
เกิดความหวั่นวิตกในวงการผู้จัดทำเว็บไซต์ กรณีน.พ. ธเนศ พัวพรพงษ์
เจ้าของเว็บไซต์ไทยคลินิคดอทคอม (www.thaiclinic.com)
ถูกยื่นฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาท หลังจากที่มีผู้นำจดหมายร้องเรียนแพทย์สภามาโพสต์ลงไปในเว็บบอร์ดของไทยคลินิค
และนายแพทย์ที่มีชื่อปรากฏในจดหมายร้องเรียนได้ยื่นฟ้องตั้งแต่เดือนส.ค.ที่ผ่านมา
ซึ่งศาลได้นัดไต่สวนมูลฟ้อง ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา
น.พ.ธเนศพยายามเจรจายอมความกับโจทก์แล้วแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ
กรณีดังกล่าว เว็บมาสเตอร์รายหนึ่งเปิดเผย ผู้จัดการออนไลน์ว่า
ได้สร้างความหวั่นไหวให้กับผู้จัดทำเว็บไซต์พอสมควร
โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่มีเว็บบอร์ดที่เปิดให้ผู้อ่านสามารถตั้งกระทู้แสดงความคิดเห็นกันได้โดยอิสระ
หรือเว็บไซต์ข่าวที่เปิดให้ผู้อ่านใส่ข้อความแสดงความคิดเห็นเข้ามาได้
ดังกรณีเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ เป็นต้น
ซึ่งเป็นไปได้ยากมากที่จะสกัดกั้นข้อความอันเป็นการหมิ่นประมาทไม่ให้ปรากฏขึ้นบนเว็บ
ถึงแม้ว่าผู้ดูแลเว็บไซต์จะสามารถลบข้อความที่เข้าข่ายหมิ่นประมาทออกไปภายหลังได้
แต่ถ้ายึดเอากรณีเว็บบอร์ดของไทยคลินิกเป็นบรรทัดฐานแล้ว
ผู้ดูแลเว็บไซต์มีโอกาสที่จะถูกฟ้องหมิ่นประมาทได้ตลอดเวลา หากมีข้อความหมิ่นประมาทปรากฎขึ้นบนเว็บไซต์
เพียงแค่วินาทีเดียว แล้วมีคนก็อปปี้เว็บเพจไว้เป็นหลักฐานเท่านั้น
เว็บมาสเตอร์รายเดิมกล่าว
ก่อนหน้านี้ นายวันฉัตร ผดุงรัตน์ ผู้บริหารเว็บไซต์พันธ์ทิพย์ดอทคอม(www.pantip.com)
ผู้ดำเนินการเว็บบอร์ดรายใหญ่ของไทย กล่าวว่า
รู้สึกแปลกใจว่าเหตุใดผู้เสียหายจึงฟ้องร้องเจ้าของเว็บไซต์ด้วย
เพราะกลไกที่ต่างประเทศดำเนินการเมื่อเกิดการหมิ่นประมาทบนเว็บบอร์ดก็คือ
ผู้เสียหายต้องร้องเรียนมาที่เจ้าของเว็บบอร์ด
ถ้าเจ้าของเว็บบอร์ดลบออกหรือได้กระทำการตามที่ผู้เสียหายได้ร้องขอแล้ว
จะถือว่าทางเว็บบอร์ดไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง
สื่ออินเทอร์เน็ตมีความแตกต่างจากหนังสือพิมพ์
เพราะทุกบทความที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์เป็นบทความของเจ้าหน้าที่ในสังกัด
ซึ่งบรรณาธิการต้องเป็นผู้รับผิดชอบ
แต่เว็บบอร์ดเป็นสถานที่ที่ใครก็เข้ามาเขียนได้ตลอดเวลาแม้กระทั่งตอนที่ผู้ดูแลเว็บไซต์กำลังนอนหลับ
สถานการณ์ดังกล่าวถือเป็นเรื่องรุนแรงสำหรับคนทำเว็บบอร์ด
เพราะต้องแบกรับความเสี่ยง แต่เนื่องจากภาพรวมของเว็บบอร์ด
ถือว่าให้ประโยชน์มากกว่าโทษ เว็บไซต์ส่วนใหญ่จึงยอมเปิดบริการนี้ขึ้น
สำหรับเว็บไซต์ไทยคลินิคดอทคอมนั้น
เป็นเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลรักษาสุขภาพ
พร้อมทั้งมีบริการให้คำปรึกษาทางด้านสุขภาพแก่ประชาชนทั่วไป
ผ่านทางเว็บบอร์ดโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
ด้านนายรณชัย เนตรอัมพร ทนายความประจำสำนักงานอรุณอมรินทร์ทนายความ กล่าวว่า
ถึงแม้ข้อความในเว็บบอร์ดจะเข้าข่ายหมิ่นประมาทผู้อื่น แต่โดยหลักการแล้วถือว่า
ผู้จัดทำเว็บไซต์ไม่มีความผิด เพราะความผิดฐานหมิ่นประมาทตามกฎหมายอาญานั้น
จะดูที่เจตนาเป็นหลัก
เปรียบเสมือน ถ้ามีคนเขียนไปรษณียบัตรมีข้อความกล่าวหาผู้อื่นให้เสื่อมเสีย
แล้วบุรุษไปรษณีย์นำไปรษณียบัตรนั้นไปส่ง ก็ไม่ถือว่าบุรุษไปรษณีย์มีความผิด
นายรณชัยกล่าว และชี้ว่า กรณีที่มีผู้โพสต์ข้อความที่เป็นการหมิ่นประมาทเข้าไปในเว็บบอร์ดไทยคลีนิคนั้น
เจ้าของเว็บไทยคลินิคไม่ต้องรับผิดชอบ เพราะไม่ได้มีเจตนา คนที่ผิดจริงๆ ก็คือคนที่โพสต์ข้อความเข้ามา
และจะเอาผิดเขาได้ก็ต่อเมื่อสามารถสืบค้นได้ว่าเขาคือคนที่โพสต์ข้อความนั้นจริง
ทนายรณชัยให้ความเห็นอีกว่า กรณีที่ศาลรับฟ้องคดีไทยคลินิคถือเป็นเรื่องปกติในกระบวนการยุติธรรม
ถ้าเห็นว่าครบองค์ประกอบของคดี คือมีข้อความที่เข้าข่ายหมิ่นประมาท
และชื่อผู้ที่ถูกฟ้องอาจเข้าไปเกี่ยวข้อง
ศาลจะรับไว้ก่อนแล้วพิจารณาจากพยานหลักฐานในภายหลังว่า
ผู้ถูกฟ้องมีความผิดจริงหรือไม่
นายรณชัยย้ำว่า
คนทำเว็บไซต์จะมีความผิดก็ต่อเมื่อเจตนาในการทำเว็บไซต์นั้นจงใจจะทำผิดกฎหมาย เช่น
ทำเว็บโป๊ ขายของผิดกฎหมาย เป็นต้น หรือ
เนื้อหาที่จัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอผ่านเว็บมีข้อความหมิ่นประมาท
ซึ่งกรณีนี้เว็บไซต์ประเภทข่าว
หรือเว็บไซต์หนังสือพิมพ์มีสิทธิ์ที่จะถูกฟ้องได้ง่าย
โดยเฉพาะถ้าเนื้อหาที่ลงตีพิมพ์มีข้อความหมิ่นประมาทแล้วนำขึ้นเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตด้วย
หากหนังสือพิมพ์ถูกฟ้อง เว็บมาสเตอร์ก็มีสิทธิ์ที่จะถูกฟ้องด้วย
ส่วนข้อความที่โพสต์ขึ้นไปในเว็บบอร์ด หรือ การเปิดให้ผู้อ่านแสดงความคิดเห็นนั้น
ถือว่าไม่เกี่ยวกับผู้จัดทำเว็บไซต์ หากเป็นข้อความที่หมิ่นประมาท
ก็ไม่ถือว่าคนจัดทำเว็บมีความผิด
เว็บไซต์ไทยคลินิกไม่มีเจตนาที่จะหมิ่นประมาทผู้อื่นจึงไม่น่าที่จะมีมูลความผิดตามกฎหมายอาญา
แต่ในทางแพ่ง ผมไม่แน่ใจ หรือเว้นแต่จะใช้กฎหมายอื่นมาประกอบ
นายรณชัยกล่าวทิ้งท้าย
ทั้งนี้ กรณีการฟ้องร้องผู้จัดทำเว็บไซต์ ในคดีหมิ่นประมาทยังถือเป็นเรื่องใหม่
แม้ว่าสื่อทางอินเตอร์เน็ตได้เริ่มแพร่หลายมาตั้งแต่เมื่อราว 10 ปีก่อน
โดยเรื่องนี้เพิ่งมีความชัดเจนในบางประเทศเมื่อต้นเดือนธันวาคม 2002 ที่ผ่านมา
เมื่อศาลสูงออสเตรเลียได้ตัดสินออกมาว่า
ผู้เสียหายสามารถฟ้องหมิ่นประมาทและดำเนินคดีกับเว็บไซต์ได้ในรัฐวิคตอเรีย (Victoria)
ประเทศออสเตรเลีย
หากพบว่าเนื้อหาที่ปรากฏบนเว็บไซต์ดังกล่าวขัดต่อกฎหมายของออสเตรเลีย
ตามรายงานจากสำนักข่าวบีบีซีและเอพี เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2002
นักวิเคราะห์ชี้ว่า คำตัดสินดังกล่าวจะเป็นต้นแบบของการพิจารณาคดีหมิ่นประมาทอื่นๆ
และส่งผลกระทบต่อสื่อสิ่งพิมพ์และเว็บไซต์ทั่วโลก ใน 190
ประเทศที่มีประมวลกฎหมายว่าด้วยกรณีหมิ่นประมาทใช้ ขณะที่องค์กรสื่อเกรงว่า
การตัดสินของศาลสูงออสเตรเลียในครั้งนั้น จะเปิดช่องให้เกิดการฟ้องร้องขึ้นทั่วโลก
และบีบพวกเขาให้ต้องทบทวนคอนเนื้อหาอย่างถี่ถ้วนก่อนนำเสนอผ่านเว็บไซต์
การตัดสินในกรณีดังกล่าวของศาลสูงออสเตรเลีย ถือเป็นการเปิดทางให้องค์กรสื่อทั่วโลก
มีสิทธิ์ถูกฟ้องดำเนินคดีในศาลประเทศออสเตรเลียได้
แม้ว่าโจทก์หรือผู้เสียหายจะไม่ได้อาศัยอยู่ในออสเตรเลียก็ตาม นอกจากนั้น
ยังมีผลครอบคลุมถึงส่วนอื่นๆด้วย เช่น การหมิ่นประมาทคำพิพากษาของศาล เป็นต้น
มันทำให้วงการสื่อสะเทือน
พวกเขาอาจถูกฟ้องได้จากทุกที่ที่เข้าถึงเว็บไซต์หรืออินเทอร์เน็ตได้
ไม่เฉพาะแต่ในประเทศที่เป็นจุดกำเนิดบทความเท่านั้นดาเมียน สเตอร์ซาเกอร์ (Damian
Sturzaker) นักกฎหมายผู้เชี่ยวชาญคดีหมิ่นประมาท กล่าว
กระนั้น ศาลสูงก็กล่าวว่า
ศาลจะรับพิจารณาคดีกับเฉพาะบุคคลที่มีชื่อเสียงหรือเป็นที่รู้จักเท่านั้น
ที่มา หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ