หัวข้อ : ข้อความบนแผ่นแก้ว BY smdm
ข้อความ : สวัสดีครับทุกท่าน
ผมนำนิยายเรื่องนี้ไปส่งลงหนังสือฉบับหนึ่งครับ แต่มันไม่ดีพอ อยากได้คำแนะนำว่ามีอะไรควรแก้ไขเพื่อเก็บไว้ในการแก้ตัวครั้งต่อๆไปครับ

smdm

ข้อความบนแผ่นแก้ว


ตอนที่ 1 เกมส์

ข้อความของแก้ว
สำหรับฉัน บุพเพสันนิวาส กับ ชะตากรรม มันช่างแยกออกยากเหลือเกินราวกับว่ามันเป็นสิ่งเดียวกัน ตัวฉันเกิดในบ้านที่มีฐานะดีมีคุณพ่อเป็นนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีฐานเสียงที่มั่นคง มีฐานะที่อยู่ในอันดับหนึ่งในสิบของเศรษฐีในประเทศ บ่อยครั้งที่มีรูปของฉันอยู่บนหน้าสี่ของหนังสือพิมพ์ฉบับหัวเขียว แต่ฉันกลับไปหลงรักผู้ชายคนหนึ่งด้วยเหตุผลที่ฉันเองไม่เข้าใจ หากจะพูดให้โรแมนติกก็ต้องบอกว่าความรักไม่มีเหตุผลมันเกิดขึ้นเองเมื่อคนสองคมมาพบกัน แต่หากไม่ใช่แล้ว ฉันมันก็เป็นแค่ผู้หญิงบ้าๆที่อยู่ๆไปหลงรักผู้ชายที่ไม่เข้าท่าเอามากๆ

"ขอการบ้านลอกหน่อยสิ แก้ว" ฉันมองหน้าเขาอย่างหัวเสียแทนที่ตอนเช้าจะทักทายกันดีๆอย่างที่ฉันเคยหวังไว้ แต่เขากลับมาขอลอกการบ้าน ฉันหยิบสมุดการบ้านจากใต้โต๊ะขึ้นมาวางบนโต๊ะโดยไม่พูดอะไร
"ขอบใจนะ" เขาหยิบไปก่อนจะเดินไปหลังห้องมุมหน้าต่างด้านหลังสุดเพื่อไปนั่งลอกการบ้าน มันไม่มีทางเลยที่ฉันจะพูดกับเขาว่าฉันรักเขา เพราะไม่รู้ว่ามันจะเหมาะสมอะไรกับคนอย่างเขากับคนอย่างฉัน
"แก้วแกให้สัมภาษณ์กับหนังสือ พลอยเพริศพราย ด้วยเหรอวะ แม่ฉันเอามาให้ดูนี่ไง" สนธิยาเพื่อนสาวของฉันเปิดบทสัมภาษณ์ในหนังสือโยนลงตรงหน้าของฉัน ฉันพยักหน้าก่อนอธิบาย
"พอดีเค้ามาสัมภาษณ์คุณพ่อแต่ว่าคุณพ่อติดราชการด่วนก็เลยขอร้องให้แก้วให้สัมภาษณ์นิดหน่อย" คนอย่างฉันที่มีหนังสืออย่างพลอยเพริศพรายมาสัมภาษณ์นี่นะหรือ ฉันไม่เห็นจำเป็นต้องไปหลงรักผู้ชายแบบนั้นเลย
"แกให้สัมภาษณ์ไปว่ากำลังอยากจะหาคนรู้ใจแบบนั้นเหรอ" ฉันพยักหน้า
"แล้วแกบอกอีกว่าคุณพ่อก็ไม่ว่าอะไรหากฐานะของลูกเขยจะจนกว่าขอให้เป็นคนที่รักแกจริงๆ" ฉันพยักหน้าอีกครั้ง
"ก็เป็นธรรมดาอยู่แล้วที่ต้องให้สัมภาษณ์แบบนั้น สนเป็นห่วงอะไรเหรอฉันว่าคงไม่ค่อยมีเพื่อนๆในห้องอ่านเท่าไรหรอกนะหนังสือแบบนี้" สนธิยาพยักหน้าก่อนพลิกหน้าปกให้ดู
"ใช่ แต่แก่ดันขึ้นปกวะแก้ว" รูปฉันขึ้นปกหนังสือด้วย ความจริงช่างภาพก็ถ่ายได้สวยดีแล้วมีเรื่องอะไรเหรอฉันมองไปทางสนธิยา
"ไอ้บ้าแกอย่าบอกนะว่าแกไม่รู้ว่าผู้ชายเค้าคลั่งแกขนาดไหน คอยดูอีกไม่นานจะต้องมีศึกชิงนางเกิดขึ้น" ไม่ทันขาดคำมีเสียงดังออกมาจากหน้าห้อง
"คุณแก้วครับ" ดอกไม้ช่อใหญ่ถูกถือนำติดมาในมือของชายคนนั้นก่อนจะตามมาอีกนับสิบคน ฉันต้องค่อยๆคิดค่อยๆรับมือกับผู้ชายพวกนั้นก่อนอันดับแรกต้องรับของทุกคนไว้ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม พูดจาหวานๆขอบคุณเพราะๆ ฉันไม่ค่อยเป็นห่วงเรื่องผู้ชายมาตีกันเพราะฉันเท่าไรเพราะการวางตัวแบบ นี่ของฉันทำให้ทุกคนรู้สึกว่าเท่าเทียมกันหมดและฉันสูงส่งบางคนอาจจะแค่ชื่นชมฉัน บางคนอาจจะรักหรือชอบ แต่ก็จะทำยังไงได้ก็ฉันเป็นคนสวยทั้งรูปทั้งฐานะ ก็ต้องมีผู้ชายมาชอบ ฉันทำใจไว้แล้ว
"พอดีผมอยากจะเชิญไปทานอาหารเย็นที่บ้านของผมหน่อยได้ไหมครับ" พวกที่มาแบบนี้ฉันก็เจอมาแยะ
"เออ...ของโทษคะแก้วต้องกลับบ้านตามเวลาถ้ายังไงให้ช่วยไปขออนุญาตกับคุณพ่อของแก้วก่อนได้ได้ไหมคะ แก้วจะบอกเบอร์ให้" แน่นอนว่าใครก็ต้องกลัวที่จะพูดกับพ่อฉันบางคนก็กล้าโทรไปแต่ก็ไม่กล้าคุยนานโดนถามอะไรไล่จุดอ่อนเรื่องฐานะนิดหน่อยก็คงต้องรีบวางหูโทรศัพท์ลง หลังจากนั้นไม่นานฉันก็ขอร้องให้ทุกคนกลับไป ฉันหยิบดอกไม้ไปจัดที่แจกันหลังห้องที่ใกล้ๆกันเป็นโต๊ะริมหน้าต่างที่เป็นที่ของเขา ฉันจัดแจกันอย่างสวยงามก่อนจะหันไปถามเขาที่มีท่าทางไม่สนใจอะไรว่า
"วีระว่าเป็นยังไงบ้างแบบนี้สวยไหม" เขาหันหน้ามามองแจกันก่อนพยักหน้าและหันไปลอกการบ้านต่อ ฉันรู้ว่ามันชะตากรรมที่ยากเย็นเหลือเกินในการที่ฉันหลงรักคนแบบนี้ หรือว่าจริงๆเขาต่างกับผู้ชายคนอื่นที่ไม่สนใจฉันเลย

ข้อความของวีระ
หญิงสาวที่มีความงามพร้อมทั้งรูปและฐานะชื่อเสียและความรู้ ผมมองปกหนังสือพลอยเพริศพรายราคาเกือบร้อยของมันบาดใจผมอยู่ไม่น้อยและเนื้อหาที่วนเวียนอยู่ในวงของพวกสังคมชั้นสูงก็ไม่เป็นสาระแก่ผมเลย แต่ผมต้องซื้อเพราะมีการสัมภาษณ์ แก้ว และเธอก็ถ่ายแบบในเล่มและหน้าปกด้วย ผมเรียนก็ไม่เอาไหนที่อยู่ห้องเดียวกับเธอได้ตั้งแต่ ม.4 ถึง ม.5 นี่ก็เรียกว่าพระเจ้าช่วยแล้ว กีฬาเหรอ ก็ไม่โดดเด่นอะไร ฐานะเหรอร้านขายข้าวต้มรอบดึกที่เรียงกันเป็นตึกแถวสามคูหานะบ้านผมเอง พอมีฐานะบ้างแต่ก็ไม่รวยล้นฟ้าอย่างเธอ ตอนกลางคืนผมต้องช่วยงานที่บ้าน ในขณะที่เธอ บางครั้งก็เป็นงานแฟชั่นที่โรงแรมสยามอินเตอร์คอนติเนนตัล บ้างก็งานเลี้ยง ห้องนอร์มังดี โรงแรมโอเรียนเต็ล ชีวิตอย่างกับเจ้าหญิงในเทพนิยาย แล้วตัวผมเป็นอะไรนะนอกจากตัวอะไรสักอย่างมองเครื่องบิน
"ไอ้หมา เอ็งกลับมาแล้วเหรอวะ" เสียงคุณลุงร้านของชำเรียกผมมาแต่ไกลผมเดินเข้าไปหาแกเพราะคิดว่าแกคงมีธุระอะไรกับผม
"มีอะไรครับคุณลุง" คุณลุงหยิบจอกเหล้าขาวเล็กๆซดเข้าปากอย่างเร็ว
"พ่อเอ็งบอกว่าให้เอ็งเอาหนังสือเก่าๆพวกนี้ไปให้ด้วย แล้วบอกให้แอบอย่าให้แม่แกเห็นเป็นอันขาด" เอาอีกแล้วเหรอ พ่อของผมเป็นนักอ่านชอบเก็บหนังสือเก่า ชั้นบนสุดของบ้านผมถูกทุบให้ทะลุถึงกันเพื่อทำเป็นห้องหนังสือตอนแรกมันก็ใหญ่ดีแต่ว่าไปๆมาๆมันก็ไม่มีที่เก็บ แม่ยื่นคำขาดในการเอาหนังสือเข้ามาของพ่อแต่ก็คงได้แต่พูดเท่านั้นเอง ทำอะไรไม่ได้มากนัก
"ครับ" ผมยกหนังสือทั้งมัดเดินเข้าไปบ้านก่อนขึ้นไปที่ห้องของตัวเอง วางมัดหนังสือไว้ข้างๆเตียง ผมนั่งมองหนังสือพลอยเพริศพรายที่ซื้อมาก่อนเปิดไปที่หน้าสัมภาษณ์และปิดโดยไม่อยากที่จะอ่านเท่าไร อยากคุยกับเธอได้อย่างปรกติจริงๆนอกจากประโยคที่พูดว่า "แก้วขอยืมการบ้านลอกหน่อยสิ" ผมว่ามันน่าจะมีวิธีที่ดีกว่านี้สิ "ทานข้าวหรือยังไปทานด้วยกันไหม" ถ้าจำไม่ผิดเคยมีคนโดนสวนมาว่า "ไม่เหมาะสมหากเธอจะไปทานข้าวกับผู้ชายสองต่อสอง" ผมล้มตัวลงนอนคิดอยู่นาน มิน่าพระท่านถึงสอนว่ามีรักย่อมมีทุกข์ ในตอนนั้นเองกองหนังสือที่ผมตั้งไว้กลับล้มลง เมื่อผมลุกดูก็พบกว่าเชือกที่มัดขาดออกจากกัน ผมลงจากเตียงเก็บหนังสือเก่าพวกนั้น เพียงแต่มีเล่มหนึ่งมีปกที่สวยงามเป็นสมุดบันทึกแบบที่มีกุญแจปิดเอาไว้ คงจะเป็นสมุดบันทึกของใครแต่จากสภาพมันก็เก่ามากแล้ว คิดๆแล้วมันก็น่าสนใจ ผมรีบหาลวดแข็งๆมาแก้ที่รูกุญแจ จนมีเสียงดังขึ้น ทีนี้หนังสือก็สามารถเปิดออกมาได้สมุดมีข้อความที่เขียนโดยลายมือ ลายมือเช่นนี้ผมคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูกเหมือนเห็นเป็นประจำทุกวัน เป็นลามมือของแก้ว ไม่นะ ลายมือของแก้วก็เป็นลายมือสวยๆทั่วๆไปอาจจะมีคนที่ลายมือเหมือนกับเธอก็ได้ ผมเปิดที่หน้าปก ไม่มีชื่อคนเขียนหรือเจ้าของก็เปิดหน้าแรกอ่าน

ทำไมฉันต้องไปหลงรักคนที่ความแตกต่างกันนี้เป็นเรื่องที่โง่หรือโรแมนติคกันแน่นะ ฉันอยากจะบอกว่าฉันรักเขา แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง เฮอ...กลุ้มใจ เจอกันทุกวันก็ไม่มีอะไรคืบหน้า ฉันอยากจะทักทายเขาในตอนเช้าอย่างดีๆบ้างสักครั้ง เพื่อจะได้มีครั้งต่อไป ฉันอยากจะพูดว่า สวัสดีวันนี้อากาศดีจังนะ ใช่ๆไม่มีใครเค้าพูดจาอะไรแบบนี้หรอกแต่ฉันอยากจะพูด อย่างน้อยหากเขาเริ่มพูดกับฉันก่อนก็คงจะดี

ข้อความมีเท่านี้เหรอผู้หญิงคนนี้คงจะเหมือนผม คงไปหลงรักคนมีความแตกต่างเข้าก็เลยลำบากใจ เมื่อเปิดหน้าต่อไปผมก็พบมามีเพียงกระดาษเปล่าๆ ผมปิดสมุดบันทึกนั้นแล้ววางบนโต๊ะอย่างดี และคิดว่าผมเองก็อยากจะพูดว่า วันนี้อากาศดีจังนะ กับแก้วบ้างไม่น่าเชื่อว่าผมจะเหมือนกับคนที่เขียนบันทึกเล่มนี้

ข้อความของแก้ว
เช้าวันรุ่งขึ้นผู้ชายหลายคนเริ่มรู้ข่าวว่าฉันถ่ายรูปลงในพลอยเพริศพราย หลายคนมีหนังสือเล่นนี้ ฉันมีเพียงคนเดียวที่อยากให้อ่านที่สุดก็คือ วีระ แต่เขาจะสนใจหรือฉันถอนหายใจเหมือนคนแก่เดินเข้าห้องไป วีระนั่งอยู่หลังห้องริมหน้าต่างสายตามองออกไปก่อนจะหันมาที่ฉันเล็กน้อยและรีบหันกลับไป สวัสดีวันนี้อากาศดีจังนะ ฉันจะพูดได้ไหมทั้งที่อยู่กันสองต่อสองแบบนี้ วีระมักจะมาแต่เช้า ฉันก็เลยมาแต่เช้าเช่นกัน อย่างน้อยก็ให้ความรู้สึกเหมือนเราอยู่ด้วยกันสองต่อสอง นี่ฉันเป็นบ้าอะไรของฉันกัน
"สวัสดีแก้ววันนี้อากาศดีจังนะว่าไหม" ฉันหันไปมองตามต้นเสีย
"อือ...อากาศดี สวัสดีวีระวันนี้อากาศดีนะ" ทั้งฉันและเขาก็พูดจาได้เท่านี้ เขาน่าจะชวนฉันไปทานข้าวเช้านะ แต่ฉันรอในที่สุดแล้วก็คงจะไม่มีทาง ทำไมฉันไม่เป็นฝ่ายชวนเขาทั้งที่ฉันเป็นฝ่ายหลงรักเขาไม่ใช่เหรอ ก็มันไม่ได้นะสิ ยังไงจากฐานะของฉันเขาควรจะเป็นฝ่ายชวนไม่ใช่เหรอ แล้วเขาจะมีสาเหตุอะไรมาชวนฉันละมันไม่มีเหตุผลเอาเลยนะ

"เริ่มมีข่าวบ้าๆแล้วรู้ไหม" สนธิยาพูดกับฉันตอนพักเที่ยงหลังจากที่เราทานอาหารเที่ยงกันแล้ว
"มีอะไรเหรอข่าวบ้าๆที่เธอว่านะ" สนธิยาส่งสายตาไปทางกลุ่มผู้ชายที่จับกลุ่มคุยกันก่อนในกลุ่มนั้นจะมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งรุ่นเดียวกับฉันเดินเข้ามาหา
"สวัสดีครับแก้ว" ฉันพยักหน้า
"คะ" คนๆนั้นก็เริ่มที่จะพูดต่อไป
"คือผมอยากจะชวนแก้วไปเที่ยวเย็นนี้หน่อยนะครับ" เขาพูดจาสุภาพและท่าทางก็ดีหน้าตาก็หล่อด้วยหากว่าฉันไม่มีใครในหัวใจแล้ว ก็อาจจะไปกับเขาก็ได้เพราะท่าทางที่ดูดีที่ดึงดูดใจนั้น
/"คือคุณพ่อ..." เขายกมือขึ้นเหมือนจะบอกว่าไม่ต้องพูด
"ผมอยากรู้ว่าหากไม่มีคุณพ่อ โดยจิตใจของแก้วนั้นจะไปเที่ยวกับผมได้ไหม หากแก้วต้องการผมเชื่อว่าคุณพ่อของแก้วก็คงจะไม่มีทางบังคับได้" ฉันกล่าวปฏิเสธในที่สุดเมื่อโดนถามถึงขนาดนี้ จริงอย่างที่เขาพูดมันอยู่ที่ฉันเอง เขายิ้มอย่างเข้าใจและเดินไปยังกลุ่มเพื่อนๆของเขา เขาเป็นคนที่ดูดีนะหากฉันชอบคนแบบนี้ก็คงจะดีเหมือนกัน
"ชานชัย ห้องสองสุดหล่อของสาวๆนะแก้ว" ฉันหันไปมองหน้าสนธิยาก่อนพูดขึ้น
"ข่าวบ้าๆที่สนพูดนี่เกี่ยวกับเรื่องนี้หรือเปล่า" ฉันถามสนธิยาเริ่มอธิบาย
"คนละหนึ่งร้อยบาทเป็นค่าสมัครในการชวนแกเดทตอนเย็นให้ได้หากใครทำได้เงินค่าสมัครจะเป็นของคนๆนั้นทันที" ฉันหน้าเสียในทันที นี่ฉันกลายเป็นของเล่นไปแล้วเหรอ ก็เอาสิดูสิใครจะทำสำเร็จฉันเองก็อยากจะเห็นเหมือนกัน ใช่ๆเดี่ยวก่อนนี่เป็นวิธีที่ดีที่ฉันแกล้งบอกให้ วีระเล่นเกมส์นี้โดยฉันเป็นคนขอร้องจะได้เป็นการแก้เผ็ดคนที่คิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมา เพื่อให้เขามาขอฉันเดทเหรอ ฉันบ้าไปแล้วแน่ๆ

ข้อความของวีระ
พวกในห้องบ้าอะไรกันอีกแล้ว ผมเดินเข้าไปฟังก็ได้ใจความว่าคนละร้อยสำหรับค่าสมัครชวนแก้วไปเดทตอนเย็นนี้หากใครทำสำเร็จได้เงินทั้งหมดไปทันที
"แล้วตอนนี้เงินเท่าไรแล้ววะ" มีเสียงหนึ่งถามขึ้นคำตอบที่กลับมาคือ สองพันกว่าบาทแล้ว ผมก็คงได้แต่ฟังอย่างเดียวทั้งที่รู้สึกไม่ค่อยดีนัก เพราะไม่รู้จะจัดการยังไงผมเองก็อยากจะลองบ้าง "ดีไหมนะเวลาแบบนี้" ทุกคนก็ทำกันนี่ถึงจะหน้าแตกก็คงจะไม่เสียหายอะไรใครๆก็ชอบแก้วเอาวะ ผมหยิบเงินมาร้อยหนึ่งยื่นออกไป
"เฮ้ยวีระแกเอาจริงนะ"
"โถ่เว้ยนี่ก็เกือบจะสามพันอยู่แล้วใครได้ไปก็รวยละวะ" ผมพูด เงินถูกกระชากไปรวมกับเงินกองกลางที่ทุกคนเสียไปในเวลานั้นแก้วก็เดินเข้ามาในห้องกับสนธิยา พวกผู้ชายกระจายกำลังไปตามโต๊ะตามกลุ่มเพื่อไม่ให้ผิดปรกติ ผมเมื่อเห็นหน้าของแก้วไม่แน่ใจเลยว่าจะเอายังไงดี จะพูดเหรอ จะพูดเพราะมันเป็นเกมส์เหรอ
"วีระ" แก้วตาเรียกผมผมหันไปในขณะที่ผมกำลังเดินกลับที่นั่งของผม
"นี่สมุดการบ้าน พรุ่งนี้จะได้ไม่ต้องมาขอยืมดีไหม" แก้วไม่รู้ว่าจริงๆผมไม่มีเรื่องอะไรจะคุยกับแก้วถึงขอลอกการบ้านเพื่ออย่างน้อยจะได้คุยกับเธอ แต่วันนี้ผมกล้าทักทายเธอแล้ววันพรุ่งนี้ผมก็คงจะทำได้เช่นกัน ไม่จำเป็นแล้ว
"ขอบคุณ..แต่ไม่เป็นไรแล้วผมทำการบ้านเองดีกว่า" แก้วชะงัก
"ไม่เป็นไรก็...ไม่เป็นไรคือ" แก้วมีท่าทางสับสนเล็กน้อยผมหักหน้าเธอหรือเปล่านะแต่ผมอยากจะทำตัวให้เทียบเท่าเธอได้บ้าง การเอาแต่ขอเธอลอกการบ้านแบบนั้นมันน่าอายไม่ใช่เหรอ เมื่อคิดถึงตรงนี้แล้ว...
"เย็นนี้แก้วว่างหรือเปล่า" ในทันทีๆผมพูดประโยคนี้ทุกคนในห้องเงียบลงทันที แก้วมองสายตาผม เธออาจจะรู้เรื่องเกมส์นรกบ้าๆนี้แล้วก็ได้ เธอจะปฏิเสธหรือเปล่า หรือเธออาจจะโกรธผมเองที่ขอการบ้านเธอลอกยังมองเห็นเธอเป็นของเล่น แต่สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผมอยากจะพูดกับเธอเช่นกัน หากผมสามารถพูดได้แบบนี้กับเธอผมคงไม่จำเป็นต้องเอาเกมส์มาเป็นสิ่งบังหน้าว่า ที่พูดเพราะผมกำลังเล่นเกมส์ ถ้าเป็นไปได้ผมไม่อยากจะรู้เรื่องเกมส์บ้าๆนี้แล้ว ผมอยากจะพูดกับเธอด้วยความรู้สึกของผมเองจริงๆ
"อาจจะกลับเย็นมากไม่ได้นะ แต่ก็พอมีเวลา" เธอตอบ ทั้งห้องเงียบสนิท เพราะอะไรเธอถึงตอบกลับมาแบบนั้น เพราะอะไรกัน?

จบ ตอนที่ 1 เกมส์

ตอนที่ 2 เหตุผลสำคัญ

ข้อความของแก้ว
เพลง Classic ที่บรรเลงจากแผ่นเสียงฉบับ original กว่า50ปีที่เก่าจนอาจจะเรียกได้ว่าเป็นของสะสมแต่สำหรับคุณพ่อของฉันแล้วมันก็เป็นเพียงแผ่นเสียงธรรมดาที่ควรเปิดฟังหากต้องการฟัง ฉันนั่งอยู่นอกชานบ้านในเวลาค่ำด้วยจิตใจที่เหงาและสิ้นหวัง ก่อนที่จะมีเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้
"คุณแก้วคะโทรศัพท์คะ" เสียงสาวรับใช้ฉุดฉันให้กลับมาสู่ ณ ที่ฉันนั่งก่อนที่จิตใจจะดำดิ่งลงไปสู่วงเวียนความคิดและความสิ้นหวัง ฉันพยักหน้าก่อนรับโทรศัพท์จากถาดที่มาพร้อมกับนมร้อนก่อนนอนที่มีกลิ่นน้ำผึ่งโชยออกมาอย่างเบาบาง
"สวัสดีคะ" ฉันพูดสายคนที่โทรมาคือสนธิยาเพื่อนของฉัน เธอถามเรื่องที่เกิดขึ้นว่าฉันกับวีระทำอะไรกันบ้างในวันนี้
"เขาพาแก้วไปที่ร้านเนื้อกระทะ แล้วก็สั่งของมาทานกัน เขาถามแก้วว่าจะทานอะไรบ้าง แก้วก็บอกว่าอะไรก็ได้ เขาก็สั่ง แล้วเราก็นั่งกันเงียบๆ โดยไม่สามารถคุยอะไรได้ ความอึดอัดเกิดขึ้นแล้วเราก็แยกกัน แก้วเรียกรถให้มารับแล้วก็กลับบ้าน เท่านั้นเอง" เสียงถอนหายใจดังออกมาจากฝั่งของ สนธิยา
"แล้วเธอไปกับวีระทำไมวะแก้วทั้งที่ เธอก็ไม่ได้ชอบอะไรเลย ฉันว่าเธอทำประชดแบบนี้มีคนอกหักกันเต็มไปหมดเลยรู้ไหม" ฉันนี่ไงที่อกหัก ฉันไม่มีค่าอะไรให้เขาชวนคุยเลยหรือไงกัน ทำไมฉันต้องไปหลงรักคนแบบนั้นด้วยเหตุผลสักนิดก็ไม่มี
"นี่แก้วแกฟังฉันอยู่หรือเปล่าวะ" ฉันตอบว่าฟังอยู่แล้วสนธิยาก็พูดเรื่องต่างๆอีกมากมายแต่ฉันก็ได้แต่ฟังผ่านๆเพราะไม่มีอารมณ์เท่าไร ในใจได้แต่ถามว่าทำไม หรือว่าฉันจะเป็นฝ่ายจีบวีระเสียเองเลย แล้วศักดิ์ศรีของฉันในฐานะลูกสาวนายกรัฐมนตรีจะเอากองไว้ตรงไหนกัน ยังไงฉันก็เป็นถึงคุณหนูที่มีคนมากมายหมายปองผู้ชายมองตาเป็นมันอยากจะยืนเคียงคู่ฉัน หรือว่าเขาเป็นเกย์
"นี่แก้วแก่ฟังฉันอยู่หรือเปล่าวะ" สนธิยาถามฉัน
"ขอโทษนะสน แก้วปวดหัว" ฉันตอบ สนธิยาบอกว่าฉันแปลกๆไป ฉันก็ได้แต่ไม่ตอบอะไรนอกจาก "อือ" แล้วเธอก็วางสายไป ฉันเรียกให้สาวรับใช้มาเก็บโทรศัพท์ส่วนฉันถือแก้วนมร้อนที่เริ่มๆจะเย็นลงขึ้นไปบนห้องนอน ทิ้งตัวลงที่หน้าโต๊ะหนังสือหยิบกุญแจที่ซ้อนไว้ใต้โต๊ะออกมาไขเปิดสมุดบันทึกเพื่อจะเขียนมัน

ข้อความของวีระ
"โต๊ะเจ็ด โต๊ะแปด โต๊ะเก้า ผัดผักบุ้งไฟแดงเสริฟ" เสียงตะโกนโหวกเหวกของพ่อครัวเรียกเด็กเสริฟไปยกอาหาร ในเวลานี้จะมีลูกค้ามากหน้าหลายตามาอุดหนุนที่ร้านของผมตามปรกติเพราะเป็นทางผ่านที่ติดกับถนนใหญ่แล้วอาหารก็จัดว่าขึ้นชื่ออีกด้วย ผมรีบวิ่งไปรับผัดผักบุ้งเพื่อเอาไปเสริฟ
"ไอ้วีระเอ็งเป็นอะไรวะท่าทางอย่างกับคนอกหัก" อามนพ่อครัวใหญ่ร้านผมถามตามภาษาคนที่คุ้นเคยกันอย่างดีแต่คำถามนี้ทำให้ผักบุ้งไฟแดงที่ผมกำลังจะเอาไปเสริฟทิ้งลงตามแรงโน้มถ่วงของโลกลงสู่พื้นหมดสภาพการเป็นผัดผักบุ้งไฟแดงที่เคยน่ารับประทาน
"เฮ้ย...เอ็งเป็นอะไรของเอ็งวีระข้าถามแค่นี้ถึงกับมือไม้อ่อน ดูสิข้าต้องมานั่งทำใหม่หมดเลย ไอ้วิทเอ็งเอาลูกเอ็งไปหาหมอไปท่าทางจะไม่ไหววะถ้าไม่สบายก็อกหักจริงๆละวะ" พ่อผมเดินเข้ามาในครัวตามเสียงโวยวายของอามนก่อนมองผมอยู่ครู่หนึ่ง
"หน้าตาไอ้แบบนี้เป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากอกหัก" พ่อผมเป็นแบบที่ชอบสมหน้าหน้าลูกชายเสียด้วย
"ขอโทษครับอามนไม่ต้องทำใหม่หรอก เดี๋ยวผมจะมาเก็บไปให้ลูกค้า"
"เอ็งจะเก็บของที่ตกแล้วไปให้ลูกค้าได้ยังไงวะ" อามนเตือนผมก่อนที่ผมจะเห็นว่าจริงด้วย ผมมองผัดผักบุ้งอย่างงงแล้วค้นพบว่าแม้จะเป็นเพียงแค่ผัดผักบุ่งแต่ตอนนี้ก็สร้างความสับสนให้กับผมได้
"พ่อว่าขึ้นไปข้างบนไปลูกค้าวันนี้ไม่ค่อยมากเท่าไรไม่ต้องลงมาช่วยก็ได้ ไปเถอะ" เมื่อพ่อผมพูดแบบนั้น ผมจึงได้แต่เดินขึ้นไปด้านบนของบ้าน เมื่อถึงห้องก็ล้มลงบนเตียง ทำไมถึงยากแบบนี้นะผมพยามจะชวนเธอคุยโดยถามว่าจะทานอะไร แต่เธอกลับบอกว่า "ไม่เป็นไรแก้วทานอะไรก็ได้" โดนตัดบทแบบนี้ถ้าเป็นผู้ชายช่างพูดคนอื่นมันก็คงจะหาเรื่องอื่นคุยจนได้ แล้วก็อีกอย่างแก้วจะคิดยังไงกันที่ผมเอาเธอไปเล่นเป็นเกมส์ มาถึงขั้นนี้แล้ว บุกจีบเลยดีกว่าไม่แน่ว่าที่แก้วตกลงไปตอนเย็นกับผมอาจจะเพราะชอบผมก็ได้ "บัดซบ" ผมบ่นออกมาด่าตัวเองมันจะเป็นไปได้ยังไงวะ นั้นนะลูกสาวนายกรัฐมนตรีนี่นะลูกชายร้านข้าวต้ม รักกันได้คงจะเข้ากันตายละ ผมลุกขึ้นจากเตียง "ทำข้าวสารให้เป็นข้าวสุก" ไม่เข้าท่าเลยทำไมผมถึงคิดได้แต่มุขบ้าๆพวกนี้นะ ผมบ่นกับตัวเองนี่เป็นบ้าอะไร นี่เหรอลักษณะเฉพาะตัวของมนุษย์เพศผู้ที่อกหักสับสนงงไปหมด ในเวลานั้นสายลมแรงก็กระชากเข้ามาในห้องก่อนเสียงโคมไฟบนโต๊ะจะตกลงมาเตือนให้ผมไปเก็บมัน ผมลุกจากเตียงก้มลงเก็บมันสมุดบันทึกเล่มเก่าที่มีปกที่สวยงามกลับถูกแรงลมเปิดที่ละหน้าเหมือนตั้งใจให้ผมได้เห็น ขนทั่วกายตั้งชันขึ้นจากความหนาวเย็นที่เห็นผ่านทางสายตาตัวหนังสือกำลังถูกเขียนลงในสมุดบันทึกจนจบประโยค ผมตาฝาดไปแน่ๆ ผมอ่านข้อความเหล่านั้นในใจ

วันนี้ฉันได้เข้าใจแล้วว่าจริงๆเขาไม่ต้องการจะพูดกับฉันเลย ความเหงาเข้ามาเกาะกินจิตใจของฉันอย่างกับว่ายื่นอยู่ในความมืด นี่หรือคือการรักแล้วไม่ได้รักตอบแทน มันช่างสิ้นหวังอะไรแบบนี้ ไม่เป็นอันจะเป็นสุข ทำไมมนุษย์ต้องมีความรู้สึกแบบนี้ ทำไมความรักต้องไม่เป็นตามหวัง ฉันอยากจะมีแรงใจทำอะไรเพื่อไปสู่เส้นทางที่ฉันพอใจ พรุ่งนี้ฉันจะพูดให้ได้ว่าฉันรักเขา

ผมจับตัวหนังสือในสมุดเล่มนั้น มันก็แค่กระดาษปรกติแต่ที่แน่ๆข้อความเหล่านั้นเมื่อวานไม่มี ไม่ว่าจะเป็นอะไรแต่สิ่งที่เขียนนั้นก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกับผม คำว่าฉัน คนที่เขียนคงจะเป็นผู้หญิง ทำไมเธอต้องผิดหวังและไม่ได้รักการตอบแทนในความรักด้วยหรือว่าเธอมีอะไรไม่ดี แต่เธอก็มีกำลังใจที่จะบอกกับคนที่เธอชอบว่ารักแบบนั้น ผมปิดสมุดบันทึกเล่มนั้นโดยยังไม่ตัดสินใจว่าจะหวาดกลัวหรือชื่นชมกับมันดี แต่ผมชื่นชมความคิดที่จะพูดกับคนที่เธอรักของเธอ ที่เทียบกับผมแล้ว ผมช่างหวาดกลัวหากแก้วจะรู้และหัวเราะเยาะผม

ข้อความของแก้ว
ฉันจะพูดว่าฉันรักเขา นี่คือความตั้งใจที่มาเต็มร้อยในวันนี้ แต่จะบ้าเหรอมันจะทำยังไงละเดินเข้าไปบอกว่า "วีระแก้วรักวีระละ" ว้ายเขินตายเกิดเขาย้อนถามกลับมาว่าเพราะอะไรละจะตอบว่ายังไง "วีระเชื่อหรือเปล่าว่าความรักมันไม่มีเหตุผลมันจะเกิดขึ้นเมื่อคนสองคนได้มาพบกัน" วีระต้องไม่เข้าใจแล้วก็ส่ายหัวแบบโง่ๆตามแบบของเขา ให้ตายสิ
"แก้ว" เสียงวีระเรียกชื่อฉันทำให้ฉันตื่นตัวหันไปตามต้นเสียงเขามองมาทางฉันแบบแปลกไปจากทุกวัน
"อะไรเหรอวีระจะลอกการบ้านเหรอ เอานี่การบ้าน" ฉันทำอะไรของฉัน ที่เปิดกระเป๋าหยิบสมุดออกมายื่นให้เขาที่นั่งอยู่หลังห้องตรงโต๊ะประจำของเขา ในขณะที่ฉันยื่นอยู่ที่ทางเดิน
"เปล่าเพียงเห็นว่าแก้วจะเดินเลยห้องไป" ฉันจะเดินเลยห้อง.... จริงสิฉันมั่วแต่คิดเรื่องของวีระ เอาละ...ฉันเดินกลับไปที่โต๊ะหน้าห้อง
"สวัสดีวีระ" ฉันทักทายเขา
"สวัสดีแก้ว" เขาก็ทักทายฉันกลับมา ในเวลานั้นเรื่องของการบอกรักกลับหายไปสิ้น ฉันกลัวว่าความสุขแบบนี้อาจจะหายไปหาฉันบอกว่าฉันรักเขา ฉันจัดสมุดการบ้านที่ต้องเอาไปส่งที่ห้องพักครูไว้ใต้โต๊ะด้วยกัน เพื่อจะขึ้นไปส่งในภายหลังที่ห้องพักครูพร้อมกับสนธิยาแต่ว่า ทำไมฉันไม่ชวนวีระไปส่งการบ้านด้วยละ มันน่าจะง่ายกว่าการบอกรักอีกนะ เริ่มจากอะไรที่มันง่ายๆก่อน
"แก้วผมเอาการบ้านไปส่งให้ไหม" เสียงวีระพูดขึ้นมาจากด้านหลัง ฉันหันไปก็พบว่าเขาอยู่ใกล้ฉันนิดเดียวเอง
"ไม่เป็นไรแก้วจะเอาไปส่งเอง" นั้นละ....แค่นี้ฉันก็จะได้เดินไปตามระเบียงทางเดินตึกเรียนที่มีความเป็นมากว่า 30 ปีในยามเช้าที่สดใส โรแมนติกสุดๆ ใช่ๆถึงจะมีคนเถียงว่าฉันบ้าอะไรของฉันกับเรื่องแค่นี้ แต่ว่าฉันก็จะพอใจของฉันแบบนี้ แต่ฉันกลับพบว่าวีระมีสีหน้าที่เครียดลงไป
"แก้วรังเกียจผมแบบนั้นเหรอ" วีระพูดขึ้น ฉันยังคงว่าท่าทางสงบนิ่งแบบไม่มีอะไรเกิดขึ้น คำถามแบบนี้เคยมีผู้ชายถามฉันนับครั้งไม่ถ้วน เพราะแบบนี้ฉันถึงว่าท่าทางปรกติแบบนี้ได้
"เปล่า แต่...ทำไมถึงถามแบบนี้ละวีระ" ฉันกำลังไม่เข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไรกัน ฉันนะรักเขานะ รักเขามากด้วยมันมากจนไม่รู้จะเทียบออกมาเป็นเพลงอะไร แต่มันกลับบอกไม่ได้ วีระหันหน้าหนีจากฉัน ฉันกำลังกลัวว่าเขาโกรธ แต่ฉากหน้าฉันต้องสงบนิ่งเพราะอะไรกันมันเป็นนิสัยของฉันแบบนั้นเหรอ ฉันไม่อยากจะเป็นแบบนี้เลย เขาหันกลับมาอีกครั้ง
"ผมรักแก้ว" ฉันไม่ได้หูฝาดไป เขาบอกว่ารักฉันแบบนั้นเหรอ ใบหน้าที่ร้อนฉ่ากับหัวใจที่แต้นถี่จนรู้สึกได้ ใจเราตรงกัน มันเป็นความรู้สึกที่ดีจริงๆ เขาต้องการคำตอบจากฉัน ซึ่งไม่เคยเตรียมใจรับคำๆนี้จากเขา "ตกลง" ไม่ดีๆ "เช่นกัน" อือดูแข็งไปนิด "เพราะอะไร" ใช้แล้วควรถามคำนี้ก่อน เขาต้องตอบว่า "เพราะความสวยและความอ่อนหวานของแก้วทำให้ผมหลงรักแก้ว" แล้วฉันก็จะพยักหน้าตอบรับอย่างอายๆจะได้ดูน่ารัก หลังจากนั้นก็ชวนเขาเดินไปส่งการบ้านด้วยกัน
"เพราะอะไรถึงรักแก้ว" ฉันถามออกไปสีหน้าปรกติ เขาเงียบไป ท่าทางเหมือนนึกอะไรได้ แต่เขาก็เงียบ อยู่ๆเหงื่อของวีระก็แตกออกเห็นชัดตามใบหน้า มันนานเกินไปแล้วนะสำหรับคำตอบ
"เพราะแก้วเป็นคนสวย" ฉันเสนอคำตอบแต่เขายังคงเงียบ
"เพราะแก้วเป็นคนน่ารัก" เขาส่ายศีรษะ
"เพราะแก้วรวยมีฐานะมีชื่อเสียง" เขาส่ายศีรษะอย่างต่อเนื่อง
"เพราะแก้วมีผู้ชายมาสนใจหลายคนวีระก็เลยอยากจะเสี่ยงดูบ้างใช้ไหม" เขายังคงส่ายศีรษะ ฉันให้ตัวเลือกตั้งมากมายขนาดนี้ยังไม่รู้อีกเหรอว่ารักฉันเพราะอะไร
"แล้วแบบนั้นเพราะอะไร" ฉันถาม วีระก้มหน้าลง
"เพราะอะไร ผมก็ไม่รู้" จากท่าทางของวีระ เขาไม่ได้โกหก เขาคิดไม่ออกจริงๆว่ารักฉันเพราะอะไร อย่าว่าแต่เขาเลยตัวฉันเองก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่ารักเขาเพราะอะไร เขาหันหลังให้กับฉันและเดินไปที่โต๊ะของเขาถือกระเป๋าออกไปอย่างเศร้าๆ ฉันควรจะเรียกเขาแต่บางสิ่งบางอย่างฉุดฉันไม่ให้พูดจนเขาเดินหายไปจากห้อง แล้วนี้ต่อไปฉันจะทำยังไง?

จบตอนที่ 2 เหตุผลสำคัญ

ตอนที่ 3 การเริ่มต้น

ข้อความของวีระ
ผมเดินหนีออกจากห้องเรียนด้วยความอาย คงจะเรียกแบบนั้นก็ได้ถอดเสื้อนักเรียนใส่ลงในกระเป๋าเหลือเพียงเสื้อยืดด้านในปล่อยชายลงมาปิดเข็มขัดนักเรียน ส่วนกระเป๋าผมก็เน็บไว้ข้างตัว นั่งรถเมล์ออกไปแถว World Trade Center นั่งอยู่หน้าลานกว้างหน้าห้างมองคนผ่านไปมา เวลาแบบนี้ได้บุหรี่สักมวนก็คงจะดี แต่ผมก็ไม่ได้สูบมันมาตั้งนานแล้วเพราะผมเคยได้ยินแก้วคุยกับเพื่อนเธอว่าไม่ชอบกลิ่นบุหรี่ แล้วผมก็คิดว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ดีนัก ผมชอบเธอเพราะอะไรกัน ผมหวนมานึกถึงคำถามที่เธอถามผม หากเพราะเธอสวยผมกลับรู้สึกว่ามันไม่ใช่ หากเพราะเธอรวย นั้นยิ่งไม่ถูกผมต้องการให้เธอมีฐานะแบบเดียวกับผมด้วยซ้ำไป เพราะเธอเป็นที่ต้องการของผู้ชายหลายคน นั้นก็ไม่ถูก ผมก้มหน้าลงมองพื้น ตอบปัญหาแค่นี้ไม่ได้ ไม่สิมันไม่สำคัญหากเธอจะตอบรับทำไมต้องถามคำถามแบบนี้ด้วย แล้วหากผมตอบได้เธอจะทำยังไงต่อ พยักหน้าแบบอายๆแบบนั้นเหรอ ฝันไปเถอะไม่มีทาง แล้วที่ผมทำทุกอย่างไปนี่เพื่ออะไรจะบอกคำว่ารักไปทำไม เธอจะเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้สนธิยาฟังหรือเปล่า แล้วบอกว่าผมไม่เจียมตัวใช่ไหม จะเอายังไงต่อไปดี แล้วทั้งหมดนี่ผมรักแก้วเพราะอะไรทั้งที่มีเหตุผลมากมายที่ผมจะรักเธอแต่กลับเป็นว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่เหตุผลเลย นี่เป็นคำถามที่ผมต้องตอบให้ได้ แต่ถ้าไม่ว่าจะตอบอย่างไรคำตอบที่กลับมาเป็น "ขอโทษนะเราเป็นเพื่อนกันเถอะ" แล้วผมจะทำหน้าตายังไง โอ้ย ทำไมมันยุ่งยากแบบนี้วะ
"เอาละ" ผมพูดกับตัวเองก่อนลุกขึ้น นึกถึงหนังสือมากมายของพ่อผมคงพอจะช่วยให้ผมเห็นตัวอย่างแบบผมได้ มันต้องมีสิคนแบบผมที่ไม่เข้าใจว่า รักคนๆหนึ่งเพราะอะไร

ข้อความของแก้ว
"เป็นอะไรของแกนะแก้วถอนหายใจอย่างกับคนอกหักแบบนั้น" สนธิยาพูดขึ้นขณะที่เรานั่งทานข้าวกันตอนพักเที่ยง ฉันรวบช้อนกับส้อมเขาด้วยกันเป็นความหมายว่าอิ่มแล้วทั้งที่ยังไม่ได้สัมผัสมันเลยแม้แต่น้อย
"แก้วรู้สึกปวดศีรษะนะ ท่าทางจะไม่สบายนี่ก็ว่าจะขออาจารย์กลับบ้านก่อน" สนธิยาพยักหน้าเห็นด้วย ฉันโทรศัพท์ให้คนขับรถมารับฉันและฉันก็กลับไปที่บ้าน นั่งที่ระเบียงบ้านตั้งแต่บ่ายถึงเย็น หาเหตุผลว่าทำไมเขาถึงตอบฉันไม่ได้ว่ารักฉันเพราะอะไรทั้งที่ตัวฉันนั้นพร้อมไปด้วยทุกสิ่งทุกอย่าง ฉันรู้สึกว่าระหว่างฉันกับวีระกับมีความรู้สึกเรื่องความรักที่เหมือนๆกัน เราทั้งคู่ไม่ได้มองเรื่องของเปลือกนอกเลย แล้วมันคืออะไรที่กระตุ้นให้เราทั้งคู่รักกัน หากฉันเจอเขาอีกครั้งฉันจะพูดความรู้สึกของฉันทั้งหมด ฉันจะทำเช่นนั้นทำไมจะทำไม่ได้ละ ก็มันไม่มีอะไรแล้วเวลานี้ฉันรู้แล้วว่าเขาก็รักฉัน แต่ความรู้สึกที่ค้างอยู่ในใจนี้คืออะไร ฉันอยากรู้เหรอว่าเขารักฉันเพราะอะไร ไม่สิมันมีปัญหาอีกมากมายทั้งฐานะและความเหมาะสม ฉันถอนหายใจ
"ลูกแก้ว" เสียงคุณพ่อของฉันดังขึ้นจากด้านหลัง ฉันหันไปหาท่าน
"สวัสดีคะคุณพ่อ" คุณพ่อมานั่งข้างๆฉันท่าทางเหนื่อยอ่อนจากการทำงานก่อนที่สาวใช้จะนำน้ำเย็นมาเสริฟ
"สีหน้าไม่เหมือนเป็นลูกเลยนะเศร้าๆ วันนี้ก็โดดเรียนกลับมาที่บ้านนี่มีปัญหาอะไรเหรอลูกแก้ว" ฉันหันไปมองคุณพ่อของฉัน
"คือแก้ว...มีคำถามคะคุณพ่อ" คุณพ่อของฉันพยักหน้า ฉันจึงถามออกไปถึงเหตุผลที่คุณพ่อและคุณแม่แต่งงานกัน คุณพ่อนั่งนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนค่อยๆพยักหน้า
"ก็รักไง" ถึงเป็นคำตอยสั้นๆแต่ฉันก็เชื่อว่าเพราะรักอย่างที่คุณพ่อพูด เพราะหลังจากที่คุณแม่เสียไปคุณพ่อก็ไม่สนใจเรื่องของผู้หญิงคนอื่นทั้งที่อายุก็ยังไม่มากมายอะไร
"แล้วเพราะอะไรถึงรักคุณแม่คะ" คุณพ่อถอนหายใจแล้วก็ส่ายศีรษะช้าๆก่อนยกน้ำเย็นขึ้นดื่ม
"นั้นสิเจอกันทุกวันก็เลยรู้สึกชอบกันไปเองหรือเปล่าก็ไม่รู้ ก็แบบนี้ไงคนเก่าคนแก่ถึงโทษว่าเป็นเพราะบุพเพสันนิวาส พวกฝรั่งก็จะว่าเป็นศรของกามเทพ ก็บางครั้งมันไม่มีเหตุผลจริงๆ เจอใครถูกใจแล้วละสิลูกแก้ว" ฉันควรจะตอบว่าอย่างไรดี คุณพ่ออาจจะไม่พอใจก็ได้
"คะ" ฉันตอบด้วยท่าทางมั่นใจ คุณพ่อมีท่าทางตกใจก่อนยิ้มออกมา
"มีอะไรจะปรึกษาหรือเปล่า พ่อคงยังไม่แก่เกินไปที่จะรับฟังเรื่องพวกนี้" ฉันเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้กับคุณพ่อฟังจนดึกคุณพ่อเพียงฟังอย่างเงียบๆแล้วยิ้มบ้างเป็นบางครั้ง
"เจ้าหนุ่มวีระนั้นก็น่าสงสารนะที่อยู่ๆก็มารักลูก" คุณพ่อพูดขึ้นเมื่อฉันเล่าเรื่องทั้งหมดจนถึงวันนี้ให้คุณพ่อฟัง เมื่อถามว่าทำไมคุณพ่อก็อธิบายว่าสำหรับผู้ชายฐานะการเงินที่แตกต่างกันยังไม่เท่าไรแต่ฐานะทางสังคมที่แตกต่างกันสุดขั้วขนาดนี้นะมันยากนะ เมื่อฉันถามว่าคุณพ่อจะว่ายังไงหากฉันจะคบกับเขา
"พ่อไม่ยังเห็นด้วยนะ แต่ก็เอาเถอะ วันพรุ่งนี้จะมีงานแต่งงานของหลานคุณหญิงพลอยแก้วที่ห้องกษัตริย์ศึกโรงแรมโซลทวินทาวเวอร์ พ่อติดราชการต่างจังหวัดลูกก็ช่วยไปแทนพ่อแล้วกัน แล้วจะพาใครไปด้วยก็ตามใจนะแต่ทำตัวให้เหมาะสมก็แล้วกัน" ฉันเพียงพยักหน้าเล็กน้อย คุณพ่อขอตัวขึ้นไปนอนพักผ่อนเพราะพรุ่งนี้ต้องบินแต่เช้า นมร้อนถูกนำมาเสริฟเหมือนรู้เวลาที่ฉันจะเข้านอน ฉันหยิบแก้วนมร้อนขึ้นไปบนห้องแล้วนั่งลงหน้าโต๊ะหนังสือหยิบกุญแจจากใต้โต๊ะตั้งท่าจะเขียนบันทึก

ข้อความของวีระ
หนังสือต่างๆไม่ว่าจะเป็นบันทึกจดหมายเหตุนิยายทั้งจากนักเขียนในประเทศและนิยายแปล ผมพยายามที่สุดจะหาส่วนที่อธิบายเหตุผลเรื่องความรักที่คล้ายกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวผม จนกระทั้งมีเสียงไก่ขันขึ้นมาเตือนให้ผมมองนาฬิกา ตีสี่กว่าเข้าไปแล้ว ผมมองกองหนังสือมากมาย ก่อนจะนึกปลงๆ สงสัยในความรู้สึกรักของตัวเองว่าคืออะไรกันแน่เป็นเพียงภาพลวงตาหรือไงถึงหาคำอธิบายไม่ได้ หากว่ายังหาคำตอบแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้วเกิดแก้วตอบรับเรื่องที่ผมบอกจะเกิดอะไรขึ้น หรือเพียงเพราะมีเป้าหมายว่าอยากเป็นแฟนกับแก้ว พอผมได้มาแล้วผมอาจจะไม่สนใจแล้ว ยิ่งเวลาผ่านไปผมยิ่งคิดแทนที่จะค้นหาในหนังสือแล้วผมคิดเองยิ่งผมคิดผมยิ่งสับสนขึ้นๆจนกระทั้งหลับไป

แสงแดดแยงตาให้ผมตื่นขึ้นมา ก่อนเสียงนาฬิกาจะตีเวลาสิบสองครั้ง นี่เที่ยงแล้วเหรอแล้วโรงเรียนละ จะไปตอนนี้ก็คงจะไม่ได้แล้วหยุดเลยดีกว่าจะได้หลบหน้าแก้วเพราะตอนนี้ยังไงผมก็คงมองหน้าเธอไม่ติด ผมลงจากห้องหนังสือด้วยความหิวเมื่อเจอพ่อผมก็ได้แต่บอกว่าพึ่งตื่นก็เลยไม่ได้ไปโรงเรียน พ่อผมก็ไม่ได้ว่าอะไร พ่อผมก็เป็นคนแบบนี้ง่ายๆแต่อย่าโกหกเป็นพอ โกหกนะเรื่องใหญ่ที่สุด มีพ่อแบบนี้ก็ดีอย่างพูดจาตรงไปตรงมาได้
"พ่อว่าแกหยุดเรียนจนกว่าจะทำใจได้ก็ดี อกหักไม่ใช่เหรอ" ผมส่ายศีรษะยกจานข้าวขึ้นไปบนห้องหนีคำถามมากมายที่จะตามมาจากความเป็นห่วงของพ่อ ข้าวราดแกงอย่างง่ายๆถูกวางลงที่โต๊ะหนังสือ สมุดบันทึกเล่มนั้นเหมือนมีพลังบางอย่างให้ผมสนใจมัน ผมเปิดมันออกมาดูก็พบว่ามีข้อความใหม่ถูกเขียนขึ้นมาดังที่หวังไว้

ฉันไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลอีกแล้วในเรื่องของความรัก ฉันรู้แล้วว่าเขารักฉันเช่นกันแล้วก็คิดไว้ว่าหากทั้งเขาและฉันเป็นเพียงมนุษย์ตัวเปล่าๆ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องรักกัน เพราะมันเป็นสิ่งที่เหมือนจะกำหนดไว้แต่แรกแล้วว่าเมื่อคนสองคนนี้พบกันต้องรักกัน ฉันไม่คิดจะหนีความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อเขาอีกต่อไปแล้ว ในเมื่อเขาได้พูดความรู้สึกของเขาที่มีต่อฉันออกมา เพียงเพราะฉันคิดว่าเขาต้องมีเหตุผลในการรักฉัน แต่แล้วทั้งเขาและฉันก็เช่นเดียวกัน เราไม่ได้มองสิ่งเหล่านั้นมองข้ามเหตุผลที่ยุ่งยากไป ทำไมฉันถึงไม่พูดว่า แก้วก็รักวีระ ในตอนที่เขาหันหลังออกไปจากห้องเพราะฉันคือคนที่ฐานะดีกว่าเขา หรือเพราะฉันสวยเกินกว่าจะพูดแบบนั้นกับผู้ชายอย่างเขา ทั้งที่รักกันโดยไม่มีเหตุผล เรื่องทุกเรื่องมันก็ควรจะไรเหตุผลวันพรุ่งนี้เมื่อฉันพบเขาในตอนเช้า ฉันจะพูดว่า ฉันรักเขา

ผมอ่านคำพูดสุดท้ายที่เขียนว่า ฉันรักเขา ก็เกิดความรู้สึกที่บอกไม่ถูกขึ้นมาสมุดบันทึกนี้มันคืออะไรกันแน่ แล้วแก้วในนี้คือใครและวีระในนี้คือใคร แล้วผมก็ดันไม่ไปโรงเรียนวันนี้ นี่ผมกำลังคิดว่าแก้วในสมุดบันทึกนี้คือแก้ว และวีระก็คือผมเหรอ ผมเปิดตู้เสื้อผ้าเตรียมชุดจะไปโรงเรียนในทันที ในเวลานั้นเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นผมวิ่งไปเปิดเพราะคงเป็นพ่อผมแต่ว่ากลับเป็นแก้ว ผมยืนนิ่งแบบนั้นคาดเดาอะไรไม่ได้ "สวัสดี" "มีอะไร" "ทำไมเหรอ" "แก้ว" ผมจะเลือกคำพูดไหนเป็นคำตอบสุดท้าย
"วีระ" เธอพูดชื่อผมขึ้นมา
"แก้วคือว่า เป็นยังไงบ้าง" ผมพยามบอกตัวเองว่าใจเย็นๆ
"วีระไม่ไปโรงเรียนเพราะโกรธแก้วหรือเปล่า" ผมส่ายศีรษะตอบว่าเปล่า นี่เป็นช่วงที่ดีนะผมคิดจะพูด ผมย้อนถามเธอว่าทำไมเธอไม่ไปโรงเรียน
"แก้วกลัวว่าจะช้าเกินไปหากจะรอให้วีระมาโรงเเรียนเพราะวีระอาจจะไม่มาอีกก็ได้ แล้วแก้วก็จะมาพูด มาตอบคำพูดเมื่อวานของวีระ" คำพูดที่ว่า "ผมรักแก้ว" แบบนั้นนะหรือ
"คำตอบ" ผมทวนคำเธอพยักหน้าช้าๆแบบอายๆ ไม่จริงมันจะเป็นไปได้ยังไง
"เพียงแต่ขอถามข้อเดียวว่าวีระต้องการอะไรถึงคิดจะเป็นแฟนกัน"
"ก็แค่ได้คุยกัน ได้อยู่ใกล้ๆกัน ได้ไปเที่ยวด้วยกัน เดินไปพร้อมๆกัน" แก้วพยักหน้าเหมือนจะพอใจในคำตอบ
"ไม่อยากจะเชื่อว่าวีระคิดเหมือนกับแก้ว" เราทั้งสองเงียบกันไปทั้งที่เวลานี้ควรจะเป็นเวลาที่น่ายินดีไม่ใช่หรือ หรือว่าผมกำลังตกใจ แก้วนะหรือ..เธออยากจะคุยกับผม อยากอยู่ใกล้ๆผม อยากไปไหนมาไหนด้วยกัน เธอมองตาผมเล็กน้อยด้วยสีหน้าอันเป็นปรกติของเธอ
"แบบนั้นวีระกล้าหรือเปล่าที่จะเป็นศัตรูกับผู้ชายเกือบทั้งโรงเรียน" ผมพยักหน้ารู้สึกกลัวๆนิดๆเหมือนกัน ยังมีเรื่องนี้ที่ผมไม่เคยคิด
"แล้ววีระจะทำทุกอย่างได้ใช้ไหมเพื่อจะให้เราได้อยู่ใกล้กันแบบนี้" แน่นอนไม่ว่าจะอะไร ผมไม่ได้พูดเพราะตาบอดด้วยความรักแต่หากแก้วเองก็มีใจให้ผมเพียงแค่ความตายมันยังน้อยไปสำหรับการเสี่ยง
"ผมต้องทำทุกอย่างอยู่แล้ว แต่ว่าทำไมต้องทำไมพูดอย่างกับว่ามันเป็นเรื่องอันตรายขนาดนั้นละ" แก้วพยักหน้าและยิ้มออกมาเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นเธอยิ้มออกมา นอกจากสีหน้าอันเป็นปรกติของเธอ
"เราลงไปคุยกันข้างล่างดีกว่านะ" ผมพูดขึ้นเพราะห้องผมคงไม่น่าดูนักสำหรับการคุยกับแก้ว เธอพยักหน้าอย่างเข้าใจ ผมชวนเธอลงไปด้านล่าง พ่อผมมองมาทางผมแล้วยิ้มให้ ก่อนเดินออกไปจากร้าน

บทของแก้ว
หนังสือบันทึกที่ฉันเขียนไว้โดยตั้งใจจะเขียนเรื่องความรู้สึกของฉันที่มีต่อวีระ และคำสัญญาที่เขียนไว้ว่าจะทำในวันพรุ่งนี้กลับไม่ได้เขียนมันต่อแล้วแต่ที่น่าแปลกใจกว่านั้นหนังสือเล่มนั้นได้หายไปจากโต๊ะที่บ้านของฉันไม่มีใครรู้ว่ามันหายไปไหนฉันก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ฉันเดินเขามาในห้องเรียนที่มีวีระนั่งมองออกไปข้างนอก ฉันทักทายเขาก่อนเขาก็พยักหน้าและพูดตอบมาก่อนลุกขึ้นจากที่นั่งของเขามานั่งข้างๆฉัน
"เมื่อวานหยุดไปการบ้านก็เลยไม่ได้ทำเลยนะ" เขาพยายามจะพูดกับฉัน ฉันตอบว่า "นั้นสินะ" ไม่ว่ายังไงเราก็ยังพูดได้ไม่เหมือนกับคำพูดของคนที่เป็นแฟนกันเลยแต่ความรู้สึกทุกอย่างมันแน่นอนว่าฉันกับเขามีความคิดตรงกัน ฉันพยายามจะพูดคุยกับเขาและเขาก็พยายามจะพูดคุย ฉันรู้ว่าสิ่งที่ขวางเราอยู่ก็คือความแตกต่างทางสังคมที่ต่างกัน ฉันคิดว่าสักวันมันก็คงจะหายไปจากความรู้สึกของวีระ ในตอนนั้นสนธิยาก็เข้ามาในห้อง
"แก้วๆแกได้ลงหน้าสี่หนังสือพิมพ์หัวเขียวอีกแล้วรู้ไหมแก้ว" วีระลุกออกจากที่นั่งให้กับสนธิยา ฉันยิ้มให้เขาเล็กน้อยเขาเขินๆอยู่เหมือนกันคงเพราะเรื่องหนังสือพิมพ์
"ก็คงงานแต่งหลานสาวของคุณหญิงพลอยแก้วทำไมเหรอ" สนธิยาทำสีหน้าโกรธแทน
"ยังจะมาถามว่าอะไรอีก ก็คนที่แกควงแขนในรูปนะมันใครวะแก้ว หรือแกอยากให้หนุ่มๆในโรงเรียนอกหักกันให้หมดใช่ไหมถ่ายรูปแบบนั้นลงหนังสือพิมพ์" ฉันยิ้มแบบตลกๆกับเพื่อนของฉัน
"ก็นั้นแฟนแก้วยังไงละ"
"แฟนแก" สนธิยาพูดก่อนหันไปทางวีระแล้วพูดขึ้น
"วีระมาดูรูปในหนังสือพิมพ์สิ" ความจริงวีระนะดูไปแล้วตั้งแต่ตอนถ่ายรูปออกมา เขาส่ายศีรษะไม่อยากจะลุกออกมาจากที่นั่ง
"ดูแล้วก็คล้ายๆกับวีระ ไม่จริงนะแก้วหรือว่าแก..." ฉันพยักหน้าให้กับเพื่อนของฉัน เสียงฝีเท้าขบวนหนึ่งกำลังเดินเข้ามาใกล้จนรู้สึกได้ วีระดูเหมือนจะรู้ตัวรีบลุกคว้าไม้กวาดจากหลังห้องขึ้นมายืนในสภาพพร้อมรบ
"วีระแก" เสียงผู้ชายกลุ่มหนึ่งตะโกนดังขึ้นพร้อมกัน ก่อนจะพุ่งเข้ามาหาวีระ ยำลงไปกับพื้น ฉันคิดไว้แล้วละต้องเป็นแบบนี้ แต่ถึงแบบนั้นมันก็เป็นการเริ่มต้นการต่อสู้ที่สนุกสนานดีไม่ใช่หรือ?

จบ ข้อความบนแผ่นแก้ว

บทส่งท้าย
เหนือขึ้นไปจากพื้นโลกบนกลุ่มเมฆขาวที่ลอยอยู่ ณ ที่นั้นมีหญิงสาวผู้มีปีกสีขาวและผมสีเงินประกอบด้วยรูปร่างและใบหน้าที่งดงามประดับด้วยแววตาสีฟ้าที่สดใสและไร้เดียงสา มือหนึ่งถือสมุดบันทึกสองเล่มเธออ่านมันและหัวเราะออกมาเบาๆยิ้มเล็กน้อยกับตัวเองด้วยท่าทางมีความสุขและลบข้อความทั้งหมดทิ้งด้วยสายลม ก่อนปล่อยสมุดบันทึกสองเล่มนั้นกลับลงมาบนโลกพร้อมกับกุญแจสีทอง....

จาก : smdm - - [email protected] - , หาในmailเอานะ - 28/09/2000 09:34
โฮมเพจ : http://www.geocities.com/novelsmdm

ข้อความ : โอ๊ย ประทับจายยยยยยยยยย อ่านแล้วขนลุกแฮะ

จาก : ต๊ก - 29/09/2000 00:08

ข้อความ : I think this is good laew na. The other thing I want to say about this story is ประทับจายยยยยยยยยย jing-jing leaw.
That all thing I want to say.

จาก : MrT - 29/09/2000 01:49

ข้อความ : ยอดๆๆๆ ครับไม่ผ่านใด้ไงอะ

จาก : Benz - 29/09/2000 17:11
โฮมเพจ : http://connect.to/benz

ข้อความ :

อ่า... ขอบังอาจวิจารณ์ด้วยสมองเท่าหางอึ่งนะครับ...

เนื้อเรื่อง การวางโครงเรื่องคิดว่าดีแล้วครับ
การเสนอเนื้อเรื่องโดยแบ่งเนื้อหาเดียวเป็น2ด้านก็น่าสนใจทีเดียวครับ
แต่ว่าในแต่ละด้านนั้น ดูขาดความเป็นมุมมองของตนเองอยู่
และค่อนข้างขาดส่วนเชื่อมต่อของเหตุการ์ณก่อนจะแยกเป็นแต่ละด้าน
ดูๆแล้วเหมือนกับเรื่องธรรมดาๆ ที่เอามาตัดเป็นช่วงๆมากกว่า

ส่วนความยาวน่าจะเปลี่ยนแปลงนะครับ
เพราะจะเป็นเรื่องสั้นก็ไม่ใช่ เรื่องยาวก็ไม่เชิง

แล้วก็อีกนิดหนึ่ง... เท่าที่อ่านงานหลายๆชิ้นของคุณมานั้น
ยังขาดการเว้นวรรคในการพูด การบรรยาย
ทำให้อ่านแล้วติดกันเป็นพรืด ไม่รู้ว่าควรจะเว้นวรรคตรงไหน
(ตามที่คนเขียนอยากให้หยุด/ให้เว้น)
ตย. เช่น
"เฮ้ย...เอ็งเป็นอะไรของเอ็งวีระข้าถามแค่นี้ถึงกับมือไม้อ่อน........."
น่าจะมีเว้นวรรคหลังวีระ

ส่วนคำพูดบางประโยค อ่านแล้วก็ยังงงๆหลายที่
อ่านแล้วไม่ค่อยเคลียร์ ควรเรียบเรียงคำพูดบางที่ใหม่
ตย.เช่น
"แล้วแกบอกอีกว่าคุณพ่อก็ไม่ว่าอะไรหากฐานะของลูกเขยจะจนกว่าขอให้เป็นคนที่รักแกจริงๆ"
น่าจะเพิ่มคำเชื่อม "แต่"หลังคำว่ากว่า
หรือใช้"หาก... ขอเพียงเป็นคนที่แก...."

การใช้ภาษาของคุณยังค่อนข้างตรงๆทื่อๆอยู่
หากเกลาอีกนิดก็จะสละสลวยขึ้น...
แต่จุดนี้ก็ไม่อยากว่าอะไร เพราะเป็นสไตล์แต่ละคน
ทื่อๆตรงๆแต่เข้าใจง่ายดี ถูกใจวัยรุ่น(แต่อาจไม่ถูกใจบรรณาธิการแก่ๆ ^_^;;)

ขออภัยที่พูดมากไป เหตุเพราะชื่นชอบผลงานของคุณมากๆ
เลยอยากให้พัฒนายิ่งๆขึ้นไป หากคำวิจารณ์ไม่ค่อยเสนาะหูคุณ
ก็ทำหูทวนลมไปเสีย อย่าไปใส่ใจมากนัก
เพราะผมก็ไม่มีความรู้พอที่จะวิจารณ์งานเขียนของใครได้

สวัสดี... ลาก่อน... =^_^=



จาก : A little lamb who passes by - 30/09/2000 04:54

ข้อความ : พูดมาก็ดีแล้วท่านข้าน้อยจะได้แก้ไข แต่ขอบอกเรื่องหนึ่ง

สไตล์ การพูดของสนธิยา จะเป็นแบบโผงผาง พูดอะไรเร็วๆ นึกภาพของเด็กสาวที่กลัวใครจะแย่งพูดออกไหมครับ สนธิยาไม่มานั่งพูดอะไรยืดๆ อันนั้นตั้งใจเขียนแบบนั้นจริงๆ หากแต่เพียงว่าการแสดงลักษณะของตัวละครผ่านทางการพูดอาจจะทำให้งงมากกว่าเขาใจ ข้าน้อยคงต้องมองให้ดีอีกนิดหนึ่งขอบพระคุณหลายครับ

ส่วนเรื่องการเว้นวรรในการพูดขอยอมรับผิดแต่โดยดีครับกระผม

ขอบคุณที่ให้คำแนะนำและเสนอตัวอย่างที่ควรแก้ใขครับ

จาก : smdm - - [email protected] - 30/09/2000 14:04
โฮมเพจ : http://www.geocities.com/novelsmdm

ข้อความ : ง่า...ประทับใจมากครับ......จะเขียนเรื่องอะไรต่ออีกครับเนี่ย.....

จาก : บุรุษ 9 ดาบ - 02/10/2000 20:55

Comment เกี่ยวกับ Fiction ตอนนี้
ชื่อ :
Email :
ICQ :
โฮมเพจ :
ข้อความ :


Pocket WebBoard Fiction แห่งนี้ใช้บริการของD'Server
Hosted by www.Geocities.ws

1