|
หัวข้อ : เหล้าเก่าในขวดบรรจุใหม่ เอามาให้อ่านกันอีกครั้งก่อนจะลืม Horizon Watcher : Prologue ข้อความ : ตอนนี้กำลังแต่งตอนใหม่ๆอยู่ คงจะได้เอามา post ลงเร็วๆนี้ หลังจากที่อู้มานานแสนนาน ตอนนี้ก็อ่านของเก่าแก้ขัดไปก่อนแล้วกัน (ตอนเก่านี้เนื้อเรื่องอาจจะอ่านแล้วไม่ค่อยสมบูรณ์นัก เพราะแต่งค้างเอาไว้นานแล้ว ภายหน้าจะมีการแก้ไขให้เนื้อเรื่องสมจริงสมจังกว่าเดิม) Horizon Watcher : Prologue เดิน.... แล้วผมก็ต้องเดิน เดินใปเรื่อยๆ พร้อมๆกับสภาพโซซัดโซเซ ขาดน้ำขาดอาหาร ผมหมดอาลัยตายอยาก ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกกี่ วัน อยากจะคลั่งกับชะตากรรมของตัวเอง ผมคงต้องอดตายอยู่กลางไอ้ทะเลทรายบ้านี้แล้วกระมัง? เมื่อประมาณห้ากว่าวันผ่านมาแล้ว กับการเดินทางอันยาวไกลกลางทะเลทรายอิงโอส ในดาวแนฟิมมัสนี้ ตอนบ่ายแก่ๆแอร์ไซเคิลที่ขับมาเกิดงอแงขึ้นกระทันหัน ผมจำต้องลากเจ้าเศษเหล็กคร่ำครึที่หนักอึ้งนี้ไปวางพิงหลบแดดข้างๆโขดหินเพื่อซ่อมพร้อมๆกับง้องอนมันให้รีบติดเร็วๆเพื่อจะได้ไปให้พ้นๆอากาศอันร้อนระอุซะที ทว่าโชคก็ไม่เข้าข้างผม นานๆเข้าอารมณ์ก็ลุกเป็นไฟ อยากจะกระโดดถีบเศษเหล็กสัปปะรังเคตรงหน้าไปให้ไกล แต่ก็ต้องยั้งเท้าไว้ เพราะมันคือความหวังเดียวที่จะช่วยให้ผมมีชีวิตรอดไปจากที่แห่งนี้ได้ วันนั้นทั้งวัน สภาพมันก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมาเลย ผมจำต้อง นอนพักตรงนั้นท่ามกลางอากาศยามค่ำคืนอันหนาวเหน็บ ยามเช้า ดวงตะวันพุ่งขึ้นกลางฟ้าอย่างรวดเร็ว อากาศร้อนแผ่ขยายเข้าถึงตัวผม ต่างกับอากาศตอนกลางคืนโดยสิ้นเชิงผมเร่งซ่อมมันให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ประมาณเที่ยงตรงผมลองสตาร์ทมันอีกที ในใจภาวนาไว้เต็มที่ ขอให้มันรีบติดๆซะที "ครือ..ครือ.. ครืนน..นนน" !!มันติดแล้ว ติดจนได้ ผมตะโกนอย่างปีติ รีบเก็บเครื่องมือ แล้วขึ้นนั่งขับตะบึงไปข้างหน้า ขับไปได้ไม่กี่สิบไมล์ สักพักนึง อากาศเย็นขึ้นนิดๆ ท้องฟ้ายามนี้มันมืดพิกล บริเวณรอบๆตัวผมมีเงาดำขนาดใหญ่คืบคลานมาบดบังอย่างรวดเร็ว เสียงดังแหลมประหลาดพุ่งผ่านเหนือหัว ทำให้รู้ได้ทันทีว่ามันคือคลื่น sonic boom ที่เกิดจากอากาศถูกวัตถุบางอย่างแหวกมาด้วยความเร็วสูง ผมรีบแหงนหน้าขึ้นมองไป !!!??? .....อากาศยานลำใหญ่พุ่งดิ่งลงตรงที่ที่ผมอยู่..เวรกรรมซ้ำซากจริงๆ ผมเร่งแอร์ไซเคิลเจ้ากรรมให้พุ่งไปข้างหน้าเต็มกำลังเท่าที่มันจะทำได้ ขณะที่ยานพุ่งดิ่งลงมา ยิ่งมันใกล้ถึงพื้นมากเท่าไหร่ ผมยิ่งบิดคันเร่งสุดแรงเกิด ถึงแม้มันจะบิดได้สุดแค่นั้นมานานแล้วก็ตาม ชีพจรเต้นพล่านปากสั่นระรัวสีซีดเพราะความกลัวอย่างเห็นได้ชัด และชั่ววินาทีนั้นผมก็พุ่งหลุดออกจากรอยเงามหึมามาได้ หัวใจเต้นถี่รัวเหมือนจะหลุดออกจากอกให้ได้ไม่ทันที่ผมจะหันกลับไปมองข้างหลัง......แล้วเสียงระเบิดก็ปะทุขึ้น....... หูทั้ง 2 ข้างปวดระบมไปหมด สมองเหมือนเบลอไปชั่วขณะ ตัวเบาหวิว คล้ายกับตุ๊กตาฟางถูกเขวี้ยงไปในอากาศ ไม่นานนักตัวผมก็กระแทกกับพื้นอย่างแรง แรงระเบิดพาผมกลิ้งไปหลายรอบ พร้อมกับได้รอยฟกช้ำมาเป็นของฝากอีกเล็กน้อย ผมมองไปรอบๆตัว เพื่อหารถเศษเหล็กที่ผมเคยอยากจะพังมัน ตอนนี้ผมคิดถึงมันอย่างสุดซึ้ง ถ้าไม่มีมันแล้วผมจะไปรอดได้ยังไงเหมือนกับความหวังต่างๆดับวูบลง มันกลายเป็นเศษเหล็กไปจริงๆซะแล้ว..... อากาศที่สุดร้อน แดดที่เผาลงบนตัวผม ตอนนี้แม้หยาดเหงื่อเพียงหยดยังไม่มี ภาพที่มองเห็นมันเบลอไปหมด ดูไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไรเข่าของผมทรุดลงกับพื้น ตามด้วยตัว..และหัว มันแห้งมาก เหมือนน้ำลายในปากมันจะแห้งตามไปด้วย มันหลายวันแล้วนะที่ผมต้องมาเดินหลงอยู่ในนี้สมแล้วที่แถบนี้ไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ แม้แร้งสักตัวก็ยังหาไม่เจอ ตอนที่จะไปไอกลิส ผมไม่น่าเสี่ยงเดินทางข้ามอิงโอสเลย น่าจะเชื่อคำเตือนของชาวบ้านพื้นเมือง แล้วอ้อมไปทางอื่นให้พ้นจากมันดีกว่า ถึงเสียเวลา และค่าเดินทางไปเยอะ แต่ก็ยังดีกว่าขับผ่ามันมาตรงๆแล้วต้องมาแห้งกรอบอยู่ที่นี่ ผมผิดเองที่คิดว่ามุ่งตรงไปข้างหน้าอย่างเดียวแล้วจะทะลุผ่านมันได้........................................ ตาย...ตายแหงๆ ผมเริ่มนึกถึงโลกหลังความตายว่าจะเป็นอย่างไร อย่างน้อยมันคงไม่น่าเบื่อไปกว่ากองทราบพวกนี้ล่ะมั้ง? แต่กระนั้นเวรกรรมก็ยังไม่หมดสิ้นพายุทรายพัดผ่านมาแถบนี้พอดี ลมแรงมากขนาดพัดเอาฝุ่นทรายมากลบตัวผมจนเกือบมิด ผมอยากร้องไห้ แต่ต่อมน้ำตามันเหือดแห้งไปหมดแล้วสภาพผมตอนนี้คล้ายซากศพที่ถูกฝังอยู่ในกองทรายดีๆนี่เอง ความรู้สึกสงบเย็นยะเยือกมันคลืบคลานเข้ามาในใจ คงใกล้จะได้เวลาวิญญาณหลุดลอยออกจากร่างแล้วล่ะ ลมแรงพัดเอาทรายกลบตัวผมจนเหลือแค่ช่วงใบหน้าให้พอหายใจได้ ผมค่อยๆหลับตาลงแล้วนอนปลงไม่ขยับเขยื้อน..... "ชีวิตหลังความตายมันไม่น่าพิศวงขนาดนั้นหรอกนะ" เสียงหนึ่งดังขึ้น พายุนั้นพัดกระหน่ำรุนแรง แต่เสียงที่ผมได้ยินนี้กลับชัดเจน ..ไม่สิ มันดังก้องอยู่ในจิตใจตะหาก ผมใช้แรงเฮือกสุดท้ายลืมตาขึ้นแล้วขยับหน้ามองหาต้นเสียง และสิ่งอัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้น พายุทรายอันรุนแรงกลับสงบลงภายในพริบตาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นในเมื่อครู่นี้ แสงแดดอ่อนลงมากอย่างเห็นได้ชัด เรี่ยวแรงกำลังวังชาฟื้นคืนสู่ร่างกายอีกครั้ง ผมมองเห็นใครสักคนยืนอยู่ข้างๆศีรษะ เหมือนรอให้ผมลุกยืนขึ้น น่าแปลกที่ผมหายเหน็ดเหนื่อย ไม่กระหายน้ำเป็นปลิดทิ้ง ผมจึงค่อยๆปัดทรายบนตัวออก แล้วดันตัวลุกจากพื้นขึ้น หน้าของคนคนหนึ่งปรากฏอยู่ตรงหน้า เป็นชายหนุ่มรูปร่างค่อนข้างสูงในชุดเสื้อโค้ทสีดำสวมแว่นกันแดด ดวงตามีแสงสีน้ำเงินเข้มอันประหลาดลอดผ่านออกจากเลนส์แว่น ผิดวิสัยของดวงตามนุษย์ เส้นผมสีน้ำเงินเข้มจัดพริ้วไปกับสายลมที่พัดผ่านเบาๆ เสื้อผ้าที่ดูหนาแบบนั้นดันเอามาใส่ในทะเลทราย หมอนี่มันไม่ร้อนหรือยังไง "..นายเป็นใครกันน่ะ แล้วทำไมเมื่อกี๊มัน...." ผมถาม ชายคนนั้นเอานิ้วดันแว่นให้เข้าที่แล้วขยับปากพูดพึมพำ เป็นภาษาที่ผมฟังไม่รู้เรื่องแม้แต่นิดเดียว "อะไร นายพูดอะไรของนาย?" ผมถาม เขานิ่งอยู่ครู่นึงจึงตอบกลับ ".....แล้วนายคิดว่าอะไรล่ะ.." คำตอบนั้นทำให้ผมไม่ค่อยสบอารมณ์นัก "..ไม่เข้าใจว่ะ นายเป็นใคร ต้องการอะไรกันแน่ ชั้นไม่เข้าใจที่นายพูด" เขาถอดแว่นออก เอานิ้วที่สวมถุงมือหนังสีดำถูที่เลนส์เบาๆ ดวงตาเขาดูแปลกมากยิ่งกว่าตอนใส่แว่น "รู้แค่ว่าชั้นเป็นคนช่วยนายไว้ก็พอ และการช่วยนี้มันต้องมีการตอบแทนกันบ้าง.." ไอ้หมอนี่มันเป็นใครกัน อยู่ดีๆถึงมาออกคำสั่งกับคนไม่รู้จักอย่างนี้ได้หน้าตาเฉย "แล้วถ้าชั้นไม่ทำตามที่นายบอกล่ะ" ผมถามขึ้น กะจะกวนประสาทไอ้หมอนี่สักหน่อย "ไม่รู้สินะ" เขาตอบพร้อมยิ้มนิดๆ ขณะที่พายุทรายเริ่มก่อตัวขึ้นใหม่รอบๆตัว ผมหันไปมองรอบตัวอย่างตระหนก แล้วย้อนไปมองที่หน้าเขาสีหน้าเขาดูปกติ แต่พิลึกดวงตาที่ส่องประกายน้ำเงินลึกล้ำ คล้ายจะล้างผลาญทุกสิ่งได้ มันทำให้รู้สึกหวาดผวาอย่างมาก "พอ! พอแล้ว..แค่อยากรู้เท่านั้นว่าให้ทำอะไร ทำไปทำไม" พายุสงบลงอีกครั้ง เป็นจังหวะเดียวกับที่เขาสวมแว่น เหมือนชายคนนี้ควบคุมมันได้ตามใจต้องการ ตอนนี้ผมรู้แล้วล่ะว่าควรจะทำตัวยังไง "นายไม่จำเป็นต้องรู้อะไร แค่ทำตามที่ชั้นบอกก็พอ..รับรองว่านายจะรอดออกไปจากที่นี่ได้แน่" ชายคนนี้ทำเหมือนรู้ดีไปหมดทุกอย่างแต่ก็เอาเถอะ ดูสถานการณ์รวมๆแล้ว ยังไงยังไงผมก็คงขัดใจเขาไม่ได้อยู่ดี "ก็ได้....ตกลง ชั้นจะทำตามที่นายบอก ...แต่นายแน่ใจนะว่าชั้นจะออกไปจากไปอิงโอส ("ระบำแห่งนรก" ในภาษาท้องถิ่นแถบนี้) ได้" "มันก็แล้วแต่นายล่ะนะ ว่าจะทำตามที่ฉันบอกได้สำเร็จรึเปล่า..เท่านั้นล่ะ" แต่ละอย่างที่หมอนี่พูดมันกวนประสามผมจริงๆ "งั้นก็บอกมาซะทีสิ ว่าจะให้ชั้นทำอะไร?" ลมเบาๆพัดเอาทรายปลิวไปจางๆ ดูๆไปแล้วอิงโอสที่อันตรายก็แฝงไปด้วยความสวยงามไปอีกแบบ หืมมมม................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................. .......................................................................................................................... .....ผมรู้สึกมึนวูบไปชั่วขณะ......เมื่อครู่มันอะไรกัน ..ภาพต่างๆมากมายโผล่ขึ้นมาในจิตใจ ภาพแล้วภาพเล่า..เหมือนผมได้รับรู้ถึงอะไรบางอย่างโดยที่ไม่ต้องมีใครมาอธิบายให้ฟังเลย "ชั้นจะให้นายช่วยคนคนหนึ่งที่อยู่แถวนี้เหมือนกัน" ชายตาน้ำเงินพูดขึ้นขณะที่ภาพเหล่านั้นในหัวผมได้หยุดลง ...มันมหัศจรรย์มาก สมองผมได้รับรู้ถึงเหตุการณ์หนึ่ง ทั้งที่ไม่เคยประสบด้วยตนเองมาแต่อย่างใด พนันได้เลยว่าหมอนี่ไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน สิ่งนี้ยิ่งทำให้ผมสงสัยว่าเขาเป็นใครมากขึ้นอีก "นาย..จะให้ชั้นช่วยเด็กผู้หญิงที่อยู่ในยาน ลำที่พุ่งมาหาชั้นใช่มั๊ย" ผมถามเขา แต่เหมือนกับไม่ได้ถาม เพราะผมรู้เรื่องจากภาพในหัวได้เองอัตโนมัติ "เธอบาดเจ็บสาหัส รีบช่วยก่อนสายไปก็แล้วกัน" "...แล้วจะให้ชั้นเดินด้วยเท้าไปตามเธอรึไง" ผมโต้กลับ "ก็ไม่ได้บอกว่างั้นสักหน่อย ของที่ต้องการน่ะอยู่ข้างหลังนายแล้วไง" เขาชี้ไปด้านหลังผม และมันมหัศจรรย์ดั่งมายากล แอร์ไซเคิลคันนึงมาอยู่ข้างหลังผมตั้งแต่เมื่อไหร่ เมื่อครู่ยังมีแต่ทรายอยู่เลย "มันมี Automatic Path-Finding System สามารถพานายไปรับผู้หญิง และออกจากอิงโอสได้อย่างง่ายดาย" ผมสำรวจมันรอบๆตรวจแผงหน้าปัดวงจรแอร์ไซเคิลไปเรื่อยๆ ผมก็นึกขึ้นได้ว่าทำไมหมอนี่ไม่ไปช่วยเธอเองเลยซะล่ะ ทำไมถึงต้องให้ผมช่วยด้วย "เฮ้..ทำไมนายไม่ไปช่วยเธอเองล่ะ" ผมถามขณะก้มลงมองแผงวงจร และเขาก็ตอบกลับง่ายๆเช่นเคย "ก็ไม่อยากจะช่วยไง.." คำตอบนี้ทำผมหมดอารมณ์เถียง "สรุปคือนายช่วยชั้น เพราะจะให้ชั้นไปช่วยเธอ..." "เข้าใจอะไรง่ายดีนี่" ผมหัวเราะแห้งๆ ขำกับสิ่งที่ชายคนนี้ทำ "นายทำยังงี้ไปทำไมให้มันยุ่งยากเปล่าๆ" "ถ้ามันง่ายเกินไป เดี๋ยวจะไม่สนุกไง..." สนุก? สนุกบ้าอะไรกัน ต้องมาหลงอยู่กลางทะเลทรายนี่น่ะเหรอที่ว่าสนุก.. ...ผมเงยขึ้นหาหมอนั่น ........แต่เขาหายไปจากสายตาเสียแล้ว........หายไปดื้อๆ เหมือนกับตอนโผล่.. อยากมาก็มาอยากไปก็ไป ปล่อยผมยืนงงอยู่ตรงนั้นไปพักใหญ่ ช่างมันเถอะ ผมเบื่อที่นี่เต็มทีแล้ว จึงสตาร์ทเครื่องขึ้น .......ยอด! ประสิทธิภาพเยี่ยมมาก ชักถูกใจไอ้น้องคันนี้ขึ้นมาแล้ว ผมขับมันโลดแล่นออกไป เหมือนกับเด็กที่ได้ของเล่นชิ้นใหม่ ในใจนึกขอบคุณเจ้าหมอนั่นนิดๆ แอร์ไซเคิลแล่นไปด้วยความเร็วสูง ขณะที่ดวงอาทิตย์ค่อยๆลับขอบฟ้าไปเรื่อยๆ ผมจ้องมองขอบฟ้าเพียงชั่วครู่ แสงอาทิตย์ตัดกับขอบฟ้าปรากฏภาพอันงดงาม ลมที่พัดต้านผ่านมาทำให้เย็นสบาย แต่ในกายกลับรู้สึกร้อนรุ่ม คล้ายมีบางสิ่งกำลังคุกกรุ่นอยู่ทั่วทั้งตัว............. To Be Continued... จาก : LiXeon (L.X.) , Xaimuilus - - [email protected] - 27/10/2000 18:39 |
|
ข้อความ : สนุกดีนะคะ รีบๆแต่งตอนใหม่เร็วๆล่ะ (เพิ่งเคยอ่านแฮะ อ่านแล้วไม่ค่อยจะรู้เรื่อง) จาก : Feona - 27/10/2000 18:56 |
|
ข้อความ : อืม....ยังพิมพ์ผิดอยู่หลายที่นะครับ ^_^ แต่เนื้อเรื่องไม่เก็ทมาก ๆ เลยเพราะดูท่าไอ้คนนั้นจะมีความลับมากเลยล่ะ
เอาอีกซิ ท่าจะมัน ^_^ จาก : xelloss - 27/10/2000 19:31 |
|
ข้อความ : Hey, don't be like Vibukit si. Rewrite from the first issue like Guyver na. ^^;;; จาก : MrT - 28/10/2000 00:40 |
|
ข้อความ : หึๆ ขออถัยในความผิดพลาดต่างๆนานาด้วยครับ เอาไว้แก้วคามผิดพลาดในฉบับใหม่ที่เป็น Fantasy มากกว่านี้ (ดูเหมือนความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ของผมยังไม่พอ -_-" ขอไปเก็บตัวฝึกฝนไว้ก่อน เห็นงานของพี่ Ioroid แล้วอายตัวเองวุ้ย Fantasy จ้า~ฉันกลับมาหาเธอแล้ว.....) จาก : LiXeon (L.X.) , Xaimuilus - 29/10/2000 10:57 |