คำพิพากษา          

 

 คดีหมายเลขดำที่ 6304/2543

 คดีหมายเลขคดีแดงที่ 308/2546

 

                                                                    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2546

 

กองทุนรวมแกรมม่าแคปปิตอล   โจทก์

นางสุภาพ นิมิตรวานิช          จำเลย

 

เรื่อง ยืม โอนสิทธิเรียกร้อง

 

โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนรวม มีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด เป็นผู้จัดการทำสัญญารับซื้อและรับโอนสินทรัพย์ตราสารหนี้และสินเชื่อต่างๆ เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2536 จำเลยเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยโดยตกลงกู้ยืมเงินและแต่งตั้งบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ดารา จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เดิมได้ชำระค่าหลักทรัพย์ หรือค่าใช้จ่ายใดๆ ให้ถือว่าจำเลยได้รับเงินกู้เรียบร้อยแล้ว จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้ไว้กับเจ้าหนี้เดิม ขอให้จำเลยชำระเงินจำนวน 9,042,233.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 21 ต่อปีของเงินต้น 6,488,705.78 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระแก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย เนื่องจากโจทก์ก็มิได้เป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนรวม โจทก์ไม่มีสิทธิรับซื้อหรือรับโอนสิทธิของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ถูกระงับกิจการ จำเลยไม่เคยมีนิติสัมพันธ์กับโจทก์และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม วรรณ จำกัดดังนั้นการมอบอำนาจกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลทำสัญญา เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2546 การทำสัญญาไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่อาจนำมาฟ้องร้องจำเลยได้ขัดต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ จำเลยไม่เคยเป็นลูกค้าหรือลูกหนี้ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์พารา จำกัด (มหาชน) และไม่เคยเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ ไม่เคยกู้ยืมเงินหรือได้รับเงินกู้และแต่งตั้งบริษัทดังกล่าวเป็นตัวแทนนายหน้าของจำเลย และไม่เคยหักก่อนบัญชี ลายมือชื่อในคำขอเปิดบัญชีและหนังสือรับสภาพหนี้เป็นลายมือชื่อปลอม จำเลยไม่เคยทำหนังสือรับสภาพหนี้กับโจทก์

 

ศาลชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทดังนี้

             1. โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่

             2. จำเลยเป็นหนี้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์พารา จำกัด (มหาชน) และทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้แก่บริษัทหรือไม่

 

ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนรวม ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาในระบบสถาบันการเงินมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม วรรณ จำกัด เป็นผู้จัดการตามหนังสือรับรองและใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ เอกสารหมาย จ.4 และ จ.5บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม วรรณ จำกัด มอบอำนาจและมอบอำนาจช่วง ตามเอกสารหมาย จ.6 ถึง จ.8 โจทก์ทำสัญญารับซื้อและรับโอนสิทธิตามสารหนี้และสินเชื่อต่างๆ จาก ปรส. บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์พารา จำกัด (มหาชน) เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชน จำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจเงินทุนและหลักทรัพย์ ตามหนังสือรับรองและใบอนุญาตประกอบกิจการเอกสารหมาย จ.13 และ จ.14 มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี ตามประกาศกระทรวงการคลัง ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย และประกาศของเจ้าหนี้เดิม ตามเอกสารหมาย จ.15 ถึง จ.17    ต่อมาถูกระงับกิจการตามประกาศรายชื่อ เอกสารหมาย จ.12 เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2536 จำเลยเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยโดยตกลงกู้ยืมเงินและแต่งตั้งบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์พารา จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เดิมเป็นตัวแทนและหรือนายหน้าของจำเลย เพื่อทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์ในและนอกตลาดหลักทรัพย์ เงินที่เจ้าหนี้เดิมได้ชำระค่าหลักทรัพย์ หรือค่าใช้จ่ายใดๆ ให้ถือว่าเป็นเงินที่จำเลยได้กู้ยืม และจำเลยจะนำเงินมาชำระคืนภายใน 4 วัน โดยนำหลักทรัพย์เป็นประกัน และมีอำนาจนำหลักทรัพย์มาขายเพื่อหักชำระหนี้ได้ ตามสำเนาคำขอเปิดบัญชี สำเนาสัญญานายหน้าตัวแทนซื้อขายหลักทรัพย์ สำเนาคำขอเปิดบัญชีทดรองจ่ายเงินเพื่อซื้อขายหลักทรัพย์ และสำเนาหนังสือมอบอำนาจ เอกสารหมาย จ.20 ถึง จ.23     หลังทำสัญญาจำเลยสั่งซื้อขายหลักทรัพย์กับเจ้าหนี้เดิมเรื่อยมา เมื่อหักกลบลบกันปรากฏว่าจำเลยคงค้างต้นเงินจำนวน 6,487,705.78 บาท จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้ไว้กับเจ้าหนี้เดิม โดยยอมผ่อนชำระเป็นงวดๆ ละ 230,000 บาทเศษ ตกลงดอกเบี้ยร้อยละ 17 ต่อปี เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 3 มิถุนายน 2539 ให้เสร็จสิ้นภายใน 3 ปี หากผิดนัดยอมเสียดอกเบี้ยร้อยละ 21 ต่อปี ตามหนังสือรับสภาพหนี้ เอกสารหมาย จ.27  หลังทำหนังสือจำเลยผ่อนชำระงวดแรกเพียงงวดเดียว คงค้างต้นเงิน 6,487,705.78 บาท และดอกเบี้ย 48,000 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยร้อยละ 21 ต่อปีนับแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2539 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 6,000,000 บาทเศษ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 12,500,000 บาท ตามใบสรุปรายการคิดดอกเบี้ยเอกสารหมาย  .28    ต่อมาวันที่ 30 กันยายน 2542 โจทก์ทำสัญญาซื้อขายกับองค์การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ตามสัญญาขายพร้อมคำแปล เอกสารหมาย จ.18 และ จ.19 ต่อมาโจทก์ได้มอบหมายให้ทนายความบอกกล่าวทวงถามส่งให้จำเลยได้ ตามหนังสือบอกกล่าว ใบตอบรับ หนังสือมอบอำนาจ และหนังสือมอบอำนาจช่วง เอกสารหมาย จ.29 ถึง จ.33

        จำเลยนำสืบว่า ตามที่โจทก์กล่าวอ้างว่าโจทก์ซื้อสินทรัพย์จากองค์การปฏิรูประบบสถาบันการเงินตามสัญญาขายพร้อมคำแปล เอกสารหมาย จ.18 และ จ.19 เห็นว่าสัญญาขายดังกล่าวขัดกับพระราชกำหนดการปฏิ้รูประบบสถาบันการเงิน พ..2540 เอกสารหมาย จ.9 มาตรา 30 วรรค 5 ระบุว่า การขายทรัพย์สินเพื่อชำระหนี้ของบริษัทนั้นให้เปิดประมูลโดยเปิดเผย หรือแข่งขันราคาตามวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด สัญญาขายตามเอกสารหมาย จ.18 และ จ.19 เป็นการซื้อขายโดยตรงไม่ได้เปิดประมูลตามบทบัญญัติดังกล่าว ซึ่งองค์การปฏิรูประบบสถาบันการเงินได้ประกาศผู้เสนอราคาชนะการประมูลในกลุ่มสินทรัพย์ ซีโอ 03 ถึง ซีโอ 34 คือ เอเอสโอ ไอ (เดลาแวร์) แอล.แอล.ซี.ประมูลด้วยราคาคิดเป็นร้อยละ 22 ของยอดเงินคงค้าง ตามประกาศผลการประมูลสินเชื่อพาณิชย์ เอกสารหมาย ล.1 ไม่ใช่โจทก์ในคดีนี้และโจทก์ไม่ได้อ้างว่าโจทก์ได้รับสิทธิตามฟ้องมาจากเอเอสโอ ไอ (เดลาแวร์) แอล แอล. ซี. การซื้อขายหลักทรัพย์ทำได้เมื่อบริษัทออกหนังสือยืนยันซื้อหรือยืนยันขายและลูกค้าลงลายมือชื่อ ซึ่งโจทก์ไม่มีเอกสารดังกล่าว

        พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ที่จำเลยเป็นหนี้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์พารา จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนรวม เพื่อแก้ไขปัญหาในระบบสถาบันการเงิน รับโอนสิทธิเรียกร้องที่บริษัทดังกล่าวมีอยู่เหนือจำเลยตามสำเนาสัญญานายหน้าตัวแทนซื้อขายหลักทรัพย์  เนื่องจากโจทก์เข้าทำสัญญารับซื้อและรับโอนสิทธิตราสารหนี้ และสินเชื่อต่างๆ ในภาระหนี้สินและหลักประกันแห่งภาระหนี้สินต่างๆ ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์พารา จำกัด (มหาชน) ซึ่งถูกระงับการดำเนินกิจการและองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน หรือ ปรส.ประมูลขายเพื่อชำระหนี้ตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ..2540 มาตรา 7 และมาตรา 21 บัญญัติให้องค์การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) มีหน้าที่ดำเนินการแก้ไขฟื้นฟูฐานะของบริษัทเงินทุนหรือบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการตามคำสั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังลงวันที่ 26 มิถุนายน 2540 และวันที่ 5 สิงหาคม 2540 ซึ่งสั่งโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ มาตรา 30 วรรคหนึ่งและวรรคห้า บัญญัติกรณีคณะกรรมการ ปรส.เห็นว่าบริษัทดังกล่าวบริษัทใดไม่อาจแก้ไขหรือฟื้นฟูฐานะหรือการดำเนินงานได้ ให้รายงานรัฐมนตรีทราบ และให้คณะกรรมการ ปรส.มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการประกอบด้วยประธานกรรมการและกรรมการอื่นอีกไม่น้อยกว่าสองคนมีอำนาจเข้าดำเนินการแทนบริษัทนั้น และทำการชำระบัญชี การขายทรัพย์สินเพื่อชำระบัญชีของบริษัทเงินทุนหรือบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ให้เปิดประมูลโดยเปิดเผย หรือแข่งขันราคาตามวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด และให้องค์การได้รับค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละหนึ่งของราคาที่ขายได้ และพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ..2540 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) ..2541 มาตรา 30 ทวิ วรรคหนึ่งบัญญัติกำหนดการขายทรัพย์สินเพื่อชำระบัญชีบริษัทที่ถูกระงับการการดำเนินกิจการให้องค์การดำเนินการประกาศรายการพร้อมด้วยรายละเอียดตามสมควรของทรัพย์สินที่จะขาย วัน เวลา และสถานที่ที่จะขายทรัพย์สินนั้นล่วงหน้าก่อนกำหนดวันขายไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน โดยเปิดประกาศรายการและรายละเอียดไว้ในที่เปิดเผย ณ สำนักงานขององค์การโฆษณาในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และโฆษณาในหนังสือพิมพ์รายวันอย่างน้อยหนึ่งฉบับเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าสามวัน บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมีลักษณะพิเศษแตกต่างจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งเป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ใช้บังคับโดยทั่วไป โดยให้องค์กรที่รัฐจัดตั้งขึ้นเป็นผู้ชำระบัญชีบริษัทเงินทุนหรือบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ ซึ่งรวมถึงอำนาจในการขายทรัพย์สิน และกำหนดวิธีการขายทรัพย์สินไว้ รวมทั้งกำหนดสิทธิของผู้ซื้อทรัพย์สินดังกล่าว การขายทรัพย์สินของบริษัทเงินทุนหรือบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการดังกล่าวย่อมต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายนี้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้การขายทรัพย์สินเป็นไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม และได้ราคาสูงสุด ซึ่งเป็นประโยชน์แก่การชำระบัญชีบริษัทนั้นๆ และกระทบกระเทือนต่อการนำเงินงบประมาณแผ่นดินไปชำระหนี้ของบริษัทดังกล่าวที่มีอยู่ต่อกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินอันเนื่องจากการเข้าช่วยเหลือพยุงฐานะทางการเงินและสภาพคล่องของบริษัทเงินทุนหรือบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการก่อนถูกสั่งระงับการดำเนินกิจการน้อยที่สุด สัญญาขายข้อ 1 ให้คำจำกัดความคำว่า "ข้อเสนอราคาซื้อแบบผูกพัน" หมายถึงข้อเสนอราคาเกี่ยวกับกลุ่มสินทรัพย์สำหรับการจำหน่ายของ ปรส.เลขที่ เอฟอาร์เอ 06-ซีโอ ลงวันที่ 11 สิงหาคม 2542 ที่ผู้ซื้อ (หรือผู้ค้ำประกันแล้วแต่กรณี) ได้ยื่น และ ปรส.ได้ประกาศให้ชนะการเสนอราคาสำหรับกลุ่มสินทรัพย์ดังกล่าวคำว่า "ผู้ค้ำประกัน" หมายถึง เอเอสโอไอ (เดลาแวร์) แอล.แอล.ซี ที่แนบท้ายสัญญานี้เป็นเอกสารแนบท้าย ง คำว่า "สัญญาค้ำประกัน" หมายถึงสัญญาค้ำประกันที่ออกโดยผู้ชนะการเสนอราคาสำหรับกลุ่มสินทรัพย์ในการจำหน่ายของ ปรส.เลขที่ เอฟอาร์เอ 06 ซีโอ ถ้าผู้ชนะการเสนอราคาดังกล่าวมิได้เป็นผู้ซื้อ ตามแนบที่แนบท้ายสัญญานี้เป็นเอกสารแนบท้าย ง (ถ้ามี) คำว่า "หนังสือสัญญา" หมายถึงหนังสือสัญญา (ถ้ามี) ที่ผู้ซื้อเป็นผู้ทำในกรณีที่ผู้ซื้อมิได้เป็นผู้ชนะการเสนอราคาในการจำหน่ายของ ปรส.เลขที่ เอฟอาร์เอ 06-ซีโอ อันเกี่ยวกับสัญญานี้ ซึ่งแนบท้ายสัญญานี้เป็นเอกสารแนบท้าย จ สัญญาขาย ซื้อ 13 (5) ให้ถือเอกสารต่อไปนี้เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาด้วย คือ เอกสารแนบท้าย ก แนบคำขอรับแฟ้มข้อมูลการจำหน่ายสินทรัพย์ลงนามโดยผู้ซื้อ (หรือผู้ค้ำประกันแล้วแต่กรณี)ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2542 เอกสารแนบท้าย ข แนบคำขอเข้าศึกษาข้อมูลในห้องเก็บข้อมูลลงนามโดยผู้ซื้อ (หรือผู้ค้ำประกัน แล้วแต่กรณี) ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2542 เอกสารแนบท้าย ค แบบฟอร์มข้อเสนอราคาซื้อแบบผูกพัน ลงนามโดยผู้ซื้อ (หรือผู้ค้ำประกันแล้วแต่กรณี) ลงวันที่ 11 สิงหาคม 2542 เอกสารแนบท้าย ง แบบฟอร์มสัญญาค้ำประกันชนิดเพิกถอนไม่ได้ลงนามโดยผู้ซื้อ (หรือผู้ค้ำประกัน แล้วแต่กรณี) ลงวันที่ 30 กันยายน 2542 เอกสารแนบท้าย จ แบบฟอร์มหนังสือสัญญาลงนามโดยผู้ซื้อ (หรือผู้ค้ำประกัน แล้วแต่กรณี) ลงวันที่ 30 กันยายน 2542 และข้อ 13 (8) ระบุการค้ำประกัน หากผู้ซื้อได้รับโอนสิทธิในการทำสัญญามาจากผู้ชนำการเสนอราคาในเวลาเดียวกันกับเวลาที่ผู้ซื้อทำและส่งมอบสัญญานี้ ผู้ชนะการเสนอราคาได้ลงนามและลงมอบสัญญาค้ำประกันให้แก่ ปรส. ซึ่งแนบท้ายสัญญานี้เป็นเอกสารแนบท้าย ง ให้ถือว่าการได้รับสัญญาค้ำประกันโดย ปรส.เพื่อประโยชน์ของบรรดาผู้ขายนั้นเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนสำหรับการปฏิบัติการชำระหนี้ของผู้ขายแต่ละรายตามสัญญานี้ แม้จะได้กำหนดไว้ในสัญญานี้เป็นอย่างอื่นก็ตาม ข้อ 13 (13) กำหนดวิธีปฎิบัติเกี่ยวกับสินทรัพย์สินเชื่อพาณิชย์ และสินเชื่ออื่นที่มีคดีค้างพิจารณาอยู่ในศาล โดยให้ผู้ซื้อบอกกล่าวแก่ผู้ขายแต่ละรายผ่าน ปรส.ภายใน 90 วัน หลังการปิดการจำหน่ายว่าจะเลือกปฏิบัติในทางใดดังต่อไปนี้ (1) ให้ผู้ขายถอนฟ้องถ้าเป็นไปได้ ในกรณีนี้ผู้ขายจะใช้ความพยายามเต็มที่ในอันที่จะถอนฟ้องภายใน 30 วัน นับแต่วันรับการบอกกล่าว และผู้ขายจะเป็นผู้รับค่าธรรมเนียมศาล และรับเงินประกันศาลที่ได้รับคืน (2) พยายามร้องสอดเข้ามาแทนที่ในฐานะโจทก์หรือเข้าเป็นโจทก์อีกรายหนึ่งภายใน 30 วัน นับแต่ได้บอกกล่าวแก่ผู้ขาย เมื่อผู้ซื้อเข้าแทนที่หรือเข้าเป็นโจทก์อีกรายหนึ่งได้แล้วจะชดใช้คืนค่าใช้จ่ายในคดีให้แก่ผู้ขาย ในกรณีผู้ซื้อได้รับคืนเงินประกันศาลสำหรับการดำเนินคดีซึ่งผู้ขายชำระไปก่อนหน้า ผู้ซื้อจะคืนเงินให้ผู้ขายในทันที ถ้าไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าแทนที่หรือเข้าเป็นโจทก์อีกรายหนึ่งผู้ซื้อจะถอนฟ้อง และส่วนแนบท้าย ระบุเอกสารแนบท้าย ก ถึง เอกสารแนบท้าย จ ด้วย แต่โจทก์ไม่จัดส่งเอกสารแนบท้ายอันเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาขาย  ดังนี้เห็นว่าโจทก์มิใช่ผู้ที่ชนะการประมูลซื้อ หรือชนะการแข่งขันเสนอราคาในการประมูลขายทรัพย์สินจากการขายของ ปรส.โดยตรง หากแต่เข้าทำสัญญาขายกับ ปรส.ในฐานะผู้ซื้อแทนเอเอสโอ ไอ (เดลาเวร์) แอล แอล ซี ผู้ชนะการเสนอราคาในการขายของ ปรส.การทำสัญญาขายระหว่างโจทก์ และปรส. ดังกล่าวไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์แห่งพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ..2540 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.. 2540 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) ..2541 ที่มุ่งประสงค์ให้ ปรส.ขายทรัพย์สินเพื่อชำระบัญชีของบริษัทเงินทุนและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ โดยการประมูลโดยเปิดเผยหรือแข่งขันราคาตามวิธีการที่คณะกรรมการกำหนดโดยบริสุทธิ์ ยุติธรรม และได้ราคาสูงสุดดังที่วินิจฉัยมาข้างต้น ถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้ซื้อทรัพย์สินซึ่งถูกระงับการดำเนินกิจการจากการขายของ ปรส.เพื่อการชำระบัญชีตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ..2540 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ..2540 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) ..2540 ไม่อาจเข้าทำสัญญาขายกับ ปรส.ได้ การที่โจทก์เข้าทำสัญญาเป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้ซื้อในสัญญาขายพร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.18 และ จ.19 ซึ่งเป็นการขายทรัพย์สินเพื่อชำระบัญชีของบริษัทเงินทุนและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการโดย ปรส.ผู้ขาย โดยมิได้ยื่นซองเสนอราคาในการประมูลหรือแข่งขันราคา เป็นการไม่ปฏิบัติการตามบทบัญญัติแห่งพระราชกำหนดดังกล่าวอันเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์ย่อมไม่อาจแสวงสิทธิใดๆ ตามสัญญาขาย เรียกร้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญานายหน้าตัวแทนซื้อขายหลักทรัพย์ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ขายตามสัญญาขายได้ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นข้อ 2

 

 

พิพากษายกฟ้อง ค่าธรรมเนียมเป็นพับ

 

 นายยอดชาย อภัยสันติพงษ์

 นายอำนวย โอภาพันธ์

 

 

 

ที่มา >>www.matichon.co.th

 

 

 

 

Hosted by www.Geocities.ws

1