Night   Photography
Up ]

 

ภาพที่เหมาะสมกับความชัดลึกและชัดตื้น

              323   อธิบายภาพที่เหมาะสมกับการถ่ายให้ภาพมีความชัดลึกหรือชัดตื้น

                       ในจำนวนภาพที่เราถ่ายกันนั้นกว่าร้อยละ 90 เป็นภาพที่มีฉากหลังทั้งสิ้นส่วนจะมากหรือน้อยเท่าใดนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะของการจัดองค์ประกอบภาพ   มีภาพเพียงไม่กี่แนวเท่านั้นที่อาจไม่จำเป็นต้องมีฉากหลังเลย   เช่น   การจัดองค์ประกอบภาพแบบแน่นเต็มเฟรม   เป็นต้น   แต่ภาพเหล่านี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก   เนื่องจากขนาดและรูปทรงของวัตถุไม่ได้เอื้ออำนวยให้จัดองค์ประกอบภาพแบบเต็มเฟรมได้ทุกครั้งไป

                        จากการที่ภาพส่วนใหญ่ต้องมีฉากหลังและฉากหลังนี้จะมีผลต่อความสวยงามและเนื้อหาของภาพอย่างมาก   จึงทำให้นักถ่ายภาพที่มีประสบการณ์มักจะตรวจสอบฉากหลังอย่างละเอียดทุกครั้งเสมอก่อนจะกดชัตเตอร์เพื่อบันทึกภาพ   โดยเฉพาะการตรวจสอบระยะชัดลึกหรือช่วงความชัด (Depth of Field)   เนื่องจากภาพแต่ละรูปแบบหรือแต่ละแนวหรือแม้แต่ภาพเดียวกันแต่มีการจัดองค์ประกอบภาพต่างกัน   ระยะชัดของฉากหลังที่เหมาะสมก็อาจจะแตกต่างกันได้   ภาพบางแนวอาจต้องการระยะชัดมากถึงอินฟินิตี้   แต่ภาพบางแนวก็อาจต้องการฉากหลังเบลอสุดๆ หรือภาพบางแนวก็ต้องการให้ฉากหลังอยู่ในระดับแค่เกือบชัดเท่านั้นจึงจะให้ภาพที่ดูดี

                        ในการกำหนดความชัดลึกหรือเบลอของฉากหลังนั้นก็คือการควบคุมระยะชัดลึกของภาพนั่นเอง   ภาพที่ต้องการฉากหลังที่คมชัดก็ต้องคุมระยะชัดลึกให้มาก   ภาพที่ไม่ต้องการฉากหลังชัดลึกก็คุมระยะชัดลึกให้น้อยหรือปล่อยฉากหลังให้เบลอ   ซึ่งฟังดูเป็นเรื่องที่เหมือนง่ายแต่ในทางปฏิบัติแล้วบางครั้งบางสถานการณ์ก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด ทั้งการคุมระยะชัดลึกให้มากและการปล่อยให้ฉากหลังเบลอมากๆ

                        ปัจจัยที่มีผลต่อการคุมระยะชัดลึกของฉากหลัง

                        1) รูรับแสง

                            รูรับแสงหรือที่เรียกติดปากว่า “เอฟ-สตอป” คือปัจจัยสำคัญที่สุดของการกำหนดระยะชัดลึกในภาพถ่าย   ซึ่งตามทฤษฎีแล้วขนาดของรูรับแสงกว้างจะให้ระยะชัดลึกน้อยกว่าขนาดรูรับแสงที่แคบกว่า   ซึ่งผลนี้จะเป็นไปในแนวทางเดียวกันหมดกับเลนส์ทุกช่วงทางยาวโฟกัส   ยิ่งใช้รูรับแสงแคบมากเท่าใดระยะชัดลึกในภาพก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น   แต่ผลที่ตามมาของการใช้รูรับแสงแคบมากก็คือความเร็วชัตเตอร์ที่ได้จะลดต่ำลง   จนอาจไม่ใช่ความเร็วชัตเตอร์ที่ต้องการหรือเหมาะสมที่จะใช้ในการถ่ายภาพนั้นๆ   นอกจากนี้โดยคุณสมบัติของเลนส์ทุกๆ ตัวแล้ว   การใช้รูรับแสงแคบสุดมักจะมีผลให้ความคมชัดของภาพที่ได้ลดลงพอสมควร   ผู้ถ่ายจึงต้องพิจารณาเองว่าภาพนั้นๆ   ต้องการสิ่งใดมากกว่าระหว่างความคมชัดกับระยะชัดลึกที่มากสุดๆ

                        2) ระยะห่างของการถ่ายภาพและฉากหลัง

                            ระยะห่างของการถ่ายภาพ   หมายถึงระยะห่างระหว่างกล้องและวัตถุหรือซัปเจ็คท์ซึ่งจะมีผลต่อการคุมระยะชัดของฉากหลังให้ชัดหรือเบลอได้   หากระยะห่างของกล้องกับวัตถุอยู่ใกล้กัน   การคุมฉากหลังให้ชัดจะทำได้ยากกว่าการปล่อยให้ฉากหลังเบลอ   และในทางตรงกันข้ามหากกล้องกับซัปเจ็คท์อยู่ไกลกันมาก   การคุมระยะชัดของฉากหลังให้เบลอจะทำได้ยากกว่าการคุมระยะชัดให้ครอบคลุมถึงฉากหลัง   ยิ่งถ้าหากระยะห่างของกล้องกับซัปเจ็คท์อยู่ที่ระยะอินฟินิตี้การคุมฉากหลังให้เบลอนั้นจะเป็นไปไม่ได้เลย

                            นอกจากนี้ระยะห่างของซัปเจ็คท์กับฉากหลังก็มีผลต่อการคุมระยะชัดของฉากหลังด้วยเช่นกัน   หากฉากหลังอยู่ใกล้กับซัปเจ็คท์มากการคุมระยะชัดลึกให้น้อยเพื่อให้ฉากหลังเบลอมากๆ   จะทำใด้ยากกว่าการคุมระยะชัดลึกให้ครอบคลุมทั้งหมด เพราะหากให้รูรับแสงกว้างมากๆ   ระยะชัดก็จะน้อยจนไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมซัปเจ็คท์ที่ต้องการถ่ายภาพ   พอหรี่รูรับแสงให้แคบลงมา   ระยะชัดลึกก็จะทำให้ฉากหลัง (ที่อยู่ใกล้หรือชิดซัปเจ็คท์) มีความชัดเพิ่มขึ้น

                            และเช่นเดียวกันหากฉากหลังอยู่ไกลกับซัปเจ็คท์   การคุมระยะชัดของฉากหลังให้คมชัดก็จะทำได้ยากกว่าการปล่อยให้ฉากหลังเบลอมากๆ   ทั้งนี้เนื่องจากฉากหลังอาจจะอยู่ไกลเกินช่วงความคมชัดที่มากที่สุดของเลนส์กับตำแหน่งโฟกัสนั่นเอง   กรณีนี้ฉากหลังจะทำได้ดีที่สุดเพียงเกือบชัดเท่านั้น

                            คุณสามารถทดสอบได้ด้วยตนเองโดยการวางตำแหน่งของวัตถุไว้คงที่แล้วหาฉากหลังที่มีรายละเอียดพอสมควรที่สามารถเคลื่อนย้ายได้และมีขนาดใหญ่สักหน่อย เช่น โปสเตอร์ภาพทั่วๆ ไป โดยตั้งกล้องไว้บนขาตั้ง โฟกัสให้ชัดที่ตำแหน่งของวัตถุแล้วสังเกตความคมชัดของฉากหลังที่ระยะห่างต่างๆ กัน ซึ่งจะเห็นได้ทันทีที่ว่ายิ่งวางตำแหน่งฉากหลังห่างออกไปมากเท่าใด ฉากหลังก็ยิ่งเบลอมากขึ้นเท่านั้น จากนั้นลองเปลี่ยนขนากรูรับแสงแล้วเช็คระยะชัดลึกดู จะเห็นว่าหากฉากหลังอยู่ห่างจากวัตถุออกไปมากๆ ระยะชัดลึกจะครอบคลุมไม่ถึง แต่จะมีความชัดกว่าเมื่อใช้รูรับแสงกว้างๆ

                        3) ความแตกต่างของช่วงความชัดระหว่างเลนส์มุมกว้างกับเลนส์เทเลโฟโต้

                            หลายคนมักจะเข้าใจว่าเลนส์มุมกว้างให้ช่วงความชัดมากกว่าเลนส์เทเลโฟโต้   เพราะเมื่อถ่ายภาพด้วยขนาดรูรับแสงเท่าๆ กัน ฉากหลังที่ได้จากเลนส์เทเลโฟโต้จะมีความเบลอมากกว่า   จึงทำให้ดูเหมือนว่าเลนส์มุมกว้างให้ช่วงความชัดที่มากกว่า   แต่ความจริงแล้วเลนส์มุมกว้างเพียงให้ฉากหลังที่เบลอน้อยกว่าเท่านั้น   เนื่องจากเลนส์มุมกว้างเป็นเลนส์ที่มีเปอร์สเปคทีฟมาก   ภาพจึงถูกผลักให้ดูเหมือนอยู่ไกลออกไปจากความเป็นจริง   ขนาดของฉากหลังจึงเก็บมุมภาพมากว้างกว่า   ซึ่งส่งผลให้ขนาดของวัตถุในฉากหลังมีขนาดเล็กภาพจึงดูมีความเบลอน้อยกว่า   ส่วนเลนส์เทเลโฟโต้เป็นเลนส์ที่ดึงภาพให้เข้ามาใกล้ มุมการรับภาพของฉากหลังจึงแคบ   ภาพในส่วนต่างๆ ของฉากหลังจึงดูเบลอมากกว่า   ซึ่งถ้าหากเราพิจารณาเฉพาะช่วงความชัดระหว่างเลนส์มุมกว้างกับเลนส์เทเลโฟโต้ในขนาดรูรับแสงเท่ากันแล้วจะเห็นว่าระยะชัดจะมีเท่าๆ กัน   จะต่างกันก็เพียงเรื่องเปอร์สเปคทีฟและความเบลอของฉากหลังเท่านั้น

                            ดูตัวอย่างจากภาพดอกทานตะวัน   ใช้เลนส์มุมกว้าง 24 มม.   และใช้รูรับแสงถึง f/8 แต่เนื่องจากเป็นการถ่ายภาพในระยะใกล้เพื่อให้ตัวดอกทานตะวันมีขนาดใหญ่   จะสังเกตเห็นว่าระยะชัดลึกหรือช่วงความชัดของภาพมีเพียงที่ดอกทานตะวันเท่านั้น   ส่วนใบและดอกที่อยู่ด้านหลังที่ห่างออกไปไม่มากอยู่นอกระยะชัดแล้ว   ทั้งที่ในความรู้สึกของนักถ่ายภาพทั่วๆ ไปเมื่อใช้รูรับแสงถึง f/8 กับเลนส์มุมกว้างน่าจะใด้ช่วงความชัดถึงอินฟินิตี้แล้ว   ภาพนี้จึงเป็นข้อยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าช่วงความชัดหรือระยะชัดลึกของเลนส์มุมกว้างกับเลนส์เทเลโฟโต้   เมื่อใช้ที่ขนาดรูรับแสงแท่ากันนั้นไม่ต่างกัน   ถ้ากำหนดขนาดของซัปเจคท์ในภาพให้เท่าๆ กัน

P49_2.jpg (105225 bytes)

 

               ระยะห่างของการถ่ายภาพจะมีผลต่อช่วงระยะชัดและความเบลอของฉากหลัง   หากเป็นการถ่ายภาพในระยะใกล้แม้ว่าจะใช้เลนส์มุมกว้างก็ไม่ได้ทำให้ระยะชัดลึกมากแต่อย่างใด   ภาพนี้จะสังเกตเห็นว่าระยะชัดมีอยู่เฉพาะที่ดอกไม้ดอกใหญ่เท่านั้น   ส่วนฉากหลังจะอยู่นอกระยะชัด   แต่ภาพนี้เป็นการเจตนาให้ฉากหลังเบลอไม่มาก   เพื่อให้เนื้อหาของภาพแสดงถึงสภาพแวดล้อมแต่ต้องไม่ให้เด่นกว่าจุดเด่น

                Olympus   OM-4  เลนส์  Zuiko  24  มม. f/2.8 ; f/8, 1/125 วินาที, ฟิลเตอร์ PL, ฟิล์ม  Kodak  E100VS

 

                         4) สถานการณ์ที่มีผลต่อการคุมระยะชัดของฉากหลัง

                            ในการถ่ายภาพเคลื่อนที่ให้หยุดนิ่งหรือการถือกล้องถ่ายภาพด้วยมือโดยไม่ได้ใช้ขาตั้งกล้องนั้น   ความเร็วชัตเตอร์ที่ใช้จะต้องค่อนข้างสูงเพื่อจับภาพให้หยุดนิ่งไม่พร่ามัว   ซึ่งในการจะใช้ความเร็วชัตเตอร์สูงนั้นจะทำให้ไม่สามารถใช้รูรับแสงแคบได้   จึงส่งผลให้ไม่สามารถคุมระยะชัดของฉากหลังได้   แต่ถ้าไม่ต้องการฉากหลังที่ชัดก็จะไม่มีปัญหาซ้ำยังเป็นผลดีอีกต่างหากที่จะได้ความเร็วชัตเตอร์ที่สูงขึ้น

                            มุมของการถ่ายภาพก็คือปัญหาสำคัญอีกอย่างหนึ่งในการคุมระยะชัดของฉากหลัง   ถ้าเป็นการถ่ายภาพในมุมขนานกับซัปเจ็คท์การคุมระยะชัดให้ครอบคลุมซัปเจ็คท์ทั้งหมดจะทำได้ง่าย   โดยอาจไม่ต้องใช้รูรับแสงแคบเพียงแต่รักษาระนาบโฟกัสให้ขนานกับซัปเจ็คท์ให้มากที่สุดเท่านั้นก็พอ   แต่ถ้าหากมุมของการถ่ายภาพเปลี่ยนไปไม่ว่าจะเป็นมุมเอียงทะแยงหรือมุมลึกเข้าไป   การคุมระยะชัดทำได้ยากยิ่งขึ้น   เพราะต้องคำนึงถึงความเร็วชัตเตอร์ที่ใช้ด้วยว่าจะต้องไม่ต่ำเกินไปที่จะถือกล้องด้วยมือหรือหยุดการเคลื่อนไหวของซัปเจ็คท์แต่ถ้าเป็นการถ่ายภาพสิ่งของที่หยุดนิ่งและใช้ขาตั้งกล้องได้ก็ตัดปัญหานี้ไปได้

 

                         วิธีการที่จะช่วยลดหรือเพิ่มระยะชัดของฉากหลัง

                         นอกจากการใช้รูรับแสงและเรื่องระยะห่างของกล้องกับซัปเจ็คท์และฉากหลังแล้ว   วิธีที่จะช่วยเพิ่มหรือลดระยะชัดของฉากหลัง   อาจทำได้อีก 2-3 วิธีคือ

                         1) ใช้ฟิลเตอร์ ND เพื่อลดระยะชัดของฉากหลัง

                            โดยปกตินักถ่ายภาพทั่วไปมักจะใช้ฟิลเตอร์ ND   ลดแสงเพื่อให้ใช้ความเร็วชัดเตอร์ได้ต่ำลง   เช่น   ใช้ช่วยในการถ่ายภาพน้ำตก   ในทำนองเดียวกันหากเราต้องการลดเฉพาะความเร็วชัตเตอร์ลงโดยไม่ต้องการใช้รูรับแสงแคบ   เพื่อให้ฉากหลังยังคงเบลออยู่อย่างที่ต้องการเราก็สามารถใช้ฟิลเตอร์ ND ช่วยลดแสงได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น   ในกรณีที่ต้องการใช้ความเร็วชัตเตอร์ 1 วินาที  ที่ f/4   แต่ในสภาพแสงหรือฟิล์มที่ใช้ในขณะนั้นหากจะใช้ความเร็วชัตเตอร์ 1 วินาที   จะต้องหรี่รูรับแสงลงไปที่ f/8   หรือมากกว่า   ทำให้ระยะชัดลึกของฉากหลังมากขึ้น   ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ต้องการเราก็สามารถใช้ฟิลเตอร์ ND4X  ที่ลดแสงได้ 2 สตอปมาช่วยได้   ซึ่งจะทำให้เราใช้ค่าการเปิดรับแสงที่ 1 f/4 ได้ เป็นต้น

                         2) ISO ฟิล์มช่วยเพิ่มหรือลดระยะชัดของฉากหลังได้

                            เรื่องนี้ค่อนข้างจะทำความเข้าใจได้ง่าย   เพราะถ้าใช้ฟิล์ม ISO สูงก็สามารถใช้รูรับแสงแคบเพื่อเพิ่มระยะชัดของฉากหลังได้   โดยที่ความเร็วชัตเตอร์ยังไม่ต่ำเกินไป   และในทางกลับกันหากใช้ฟิล์ม ISO ต่ำก็จะทำให้ไม่สามารถใช้รูรับแสงแคบมากได้   หากต้องการคงความเร็วชัตเตอร์ที่สูงไว้   การคุมระยะชัดของฉากหลังให้เบลอก็จะทำได้ง่าย

                            นอกจาก 2 วิธีข้างต้นแล้วยังมีวิธีการคุมระยะชัดของฉากหลังให้มากขึ้นได้อีกวิธีหนึ่งคือ   ใช้การโฟกัสแบบ Hyperfocal แต่วิธีนี้จะใช้ได้ผลกับเลนส์ที่มีสเกลช่วงความชัดแสดงอยู่ เช่น   เลนส์ทางยาวโฟกัสคงที่หรือเลนส์เดี่ยว   ส่วนเลนส์เทเลโฟโต้ทางยาวโฟกัสสูงมากๆ   ช่วงสเกลที่ว่านี้จะแคบมาก   การใช้วิธีโฟกัสแบบ Hyperfocal จึงต้องพิถีพิถันมากยิ่งขึ้น   แต่ถ้าเลนส์ที่ใช้ไม่มีสเกลแสดงช่วงความชัดก็หมดสิทธิ์ที่จะใช้วิธีนี้

 

                        ภาพที่ควรให้ฉากหลังคมชัด

                        1) ภาพทิวทัศน์

                            ส่วนสำคัญของภาพทิวทัศน์โดยมากก็คือฉากหลังในภาพโดยฉากหน้าจะเป็นเพียงส่วนประกอบที่ช่วยให้ภาพมีองค์ประกอบภาพที่ลงตัวเท่านั้น   ฉะนั้นภาพทิวทัศน์จึงจำเป็นต้องมีฉากหลังที่คมชัดเสมอ   และภาพทิวทัศน์ที่ดีนอกจากจะต้องมีฉากหน้าแล้ว   ควรจะต้องให้ระยะชัดลึกครอบคลุมมาถึงฉากหน้าด้วย   เรียกว่าภาพต้องมีความคมชัดหรืออยู่ในระยะชัดทั้งภาพตั้งแต่ฉากหน้าจนถึงอินฟินิตี้   แต่โดยมากแล้วการถ่ายภาพทิวทัศน์จะเป็นการใช้เลนส์มุมกว้าง การคุมระยะชัดลึกจึงเป็นเรื่องไม่ยาก   รวมทั้งสามารถใช้วิธีโฟกัสแบบ Hyperfocal ได้สะดวกกว่าด้วย

P47_1.jpg (92083 bytes)

 

               โดยทั่วไปแล้วจุดเด่นของภาพทิวทัศน์ก็คือฉากหลังในภาพโดยฉากหน้าจะเป็นเพียงส่วนประกอบของภาพเท่านั้น   ดังนั้นภาพทิวทัศน์จึงต้องมีฉากหลังที่คมชัดเสมอ   แต่อย่างไรก็ตามควรจะให้ระยะชัดลึกครอบคลุมมาถึงฉากหน้าด้วย   และถ้าเป็นภาพที่แสดงถึงความลึกต้องคุมระยะชัดให้ถึงอินฟินิตี้

                Olympus   OM-4  เลนส์  Zuiko  24  มม. f/2.8 ; f/11, 1/15 วินาที  ฟิล์ม  Fuji  Velvia

 

                        2) ภาพที่แสดงเปอร์สเปคทีฟด้านความลึก

                            ภาพในลักษณะนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคุมระยะชัดลึกให้ถึงฉากหลังหรือถึงอินฟินิตี้ยิ่งดี   เพราะเป็นการเสริมเนื้อหาของภาพให้ชัดเจนยิ่งขึ้น   แต่อย่างไรก็ตามต้องไม่ลืมความคมชัดของส่วนที่อยู่ใกล้ที่สุดหรือฉากหน้าด้วย   เพราะภาพในลักษณะนี้หากมีส่วนหนึ่งส่วนใดเบลอจะเป็นผลเสียต่อภาพทันทีโดยเฉพาะฉากหลัง   ภาพลักษณะนี้มีอยู่มากมาย   เช่น  ภาพถนน   ภาพการเรียงตัวของวัตถุที่เหมือนๆ กัน ในแนวลึกหรือภาพทางรถไฟ เป็นต้น

1-49.jpg (32478 bytes)

                ภาพที่แสดงความลึกหรือเน้นเปอร์สเปคทีฟมากๆ จะต้องคุมระยะชัดลึกให้ครอบคลุมให้มากที่สุดหรือได้ถึงอินฟินิตี้ยิ่งดี

                Olympus   OM-4  เลนส์  Zuiko  24  มม. f/2.8 ; f/8, 1/125 วินาที, ฟิลเตอร์ PL, ฟิล์ม  Kodak  Elite 100

 

                        ภาพที่ควรให้ฉากหลังเบลอมากๆ

                        1) ภาพโคลสอัพ  มาโคร   และภาพบุคคล

                            ภาพทั้ง 3 รูปแบบนี้มักจะนิยมถ่ายภาพโดยให้ฉากหลังเบลอมากๆ   เพื่อให้จุดเด่นซึ่งมีอยู่จุดเดียวในภาพมีความโดดเด่นให้มากที่สุด   โดยเฉพาะภาพบุคคล (Portrait)   นั้นมักจะนิยมถ่ายภาพด้วยรูรับแสงกว้างเสมอ   เพื่อทิ้งฉากหลังให้เบลอมากที่สุด   ยิ่งถ้าเป็นการถ่ายภาพคนเพียงครึ่งตัวหรือเฉพาะหัวและไหลยิ่งต้องให้ฉากหลังเบลอให้มากที่สุด   ทั้งนี้เพื่อไม่ให้มีสิ่งรบกวนและแย่งสายตาไปจากจุดเด่นในภาพนั่นเอง

                        2) จุดเด่นที่มีสีโทนเดียวกับฉากหลังและได้รับแสงเท่าๆ กัน

                            ในกรณีเช่นนี้การเน้นหรือเพิ่มความโดดเด่นของตัวแบบหรือจุดเด่นจะทำให้ได้ทางเดียวคือการกำหนดระยะชัดให้มีเฉพาะที่ตัวแบบ   โดยปล่อยให้ฉากหลังเบลอมากๆ    เพื่อเป็นการแยกจุดเด่นออกจากฉากหลังให้ชัดเจนมากที่สุด   แต่ก็ต้องระวังด้วยว่าระยะชัดอาจจะน้อยเกินไปจนไม่ครอบคลุมตัวแบบทั้งหมด   การถ่ายภาพในลักษณะนี้จึงมีเรื่องที่ต้องคำนึงถึงพร้อมๆ   กันหลายประการตั้งแต่ขนาดรูรับแสง   ระยะห่างของกล้องกับตัวแบบ   และระยะห่างของฉากหลังกับตัวแบบ   รวมไปถึงมุมการบันทึกภาพด้วย

 

P47_2.jpg (58664 bytes)

 

               หากฉากหลังมีสีใกล้เคียงกับจุดเด่นควรจะปล่อยให้ฉากหลังเบลอให้มากที่สุด   ทั้งนี้เพื่อเป็นการแยกจุดเด่นให้แตกต่างและโดดเด่นจากฉากหลังให้มากที่สุดนั่นเอง

                Olympus   OM-4  เลนส์  Zuiko  85 - 250  มม. f/5 ; f/5, 1/125 วินาที  ฟิล์ม  Kodak  Elite II

 

                        ภาพที่ควรคุมระยะชัดของฉากหลังไว้กลางๆ

                        1) ภาพที่มีเนื้อหาของฉากหลังเข้ามาเกี่ยวข้อง

                            บ่อยครั้งของการถ่ายภาพที่ฉากหลังจะเป็นตัวเสริมเนื้อหาเรื่องราวของจุดเด่นให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น   โดยเฉพาะเรื่องของสถานที่และช่วงเวลาภาพในลักษณะนี้   จึงไม่ควรให้ฉากหลังเบลอมากเกินไปจนดูไม่รู้ว่าเป็นภาพของอะไรเพราะจะทำให้ภาพขาดเรื่องราว   แต่ก็ไม่ควรเช่นกันที่จะให้ฉากหลังมีความคมชัดเท่ากับจุดเด่นของภาพนั้นๆ   เพราะจะไปลดความโดดเด่นของซัปเจ็คท์หรือตัวแบบลงและยังให้ภาพขาดจุดสนใจที่แน่นอนอีกด้วย

                            ภาพลักษณะนี้จึงควรคุมระยะชัดไว้เพียงกลางๆ คือ   ให้ระยะชัดมีเฉพาะที่ซัปเจ็คท์หรือมากกว่าเล็กน้อย   โดยปล่อยให้ฉากหลังอยู่นอกระยะชัดแต่ต้องไม่เบลอมากจนเกินไปเรียกว่ายังพอดูรู้อยู่ว่าเป็นอะไร ตัวอย่างจากภาพตลาดน้ำ ในภาพจะเห็นว่าฉากหลังอยู่นอกระยะชัดแต่ยังดูเป็นรูปเป็นร่างมองเห็นถึงสภาพที่เป็นจริงของสถานที่   ทำให้ช่วยเสริมเรื่องราวของภาพได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะเรื่องสถานที่   ในภาพเดียวกันนี้หากฉากหลังเบลอฟุ้งจนดูไม่รู้เรื่องว่าเป็นภาพอะไร   เนื้อหาของภาพจะขาดเรื่องสถานที่ไปทันทีแม้ว่าซัปเจ็คท์จะดูโดดเด่นมากกว่าก็ตาม

1-50.jpg (71045 bytes)

                บางครั้งฉากหลังจะเป็นตัวเสริมเนื้อหาให้กับภาพได้อย่างสมบูรณ์   ฉะนั้นจึงควรพิจารณาว่าควรจะให้ฉากหลังเบลอมากน้อยแค่ไหน   อย่างภาพนี้หากฉากหลังเบลอมากจะทำให้ขาดเรื่องราวของสถานที่  

               Olympus   OM-4  เลนส์  Tamron  SP  60 - 300 มม. f/3.8 - 5-4 ; f/5.6 (ที่ช่วงประมาณ 200 มม.), 1/250 วินาที, ฟิล์ม  Kodak  E100VS

 

                        2) เรื่องราวที่ต่อเนื่องกัน

                            ฉากหลังที่เป็นเนื้อหาเรื่องราวต่อเนื่องกับจุดเด่น   ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะให้ฉากหลังเบลอมากแต่ก็ไม่ควรให้มีความชัดเท่ากับตัวซัปเจ็คท์หลัก   เพราะจะทำให้ความโดดเด่นของซัปเจ็คท์ลดลง   ภาพลักษณะนี้จะต้องคุมฉากหลังไม่ให้เบลอมากเกินไปคือให้เบลอกว่าจุดเด่นเพียงเล็กน้อยก็พอ   เพื่อให้การแสดงเนื้อหาของภาพยังคมสมบูรณ์อยู่   ตัวอย่างจากภาพเป็นภาพจากการแสดงแสงเสียง   ฉากหลังคือส่วนที่เล่าเรื่องราวที่ต่อเนื่องมาจากการแสดงของนักแสดงที่อยู่ฉากหน้า   ภาพนี้หากระยะชัดครอบคลุมทั้งหมดภาพจะขาดความน่าสนใจ   เพราะจุดเด่นของภาพถูกแยกเป็น 2 ส่วนคือนักแสดงกับฉากหลังและที่สำคัญคือตัวนักแสดงเป็นภาพเงาดำ   ซึ่งภาพลักษณะนี้จะไม่สามารถสร้างจุดสนใจได้มากนัก   แต่ถ้าปล่อยให้ฉากหลังเบลอมากภาพก็จะขาดเรื่องราวที่ต่อเนื่องกันไปเช่นกัน

P48_1.jpg (43578 bytes)

                สถานการณ์ของการถ่ายภาพจะมีส่วนต่อการเลือกระยะชัดลึก   โดยเฉพาะสภาพแสงจะมีผลต่อการใช้รูรับแสงและความเร็วชัตเตอร์ในการบันทึกภาพ   หากพิจารณาแล้วเห็นว่าฉากหลังมีความสำคัญแต่ไม่สามารถควบคุมระยะชัดลึกให้ถึงฉากหลังได้   ก็ไม่ควรจะปล่อยให้ฉากหลังเบลอมากเพราะจะทำให้เสียเนื้อหาของภาพ   ซึ่งผู้ถ่ายจะต้องแก้ปัญหาในสถานการณ์นั้นๆ เอง   อาจจะโดยการเปลี่ยนช่วงทางยาวโฟกัสเลนส์หรือเลือกตำแหน่งถ่ายภาพใหม่   ภาพนี้เป็นการใช้เลนส์ 100 มม.   Tamron 200 มม.   ช่วยให้ฉากหลังไม่เบลอมากแม้ว่าภาพจะค่อนข้างกว้างเกินไปก็ตามแต่ก็ยังดูดีกว่าฉากหลังที่เบลอจนดูไม่มีเนื้อหา

               Olympus   OM-4  เลนส์  Tamron  100  มม. f/2.8 ; f/2.8, 1/4 วินาที, ฟิล์ม  Kodak  STS 100

 

                        3) ภาพที่มีการเปรียบเทียบ

                            ภาพที่แสดงให้เห็นถึงการเปรียบเทียบของจุดเด่นกับสิ่งอื่นๆ   เช่น  ภาพการแข่งขันต่างๆ   ภาพเช่นนี้แม้ว่าจุดเด่นของภาพควรจะมีจุดเดียวแต่ก็ไม่ควรปล่อยให้ฉากหลังเบลอมากเกินไป เพียงแค่ให้เบลอกว่าจุดเด่นหลักก็พอแล้ว เพื่อเป็นการเสริมเนื้อหาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น   ในขณะเดียวกันก็ไม่ไปลดความโดดเด่นของจุดเด่นด้วย   ตัวอย่างลักษณะนี้คือภาพการแข่งขันโมโตครอส   ความจริงแล้วระยะชัดของภาพนี้ครอบคลุมถึงรถคันหลังอย่างแน่นอน   เพราะใช้รูรับแสงค่อนข้างแคบ (f/16)   แต่เหตุที่ฉากหลังเบลอมากกว่าจุดเด่นเพราะจังหวะการแพนกล้องที่เลือกตามการเคลื่อนที่ของจุดเด่นเท่านั้น   โดยไม่สนใจรถคันอื่นๆ ที่อาจมีความเร็วมากหรือน้อยกว่าจึงทำให้รถคันอื่นๆ   เบลอมากกว่านั่นเอง ซึ่งเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยทำให้ฉากหลังเบลอ

P50_3.jpg (53058 bytes)

                ภาพที่แสดงเป็นคู่หรือมากกว่าที่อยู่ในแนวลึกเข้าไป   เช่น   ภาพของการแข่งขันกีฬาต่างๆ แม้ว่าภาพลักษณะนี้จะต้องเลือกจุดเด่นเพียงจุดเดียวและโดยมากจะต้องถ่ายภาพด้วยเลนส์เทเลโฟโต้   แต่ก็ไม่ควรให้ฉากหลังเบลอมากเกินไป   แค่เพียงให้อยู่พ้นระยะชัดก็พอแล้ว   ซึ่งวิธีการของการให้ฉากหลังไม่รบกวนจุดเด่นมีหลายวิธี

               Olympus   OM-4  เลนส์  Tamron SP 60 - 300 มม. f/3.8 - 5.4 ; f/16, 1/15 วินาที, ฟิล์ม Fuji  Sensia II

 

                        เมื่อไม่สามารถคุมระยะชัดของฉากหลังได้ควรทำอย่างไร

                        มีบ่อยครั้งที่การถ่ายภาพไม่สามารถจะคุมระยะชัดให้ได้มากอย่างที่ต้องการ   อาจจะเป็นเพราะสภาพแสง   มุมถ่ายภาพ   หรือความไวแสงฟิล์มที่ใช้    ตลอดจนการคุมความเร็วชัตเตอร์ที่จำเป็นต้องใช้ให้ไม่ต่ำเกินไป   เมื่อเจอปัญหานี้วิธีเดียวที่จะทำได้คือต้องใช้วิธีเลือกจุดโฟกัสเพียงตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งหรือที่เรียกว่า “Selective Focus”

                        การเลือกตำแหน่งโฟกัสโดยทั่วไปจะเลือกตำแหน่งที่มีความโดดเด่นมากที่สุดในภาพ   แต่ถ้าในภาพนั้นมีความโดดเด่นพอๆ กันควรจะเลือกโฟกัสตรงจุดใดดี

                        คำตอบคือให้นำหลักของจุดตัดเก้าช่องหรือกฏสามส่วนมาใช้   โดยเลือกตำแหน่งโฟกัสในจุดใดจุดหนึ่งที่เส้นสมมติทั้ง 4 เส้นตัดกันนั่นเอง ตัวอย่างจากภาพที่ 2 หน้า 48   ภาพนี้ถ้าจะให้ดีที่สุดต้องถ่ายจากมุมด้านหน้าตรงเพื่อให้ระนาบของระยะโฟกัสตกพอดีที่ตัวนักแสดงทุกคน แต่เนื่องจากมุมถ่ายภาพที่อยู่มุมด้านข้าง ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะคุมระยะชัดให้ได้ทั้งหมด จึงต้องเลือกโฟกัสโดยใช้หลักของจุดตัดเก้าช่องแล้วปล่อยให้ฉากหลังเบลอออกไป   ซึ่งจะให้ภาพที่ดูดีกว่าการโฟกัสที่ฉากหลังหรือฉากหน้าที่ใกล้สุด   เพราะถ้าหากเลือกโฟกัสที่ส่วนที่อยู่ใกล้ที่สุดหรือไกลที่สุด   ส่วนที่เหลือของภาพก็จะเบลอมากเกินไปจนดูไม่รู้เรื่องและอาจจะเกิดเป็นจุดรบกวนสายตาได้โดยเฉพาะการปล่อยส่วนเบลอให้อยู่ทางด้านหน้าของภาพ

                        นอกจากนี้อีกวิธีหนึ่งที่จะหลีกเลี่ยงฉากหลังเบลอเมื่อไม่สามารถคุมระยะชัดได้คือให้เลือกฉากหลังสีเรียบๆ   ซึ่งจะทำให้ดูไม่รู้ว่าระยะชัดของภาพมีแค่ไหนและฉากหลังก็ดูเหมือนไม่เบลอ   เนื่องจากฉากหลังไม่มีรายละเอียดใดๆ   ให้เปรียบเทียบนั่นเอง   ทั้งๆ ที่จริงแล้วระยะชัดคุมไม่ถึงฉากหลังแต่อย่างใด   ตัวอย่างภาพดอกทานตะวัน   ภาพนี้หากดูฉากหลังเฉพาะส่วนที่เป็นท้องฟ้าจะไม่ทราบเลยว่าระยะชัดครอบคลุมไม่ถึงฉากหลังเนื่องจากส่วนของท้องฟ้าไม่มีเมฆที่จะเป็นรายละเอียดให้สังเกตได้นั่นเอง

                        บทสรุป

                        ฉากหลังในภาพควรจะชัดหรือเบลอแค่ไหนนั้น   นอกจากจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์และอุปกรณ์ที่ใช้จะเป็นตัวกำหนดแล้ว   ส่วนสำคัญจะอยู่ที่ตัวผู้ถ่ายภาพเองว่าต้องการให้ฉากหลังชัดหรือเบลอมากน้อยแค่ไหน   แต่บางครั้งความลงตัวของฉากหลังก็อาจเป็นไปโดยบังเอิญ   ซึ่งขึ้นอยู่กับตำแหน่งหรือระยะห่างของการถ่ายภาพในแต่ละสถานการณ์

                        อย่างไรก็ตามการตัดสินใจเรื่องของฉากหลังจะต้องทำอย่างรวดเร็วเนื่องจากในสถานการณ์จริงที่ไม่ใช่เซ็ทฉากขึ้นมา   คุณจะไม่มีเวลาพอที่จะมานั่งคิดว่าภาพนั้นควรจะให้ฉากหลังชัดหรือเบลอเท่าใด   หากไม่มั่นใจ วิธีที่ใช้ได้ผลอย่างมากคือให้ถ่ายภาพคร่อมรูรับแสงไว้หลายๆ ค่า   วิธีนี้จะช่วยให้ได้ภาพที่ค่อนข้างแน่นอนแต่ต้องยอมเปลืองฟิล์มสักหน่อย

 

 

ระยะชัดลึก ] [ ชัดลึกชัดตื้น ]

Back

ผู้จัดทำ   นายเฉลิมพล  สุขเกษม  รหัส   42064508 

นางรุ่งระวี   สินธุรัตน์  รหัส  42064516

นักศึกษาปริญญาโท   คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม

สาขาเทคโนโลยีการศึกษาทางการอาชีวะและเทคนิคศึกษา

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

Hosted by www.Geocities.ws

1