามร้องตะโกนให้เพื่อนๆ ที่ร่วมงานกับเขายอมรับผิดเพื่อจะได้ไม่ต้องมีคนอื่นมาเจ็บมากกว่านี้
แต่ไอ้พวกนั้นกลับตะโกนร้องบอกมาอย่างหน้าด้านๆ ว่า " อัตตหิ อัตตโน นาโถ ช่วยตัวเองให้รอดก่อนเหอะวะ!!! "
ในหัวของเขาคล้ายได้ยินเสียงคำรามของสัตว์ร้ายในลำคอเบาๆ...
รัซเซลล์พลันถีบตัวขึ้นเพียงหนเดียว สลัดพวกผู้คุมที่ล็อกตัวไว้จนกระเด็นไปอย่างง่ายดาย แล้วพริบตานั้น ร่างของรัซเซลล์ก็กลายเป็นมนุษย์เสือโคร่งในพริบตา ท่ามกลางความ
ตกตะลึงของเพื่อนๆ และพวกผู้ดูแลทั้งหมด
เหตุการณ์หลังจากนั้นไม่จำเป็นต้องเล่า เพราะกล่าวไปในข้างต้นหมดแล้ว
แต่ถ้าอยากรู้เหตุการณ์เพิ่มเติมละก็ หลังจากนั้นรัซเซลล์ก็ทำอะไรไม่ถูก เขาวิ่งหายไปในพริบตาโดยไม่รู้จะไปไหน
และในตอนนั้นเองที่เขาได้พบกับ สุนัขวิปลาส แห่ง 7 อัศวินเทพหมาป่าโดยบังเอิญ
สุนัขวิปลาส หรืออีกชื่อที่ไม่ค่อยมีคนเรียกว่า ไอโอรอยด์ เพน ซากาเรียส นั้นเป็นชายอายุประมาณ 50 ปี รูปร่างไม่ใหญ่ไม่เล็ก สวมเสื้อคลุมสีเขียวขี้ม้ามอๆ
ชุดภายใต้เสื้อคลุมก็เป็นสีเดียวกัน ดวงตาทั้งสองไร้ตาดำ อันเป็นสัญลักษณ์แสดงว่าตาทั้งสองข้างไม่อาจใช้มองเห็นอะไรได้ แขนเสื้อทั้งสองข้างนั้นก็ปลิวไสวตามแรงลม
เพราะแขนทั้งสองข้างนั้นไม่ได้อยู่ติดกับตัวเสียแล้ว
" ข้าจะดึงเอา 'วิญญาณคลั่ง' ของเจ้าออกมาเอง " นี่คือคำพูดคำแรกที่สุนัขวิปลาสพูดกับเขา " ส่วนเจ้ามีหน้าที่จะต้องควบคุม 'วิญญาณคลั่ง' ให้ได้ "
หลังจากนั้น เขาก็กลายมาเป็นลูกศิษย์เพียงหนึ่งเดียวของชายผู้ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งทวีป ติดตามอาจารย์ของเขาไปทั่วทุกแห่งเป็นเวลาถึง 5 ปี
ฝึกฝนฝีมืออย่างหนัก จนสำเร็จวิชาทั้งหมดของสุนัขวิปลาส
สิ่งเดียวที่เขาไม่อาจทำได้สำเร็จในการฝึกฝนกับสุนัขวิปลาสก็คือ การควบคุมวิญญาณคลั่งในใจของตัวเองได้
" จิตใจของเจ้าเต็มไปด้วยพายุอันร้ายแรง " สุนัขวิปลาส เอ่ยกับลูกศิษย์ของตัวเองในวันหนึ่ง " ซึ่งไม่มีใครสามารถหยุดมันได้ นอกจากตัวของเจ้าเอง คนอื่นเช่นข้า
เป็นได้แค่ผู้แนะแนวทางในการหยุดและควบคุมมันเท่านั้น แต่ดูเหมือนว่าทางที่ข้าแนะให้มันจะไร้ผล "
สุนัขวิปลาสนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ " บางที ท่านผู้นั้นอาจจะสามารถแนะทางในการควบคุม 'พายุ' ในหัวใจของเจ้าได้ หัวหน้าแห่งพวกเราทั้ง 6 ท่านกราเซีย!! "
" ตอนนี้ท่านอยู่ที่เมืองเอลแลนด์ เมืองหลวงแห่งรัฐนอร์ธการ์ดทางเหนือของทวีปนี้ ไป!! ลูกศิษย์ข้า!! จงไปหาท่านกราเซียหัวหน้าแห่งพวกเรา เพื่อที่เจ้าจะสามารถควบคุม
'พายุ' อันร้ายแรงในจิตใจของเจ้าได้ "
รัซเซลล์จึงต้องแยกจากอาจารย์ที่เคารพ เดินทางมาพบกราเซียที่รัฐนอร์ธการ์ด
และไม่ช้า ก็ได้พบกับเพื่อนพ้องที่ดีถึง 2 คน เคนนี่กับแอรอน ซึ่งความร่าเริง ความดีและมิตรภาพที่ทั้งสองคนนี้มีให้กับรัซเซลล์ก็พอจะทำให้จิตใจที่เจ็บปวดของรัซเซลล์
ได้รับการเยียวยาขึ้นมาได้บ้าง
แต่ถึงแม้หัวใจจะได้รับการเยียวยา แต่สิ่งเดียวที่ยังเป็นปัญหาสำหรับรัซเซลล์ก็คือ
เขายังไม่สามารถควบคุม 'พายุ' ในจิตใจได้เลยแม้แต่น้อย


ดวงตาของรัซเซลล์ตอนนี้นั้นไม่สามารถใช้มองอะไรเห็นได้อีก ไม่แม้แต่จะสามารถแยกความสว่างอันน้อยนิดจากความมืด สิ่งเดียวที่ดวงตาคู่นี้ทำได้ก็คือ สะท้องความรู้สึกเสียใจ
ต่อการกระทำในอดีตของตนเองออกมาทางดวงตาและหยดน้ำตาที่หลั่งริน
ถ้าเป็นไปได้ เขาอยากจะย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้นอีกครั้งหนึ่ง กลับไปแก้ไขสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีตนั้น
ในตอนนั้นเอง มีเสียงเดินมาตามระเบียงมาหยุดที่หน้าประตูห้องของรัซเซลล์ แล้วเสียงเคาะประตูดังขึ้น รัซเซลล์ตกใจ รีบเอาผ้าห่มเช็ดน้ำตาของตัวเอง แล้วพูดเรียกให้เข้ามาได้
รัซเซลล์เพียงได้ยินเสียงเปิดประตูพร้อมกับเสียงเดินเข้ามาในห้อง ได้กลิ่นหอมจางๆ ลอยเข้ามาพร้อมกับเสียงเดินที่ตรงไปยังเก้าอี้ข้างๆ เตียงของเขา
แล้วก็มีเสียงนั่งลงเบาๆ
" เทเรซ่าเรอะ " รัซเซลล์ทายทั้งๆ ที่ยังไม่ทันได้ยินเสียงพูดของเทเรซ่าเลยซักนิด
เทเรซ่าเลิกคิ้วนิดหนึ่งอย่างประหลาดใจแล้วถาม " รู้ได้ไงว่าเป็นชั้น? "
" ก็เล่นมาบ่อยจนจำเสียงเดินเสียงขยับตัวได้แล้วนี่นา " รัซเซลล์ตอบพร้อมกับยิ้ม " ที่สำคัญกว่านั้น... "
ตอนท้ายรัซเซลล์จะพูดว่าเพราะได้ "กลิ่น" ด้วย แต่ก็ไม่กล้าพูดต่อ เลยพูดเสียงเบาๆ จนเกือบไม่ได้ยินเลยเท่านั้น
เงียบกันไปพักหนึ่ง รัซเซลล์ก็ทำหน้าเศร้าๆ แล้วพูด
" นี่ เทเรซ่า ชั้นนี่นิสัยเสียไม่เคยเลิกนะ "
เทเรซ่าเลิกคิ้วนิดหนึ่ง ตั้งใจฟังที่รัซเซลล์พูด
" ชั้นเองพยายามทำตัวเป็นคนที่คอยปกป้องคุ้มครองคนอื่นมาตลอด สิ่งเดียวที่ตั้งใจไว้ในใจตอนนั้นก็คือ ถึงต้องตายก็ต้องปกป้อง เคยคิดมาตลอดว่าการเสียสละแบบนั้น
เป็นเรื่องถูกต้อง แต่สุดท้ายชั้นก็คิดผิดทุกอย่าง
" ชั้นไม่เคยหันกลับไปดูพวกคนที่ชั้นปกป้องอยู่เบื้องหลังเลยว่าพวกเค้ารู้สึกยังไงกับการที่มีคนคอยปกป้องแบบนั้น จนวันนึง ชั้นก็ได้รู้ "
รัซเซลล์เม้มปากแน่นอย่างเจ็บปวด นึกถึงภาพเพื่อนสาวที่นอนจมกองเลือดในวันนั้น
" การกระทำของชั้นมีแต่จะสร้างความเจ็บปวดให้แก่ผู้คนที่ชั้นปกป้องไว้เบื้องหลังเท่านั้น แต่แปลกดีนะ ทั้งๆ ที่ชั้นเองก็รู้อย่างนั้น แต่ก็ทำอะไรกับมันไม่ได้
นอกจากปล่อยให้มันเป็นไปตามที่มันจะต้องเป็น อย่างเช่นครั้งนี้ที่ช่วยพวกเด็กๆ ไง "
พูดถึงตรงนี้ รัซเซลล์ก็ยกมือขวาขึ้นแตะเปลือกตาของตัวเอง
ซึ่งตอนนี้ถ้าดวงตาทั้งสองข้างของรัซเซลล์ยังสามารถมองเห็นได้อยู่ละก็ คงจะสังเกตเห็นว่าเทเรซ่านั้นสวมเสื้อสำหรับอยู่บ้านเป็นชุดกระโปรงติดกันสีเขียวอ่อนดูโปร่ง
แต่ที่จะทำให้รัซเซลล์ตะลึงมากกว่า ก็คือ ตรงใต้คอซึ่งปกติเธอจะใส่เสื้อปิดเอาไว้นั้น ตอนนี้คอเสื้อเปิดออกจากความโปร่งสบายของชุด ให้เห็นผิวเนื้อบริเวณนั้น
ที่นั่นมีรอยแผลเป็นเป็นเส้นสีขาวใหญ่ๆ เรียบเหมือนถูกของมีคม 3 รอย ยาวตั้งแต่บริเวณไหล่เฉียงมาจนถึงอก แล้วหายไปในปกเสื้อนั้น
เทเรซ่าเองนั่งนิ่ง มือที่วางไว้บนตักยกขึ้นมาแตะที่แผลนั้น สีหน้ามีแววเศร้า
" ขอโทษนะ เทเรซ่า ชั้นเองเป็นคนบอกเธอแท้ๆ ว่าอย่าเป็น 'ผู้พิทักษ์ตาบอด' แต่สุดท้ายชั้นก็เป็นซะเอง "
" ไม่ใช่แบบนั้นหรอก "
เทเรซ่าแย้งขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง ทำเอารัซเซลล์เงียบไป
" บางครั้งคนเราก็ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเป็น 'ผู้พิทักษ์ตาบอด' เหมือนกัน สถานการณ์ที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ไม่ว่าเลือกทางไหนก็ต้องพบกับความเจ็บปวด
ในสถานการณ์ของชั้น ชั้นมีทางเลือกที่ดีกว่าเธอและมากกว่าเธอแท้ๆ แต่ตอนนั้นชั้นกลับไม่เลือกมัน จนกระทั่งเกิดเรื่องทำให้เธอต้องสูญเสียการมองเห็นไป "
ดวงตาของเทเรซ่าคล้ายมีหยดน้ำตาไหลออกมา วิ่งผ่านแก้มลงมาที่คาง แล้วหยดลงบนมือที่วางบนตัก
" ขอโทษนะ ราซ " น้ำเสียงของเทเรซ่าเหมือนจะร้องไห้ " ทั้งๆ ที่ชั้นเป็นคนบอกเธอในตอนนั้นแท้ๆ แต่ชั้นกลับมาทำอย่างนั้นซะเอง จนเธอต้อง.... "
รัซเซลล์มีสีหน้าตะลึงลานกับคำพูดของเทเรซ่า ไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่หูตัวเองได้ยิน โดยเฉพาะตรงชื่อเรียกเขาว่า ราซ นั้น เขาจำได้ดี
ในบรรดาคนที่เขาเคยรู้จักมาทั้งหมด มีอยู่คนเดียวเท่านั้นที่เรียกเขาว่า ราซ
เทเรซ่านั่งน้ำตาไหลพรากอยู่อย่างนั้นครู่หนึ่งก็สงบใจ เอามือเช็ดน้ำตาออก ลุกขึ้น แล้วพูดกับรัซเซลล์
" ขะ.. ขอโทษนะ " เธอพยายามบังคับเสียงที่สั่นให้เป็นปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ " ชั้นพูดอะไรก็ไม่รู้ให้เธอฟังตั้งมาก เอ่อ.. ชั้น.. ขอตัวก่อนนะ "
พูดจบ เทเรซ่าก็ทำท่าจะเดินออกไปจากห้อง แต่ก่อนที่เทเรซ่าจะก้าวออกไป รัซเซลล์ก็ร้องเรียกเอาไว้ " เฮ้ เดี๋ยว "
เทเรซ่าหยุดชะงักกับเสียงเรียกของรัซเซลล์ หันกลับมาถาม " มีอะไรอีกเหรอ "
ใบหน้าของรัซเซลล์มีรอยยิ้มอย่างสุขใจและโล่งใจเต็มที่ เขาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงร่าเริงว่า
" อย่าคิดมากนะ ยัยหน้ามู่ทู่ "
เทเรซ่ายืนเบิกตา อ้าปากค้างด้วยความตกใจอยู่ครู่หนึ่ง ก็รู้สึกเค็มปะแล่มๆ ในปาก จากหยดน้ำตาที่ไหลจากขอบตาทั้งสองจนเข้าปากที่ตอนนี้เผยอรอยยิ้มอย่างยินดีเต็มที่
" จำชื่อชั้นไม่ได้ซักทีนะ ตาบ้า "
หลังจากประโยคนี้แล้ว รัซเซลล์ก็ได้ยินเพียงแค่เสียงปิดประตูพร้อมกับเสียงเดินห่างออกไปจากห้องเท่านั้น

--------------------------------------------
ตอนนี้เป็นตอนยาวมากกว่าปกติ เลยต้องขอแบ่งออกเป็นช่วงๆ แล้วค่อยลงครับ
เป็นตอนที่ผมรู้สึกว่ามันมั่วๆ ยังไงชอบกลแฮะ
จะเพราะเขียนในระหว่างที่ธาตุไฟแตก (ประสบอุบัติเหตุทาง
จักรยานจนหัวกระแทกพื้น) รึเปล่านะ -_-;;;
โอเค เอาเป็นว่าถ้าดูแล้วมันยังไงๆ ก็บอกมาได้ครับ ^ ^

จาก : Dark Master - 23/01/2001 17:50

ข้อความ : ก็ยังสนุกเหมือนเดิมครับผม ^_^
แต่น่าอิจฉาไอโอจังเลยได้เป็นหนึ่งในอัศวินเทพหมาป่าด้วยแฮะ T_T
/me หยิบตุ๊กตา IO มาร์ค II มากระตื้บเล่น
"นี่ ๆ ๆ ๆ ได้บทดีจังนะนาย"
ล้อเล่นนะไอโอ ^_^;;;;

จาก : xelloss - 23/01/2001 19:29

ข้อความ : ซาหนุกอีกแร้ววววว อา...เจ้าเสือน้อยตอนเด็ก ทำได้ถึงขนาดน้านเลยรือ...มีถูกดึงหางด้วย ^ ^;
แล้วเจ้าไอโอ้..ได้ออกโรงแล้วเร้ออออ เป็นหนึ่งในเจ็ดด้วยยย แง่งๆๆๆ
/me นั่งขย้ำตุ๊กตาไอโอรอยด์อยู่มุมห้อง แง่งๆๆๆ

จาก : Cid - 24/01/2001 01:01

ข้อความ : Sud Yord

จาก : Maro - 24/01/2001 07:39

ข้อความ : โอ้ แสนซึ้งกินใจอะไรปานนี้
/me เอาตุ๊กตาไอโอมาเป็นเป้าซ้อมยิงอีเกิ้ล

จาก : Zell - 24/01/2001 18:57

ข้อความ : ซึ้งดีจริงๆค่ะ เยี่ยมไปเลย ^-^

จาก : Alicia - 24/01/2001 20:58

ข้อความ : ท่านไม่เป็นอะไรแน่นะ หัวฟาดพื้นเนี่ย -_-"

อืมมมมมม ไอโอรอยด์หรือ ทำตามพี่เซพี่หมอดีกว่า /me เอาเห็ดมานั่งเคี้ยวเล่น กร้วมๆๆๆๆ

จาก : Johnny - 25/01/2001 08:46

ข้อความ : ได้เป็นฝ่ายดีแล้วเรา งืออ...



จาก : ioroid - 25/01/2001 19:15

ข้อความ : ได้เป็นฝ่ายดีแล้วเรา งืออ...

/me ฟ้อนปลาหมึกด้วยความดีใจ...

จาก : ioroid - 25/01/2001 19:15

Comment เกี่ยวกับ Fiction ตอนนี้
ชื่อ :
Email :
ICQ :
โฮมเพจ :
ข้อความ :


Pocket WebBoard Fiction แห่งนี้ใช้บริการของD'Server
Hosted by www.Geocities.ws

1