|
หัวข้อ : twin20-จบภาคหนึ่ง- ข้อความ : กระแสลมแห่งมิติ ค่อย ๆ ผ่อนความแรงลงตามรอยแยกแห่งมิติที่ค่อย ๆ ประสานตัวกันจนบัดนี้ ร่องรอยเหล่านั้นลบเลือนจนหมดสิ้น และในทันทีที่รอยแยกแห่งมิติถูกปิดลง เงาร่างโปร่งใสสายหนึ่งส่องแสงสว่างอย่างเลือนรางปรากฏตัวขึ้นเบื้องหลังฟาร์อย่างเงียบ ๆ เงาร่างสายนี้ หยุดอยู่ในระยะห่างพอควร ข้าส่งบุษไปยังโลกของนาง ตามที่เจ้าต้องการแล้วนะ มิลวา ฟาร์กล่าวขึ้น ด้วยรู้ว่าผู้มาใหม่นี้คือใคร ครานี้ เจ้าต้องกระทำเรื่องที่ข้าขอร้องให้สำเร็จบ้างแล้ว ฟาร์หันกลับมาประสานสายตากับคนตรงหน้า มิลวาในขณะนี้เป็นเพียงร่างวิญญาณโปร่งใสร่างหนึ่งเท่านั้น เขายิ้มรับคำกล่าวของฟาร์อย่างยินดี พร้อม ๆ กับยกแขนข้างหนึ่งแนบกาย และก้มศรีษะลง เป็นการแสดงความเคารพอย่างคนในดินแดนมายา เขากระทำอย่างเชื่องช้าสง่างามตามแบบแผนก่อนจะยืดกายขึ้น คงตัวตรง ประสานสายตากับดวงตาสีน้ำเงินเข้มดุจดั่งห้วงสมุทรลึกนั้น อย่างแน่วแน่ ไม่มีวี่แววประหม่า สิ่งที่ท่านฟาร์ เทพแห่งดินและชะตากรรม ประสงค์ ข้ามิลวา น้อมรับกระทำด้วยความยินดี ดี ฟาร์กล่าวด้วยน้ำเสียงแห่งความพึงพอใจ ก่อนจะเอ่ยต่อไป อย่างช้า ๆ วันแห่งสัญญาระหว่างบุตรแห่งแสงและเทพแห่งรัตติกาลใกล้เข้ามาเต็มทีแล้ว ข้าและเทพธาตุอื่น ไม่อาจจะอยู่เฉย ๆ เพื่อรอให้เหล่าบริวารของเทพแห่งรัตติกาลมาขัดขวางการจุติ ของบุตรแห่งแสงได้อีกแล้ว ฟาร์หยุดกล่าวเหมือนนึกสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว เขายิ้มอย่างอ่อนโยน ก่อนจะหันไปพูดกับมิลวาต่อไปว่า เจ้าจำเหตุการณ์ที่เจ้าต้องมาเป็นเดมอสมาสเตอร์ได้หรือไม่ ข้าจำได้ครับ มิลวาตอบรับคำเช่นกัน เหตุใดเขาจะจำไม่ได้เล่า ในเมื่อกฏที่ถือบังคับสูงสุดของดินแดนมายานี้คือ เด็กผู้ใดที่อายุ แปดขวบตามอายุของดินแดนมายา ต้องมายังถ้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งวิหารอัคคี เพื่อเข้าไปจับต้องกับอักขระโบราณที่แกะสลักอยู่ในถ้ำแห่งนี้มานานแสนนานแล้ว แม้ตัวอักขระจะถูกลูบไล้โดยคนในดินแดนแห่งนี้มานานเท่าใด แต่น่าแปลกที่เหล่าตัวอักขระโบราณในถ้ำกลับไม่เคยลบเลือนหายไป มันยังคงส่องประกายแสงสีเพลิงนูนติดอยู่บนผนังถ้ำ มาโดยตลอด และนี่ก็เป็นครั้งแรกของเด็กทุกคนเช่นกันที่จะรับรู้ว่า วิญญาณที่อยู่ควบคู่กับตนมาตั้งแต่เกิดนั้นเป็นวิญญาณอะไร กับความรู้สึกครั้งแรกที่มิลวาไม่เคยลืมเลือนเมื่อก้าวย่างเข้าสู่วิหารแห่งอัคคีนั้น ความร้อนรุ่มในตัวเหมือนมีกองเพลิงเล็ก ๆ ลุกโชนอยู่ภายในกาย กับกระแสความเย็นสบายเหมือนสายลมพัดผ่านที่เกิดขึ้นสลับปนเปกันไป เหล่ามาสเตอร์คงสังเกตเห็นอาการของเขาเช่นกัน เพราะดูเหมือนจะมีอีกหลายมาสเตอร์รุ่นอาวุโสทีเดียว ที่พากันจับจ้องมองเขาเป็นพิเศษ แต่ในขณะนั้นเขายังเด็กนัก ไม่รับรู้ถึงความหมายในสายตาหลาย ๆ คู่ที่มองกลับมาหาเขา และทันทีที่เขาเข้าไปสัมผัสกับเหล่าอักขระโบราณที่อ่านไม่ออกเหล่านั้น เหมือนมีประกายแสงสีทองพุ่งโลดออกจากตัวอักขระตัวแรกที่เขาสัมผัส ประกายแสงสีทองเหล่านั้น ค่อย ๆ เรืองแสงขึ้นเรื่อย ๆ จากตัวอักขระหนึ่ง ไป สู่อักขระตัวถัดไป จนกระทั่ง แสงประกายสีทองเหล่านั้นส่องประกายเรืองรองทั่วถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของตำหนักแห่งอัคคีนั้นทีเดียว ชั่วเวลานั้น มิลวาไม่ได้รับรู้ถึงเหล่าสรรพเสียงที่ฮือฮาอยู่ภายในบริเวณนั้นด้วยซ้ำ เขารู้แต่ว่า จู่ ๆ รอบกายนั้นก็เปลี่ยนทัศนียภาพไป ถ้ำศักดิ์สิทธิ์กับตัวอักขระโบราณล้วนหายไปจนสิ้น มีแต่ความว่างเปล่า พร้อม ๆ กับการปรากฎตัวขึ้น เด็กเล็ก ๆ อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขา สี่คน เด็กทั้งสี่มีลักษณะที่แปลกกันออกไป และคนเหล่านั้นแนะนำตัวเอง รวมทั้งเขา เด็กผู้มีนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มคู่นั้น กับผมสีม่วงจาง ผู้แนะนำตนเองว่าฟาร์ ถัดจากนั้น มิลวาก็จำเหตุการณ์ได้อย่างเลือนรางเหลือเกิน รู้เพียงแต่ว่า วันนั้นคือวันที่เขาเสียใจที่สุดเช่นกัน เพราะมันเป็นวันที่เขาพลัดพรากจากครอบครัวตลอดชีวิต ทันทีที่เหล่ามาสเตอร์รับรู้ว่าเขาจะเป็นเดมอสมาสเตอร์ในอนาคต เขาก็ไม่เคยได้รับอนุญาติให้กลับบ้านอีกเลย จนกระทั่งบิดาและมารดาเสียชีวิตด้วยโรคชรา เขาจึงมีชีวิตอยู่เพียงเดียวดายมาตลอด สิ่งที่ช่วยปลอบประโลมใจได้ ก็คือ เด็กทั้งสี่ ผู้เป็นเพื่อนในความฝันเท่านั้น เด็กเหล่านั้น คอยสอนทุกเรื่องราวในความฝันให้กับเขา พร้อม ๆ กับเติบโตขึ้นเหมือน ๆ กัน ฟาร์ เด็กผมสีม่วงจาง ก็เป็นหนึ่งในเพื่อนที่เขามีอยู่ในความฝัน และมักจะมาบ่อยที่สุด เขาเป็นเพื่อนที่มิลวารู้สึกสนิทที่สุด เพราะฟาร์มักจะเล่นกับเขาเสมอ ไม่เหมือนกับคนอื่น ๆ ที่มักทำตัวเหมือนผู้ใหญ่ ไม่ยอมสุงสิงกับเขา คอยแต่จะบังคับให้เขาเรียนอะไรที่เขายังไม่ค่อยเข้าใจนัก ทั้ง ๆ พวกคนทั้งสี่ไม่ได้โตกว่ามิลวาเท่าไหร่ และฟาร์อีกเช่นกัน ที่มักจะเล่านิทานให้ฟังบ่อย ๆ หนึ่งในเรื่องที่ฟาร์เล่าและไม่มีวันลืมคือ วันแห่งสัญญา เทพแห่งรัตติกาลก็เป็นเทพองค์หนึ่งที่เคยสถิติอยู่ ณ ดินแดนที่พวกเราเรียกกันว่า สรวงสวรรค์ เช่นเดียวกับเทพองค์อื่น แต่ด้วยความมืดมิดที่อยู่ควบคู่กับแสงสว่างมาเนินนานนั้น มิมีผู้ใดที่จะควบคุมเหล่าความมืดนั้นให้อยู่ในวิถี ดังนั้นความมืดแห่งกิเลสตัณหาจึงสามารถเข้าครอบครองผู้คนที่บริสุทธิ์ได้โดยง่าย เทพแห่งรัตติกาลผู้มีนามเดิมว่า เฮดิส เห็นว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไป วิญญาณของเหล่าผู้คนที่บริสุทธิ์เหล่านั้นจะต้องได้รับแต่ความทุกข์ทรมานเพราะความมืดมิดที่เข้าไปเกาะกุมทำให้ไม่สามารถเกิดใหม่ได้ ต้องอยู่ในร่างวิญญาณที่ทุกข์ทนนั้นตลอดไป ท่านจึงเสียสละตนเอง โดยใช้พลังทั้งมวลดูดซับรับพลังความมืดมิดของเหล่าวิญญาณ และค่อย ๆ ชำระล้างไอแห่งกิเลสออกอย่างช้า ๆ แต่เนื่องจากท่านเฮดิสรับเอากิเลสเหล่านั้นมากเกินไป ทำให้ความมืดเริ่มแทรกผ่านเข้าไปในจิตสำนึกของท่านอย่างช้า ๆ จนที่สุด ก็เริ่มเปลี่ยนอุปนิสัยท่านเฮดิสให้กลายเป็นคนอำมหิตขึ้นเรื่อย ๆ พร้อม ๆ กับแรงต่อต้านที่ยังมีอยู่ในสำนึกของท่าน ทำให้ท่านเฮดิสต้องรับความทรมานอย่างมาก ฟาร์ถอดถอนหายใจยาว เมื่อนึกถึง ท่านเหมือนกับเป็นคนบ้าในบ้างครา เที่ยวไล่ฆ่า เหล่าเทพและมนุษย์ไปเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อสติกลับคืน ท่านกลับเก็บตัวเงียบ เก็บความเจ็บช้ำในความผิดที่ตนได้ก่อ บางครั้งข้าก็เคยคิดเช่นกันว่า ท่านเฮดิสคงจะต้องการตาย แต่ท่านยังมีหน้าที่ที่ต้องกระทำ ตราบใดที่ความมืดมิดยังไม่สิ้น เขาก็ตายไม่ได้เช่นกัน ไม่ว่าพวกเราจะพยายามถ่ายพลังรักษาท่านเท่าใด ก็ไม่อาจขจัดความมืดเหล่านั้นให้ออกไปได้จนหมดสิ้น สิ่งเดียวในตอนนั้นที่เหล่าเทพนึกได้คือ พลังของบุตรแห่งแสงเท่านั้นที่จะช่วยท่านเฮดิสได้ แล้วทำไมจึงไม่ให้บุตรแห่งแสงช่วยตั้งแต่ต้น มิลวายังจำคำที่เขาเคยถามฟาร์ได้จนบัดนี้ บุตรแห่งแสงมีอำนาจทำลายความมืดเช่นเดียวกับพลังที่ท่านเฮดิส มีอยู่ เพียงแต่น้อยกว่ามาก แต่ถ้าบุตรแห่งแสงยอมสละตนเอง แตกกระจายพลังของตนเข้าสู่ร่างท่านเฮดิสแล้ว ก็จะช่วยให้ท่านเฮดิสหลุดจากความมืดมิดนั้นได้ บุตรแห่งแสง ยินยอมหรือ การแตกกระจายพลัง ก็คือต้องตายนั่นล่ะ ตายโดยไม่ได้เกิดใหม่นะ บุตรแห่งแสงยินยอม สละชีวิตของตนเพื่อท่านเฮดิส ส่วนเทพแห่งแสงผู้เป็นบิดานั้นไม่ยินยอม อีกทั้งท่านเฮดิสก็ปฏิเสธอย่างเด็ดขาดด้วย เพราะท่านกับบุตรแห่งแสงนั้น เป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก ท่านไม่ต้องการให้เพื่อนต้องตาย เพียงเพื่อช่วยให้ตนคลายความทรมานนี้ไป หากต้องเสียเพื่อนรักไปด้วยเหตุเช่นนี้ ท่านเฮดิสไม่ยินยอมโดยเด็ดขาด บุตรแห่งแสงเองก็ไม่ต้องการเห็นเพื่อนทุกข์ทนเช่นกัน และด้วยทิฐิของคนทั้งสอง ทำให้คนทั้งคู่ตกลงว่า หากบุตรแห่งแสงสามารถจุติในครรภ์ของบุคคลที่เดมอสมาสเตอร์เลือก และเติบใหญ่จนอายุ 20 เมื่อใด เฮดิสจะต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ยินยอมรับชีวิตของเขาไป วันนั้นจะเป็นวันแห่งสัญญาที่ทั้งสองมีไว้ให้กัน มิลวายังจำนิทานที่ฟาร์เล่าให้ฟังตอนเล็กนั้นได้ดี แม้กระทั้งตอนต่อไป ที่ แรก ๆ ท่านเฮดิสก็พยายามขัดขวางการจุติของบุตรแห่งแสงด้วยวิธีละมุน แต่เมื่อความมืดเข้าเกาะกินจิตใจมากเกิน จนกระทั่งไม่สามารถควบคุมตนเองได้ ท่านจึงได้ฆ่าเดมอสมาสเตอร์รุ่นแรกไปพร้อม ๆ กับภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์ด้วยความพลั้งเผลอ และความเจ็บปวดที่ได้ฆ่าเพื่อน แม้บุตรแห่งแสงจะไม่ตายโดยแท้จริงก็ตาม แต่มันก็เป็นความรู้สึกที่เจ็บปวดมาก จิตใจส่วนดียิ่งถูกกดดัน ทับถมลงไปอีก จนที่สุด ความมืดก็เข้าครอบคลุมจนหมดสิ้น จิตใจของท่านจึงกลายเป็นเทพแห่งรัตติกาลโดยสิ้นเชิง ท่านกวาดล้างเหล่าเทพจนแทบหมดสิ้น ช่วงเวลานั้น บุตรแห่งแสงพึ่งฟื้นพลังกลับสู่สรวงสวรรค์ได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ท่านใช้พลังที่มีน้อยนิด แตกกระจายพลัง เข้าสู่ร่างเทพแห่งรัตติกาล ทำลายล้างความมืดมิดในตัวของเทพแห่งรัตติกาล ซึ่งมันก็ช่วยฟื้นสติท่านเฮดิสได้ชั่วเวลาหนึ่ง ท่านฟื้นคืนความทรงจำขึ้นเมื่อบุตรแห่งแสงกำลังจะแตกดับ เวลานั้นท่านเฮเดสจึงผลักพลังวิญญาณที่เหลือเพียงน้อยนิดนั้นออกจากร่าง และทวงสัญญากับวิญญาณที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของบุตรแห่งแสง ว่า บุตรแห่งแสง ผู้ผิดในคำสัญญา นับจากนี้ไป ตราบเจ้ามิกระทำตามสัญญาแด่ข้า ความสัมพันธ์ของเราจักสิ้นสูญนับแต่นั้น และข้า ผู้จำจารึกนามเทพแห่งเฮดิส จักสาปสูญสิ้นผืนพิภพแห่งสรวงสวรรค์ ข้าจักไม่กำเนิดอีก หากเจ้า จักคิดละเมิดในคำสัญญาต่อไป นับแต่นั้น ท่านเฮดิส ก็สะกดตัวเองให้หลับไหลนิรันดร์ พร้อม ๆ กับสะกดเทพแห่งรัตติกาลซึ่งเป็นอีกภาคหนึ่งที่กำเนิดขึ้นในตัวด้วย ส่วนบุตรแห่งแสงนั้น ต้องใช้เวลาอันยาวนานเพื่อก่อกำเนิดพลังและชีวิตขึ้นใหม่ช่วงเวลาอันยาวนาน บางครั้งเทพแห่งรัตติกาลสามารถหลุดจากการสะกด ก็จะกลับมาขจัดเดมอสมาสเตอร์ทุกรุ่น เพราะวันแห่งสัญญานั้นยังมีผลอยู่ เทพแห่งรัตติกาลกลัวว่าเทพเฮดิสจะตื่นแห่งการหลับไหลเพราะบุตรแห่งแสง และหากสามารถฆ่าบุตรแห่งแสงได้จนสิ้น เทพเฮดิสจะไม่ตื่นอีกตลอดกาล เหล่าบริวารของเทพแห่งรัตติกาลทั้งหลายจึงคอยขจัดขวากหนามแทนเทพแห่งรัตติกาลที่ยังถูกสะกดอยู่ สมัยเด็ก ๆ มิลวามักจะฟังนิทานพร้อม ๆ กับร่ำเรียนไปกับพวกเขาเสมอ บางครั้ง เด็กทั้งสี่ก็ไม่ได้มาในร่างของเด็กเสมอไป มีอยู่หลายครั้งทีเดียวที่ฟาร์มาหาเขาในร่างของผู้ใหญ่ ที่มีแสงเรืองรองรอบกาย และบางครากลับมาในลักษณะที่เป็นเด็กยิ่งกว่าเขาในขณะนั้นเสียอีก สิ่งเหล่านี้สร้างความสงสัยให้กับมิลวามาตลอดในสมัยเด็ก แต่ครั้นเขาถาม คนทั้งสี่ก็พากันส่ายหน้า ห้ามเจ้าถามใคร ว่าพวกข้าเป็นใคร มาหาและสอนเจ้าในความฝันได้อย่างไร หากเจ้าผิดสัญญาเมื่อใด พวกข้าจะไม่ปรากฎตัวอีก เป็นคำประกาศกร้าวเหลือเกินสำหรับมิลวาในตอนเด็ก เขาไม่อยากสูญเสียเพื่อนในความฝันทีเดียวสี่คนพร้อม ๆ กัน ดังนั้นมิลวาจึงไม่เคยถามกับใครเลยว่าคนเหล่านี้คือใครกัน และมันยังคงถูกเก็บเป็นความลับต่อไปจนเมื่อเขาเติบโตขึ้นพ้นช่วงวัยรุ่นไปแล้ว และมีพลังร่วมทั้งความรู้เพียงพอที่จะอ่านอักขระโบราณในตำหนักแห่งอัคคีได้ เขาจึงทราบว่าเพื่อนทั้งสี่คนของเขาเหล่านั้น คือเทพผู้พิทักษ์ธาตุต่าง ๆ ได้แก่ธาตุดิน น้ำ ลม และไฟนั่นเอง และฟาร์เพื่อนที่สนิทที่สุดของเขาก็คือเทพธาตุดิน ผู้มีหน้าที่ตัดสินชะตาของผู้คน มีครั้งหนึ่ง ขณะที่มิลวายังอยู่ในช่วงวัยรุ่น เขามาหาเพื่อน ๆ ทั้งสี่ในความฝัน หากแต่เมื่อมาถึงสถานที่นัด ในความฝัน พวกเขาเหล่านั้นยังไม่มา ด้วยความคึกคะนองและอยากรู้วิชาที่ได้ร่ำเรียน เขาจึงลองเปิดมิติดู ด้วยความอยากลองสิ่งใหม่ ๆ ทันทีที่เขาเริ่มเปิดมิติ พลังแสงสว่างอันอบอุ่นก่อกำเนิดขึ้นจากกลางใจ ก่อนจะค่อย ๆ ขยายวงกว้าง กระจายแสงรัศมีสีเขียวออกช้า ๆ ภาพในความฝันเริ่มเปลี่ยนรูปร่าง เหมือนกันสถานที่เบื้องหน้าค่อย ๆ ละลายไหลลงกับพื้นอย่างช้า ๆ ก่อนที่จะปรากฏสถานที่ใหม่ขึ้น เวลาในสถานที่แห่งนั้นมืดมิด เป็นช่วงเวลาแห่งค่ำคืน ภาพที่เขาเห็นเลือนรางมาก เหมือนกับเขาเห็นภาพเหตุการณ์ในกระจกหนาที่มีสายน้ำผ่านกระจกไหลรินอย่างอ้อยอิ่ง เขาได้ยินเพียงเสียงคร่ำครวญด้วยความเสียใจ ก่อนจะเห็นดวงวิญญาณดวงหนึ่งกำลังจะดับสลายลงไป มิลวามองเห็นดวงวิญญาณนั้นกำลังจะสลายไปอย่างชัดเจน แต่ดูเหมือนพวกคนเหล่านั้นจะมองไม่เห็น ความคิดถูกจุดสว่างวาบเข้ามาเพียงเสี้ยววินาที เราเรียนวิธีถ่ายเทพลังให้ผู้อื่นแล้วนี่ เหตุใดจึงไม่ลองดูเล่า อีกอย่างวิญญาณดวงนั้นจะแตกสลายแล้ว และมันก็ไม่มีผลใด ๆ กับชีวิตใครอีก เพราะเมื่อวิญญาณหลุดออกจากร่างถือว่าพันธะสิ้นสุดลงเช่นกัน เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงแปรพลัง ถ่ายกระแสแห่งมิติ ดึงดวงวิญญาณนั้นผ่านเข้ามายังรอยกั้นแห่งมิติ ดวงวิญญาณกลมใส หากแต่มีความขุ่นมัวยิ่ง และดวงวิญญาณที่เป็นดวงวิญญาณของมนุษย์นั้นส่องประกายสว่างเล็กน้อยอยู่ภายในดวงวิญญาณสัตว์เวทย์ เป็นลักษณะเหมือนดวงแก้วใสสองดวงที่มีขนาดต่างกัน ซ้อนอยู่ในที่เดียว มิลวามองดวงวิญญาณที่เขาดึงเข้ามาด้วยความแปลกใจ แปลก ! ดวงวิญญาณสัตว์เวทย์กำลังดูดกลืนวิญญาณมนุษย์อยู่ อ้อ ในดวงวิญญาณมนุษย์มีรอยร้าวเป็นขีดริ้วรอยสีแดงอยู่ภายในนี่เอง ดวงวิญญาณทั้งสองจึงประสานเข้าด้วยกัน จนแยกไม่ออก ถ้ายังปล่อยไว้อย่างนี้ มันจะดูดกลืนวิญญาณมนุษย์จนสิ้น และแตกสลายวิญญาณของตัวเอง เฮ้อ วิญญาณสองดวงกำลังแตกสลายหรือนี่ มิลวากล่าวทอดถอนหายใจ ก่อนจะหัวเราะอย่างคึกคะนอง เขากำลังอยากลองวิชาพอดี มิลวาจึงกางรัศมีเข้าครอบคลุมดวงวิญญาณทั้งสองไว้ก่อน เผื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น จากนั้นจึงแผ่พลังรัศมีสีเขียวมรกตของเขา เข้าไปซ้อนดวงวิญญาณมนุษย์ที่อยู่ภายในดวงวิญญาณของสัตว์เวทย์อีกที ด้วยความตั้งใจแรกของมิลวานั้น เพียงต้องการรักษาริ้วรอยสีแดงของดวงวิญญาณให้หายไปเท่านั้น หากแต่ เมื่อพลังของเขาเข้าไปในวิญญาณมนุษย์แล้วนั้น ริ้วรอยสีแดงเพลิงกลับขยายใหญ่ขึ้น ต่อต้านพลังของเขาอย่างรุนแรงและน่ากลัว พลังสีเขียวมรกตกับริ้วสีแดงปะทะ และแตกกระจายอยู่ในดวงวิญญาณมนุษย์ ดวงแก้วใสดวงเล็กกลับระเบิดออก และลามไปปะทะกับดวงวิญญาณสัตว์ภูตอีก ด้วยความตกใจ มิลวารีบกดพลังใส่เข้าไปอีก การระเบิดยิ่งขยายวงกว้างขึ้นจนดวงวิญญาณทั้งสองหล่อหลอมหมุนเวียนวนกันอยู่ภายในรัศมีที่เขากางเสียแล้ว บัดนี้มิลวารู้แล้วรอยร้าวสีแดงเพลิงที่เห็นในตอนแรกนั้นไม่ใช่รอยร้าว หากแต่เป็นสายพลังหนึ่งที่บังเอิญติดเข้าไปดวงวิญญาณนี้ และพลังนั้นมีอำนาจที่ตรงกันข้ามกับเขาอย่างสิ้นเชิง ถึงจะรู้สาเหตุแต่เขาไม่รู้วิธีแก้ไข ถ้าหากมิลวาไม่ทำอะไรซักอย่าง ดวงวิญญาณนี้อาจจะระเบิดออกจากรัศมีที่เขากางอยู่ก็ได้ และมันอาจจะมีผลกระทบยังมิติแห่งนี้ด้วย อย่างนั้นต้องเป็นเรื่องใหญ่แล้ว นี่เขาควรจะทำอย่างไรดี เปรี้ยะ แรงระเบิดเริ่มแตกออกจากรัศมีที่เขากางบ้างแล้ว ช่วงเวลานั้นเอง มิลวาต้องถอนใจอย่างโล่งอก เมื่อหันไปพบกับฟาร์ผู้ที่กำลังตามหาเขาอยู่นั่นเอง เจ้าทำอะไรอยู่ รู้ตัวหรือไม่ ฟาร์ตะเบงเสียงทันทีที่เห็นว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ ดวงตาสีน้ำเงินเข้มนั้น เข้มยิ่งขึ้น จนเหมือนกับมีประกายไฟสีน้ำเงินเข้มอยู่ภายในดวงตาอย่างนั้น ไว้ก่อนเถอะฟาร์ ท่านช่วยทำอะไรซักอย่างก่อน ข้าจะควบคุมมันไม่อยู่แล้ว มิลวากล่าวขึ้นอย่างร้อนรน รอยแตกของรัศมีมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ฟาร์ไม่กล่าวอะไรออกมาอีก นอกเสียจากเข้าประกบรัศมีของมิลวา และสั่งให้เขาปล่อย เมื่อมิลวาปล่อยมือแล้วนั่นเอง ฟาร์จึงใช้พลังสีทองของเขาแทรกซึมเข้าไปในดวงวิญญาณที่หลอมละลายทั้งสองนั้น วิญญาณเริ่มแข็งตัว และจับกลุ่มเป็นดวงกลมสองดวงใสสว่างอีกครั้ง สำเร็จ ! มิลวากล่าวโฮ่ร้องอย่างยินดี เมื่อเห็นว่าดวงวิญญาณทั้งสองนั้นปลอดภัย และยังมีลักษณะที่สวยงามกว่าเมื่อครั้งแรกที่เขาเห็น ยังไม่รู้ตัวอีก ฟาร์กล่าวด้วยเสียงต่ำเข้ม บ่งบอกให้รู้ว่าเขากำลังโกรธเต็มที่ วิญญาณสองดวงนี้ผสมกันจนผิดปกติ มันถูกหลอมรวมจนเป็นหนึ่งเดียวก่อนจะแยกออก ตอนนี้ดวงวิญญาณทั้งสองเป็นสิ่งที่ผิดปกติที่สุดในพิภพแห่งนี้แล้ว มิลวารีบก้มหน้างุดลงทันที วันนี้ฟาร์มาในลักษณะที่เป็นผู้ใหญ่เต็มตัว การมาในแต่ละลักษณะสามารถบ่งบอกถึงอารมณ์ผู้มาได้ หากฟาร์มาในร่างเด็ก นิสัยของฟาร์จะขี้เล่น ถ้าหากมาในวัยเดียวกับเขา ก็จะคุยกันรู้เรื่องตามประสาวัยเดียวกัน แต่ที่ร้ายกว่าก็คือ ถ้าฟาร์มาในลักษณะผู้ใหญ่แล้วล่ะก้อ เขาจะดูน่ากลัวมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาโกรธ เจ้าเข้าไปแก้ไขชะตากรรมของดวงวิญญาณนี้ ฟาร์กล่าวพลางปลดรัศมีครอบคลุมออก และถือดวงวิญญาณทั้งสองมือเพียงข้างเดียว น้ำเสียงเขายังคงเคร่งเครียด มิลวาได้แต่ก้มหน้ารับความผิดที่ไม่ได้ตั้งใจนี้ ด้วยความเสียใจที่เขาไม่น่าเข้ามายุ่งเกี่ยวกับดวงวิญญาณนี้เลย โดยไม่ได้เห็นสายตาของฟาร์ที่พินิจดวงวิญญาณทั้งสอง ด้วยความพิศวง เขานิ่งไปอึดใจ ก่อนจะทอดถอนหายใจรำพึนรำพันออกมาเพียงแผ่วเบา นี่ก็เป็นชะตากรรมเหมือนกันหรือ ท่านว่าอะไรนะ มิลวาเงยหน้าขึ้นประสานสายตาสีน้ำเงินเข้มคู่นั้น บทลงโทษของเจ้า ที่เข้ามายุ่งกับเรื่องที่ไม่ควร ฟาร์ตัดบท กล่าวอีกเรื่องหนึ่งแทน พวกข้าขอขับไล่เจ้าออกไปในดินแดนแห่งความฝันนี้ ฟาร์กล่าวอย่างเยือกเย็น หากแต่เหมือนสายฟ้าฟาดผ่ากลางใจมิลวาทันที เขายืนตัวแข็ง ก่อนจะ เข้าคว้าไหล่ฟาร์เขย่าแรง ๆ ด้วยอารมณ์ที่ไม่อาจควบคุมได้ ทำไม ฟาร์ ทำไมท่านต้องไล่ข้า ถ้าข้ามายังดินแดนแห่งความฝันไม่ได้อีก ข้าก็จะไม่เจอพวกท่านอีก เจ้าโตพอแล้วมิลวา โตพอที่จะตื่นขึ้นมาเผชิญความเป็นจริงด้วยตัวของเจ้าแล้วนะ พวกข้าไม่มีสิ่งใดที่ต้องสอนคนคึกคะนองอย่างเจ้าอีก จงคำนึงถึงความผิดที่ไม่ได้ตั้งใจนี้ และใช้วิจารณญาณที่มีของเจ้าเข้าแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ด้วยตนเอง ถึงข้าไม่อนุญาตให้เจ้าเข้ามาในดินแดนแห่งนี้อีก ก็ตาม แต่ซักวันเราต้องได้เจอกันอยู่ดี . แต่ตอนนี้ ฟาร์กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบมาตลอด จนถึงตอนท้ายที่ดูเหมือนอารมณ์เขาจะเริ่มกรุ่นเล็กน้อย ร่างของฟาร์พลันเปล่งประกายขึ้นอย่างเจิดจ้า และรัศมีนั้นก็ผลักมิลวาจนกระเดนออกไป สิ่งที่เจ้าทำ จะมีผลกับอนาคตของเจ้าเช่นกัน เพราะมิติที่เจ้าเข้ามา เป็นเศษเสี้ยวเวลาหนึ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เจ้าสร้างทางแยกของโลกคู่ขนานขึ้นมาสายหนึ่งแล้วมิลวา และดวงวิญญาณเหล่านี้จะผูกพันกับเจ้าตลอดไปเช่นกัน เดี๋ยว ! ฟาร์ เดี๋ยว วววววววว นั้นเป็นเสียงสุดท้ายที่เขาได้ยินก่อนจะตื่นขึ้นมาในตำหนักแห่งวารี และมิลวาก็ไม่เคยฝันเห็นเหล่าเพื่อน ๆ ทั้งสี่คนนี้อีกเลย ความคิดเก่าก่อนของมิลวาสะดุดลง พร้อม ๆ กับประกายความคิดบางอย่างที่พุ่งวาบเข้ามา เขาหยุดชะงักเท้าที่กำลังเดินตามฟาร์ และทำสีหน้าครุ่นคิด ฟาร์หยุดทิ้งระยะห่างจากเขาเช่นกัน ดวงตาของเขาเปล่งประกายความพอใจอย่างยิ่ง เมื่อได้ยินมิลวากล่าวออกมาอย่างไม่แน่ใจว่า ครั้งสุดท้ายที่ท่านขับไล่ข้าเพราะวิญญาณสองดวงนั้น มิลวาประสานสายตาสีน้ำเงินเข้มเพื่อความแน่ใจ นั่นคือดวงวิญญาณของเฟเรียหรือ ? ฟาร์พยักหน้ารับเป็นคำตอบ นั่นเป็นสิ่งที่เจ้าและเดปการ่วมกันกระทำ เดปกานั้นก็ไม่ต่างจากเจ้า เหมือนชะตาเล่นตลกที่พวกเจ้าลองวิชาเหมือน ๆ กัน เพียงแต่เขาใส่พลังเข้าไปในดวงวิญญาณนั้นก่อน และเจ้าก็ใส่พลังตนเองเข้าไปภายหลัง ดวงวิญญาณนั้นจึงผูกพันกับเจ้าโดยไม่อาจแยกจากได้ เพราะพลังสองสายที่พวกเจ้าถ่ายเทให้ไว้นั่นเอง ถ้าเป็นอย่างนั้น ความทรงจำของเฟเรียคงสาปสูญไปด้วยเช่นกัน มิลวาซึมไปทันที เรื่องราวในครั้งเก่า เจ้าไม่ควรคำนึงถึงจะดีกว่า มองไปข้างหน้าเถอะ ภาระอันสำคัญของเจ้านั้นยังมิได้กระทำแม้แต่อย่างเดียวเลยนะ ฟาร์กล่าวเตือน พร้อม ๆ กับเริ่มใช้พลังเปิดมิติแห่งหนึ่งขึ้นอย่างช้า ๆ ความหมองมัวของบรรยากาศรอบข้างเริ่มเปลี่ยนเป็น ภาพเบื้องหน้ามิลวาคือรอยแยกแห่งมิติ ฝั่งตรงข้ามของเขานั้น คือทุ่งโล่งแห่งหนึ่ง ที่มีแสงดาวกระจ่างจ้าเต็มท้องฟ้าในยามค่ำคืน และพื้นหญ้าเขียวขจี เขากำลังยืนอยู่ตรงรอยแยก ของดินแดนแห่งหนึ่งในยามราตรี ฟาร์ชี้ไปยังเบื้องหน้า ก่อนจะกล่าวกับเขา ร่างของเจ้านอนหลับอยู่ในดินแดนแห่งนี้ เพื่อดูดซับพลังแห่งธรรมชาติ รอเวลาฟื้นตัวด้วยตัวของเจ้าเอง สิ่งที่ข้าต้องการขอจากเจ้า ฟาร์ผลักวิญญาณมิลวาอย่างแรง จนวิญญาณเขาผลุบเข้าไปในมิติแห่งนั้น กำเนิดร่างให้บุตรแห่งแสงโดยเร็วที่สุด ไม่มีเวลาอีกแล้ว พลังสะกดของเทพเฮดิสเริ่มอ่อนลง เต็มที เทพแห่งรัตติกาลซึ่งเป็นอีกภาคหนึ่งกำลังจะจุติด้วยตนเอง ตราบใดที่ข้ายังคงร่างเทพอยู่อย่างนี้ ข้าก็ไม่อาจละเมิดคำสัญญานั้นได้ เจ้าต้องรีบโดยเร็ว ทั้งเจ้าและเดปกา อย่าทำให้ข้าต้องผิดหวังเด็ดขาด ฟาร์ยิ้มให้กับมิลวา เหมือนกับมิลวาเป็นเด็ก ๆ ในสายตา ดินแดนที่เจ้าหยัดยืนอยู่นั่น ก็เป็นดินแดนที่บุษอยู่ หากแต่ห่างกันสองปี ร่างของเจ้าคงต้องใช้เวลาประมาณนั้นในการฟื้นพลัง เวลาที่มีอยู่ปี เจ้าจงดูการดำเนินชีวิตของที่นี่ไว้ และศึกษาให้เข้าใจ เพราะเจ้าจะต้องอยู่ที่นี่อีกนาน นานจนกว่าวันแห่งสัญญาจะมาถึง เดี๋ยวท่านฟาร์ บุตรแห่งแสงจะจุติเป็นบุตรของข้าจริง ๆ หรือ ข้าไม่รู้ ข้าไม่อาจวัดใจบุตรแห่งแสงได้ แต่ระหว่างเจ้า กับเดปกา ข้าเลือกเจ้า นอกจากบุตรแห่งแสงแล้ว ผู้พิทักษ์บุตรแห่งแสงก็จะไปเกิดกับพวกเจ้าด้วย จงเลี้ยงดูพวกเขาให้ดี นี่เป็นสิ่งที่ข้าร้องขอกับพวกเจ้า ฟาร์กล่าว พร้อมกับยิ้มให้กับดวงวิญญาณของมิลวาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนมิติจะถูกตัดขาดออกจากกัน ------------------------------- ณ บ้านสีขาวสองชั้นหลังขนาดเล็ก ๆ หลังหนึ่ง มุมหนึ่งของห้องนอน ซึ่งมีเพียงโต๊ะเครื่องเขียนวางประดับมุมนี้อยู่เพียงชิ้นเดียว บุษกำลังคลี่ไดอารี่สีแดงเลือดนก เล่มใหญ่หนาเล่มหนึ่งขึ้นมา เธอบรรจงจรดปากกาลงบนกระดาษขาว ไดอารี่ที่รัก คงจะยากที่จะบอกกับใครว่าฉันจำเรื่องราวที่เคยลืมเลือนไปสามเดือน ที่จู่ ๆ ฉันก็หายตัวไปพร้อมกับกานดีได้แล้ว เพราะใครจะเชื่อกับสิ่งที่ฉันได้ประสบมา ถ้าเล่าให้ทุกคนฟัง เขาจะหาว่าฉันเป็นบ้าแน่ ใครจะเชื่อกันเล่า ในเมื่อสภาพที่ตำรวจเชื้อเชิญพ่อกับแม่มายังโรงพักนั้น ฉันมีอาการเบลอ ๆ เหม่อลอยเหมือนคนโดนยา ที่ข่าวในหนังสือพิมพ์มักจะออกอยู่บ่อย ๆ ว่า ถูกจับโปะยาไปขายยังสถานเริงรมย์ ถึงสภาพของฉันตอนนั้นพ่อแม่จะไม่เชื่อก็เถอะ ( หรือพวกท่านพยายามทำใจไม่เชื่อก็ไม่รู้ ) แต่ทันทีที่ฉันออกจากสถานีตำรวจได้ ฉันก็ถูกพ่อและแม่จับใส่รถพาไปโรงพยาบาลโดยด่วน ซึ่งคงจะเป็นสิ่งแรกที่พ่อกับแม่อยากพาฉันไป มากกว่าจะต้องถูกสอบปากเป็นเวลายาวนานว่าฉันไปทำอะไรที่สวนสนุกค่ำ ๆ มืด ๆ และฉันโดนอะไรมาบ้าง ( บ้าใช่ไหม ฉันจะตอบอะไรได้ ในเมื่อสิ่งที่ฉันจำได้ตอนนั้นก็คือ ชื่อกับเบอร์โทรที่บ้านเท่านั้นเอง ) หมอทำการตรวจวินิจฉัยทั้งร่างกายและจิตใจของฉัน ต่างส่ายหน้าไม่พบทั้งยาที่คิดว่ายังมีหลงเหลือ และร่องรอยการถูกทำร้ายร่างกายใด ๆ ทั้งสิ้น ฉันยังคงบริสุทธิ์อยู่ พ่อกับแม่ต่างประหลาดใจพร้อม ๆ กับโล่งอกในเวลาเดียวกัน ( นี่พี่เล่าให้ฟังหลังจากฉันเริ่มหายดีแล้ว ) แม้อาการเหม่อลอย ของฉันจะหายขาดแล้ว แต่แม่ก็ไม่ยอมให้ฉันไปโรงเรียน ท่านขอพักการเรียนให้ฉัน หนึ่งปี นี่เป็นเรื่องที่เจ็บปวดใจที่สุดของฉันทีเดียว ที่ทำให้พ่อกับแม่ และยังพี่ชายพี่สาวต้องมาคอยห่วงใย ในช่วงหนึ่งเดือนแรกที่กลับมาบ้าน พ่อกับแม่ของกานดีแทบจะมาหาฉันทุกวัน เฝ้าถามซ้ำ ๆ ว่าจำได้หรือยัง ๆ ทุกครั้งอีกเช่นกัน แม้แต่พี่ชายที่ไม่ค่อยจะพบหน้าได้บ่อย ๆ ของกานดี ก็มาด้วยเกือบทุกครั้ง และฉันก็จะเห็นแม่กานดีมักจะทำหน้าเศร้ากลับไปทุกทีที่ได้รับคำตอบจากฉันว่ายังจำไม่ได้ อกฉันแปล๊บทุกครั้งที่เห็นสีหน้าอย่างนั้น ช่วงที่ผ่านมาฉันแอบร้องไห้ทุกวัน ทำไมฉันถึงเป็นภาระให้ทุกคนอย่างนี้ ฉันมักเฝ้าเพียรภาวนากับพระพุทธเสมอ ขอให้จดจำเหตุการณ์ได้เสียที ทั้ง ๆ ที่พ่อกับแม่พยายามบอกเสมอว่า ลูกกลับมาหาแม่ได้ ก็เป็นพรที่ประเสริฐสุดแล้ว สิ่งที่หลงลืมไปก็ช่างมันเถอะ ไม่ว่าลูกจะผ่านอะไรมา ลูกก็ยังเป็นลูกของพ่อแม่เสมอ แม่กล่าวทั้งน้ำตา พร้อม ๆ กับกอดฉันไว้แน่น โดยมีพ่อลูบหัวฉับเบา ๆ อยู่ใกล้ ๆ ฉันจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าร้องไห้อยู่นานเท่าใด แต่ฉันอบอุ่นเหลือเกินที่ได้กลับมา ฉันเคยคิดเหมือนกันว่า ถ้าเวลานั้น เด็กที่ชื่อฟาร์ไม่เปิดมิติพาฉันกลับมาบ้าน เพื่อกลับสู่อ้อมอกพ่อกับแม่แล้ว ฉัน พ่อ และแม่จะเป็นยังไงบ้าง พ่อกับแม่อาจจะเป็นพ่อแม่ของกานดีก็ได้ ท่านดูแก่ไปมากทีเดียว แต่เวลานี้ดูเหมือนท่านจะเริ่มทำใจได้แล้ว ท่านมักจะเปรย ๆ เสมอว่า เมื่อฉันยังปกติดี กานดีก็ต้องปกติดีเหมือนกัน เพราะเรามักมีอะไรที่สื่อถึงกันได้ แม้จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ ก็ตาม ฉันเองก็รู้สึกว่าเธอสบายดีเช่นกัน จะมีก็แต่ความรู้สึกว้าเหว่ ที่บางครั้ง มักจะสื่อมาหาฉันเหมือนกัน บุษวางปากกาลงข้าง ๆ พร้อมกับพับไดอารี่ลง เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างชั้นสอง ที่มองเห็นถนนสายเมน ของหมู่บ้าน เธอมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ซึ่งมีปุยเมฆลอยอยู่อย่างกระจัดกระจาย มันเป็นท้องฟ้าในยามสายของวัน คุณเป็นอย่างไรบ้างนะมิลวา บุษกล่าวขึ้นลอย ๆ เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เธอต้องพลัดพรากจากกันมาโดยที่ยังไม่เห็นแม้แต่ดวงตาที่จะลืมขึ้นของเขาเลยแม้แต่น้อย อย่างน้อย ฉันก็ขอให้คุณปลอดภัย สายลมผัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้เล็กน้อยนั้น พัดกระจายเส้นผมละเอียดของบุษให้สะบัดอย่างแผ่วเบา พร้อม ๆ กับอ้อมแขนแข็งแรงที่โอบกระชับรอบเอวของเธออย่างแนบแน่น กับใบหน้าที่ซอกซอนโลมไล้ลำคอขาวผ่องของบุษ เสียงร้องกรี้ดด้วยความตกใจ บุษสะดุ้งสุดตัว ใจหายวิบ เธอดิ้นสะบัดตัวหนีทันที . ใครกัน !!!! ฉันล็อคบ้านสนิทแล้วนี่ .. ดูเหมือนแขนที่โอบกระชับนั้น จะแข็งแรงเกินกว่าที่บุษจะผลักออกไปได้ เธอตัวสั่น ร้องด้วยเสียงเครือ ใครกัน . ปล่อยฉัน หากแต่เมื่อได้ยินเสียงเรียกชื่อของเธอจากเรียวปากคนแปลกหน้าที่เธอยังไม่ทันเห็นถนัดชัดตา พร้อม ๆ กับ จับตัวเธอหมุนกลับมาประจันหน้ากับเขา บุษตัวเกร็ง ตะลึงทันทีที่เห็นคนตรงหน้าอย่างชัดเจน มิล ยังไม่ทันที่บุษจะกล่าวได้ครบคำ ริมฝีปากก็ถูกบดบังอย่างโหยหา รอยประทับนั้นหนักหน่วง ปลายลิ้นตวัดเข้ามาโลมเลียรับความหวานละมุนด้วยชั้นเชิงที่เหนือกว่า บุษตอบสนองความต้องการนั้นอย่างโหยหาเช่นกัน ริมฝีปากร้อนผ่าวนาบลงพวงแก้มชมพูใส ละเรื่อยลงมายังลำคอขาวนวล และก่อนที่สติของเธอจะถูกพรากไป เธอรวบแรมที่มีบ่ายเบี่ยงเขาออกห่าง หอบหายใจถี่ ๆ มิลวาหยุดเล้าโลมเช่นกัน แต่ยังคงโอบกอดเธอไว้อย่างแนบแน่น บุษกอดตอบอย่างแผ่วเบา และผละออกจากอ้อมกอดนั้นอีกครั้ง มือข้างหนึ่งยกขึ้นลูบไล้บนใบหน้ามิลวาอย่างทนุถนอม พร้อม ๆ กับน้ำตาที่ไหลรินด้วยความตื้นตัน คุณมาได้อย่างไรกัน มิลวา .. หายดีแล้วหรือคะ ? แทนคำตอบ มิลวาจับมือข้างที่กำลับลูบไล้ใบหน้าเขาเอาไว้ โน้มหน้าลงสัมผัสริมฝีปากอันอ่อนนุ่มอีกครั้ง ก่อนจะตอบไม่เกินกระซิบ ร่างกายและวิญญาณข้าถูกส่งมายังดินแดนเจ้าตั้งแต่เมื่อสองปีก่อน แต่ว่า เขากล่าวต่อเมื่อเห็นบุษทำตาโต อ้าปากกำลังจะถามคำถามต่อไป ร่างกายข้าต้องนอนอยู่ใต้ผืนแผ่นดินแห่งนี้ เพื่อดูดซับพลังธรรมชาติ ดังนั้นจึงมีเพียงวิญญาณข้าเท่านั้น ที่แวะเวียนมาหาเจ้าได้ คุณอยู่กับฉันตลอดสองปีที่ผ่านมา ทำไมฉันไม่เคยรู้ ? เธอกล่าวเสียงสูง ไม่แปลก เพราะเจ้าไม่มีพลังสัมผัสวิญญาณ เขาเอ่ยพลางลูบปาดน้ำตาบุษออกจากพวงแก้มแผ่วเบา ข้าหวังมาตลอดว่าเมื่อไหร่ ร่างข้าจะสมบูรณ์ เมื่อไหร่เจ้าจะนึกออก และเมื่อไหร่ข้าจะมาหาเจ้าได้ด้วยร่างเนื้อเสียที เขาพรมจูบหน้าผากเธอแผ่วเบา และวันที่ข้ารอคอย ก็มาถึง มือมิลวาเริ่มไม่อยู่สุข เขาปลดโน้นปลดนี่ออกจากร่างกายบุษ อย่าคะมิลวา บุษกล่าวหน้าแดงสดใส กำลังระงับความอายเต็มที่ สายตาเขาที่มองมานั้นพราวระยับ ทำไมเธอจะไม่เข้าใจสายตานั้น ฉันยังมีเรื่องที่ต้องถามคุณอีก ไว้ก่อน มิลวากล่าวตัดบท พร้อม ๆ กับมือที่คอยแกะกระดุมเสื้อเม็ดสุดท้ายออก จับเหวี่ยงตัวเสื้อไปไหนไม่รู้ อย่าพึ่งถามอะไร หากเธออยากช่วยไม่ให้ฉันคลั่งใจตายเสียก่อน น้ำเสียงมิลวาเว้าวอน ได้โปรด ใจบุษอ่อนละลายนานแล้ว สติที่ควบคุมอยู่ สุดท้ายกลับขาดจากกันอย่างง่ายดาย ด้วยน้ำเสียงนั้น สมองว่างเปล่า และดูเหมือนโลกทั้งสองจะหมุนเร็วจนเธอตาลายเหลือเกิน เธอกอดเขาแน่น ฉันรักคุณค่ะ รักนานแล้วด้วย มิลวายิ้ม เขากอดเธอแน่นเช่นกัน ข้ารู้ ข้าก็รักเจ้าเช่นกัน ลูกที่จะเกิดของเราสองจะเป็นพยานความรักของเราตลอดไป สายลมยังคงพาดผ่านอย่างแผ่วเบา พร้อม ๆ กับรอยไออุ่นแห่งเสียงกระซิบกระซาบ อันหวานหอมที่ล่องลอยมาอย่างเชื่องช้า เพลงรักได้ยินแผ่ว ๆ ประสานใจสองดวงให้คล้องเกี่ยวกันก้าวเดินไปยังอนาคต ไม่หวาดหวั่นกับขวางหนามที่รออยู่ ถึงจะแสนไกล ไกลถึงใต้หล้า สุดขอบฟ้าแสนไกล .....ไกลเพียงดวงดาว ฉันหรืออาทร แม้จะร้อนดังตะวัน...กำลังใจ ฉันยังคงมั่น ใจฉันไม่เคยหวั่นต่อขวากหนาม ขอให้เธอรักฉัน เต็มดวงใจ ถึงจะทุกข์เท่าไหร...จะสู้ทน ดุจดั่งขุนเขา หรือจะไปสน ต่อลมฝนฟ้าดิน ถึงจะแสนนาน นานนับแรมปี แต่ฉันนี้เฝ้าคอย...คอยวันคืนมา มาเป็นคู่ใจ เก็บรักไว้คงมั่น กาลเวลาหรือจะมาเกี่ยว ใจฉันยังเด็ดเดี่ยวอยู่เสมอ ฉันยังซึ้งถึงวัน ที่เธอกับฉัน พร่ำรักรำพันเพียงเราสอง รักที่แสนหวาน รักที่แสนหวาน รักฉันนั้นเพื่อเธอ ทั้งหมดทั้งหัวใจ เธอคงรู้ ฉันมาไว้ให้เธอคนเดียว จะห่างกันแสนไกล ก็ไม่มีเปลี่ยนแปลง ถึงจะแสนนาน นานนับแรมปี แต่ฉันนี้เฝ้าคอย... คอยวันคืนมา มาเป็นคู่ใจ เก็บรักไว้คงมั่น กาลเวลาหรือจะมาเกี่ยว ใจฉันยังเด็ดเดี่ยวอยู่เสมอ ฉันยังซึ้งถึงวัน ที่เธอกับฉัน พร่ำรัก..รำพัน...เพียงเราสอง รักที่แสนหวาน รักที่แสนหวาน รักฉันนั้นเพื่อเธอ รักที่แสนหวาน รักที่แสนหวาน รักฉันนั้นเพื่อเธอ รักฉันนั้นเพื่อเธอ...earn... จบภาคหนึ่ง จาก : aey1997 - 14/12/2000 08:58 |
|
ข้อความ : โอ้..เพิ่งว่างไล่อ่านแต่แรก จินตนาการเยี่ยมมากเลยครับคุณเอ๋ แต่ว่าท่าจะให้ดี เอาลงทีละน้อยๆก็จะดีนะครับผม คนอ่านจะได้มีแรงอ่านไหวด้วยนา...บางที อ่านอะไรที่มันต้องจินตนาการตามมากๆมันก็เหนื่อยเหมือนกันน่ะครับ ^ ^ พยายามต่อไปนะครับ
ถ้ามีปัญหาอะไรสงสัยในเว็บบอร์ดนี้ ลองมาคุยกันก็ได้นาครับ ICQ 87391686 ครับผม หรือเมล์ก็ได้ครับ จาก : Cid - - [email protected] - 15/12/2000 22:55 |
|
ข้อความ : ขอบคุณค่ะ ยังไม่เคยเปิด ICQ เลย ว่าจะลองเปิดอยู่เหมือนกัน ติดได้ได้เวลาไหนหรือคะ หรือมีเวลานัดพบกันอยู่แล้ว จาก : aey1997 - 16/12/2000 19:39 |
|
ข้อความ : ยังคงสนุกเหมือนเดิม จินตนาการเยี่ยมจริงๆ ^-^ จาก : MrT - 19/12/2000 01:33 |
|
ข้อความ : อิอิ... ตามมาเจอกันได้นะเอ๋
ไม่นึกว่า..แม้ในเนตก็ โลกมันกลม นะ อิอิ... ^O^ ( พี่ jj เองจ้า) จาก : jj - 25/01/2001 12:01 |